LOGIN“องค์หญิงหลีโม่ช่างยิ่งยโสนักเจอหน้ากุ้ยเฟยเฟนียงเหนียงกลับไม่ยอมคุกเข่าคำนับคิดว่าฐานะองค์หญิงของตัวเองสูงส่งล้ำค่านักหรือไง”
“หนานเจาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของต้าเซี่ยเรา นางเป็นองค์หญิงมาจากใหนกัน…โอ๊ะ องค์หญิงหลีโม่คนนี้ดูท่าจะถือตัวเก่งยิ่งกว่าพี่สาวชั้นต่ำของนางเสียอีก”คำพูดเย้ยหยันยังไม่ทันจางหายไปในอากาศ บรรยากาศรอบตำหนักก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวคำว่า "พี่สาวชั้นต่ำ" ทำหน้าที่เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของหลีโม่ ความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวผู้เป็นที่รักและต้องทนทุกข์ทรมานผุดวาบขึ้นมาในหัว ปลุกเพลิงโทสะให้โหมกระพือขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะสะกดกลั้น “เจ้า…เจ้าจะทำอะไร! เสียงที่เคยเย่อหยิ่งเย้ยหยันเมื่อครู่บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อเห็นเงาร่างของหลีโม่ก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวองค์หญิงต่างเมืองทำให้ลมหายใจของสนมสาวติดขัด หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ หลีโม่ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นตำหนักอย่างนอบน้อม ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากคมกริบเป็นเรียบร้อยอ่อนหวานอย่างไร้ที่ติ“เหนียงเหนียงทรงมีสง่าราศีงดงามยิ่งนักหลีโม่จ้องมองจนเคลิ้มจึงเสียมารยาทไปชั่วขณะเพคะ”คำพูดที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือรวมถึงท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนกะทันหัน ทำให้เหล่าสนมที่กำลังหวาดกลัวถึงกับชะงักค้างไปตามๆ กัน พวกมันมองสตรีที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างสลับกับสนมผู้สูงศักดิ์ด้วยความงุนงง ไม่ทันตั้งรับกับเล่ห์เหลี่ยมและการพลิกลิ้นที่รวดเร็วยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือนี้ “เงยหน้าขึ้นมา” “ขอบพระทัยเหนียงเหนียง” ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มกลับสู่ความปกติ ห่างออกไปอีกฝั่งหนึ่งหลังแนวพุ่มไม้และต้นไม้ใหญ่ ฮ่องเต้โจวเหยียนทรงยืนทอดพระเนตรเหตุการณ์อยู่เงียบๆ พระเนตรคมกวาดมองหลีโม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า มุมปากยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกสนุกและสนใจในความจัดเจนของนาง สายลมมาปะทะเข้าที่จมูกของหลีโม่เธอก็รู้ทันทีว่าเขาคือใคร(กลิ่นที่คุ้นเคยเหลือเกิน)เธอคิดและยิ้มเบาๆพร้อมกับค่อยๆลุกขึ้น สายตาคมกลอกมองเรือนร่างและใบหน้าขององค์หญิงจากหนานเจาที่ยืนอยู่ เขาคลียิ้มกริ่มตรงมุมปาก แววตาฉายความเจ้าเล่ห์อย่างเปิดเผยขณะทอดมองนางจากระยะไกล ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในหัวทันที(องค์หญิงที่หนานเจาส่งมานี้แต่ละคนหน้าตางดงามถูกใจเรายิ่งนัก) “เจ้าก็เหมือนกับพี่สาวของเจ้านั่นแหล่ะเป็นแค่ของเล่นชิ้นงาม”เสียงกระซิบเยือกเย็นลอดผ่านริมฝีปากที่ยิ้มหยัน ก่อนที่เรียวปลายนิ้วเย็นเฉียบจะเอื้อมไปยลโฉมใต้คางของหลีโม่ แล้วออกแรงเชยขึ้นบังคับให้สบตา หลีโม่ทำทีสะดุ้ง“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงกำลังชมหลีโม่ว่างดงามเหมือนเสด็จพี่หญิงใช่ใหมเพค่ะ”สิ้นเสียงใสของนาง เสียงหัวเราะคิกคักเบาๆ ก็พลันหลุดเล็ดลอดออกมาจากกลุ่มสนมที่ยืนรายล้อมอยู่รอบด้าน พวกนางพยายามปิดปากกลั้นยิ้มเมื่อได้ยินการตีความคำพูดที่พลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือ“องค์หญิงที่หนานเจาส่งมาคราวนี้คงไม่ใช่คนปัญญาอ่อนหรอกนะ” “ดอกโบตั๋นนั้นงดงามและหรูหราข้าชอบมันมากได้ยินว่าองค์หญิงหลีโม่แม้จะเติบโตมาในวังหลังโดยไม่พบปะผู้คนแต่เชี่ยวชาญการวาดภาพยิ่งนักไม่สู้ให้องค์หญิงช่วยเราวาดภาพโบตั๋นนี้ต่อให้เสร็จดีใหมล่ะ” หลีโม่ ย่อกายลงอย่างนอบน้อม ดวงตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นแห่งความตระหนก ก่อนจะเอ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “เพค่ะ” “ภาพที่เหนียงเหนียงวาดคือสุดยอดแห่งโบตั๋นหยกดำซึ่งเป็นสีที่เลียนแบบได้ยากที่สุด หากลงพู่กันพลาดไปเพียงนิดเกรงจะทำให้ภาพโบตั๋นนี้เสียเอาได้แม้แต่ฝ่าบาทยังเคยตรัสชมว่าฝีมือการวาดภาพของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงนั้นเป็นเลิศที่สุดในต้าเซี่ย ไม่ใช่ว่าพวกกระจอกที่ใหนจะมาวาดต่อจากเหนียงเหนียงได้หรอกนะ”สนมนางหนึ่งพูดขึ้น หลีโม่ไม่ได้สนใจคำพูดที่พวกนางพูดเธอแอบยิ้มมุมปาก“ข้าขอยืมปิ่นหงส์ของเหนียงเหนียงมาใช้ได้หรือไม่” “ปิ่นงั้นหรือ”เหนียงเหนียงสงสัยว่าเธอจะเอาปิ่นไปทำอะไร“หลีโม่จำเป็นต้องขอยืมปิ่นหงส์ของเหนียงเหนียงถึงจะสามารถผสมสีที่เหมาะสมที่สุดออกมาได้เพค่ะ” ว่าแล้วนางก็เอื้อมมือปลดปิ่นหงส์ทองคำสลักลวดลายวิจิตรออกจากมวยผมอย่างไม่นึกเสียดาย ก่อนจะยื่นส่งให้หลีโม่ตรงหน้าด้วยใบหน้ายิ้มเยาะ“องค์หญิงหลีโม่รบกวนเจ้าแล้ว” ในขณะที่เธอรับปิ่นหงส์จากมือกุ้ยเฟยมาเธอได้เหลืออบไปเห็นฮ่องเต้แอบมองเธออยู่ “สีของกลีบดอกโบตั๋นหยกดำนี้แดงสดราวกับเลือดมิสู้ให้หลีโม่ใช้เลือดของตัวเองเป็นวัตถุดิบมาผสมเป็นสีวาดภาพเถอะเพค่ะ” นางใช้ปลายปิ่นหงส์อันแหลมคมกรีดลงบนท้องแขนของตนเองอย่างรวดเร็วและเด็ดเดี่ยว ทันใดนั้น หยดเลือดสีแดงฉานก็ร่วงหล่นหยดลงสู่ถาดสีทีละหยด ผสมผสานกลืนไปกับเนื้อสีทันที "ว้าย!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นระงม สนมเอกและนางสนมที่ยืนรายล้อมต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก บางคนถึงกับยกมือปิดปากด้วยความตกใจและคาดไม่ถึง ฮ่องเต้ที่แอบดูอยู่ได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านต้นไม้ด้วยความเงียบงัน ยามที่เห็นองค์หญิงหลีโม่ใช้ปิ่นกรีดแขนตนเองเพื่อนำเลือดมาผสมสีอย่างไร้ความลังเล ดวงเนตรคมกริบก็ฉายแววระอุขึ้นวูบหนึ่งในความบ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวจนน่าตกใจนั้น... กลับแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นและแรงปรารถนาอันแรงกล้าที่ยากจะหาผู้ใดเทียบยามสายภายในสวนหลวงเงียบสงบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกเหมยลอยปะปนไปกับสายลม หลีโม่เดินทอดน่องไปตามทางหินอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวแตะกลีบดอกไม้ที่ยื่นออกมาจากกิ่ง ก่อนจะก้มลงมองดอกหนึ่งอย่างสนใจโดยไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างมากนัก นางกำนัลหลายคนเดินตามหลังสตรีผู้หนึ่งในอาภรณ์หรูหรา เครื่องประดับทองคำบนศีรษะสะท้อนแสงแดดวูบวาบทุกครั้งที่นางขยับกาย หรงกุ้ยเฟยเดินผ่านทางเดินกลางสวนด้วยท่าทีสูงส่ง ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นหลีโม่ที่ยืนอยู่ไม่ไกล “นังทาสชั้นต่ำ เห็นข้าแล้วกล้าดียังไงถึงไม่เข้ามาทำความเคารพ”หลีโม่ค่อยๆก้าวเข้ามาหาเธอ”ถวายบังคมพี่กุ้ยเฟยเพคะ”“นี่น่ะหรือกิริยามารยาทของเจ้าช่างเป็นของชั้นต่ำที่เอาออกงานไม่ได้จริงๆ” หลีโม่กลับไม่ได้สะทกสะท้าน นางเพียงยกมือจัดปลายแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเงยหน้าขึ้นมองหรงกุ้ยเฟยตรง ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้า“พี่กุ้ยเฟยเพคะช่วงนี้หม่อมฉันพึ่งจะได้เรียนรู้คำใหม่คำหนึ่งคือคำว่า…ได้ท้ายจนเหลิง”ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยความโกรธ คำพูดนั้นไม่ต่างจากการตบหน้ากันต่อหน้าผู้คน นางก้าวเข้าหาหลี่โม่โดยไม่สนใจว่าเหล่านางกำนัลกำลังมองอยู่ มือเรียวยกขึ้นสูงหมายจะฟาดลงบนใ
“ต่อหน้าคนอื่นทำเป็นว่านอนสอนง่ายตอนนี้เหมือนกับแมวยั่วสวาทไม่มีผิด”หลีโม่เงยหน้าขึ้นสบตา รอยยิ้มยั่วเย้าปรากฏขึ้นที่มุมปากก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อมแต่ท้าทาย “แต่ฝ่าบาทไม่ใช่คนอื่นนี่เพคะ”คำตอบนั้นเปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดี รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคาย ก่อนปากจะทาบทับลงมาปิดกั้นคำพูดทั้งหมดด้วยจุมพิตที่เร่าร้อนและดุดัน เขาบดขยี้เรียวปากนุ่มอย่างเอาแต่ใจ ไล่ต้อนความหวานล้ำภายในโพรงปากจนหลีโม่ต้องส่งเสียงครางแผ่วด้วยความตื่นตระหนกปนซ่านเสียวอยู่ๆเธอก็หยุดชะงักลง“กลัวหรือ ไม่ต้องกลัวเราจะทำเบาๆ”(กลัวรึ ข้ากลัวเหลือเกินกลัวว่าพวกเจ้าจะตายไม่ทรมานพอไม่เจ็บใจพอจนไม่อาจปลอบประโลมวิญญาณท่านพี่บนสวรรค์ได้ กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงตำหนักจี๊เล่อคืนนี้ท่านคงรอฝ่าบาทเก้อแล้วล่ะ) ความคิดในหัวของหลีโม่ดังก้องตัดสลับกับเสียงลมหายใจกระชั้นชิด ฝ่าบาททรงโน้มหน้าลงมาซุกไซร้ซอกคอขาวผ่อง ขบเม้มสร้างรอยสีจางอย่างหลงใหล ทรงคิดว่ารอยยิ้มนั้นเกิดจากความเคลิบเคลิ้มที่พระองค์ทรงปรนเปรอให้ แต่หารู้ไม่ว่ามันคือรอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังนับถอยหลังเวลาของใครบางคนแสงแดดยามเช้าทอดผ่านม่านเข้ามาอย่างเ
“บนโลกนี้ยังมีคนยอมมกรีดเลือดวาดภาพเพื่อประจบเหนียงเหนียงอีกหรือถึงกับใช้วิธีกรีดข้อมือเอาเลือดออกมาใช้เลยทีเดียว องค์หญิงจากแคว้นเล็กๆแถบชายแดนช่างต่ำต้อยไร้รสนิยม”“ข้าชอบสุนัขที่เชื่อฟังแต้ถ่าต่ำต้อยเกินไปมันก็น่าเบื่อ ข้าเริ่มเพลียแล้วจะไปพักผ่อนสักครู่แยกย้ายกันไปเถอะ”กุ้ยเฟยเอ่ยจบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบเป็นครั้งสุดท้าย สีหน้าของนางยังคงสงบนิ่งราวกับคำพูดเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องขบขันเล็ก ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ทว่าบรรดานางสนมที่อยู่รายรอบกลับพากันหัวเราะออกมาเบาๆบางคนก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แต่แววตาทุกคู่ล้วนเต็มไปด้วยความเห็นพ้อง“เหนียงเหนียงคงอยากเตรียมตัวเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ที่ตำหนักจี๊เล่อในคืนนี้สินะเพค่ะ”หรงกุ้ยเฟยปรายตามองหลีโม่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก แววตาของนางเต็มไปด้วยความเยาะเย้ยอย่างไม่คิดปิดบัง“แต่ถ้าพี่สาวเจ้าว่านอนสอนง่ายสักสามส่วนของเจ้าก็คงไม่ทำให้ข้ารู้สึกรังเกียจถึงเพียงนั้น…ฮ่า ฮ่า องค์หญิงก็อยู่ที่นี่ตั้งใจวาดภาพต่อไปเถอะนะ”นางพูดพลางหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป “น้อมส่งเหนียงเหนียง”หลั
“องค์หญิงหลีโม่ช่างยิ่งยโสนักเจอหน้ากุ้ยเฟยเฟนียงเหนียงกลับไม่ยอมคุกเข่าคำนับคิดว่าฐานะองค์หญิงของตัวเองสูงส่งล้ำค่านักหรือไง”“หนานเจาเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของต้าเซี่ยเรา นางเป็นองค์หญิงมาจากใหนกัน…โอ๊ะ องค์หญิงหลีโม่คนนี้ดูท่าจะถือตัวเก่งยิ่งกว่าพี่สาวชั้นต่ำของนางเสียอีก”คำพูดเย้ยหยันยังไม่ทันจางหายไปในอากาศ บรรยากาศรอบตำหนักก็ราวกับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบงันที่น่ากลัวคำว่า "พี่สาวชั้นต่ำ" ทำหน้าที่เหมือนคมมีดที่กรีดซ้ำลงบนบาดแผลในใจของหลีโม่ ความทรงจำเกี่ยวกับพี่สาวผู้เป็นที่รักและต้องทนทุกข์ทรมานผุดวาบขึ้นมาในหัว ปลุกเพลิงโทสะให้โหมกระพือขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากจะสะกดกลั้น“เจ้า…เจ้าจะทำอะไร! เสียงที่เคยเย่อหยิ่งเย้ยหยันเมื่อครู่บัดนี้สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ เมื่อเห็นเงาร่างของหลีโม่ก้าวเข้ามาใกล้ ความกดดันอันหนักอึ้งที่แผ่ออกมาจากตัวองค์หญิงต่างเมืองทำให้ลมหายใจของสนมสาวติดขัด หัวใจเต้นรัวด้วยความหวาดกลัวที่พุ่งขึ้นมาถึงขั้วหัวใจหลีโม่ดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว เธอย่อตัวลงคุกเข่ากับพื้นตำหนักอย่างนอบน้อม ท่วงท่าและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนจากคมกริบเป็นเรียบร้อยอ่อนหวานอย่างไร้ที่ติ“เห
พระราชวังต้าเซี่ย หรงกุ้ยเฟยสนมคนโปรดของโจวเหยียนภายในตำหนักของหรงกุ้ยเฟยอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอ่อน ๆ บรรยากาศยามสายเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงน้ำจากสระด้านนอกไหลแผ่วเบา หรงกุ้ยเฟยนอนเอนกายอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสบาย พระพักตร์ที่มักเย็นสงบยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด เบื้องหน้ามีโต๊ะเตี้ยวางผลไม้และชาร้อน ส่วนปลายตั่งนั้น หรูฮวาขันทีคนสนิทกำลังนั่งคุกเข่า ค่อย ๆ นวดคลึงฝ่าเท้าให้นางอย่างระมัดระวังนางเหลือบมองขันทีคนสนิทที่ยังคงตั้งอกตั้งใจรับใช้ ก่อนยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจ“เจ้าทาสชั้นต่ำฝีมือเจ้าเริ่มมีลูกเล่นมากขึ้นแล้วนะ” “พระวรกายของเหนียงเหนียงล้ำค่ายิ่งนักฝ่าบาททรงทะนุถนอมเป็นที่สุดกระหม่อมมิกล้าทำให้ความไว้ใจของฝ่าบาทและเหนียงเหนียงเสียไปพะยะค่ะ”ปลายนิ้วของเขาลูบผ่านเรียวขาอย่างแผ่วเบาเพียงครู่เดียว ก่อนจะกลับไปนวดอย่างสำรวม ทว่าความรู้สึกจากสัมผัสนั้นทำให้หรงกุ้ยเฟยมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางเม้มริมฝีปากก่อนปรายตามองเขาอย่างรู้ทันซ่งเหม่ยเหริน สนมของโจวเหยียน “ในหกตำหนักจะมีผู้ใดเทียบความงามสนมของโจวเหยียนได้แม้แต่ตำหนักจี๊เล่อก็มีเพียงเหนียงเหนียงเข้าออก
ฝ่าเท้าที่คล้องด้วยโซ่ตรวนก้าวเดินเข้าไปทีละก้าวอย่างเชื่องช้า ราวกับพื้นเบื้องล่างหนักอึ้งด้วยแรงโน้มถ่วงแห่งความจริงที่ไม่อยากยอมรับ ลมหายใจสะท้านเฮือกขึ้นเป็นระยะ พร้อมกับหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วยและไหลอาบแก้มลงมาเงียบๆ โดยไม่มีเสียงสะอื้น“เสด็จพี่หญิง”ปลายนิ้วที่เย็นเฉียบจับชายผ้าสีขาวที่คลุมทับร่างอยู่ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างเชื่องช้าทันทีที่ใบหน้าอันซีดเซียวปรากฏแก่สายตา ความรู้สึกแรกที่พุ่งเข้ามาคือความเศร้าและความตกตะลึงราวกับมีคนเอาของแข็งมาฟาดเข้ากลางหน้าผากที่แก้มของร่างที่ไร้ลมหายใจนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่รอยแผลเป็นจางๆ จากความทรงจำ แต่มีคำว่า "ต่ำช้า" เขียนด้วยตัวหนังสือหวัดๆ ราวกับจงใจตอกย้ำความทุกข์ทรมานก่อนจากไป“นี่คือกระดิ่งทอง” (เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพี่จะกลับมาหาเจ้าที่หนานเจา)“เจ้าเอ๋อร์…!!เจ้าจะทำอะไร”เสียงอุทานด้วยความตกใจของท่านแม่ดังลั่น เมื่อเห็นบุตรสาวพุ่งมือเข้าไปล้วงควานหาบางอย่างบริเวณเรียวขาของพี่หญิง ท่าทางกะทันหันนั้นทำให้ท่านแม่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบพุ่งเข้ามาห้ามปรามด้วยความคาดไม่ถึงทว่า ท่ามกลางความตื่นตระหนกและสายตาทุกคู่ที่มองมาด้วยความงุนงง มือเร







