Masukเมื่อเห็นชัชชนน์เดินกลับมาพร้อมกับกระเป๋าของเธอ หญิงสาวก็แทบกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจไว้ไม่อยู่ ชัชชนน์ยื่นกระเป๋าคืนให้เธอโดยไม่พูดอะไร ดวงตาคมกริบของเขายังคงฉายแววเย็นชา แต่ลึกๆ แล้วกลับมีความพึงพอใจเล็กน้อยที่ได้ช่วยเหลือหญิงสาวคนนี้
“คุณเป็นคนไทยใช่ไหมคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด สำเนียงภาษาของเขาทำให้เธอเดาได้ไม่ยากว่าเขาต้องเป็นคนไทยที่กำลังฝึกพูดภาษาอิตาเลี่ยน ดวงตากลมโตเปล่งประกายระยิบระยับเพื่อรอคำตอบ ราวกับพบเจอญาติสนิทในแดนไกล
ชัชชนน์ ชะงักไปเล็กน้อยกับคำทักทายเป็นภาษาไทยอย่างชัดถ้อยชัดคำของสาวลูกครึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ ดวงตาคมกริบยังคงทอดมองเธออย่างระมัดระวัง แต่ก็คลายความแข็งกระด้างลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินภาษาที่คุ้นเคย
“ฉันก็คนไทยค่ะ!” สาวลูกครึ่งผมดำขลับ อุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างแท้จริง รอยยิ้มหวานพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ราวกับดอกไม้แรกแย้มที่เบ่งบานรับแสงตะวัน
“ดีใจจังเลยค่ะ...ที่เจอคนไทยที่นี่” ร่างอรชรยืนสง่าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและความยินดี ความรู้สึกหวาดหวั่นที่เกาะกุมหัวใจเมื่อครู่ พลันจางหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“คุณมาเรียนหรือว่ามาทำงานคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามต่อด้วยความใคร่รู้ ดวงตากลมโตจับจ้องใบหน้าคมคายของชายหนุ่มอย่างคาดหวัง ว่าคำถามนี้จะสามารถงัดคำพูดเพิ่มเติมจากปากของคนไทยมาดขรึมตรงหน้าได้บ้าง
“ผมมาทำงานครับ” ชัชชนน์ ตอบสั้นๆ น้ำเสียงยังคงราบเรียบ แต่ก็มีความจริงจังแฝงอยู่
“เอ่อ..ขอโทษนะคะ แล้วคุณทำงานอะไร?” หญิงสาวเอ่ยถามอย่างเกรงใจ พลางชะลอจังหวะคำพูดลงเล็กน้อย ด้วยความคุ้นเคยกับนิสัยของคนไทยที่อาจถือเรื่องส่วนตัว เธอไม่อยากให้คำถามนี้ดูเป็นการล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของเขามากจนเกินไป ทว่าในใจลึกๆ กลับรู้สึกว่าคงปล่อยให้ชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์ดึงดูดคนนี้เดินจากไปเฉยๆ โดยไม่รู้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับตัวเขาเลยไม่ได้ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างดึงดูดให้เธออยากทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น
“ผมกำลังติดต่อผู้จ้างงานอยู่ครับ แต่ว่ายังติดต่อไม่ได้เลย” ชัชชนน์ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความกังวลเล็กน้อย ดวงตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดอย่างเห็นได้ชัด
“ตายจริง!” เธออุทานด้วยความเห็นใจ ใบหน้าสวยแสดงความเป็นห่วงและเป็นกังวลเล็กน้อย ก่อนที่เสียงหวานจะเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความเห็นใจ
“แย่จังเลยนะคะ”
“เอางี้มั้ย คุณเรียนจบอะไรมาคะ?” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้นทันทีที่ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในสมอง น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความหวัง
“ผมจบวิศวะครับ วิศวะโยธา” ชัชชนน์ตอบ ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่ใบหน้าของหญิงสาวลูกครึ่งอย่างสนใจ
“งั้นดีเลยค่ะ!” เธอร้องออกมาด้วยความยินดีอย่างแท้จริง
”ที่บริษัทคุณพ่อของฉัน เป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้าง งานนี้น่าจะเหมาะกับคุณ” รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าสวยของเธออย่างเต็มที่
“นี่ค่ะ นามบัตร ถ้าคุณสนใจก็ติดต่อมาได้เลยนะคะ” มือเรียวบางพลางยื่นนามบัตรสีขาวสะอาดให้ชัชชนน์ด้วยความหวังดี
ชายหนุ่มรับนามบัตรมาพิจารณาอย่างละเอียด ดวงตาคมกริบไล่อ่านตัวอักษรอย่างช้าๆ เมื่อเห็นชื่อของลูเซียโน และตำแหน่งที่ระบุไว้ในนามบัตร แววตาของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มีประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออกฉายขึ้นมา ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยอย่างมีเลศนัย แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น
“ขอบคุณอีกครั้งนะคะ คุณเก่งจัง?” หญิงสาวลูกครึ่งเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชม เธอมองใบหน้าหล่อเหลาของชัชชนน์ด้วยความหลงใหล ความรู้สึกประทับใจแรกพบแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกซาบซึ้งและชื่นชมอย่างสุดหัวใจ
“คุณระวังตัวด้วยนะครับ แถวนี้วัยรุ่นติดยาอยู่กันเยอะ” เขาบอกทิ้งท้ายก่อนจะเดินจากไป ทันใดนั้น! เสียงหวานก็เอ่ยขึ้นตามหลัง
“เดี๋ยวค่ะ!” หญิงสาวรีบร้องเรียกเขาเอาไว้
“คุณพอจะมีเวลาสักครู่ไหมคะ?” เสียงหวานรีบเอ่ยขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปจากสายตา เธอไม่อาจปล่อยให้ชายหนุ่มรูปงามราวกับเทพบุตรคนนี้เดินจากไปเฉยๆ ได้ หัวใจดวงน้อยๆ เต้นระรัวด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอเองก็ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง ทว่าสัญชาตญาณบอกเธอว่า เธอต้องรู้จักเขาให้มากกว่านี้ และความปรารถนาเล็กๆ ในใจก็หวังว่า นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ดี
ชัชชนน์หันกลับมามองเธอด้วยแววตาที่ยังคงเรียบเฉยตามมารยาท สาวสวยลูกครึ่งผิวขาวจัดราวกับหิมะ พาชัชชนน์ไปยังร้านกาแฟหรูที่อยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดใหม่คลอเคล้าไปกับกลิ่นหอมหวานของขนมที่เพิ่งอบใหม่ ๆ สร้างบรรยากาศได้โรแมนติกไม่น้อย
เธอสั่งเครื่องดื่มสำหรับสองคนและเดินกลับมาด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะมานั่งลงตรงหน้าชายหนุ่มแล้วจ้องมองใบหน้าคมคายของเขาอย่างเปิดเผย ดวงตากลมโตเป็นประกายชื่นชมในความช่วยเหลือและความมาดมั่นของชายหนุ่ม ไม่นานเสียงหวานใสก็เอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบนั้น
“ฉันชื่อเมญาดาค่ะ เรียกว่าญาดา ก็ได้” เธอแนะนำตัวอย่างเป็นกันเองด้วยรอยยิ้มหวาน
“ผมชัชชนน์ครับ” เขาตอบสั้นๆ โดยไม่มีรอยยิ้มตอบกลับ
“ขอบคุณคุณอีกครั้งนะคะคุณชัชชนน์ ถ้าไม่ได้คุณ ฉันต้องแย่แน่ๆ เลย” เมญาดากล่าวด้วยความจริงใจ
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่ผ่านมาเห็นคุณเข้าพอดี” ชัชชนน์ ตอบเรียบๆ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบๆ ร้านกาแฟอย่างสังเกตการณ์ ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์โดยรอบ
ทันใดนั้นเอง! ความสงบเงียบในร้านกาแฟก็ถูกทำลายลง เมื่อสายตาคมกริบของชัชชนน์สังเกตเห็นรถตู้สีดำทมึนคันหนึ่ง ติดฟิล์มกรองแสงดำสนิท แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้านอาหารอย่างรวดเร็ว ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ ประตูรถเปิดออกแทบจะทันที พร้อมกับการปรากฏตัวของชายในชุดสูทที่รีบร้อนก้าวลงจากรถ ตามมาด้วยร่างสูงใหญ่ของชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำสนิทอีกหลายคน ทุกคนแต่งกายคล้ายกับกลุ่มบอดี้การ์ดที่พร้อมปฏิบัติภารกิจ ก่อนที่หนึ่งในนั้นจะก้าวเท้าตรงเข้ามายังโต๊ะที่ชัชชนน์นั่งอยู่
“คุณญาดาครับ นายท่านเป็นห่วงคุณมากครับ ไม่คิดว่าคุณจะหนีออกมาเที่ยวคนเดียวแบบนี้” หนึ่งในชายชุดสูทเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น เมญาดาถอนหายใจเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแววเบื่อหน่ายออกมาทันที
“บอกคุณพ่อด้วย ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวเที่ยวเบื่อฉันก็กลับเองแหละ” เธอบอกกับหัวหน้าลูกน้องเสร็จก็รีบโบกมือไล่พวกที่เหลืออย่างไม่ใส่ใจ
“พวกคุณกลับไปได้แล้ว ฉันกำลังคุยธุระอยู่” ชายใส่สูทมองหน้าชัชชนน์ราวกับประเมิณสถานการณ์ ก่อนจะโค้งศีรษะให้เธออย่างนอบน้อมและเดินกลับไปรอยังรถตู้ตามเดิม
ชัชชนน์ สังเกตการณ์ทุกอย่างด้วยความเงียบสงบ จากลักษณะท่าทางและการเรียกขาน เขาเดาได้ไม่ยากว่าชายกลุ่มนั้นคงเป็นลูกน้องของบิดาเธอ มาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่ลูกสาวแสนสวยดูจะไม่ค่อยอยากอยู่ภายใต้การดูแลสักเท่าไหร่
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างราบรื่น เมญาดาเล่าถึงความสนุกสนานของการที่แอบคุณพ่อของเธอมาเดินเดียว เพื่อดูบรรยากาศคึกคักบนถนนคนเดินในปอร์ตาให้ชัชชนน์ฟังอย่างออกรสออกชาติ เสียงหวานเจื้อยแจ้วเล่าถึงของขึ้นชื่อในเมืองนี้ รวมถึงอาหารริมทางที่น่าลิ้มลอง ส่วนชัชชนน์กลับเป็นผู้ฟังที่ดี และตอบคำถามของเธอน้อยมาก
ทว่าในความเงียบขรึมนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความสนใจอย่างเงียบๆ เมญาดาเองก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับการที่เขาพูดน้อย แต่เธอกลับรู้สึกถึงเสน่ห์แห่งความลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ราวกับมีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ท่าทีเย็นชานั้น
ไม่นานนัก โทรศัพท์ในกระเป๋าของเมญาดาก็ดังขึ้น เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยของบิดาดังลอดออกมาตามสาย สั่งให้เธอกลับบ้านทันทีด้วยน้ำเสียงแห่งความเป็นห่วง เมญาดาถอนหายใจเล็กน้อยอย่างขัดใจก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอแล้วมีหนุ่มไทยมาช่วยเอาไว้ เมื่อเธอคุยสายกับผู้เป็นบิดาสิ้นสุดลง หญิงสาวก็หันมาชวนชัชชนน์ด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหวัง
“คุณชัชคะ ไปพบคุณพ่อของญาดาที่บ้านด้วยกันไหมคะ?” ชัชชนน์ เลิกคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบเปล่งประกายแห่งความหวังออกมาเพียงแค่วูบเดียว เขาเห็นโอกาสบางอย่างซ่อนอยู่ในคำเชิญนั้น จึงตอบรับอย่างไม่ลังเล
“ยินดีครับ” เขาตอบด้วยรอยยิ้ม เมญาดาไม่คิดว่าเขาจะยอมไปกับเธอง่าย ๆ แต่เธอก็ดีใจเหลือเกินที่เขาตอบตกลง
จากนั้น ทั้งสองคนก็เดินออกจากร้านกาแฟ ไปขึ้นรถตู้คันเดิมที่มารับเมญาดา โดยมีชัชชนน์นั่งเคียงข้างเธอ ความเงียบปกคลุมภายในรถ แต่กลับเป็นความเงียบที่ไม่ได้อึดอัด หากแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ระหว่างทั้งสอง
ตอนที่ 36 ตอนจบบรรยากาศในห้องอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความรักที่ผสานรวมกัน ความเศร้าโศกค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความหวังและความผูกพัน ชัชชนน์รู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้าอาจไม่ง่าย แต่เขาก็พร้อมที่จะก้าวเดินไปพร้อมกับเมญาดาและวีโอลา เพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นและเติมเต็มความรักที่ขาดหายไปในชีวิตน้อยๆ ของเด็กหญิงผู้สูญเสียมารดาเช้าวันรุ่งขึ้น ลูเซียโนได้นำกำลังตำรวจบุกเข้าไปจับชลธิชาน้องสะใภ้ ด้วยหลักฐานจากกล้องวงจรปิดหน้ารถที่บันทึกภาพรถของมาร์โกไล่ตามสังหารชัชชนน์เมื่อวานนี้ รถคันนั้นเขาเพิ่งจะมอบให้ชัชชนน์ขับไปรับส่งวีโอลาที่โรงเรียนแต่เขาก็ติดกล้องวงจรปิดเอาไว้ทั่วทั้งคัน เพราะคิดว่าวันหนึ่งมันจะได้ใช้ประโยชน์ซึ่งตำรวจก็ออกหมายจับชลธิชาอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อมาร์โกถูกควบคุมตัวและสอบสวนอย่างหนัก จนเขายอมจำนนต่อหลักฐานและซัดทอดไปยังผู้บงการแต่โดยดี นั่นก็คือชลธิชาแม้ในตอนแรกชลธิชาจะปฏิเสธเสียงแข็ง แต่หลักฐานจากการแชทที่เธอวางแผนการอันชั่วร้ายกับมาร์โกก่อนหน้านี้ ก็มัดตัวเธอจนดิ้นไม่หลุด ในที่สุดเงามืดแห่งความชั่วร้ายที่ปกคลุมคฤหาสน์มานาน ก็ถูกแสงแห่งความยุติธรรมแผดเผาจนสิ้นสองวันต่อมา
ตอนที่ 35 Truth Bomb!“จริงๆ นะฉันไม่ได้โกหก” นริลญาเอ่ยเสียงแผ่วแต่หนักแน่น“ตอนนั้นแม่ของฉันก็หนีหัวซุกหัวซุน ไม่มีโอกาสได้ไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับแม่ของคุณ ท่านเสียใจมากที่พ่อของคุณต้องมาเสียชีวิต ก่อนหน้านั้นแม่พาฉันหนีไปพร้อมกับพ่อของคุณ ตอนนั้นฉันยังเด็กมาก...” เธอหยุดเล็กน้อย กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก“แม่เองก็อยากพาพี่ญาดาไปด้วย แต่ด้วยความยากลำบากในการหลบหนี ทำให้แม่ตัดสินใจพาฉันไปแค่คนเดียว...แต่ระหว่างทาง พวกเราก็ถูกมาร์โกตามมาทัน...และพ่อของคุณก็ถูกเขาฆ่าเสียก่อน” น้ำเสียงของนริลญาสั่นเครือเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงเหตุการณ์อันแสนเจ็บปวดในอดีต“พ่อของคุณถูกมาร์โก...ลูกน้องของพ่อ ที่เป็นสามีลับ ๆ ของน้าชล ไล่ตามล่าและฆ่าตาย...เพราะน้าชลอยากได้พ่อเป็นสามีเพื่อต้องการครอบครองทุกอย่าง”เมื่อรถยนต์จอดสนิท ณ บ้านพักเงียบสงบหลังเล็ก ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้เขียวครึ้ม ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ นริลญาหันมาเผชิญหน้ากับชัชชนน์อีกครั้งแล้วบอกกับเขา“ช่วงนี้คุณพักที่นี่ไปก่อนนะ” แสงสุดท้ายของวันสาดส่องผ่านผ้าม่านบางเบา แววตาของเธอมุ่งมั่นและหนักแน่น ราวกับแบกรับภาระอันยิ่
ตอนที่ 34 อยากให้เธอเข้าใจ...วันนี้หลังเลิกงานชัชชนน์ เดินทางไปรับวีโอลาที่โรงเรียนของเธอ ลูเซียโนที่รู้สึกผิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้มอบรถยนต์ประจำตำแหน่งคันหรูให้กับชัชชนน์ เพื่อใช้ในการรับส่งวีโอลาได้อย่างสะดวกสบาย ชายหนุ่มอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถด้วยความรักใคร่ ไม่นานนักรถยนต์คันงามก็เคลื่อนตัวออกจากบริเวณโรงเรียน มุ่งหน้ากลับสู่อพาร์ตเมนต์ของชัชชนน์“พ่อชัชคะ...วันนี้ที่โรงเรียนหนู...มีกิจกรรมสนุก ๆ ด้วยค่ะ” เสียงเล็กๆ ของวีโอลาเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราวในวันนี้อย่างสนุกสนาน ชัชชนน์ยิ้มบางๆ ฟังลูกบุญธรรมด้วยความอบอุ่นในหัวใจ“ว้าว!!!..กิจกรรมอะไรน่า ถึงทำให้ลูกสาวของพ่อยิ้มได้ขนาดนี้” ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะเอ่ยตอบทันใดนั้น!!!“ปัง! ปัง! ปัง!”เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้องในตอนกลางวัน รถยนต์กระบะสีดำสนิทคันหนึ่งพุ่งเข้ามาประกบด้านข้างรถของชัชชนน์อย่างกระชั้นชิด ก่อนจะรัวกระสุนเจาะทะลุตัวถังรถเข้ามาอย่างน่าหวาดเสียว ทำลายความสงบสุขภายในรถ ที่สองพ่อลูกกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน“บ้าเอ๊ย!” ชัชชนน์ สบถเสียงต่ำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจสุดขีด สัญชาตญาณนักสู้ทำงานทันที เขาหัก
ตอนที่ 33 โลกหมุนให้เราพบกันณ สวนกุหลาบหลังคฤหาสน์ แสงจันทร์สีนวลอาบไล้กลีบดอกไม้สีแดงสด อเลสเซียนั่งหลังพวงมาลัยรถหรู หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน เรื่องราวฝาแฝดของเมญาดา ที่เคยฟังดูราวกับนิทานกำลังปรากฏเป็นความจริงตรงหน้าแล้วในที่สุด...ร่างบอบบางของ นริลญาก็ค่อยๆ ย่องออกมาจากเงามืดของสวนกุหลาบหลังคฤหาสน์ แสงจันทร์จับใบหน้าหวานที่เปื้อนดินและฝุ่นเล็กน้อย อเลสเซียถึงกับตะลึงค้าง ราวกับมองเห็นภาพสะท้อนของเพื่อนสนิท นริลญามีใบหน้า ดวงตา โครงสร้างทุกอย่างแทบจะถอดแบบเมญาดามาอย่างน่าประหลาดใจ ยกเว้นเพียงเรือนร่างที่ดูแข็งแรงกว่าเล็กน้อย เพราะเมญาดาเอาแต่เจ็บป่วยจนร่างกายซูบผอม“นาริล! ทางนี้!” อเลสเซียรีบลดกระจกลง ก่อนจะโบกมือเรียกด้วยน้ำเสียงเบาหวิวที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นริลญารีบวิ่งตรงมาที่รถอย่างรวดเร็วแล้วรีบเปิดประตูเข้าไปนั่งข้างคนขับพลางถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก“ขอบคุณมากนะคะที่มารับ” นริลญากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย“เฮ่ย!!...ไม่เป็นไรเลยนาริล...ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเธอจะเหมือนกันขนาดนี้...นะเนี่ย!!” อเลสเซียยังคงมองนริลญาด้วยความทึ่ง ก่อนจะรีบ
ตอนที่ 32 ความลับของคฤหาสน์“มาร์โก! แก แก...รีบ ๆ มา ๆ ที่คฤหาสน์ ด่วน ๆ เลย!!” เสียงของชลธิชาติดอ่างและสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ ปลายสายเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกราวกับคนกำลังจะจมน้ำ เธอเดินวนไปวนมาในห้องนอนหรูหราด้วยความกระวนกระวายราวกับหนูติดจั่น เหงื่อกาฬเริ่มผุดพรายตามไรผม ใบหน้าสวยซีดเผือด ดวงตาเรียวคมกริบสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว“นายหญิงครับ...ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ” เสียงของมาร์โกดังลอดมาจากโทรศัพท์ ก่อนจะพยายามพูดเพื่อประคองสติที่กำลังแตกกระเจิงของหญิงสาวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอย่างลับ ๆ ของเขาแล้วในตอนนี้ แม้สถานะของเขาจะเป็นเพียงแค่ลูกน้องที่คอยรับคำสั่ง แต่ความสัมพันธ์ลับๆ ที่ลึกซึ้งนั้นก็ผูกมัดทั้งสองไว้ด้วยผลประโยชน์อันมากมาย มาร์โกตระหนักดีว่าความมั่นคงในชีวิตของเขานั้นขึ้นอยู่กับความสำเร็จและความอยู่รอดของชลธิชา ดังนั้นในยามที่นางบำเรอผู้ทรงอิทธิพลเสียขวัญ เขาก็ต้องทำหน้าที่ประดุจเสาหลัก เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองเช่นกัน“มีอะไรค่อยๆ เล่าให้ผมฟังทีละขั้นทีละตอน ตอนนี้ผมเองก็สับสนไปหมดแล้วครับนายหญิง”“เกิดอะไรขึ้นที่คฤหาสน์เหรอครับ?”“นังเด็กนั่น! นังเด็กนริลญา! มันกล
ตอนที่ 31 เอาทุกอย่างที่เป็นของฉันคืนมาณ คฤหาสน์หรูของลูเซียโน ประตูไม้โอ๊คบานใหญ่ของห้องรับแขกค่อยๆ แง้มออก ราวกับม่านที่เปิดขึ้นสู่ฉากละครอันน่าติดตาม แสงตะวันยามเย็นสาดส่องเป็นลำยาว จับร่างของหญิงสาวที่ก้าวเข้ามาอย่างสง่างามดุจนางพญา ดวงตาคมกริบกวาดมองความโอ่อ่าของคฤหาสน์ด้วยแววตาที่ยากจะอ่านออก ราวกับกำลังจดจำทุกรายละเอียดของสถานที่...ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่พำนักอาศัยของเธอและมารดา“สวัสดีค่ะ น้าชล” เสียงหวานเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งเอ่ยทักทายชลธิชา ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้องรับแขก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจจนใบหน้าของเธอซีดเผือด“คุณน้าสบายดีมั้ยคะ?” นริลญา เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเยียบเย็น จนชลธิชา ถึงกับสะท้าน ดวงตาของเธอเบิกกว้างและไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ ก่อนจะจ้องมองนริลญาราวหลานสาวอีกคนราวกับเห็นวิญญาณร้าย จนต้องยืนอึ้งราวกับถูกสาป“คุณน้าคงสบายกว่าตอนที่คุณแม่หนูอยู่ที่นี่ใช้มั้ยคะ?” นริลญาย้ำคำถามคล้ายเดิมเดิม เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำให้ผู้เป็นน้า ดวงตาคมกริบมองใบหน้าซีดเผือดของชลธิชาอย่างไม่ละ“แต่นาริลว่า อากาศที่คฤหาสน์หลังนี้คงสดใสขึ้นเยอะเลยใช่ไหมคะ.







