LOGINเจ็ดปีผ่านไป... กาลเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นพึ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้
กชนิภาเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มวัย ความสวยของหญิงสาวเป็นที่หมายปองแก่บรรดาหนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่มากมาย
“แหม วันนี้หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้มาคะ ช่อใหญ่ซะด้วย เขาจีบหนูสายขิมเหรอ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะป้าจันทร์ รุ่นพี่ที่คณะให้มาเฉย ๆ ” กชนิภาตอบสาววัยกลางคน
“ผู้ชายให้ดอกไม้แสดงว่าผู้ชายชอบนะคะ” ป้าจันทร์ชี้แจงแก่สาวตรงหน้า
“คงไม่หรอกมั้ง” หญิงสาวปฏิเสธ
“ฉันได้ยินใครนะ มีหนุ่มมาจีบ” เสียงสาวิตรีดังขึ้นหยุดการสนทนาระหว่างกชนิภาและป้าจันทร์หันไปมองตามเสียง
“คุณนาย!! สวัสดีค่ะ” หญิงสาวพนมมือทั้งสองข้างไหว้แก่ผู้มีพระคุณ
“ก็หนูสายขิมสิคะคุณนาย หนุ่มที่ไหนไม่รู้ให้ดอกไม้ช่อใหญ่มา สงสัยเขามาจีบแน่เลย” ป้าจันทร์เอ่ยขึ้น
“จริงเหรอสายขิม” สาวิตรีหันไปถามกชนิภา
“เปล่าสักหน่อยนะคะ ป้าจันทร์แค่แซวเฉย ๆ ”
“ถ้าสายขิมจะมีความรัก ฉันไม่ว่าหรอก สายขิมก็โตแล้ว” สาวิตรีพูดให้กชนิภาสบายใจ
“ตอนนี้ขิมยังไม่คิดเรื่องนี้หรอก ขิมอยากเรียนให้จบเร็ว ๆ จะได้มาช่วยงานคุณนาย ขิมอยากตอบแทนบุญคุณคุณนายค่ะ”
“ฉันไม่เคยต้องการเลย”
“แต่ขิมอยากจะตอบแทนจริง ๆ นะคะ” เธอกล่าวยืนยันเสียงหนัก
“เฮ้อ...งั้นก็ตามใจสายขิม ถ้าวันไหนหนูอยากมีครอบครัวขึ้นมา ฉันอนุญาต”
“ขอบคุณมากค่ะ งั้นขิมตัวก่อนนะคะจะรีบไปเปลี่ยนเสื้อมาช่วยป้าจันทร์ในครัว”
“อืม ตามใจอยากจะทำอะไรก็ทำ” สาวิตรีทราบดีว่าตนเองไม่เคยห้ามกชนิภาได้เลย
“เดี๋ยวขิมมานะคะป้าจันทร์” หญิงสาวบอกสาววัยกลางคนก่อนจะเดินออกจากห้องครัว
หญิงสาวเดินได้ไม่กี่ก้าวจู่ ๆ เสียงของป้าจันทร์ดังขึ้นเป็นเหตุให้กชนิภาหยุดและเงี่ยหูฟัง
“คิดถึงคุณธามนะคะคุณนาย เจ็ดปีแล้วที่คุณธามไม่กลับมาบ้านเลย”
“อืม สาคิดถึงลูกมากเหมือนกัน ธามคงโกรธสาแหละ” สาวิตรีกล่าวเสียงสั่น
“คุณนายอย่าคิดมากนะคะ คุณธามอาจจะติดใจต่างประเทศเลยไม่อยากกลับบ้าน” ป้าจันทร์พยายามปลอบ
“ป้าจันทร์ไม่ต้องปลอบใจสาหรอก สารู้ดี”
“อย่าเครียดไปเลยคุณนาย สักวันคุณธามต้องกลับมา”
กชนิภายืนฟังครู่หนึ่งก่อนจะผละออก หญิงสาวเดินมาเรื่อย ๆ กระทั่งเดินมาหยุดหน้าห้องตนเอง มือบางผลักประตูเข้าไปข้างในพร้อมนั่งลงบนเตียงนอนพลางครุ่นคิดเรื่องที่ได้ยินเมื่อสักครู่
“เพราะเราสินะคุณธามถึงไม่ยอมกลับบ้าน” เธอรู้สึกไม่สบายใจที่เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด
ณ กรุงโรมประเทศอิตาลี ศูนย์กลางแห่งอารยธรรมและศิลปกรรม ร่างกำยำของใครคนหนึ่งบนตึกสูงเสียดฟ้ามองดูวิวด้วยสายตาไร้ความรู้สึก
นานแค่ไหนเจ้าของร่างกำยำผู้นี้ไม่เคยย่างก้าวเหยียบประเทศไทย ตั้งแต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ธมนินทร์ตัดสินใจไปเรียนไกลบ้าน โดยไม่เคยรับการช่วยเหลือจากมารดาแม้แต่น้อย เขาต้องใช้ชีวิตเพียงผู้เดียวในต่างแดนอย่างแสนยากลำบาก
เดิมทีชายหนุ่มมาเรียนด้วยกันกับแฟนสาว ทว่าเมื่อแอนจี้รู้เรื่องที่เขาไม่ได้รับเงินจากมารดา หญิงสาวจึงทิ้งเขาไปและคบกับนักธุรกิจคนหนึ่ง
นับตั้งแต่นั้นมาธมนินทร์กลายเป็นคนเย็นชาในความรัก เขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงทุกคนเพียงชั่วค่ำคืนไม่คิดจะจริงจังกับใคร
“ท่านประธานครับ” เดวิดหนุ่มลูกครึ่งไทย-อิตาลีเอ่ยเรียกเจ้านาย
“อืม ว่าไง” ธมนินทร์ตื่นจากภวังค์หันหลังไปมองตามเสียงของลูกน้องคนสนิท
“ขอโทษที่รบกวนครับ พอดีมีสายจากประเทศไทยโทรเข้ามา”
“ใคร!!” คิ้วดกดำขมวดเข้าหากัน
“เห็นบอกว่าเป็นคุณแม่ของท่านประธาน”
“เอามา” มือหนาเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์จากลูกน้อง
“นี่ครับ” เดวิดยื่นเสร็จ เขาก็เดินออกไปปล่อยให้ธมนินทร์อยู่ในห้องเพียงผู้เดียว
(ธามเหรอลูก นี่แม่เอง) ปลายสายพูดด้วยความดีใจ
“ครับ คุณแม่มีอะไรหรือเปล่า”
(แม่คิดถึงลูกมากกลับมาบ้านได้ไหม)
“เด็กนั่นยังอยู่บ้านเราอีกไหม ถ้ามันยังอยู่ผมไม่กลับ!!” ธมนินทร์พูดเสียงแข็ง ท่าทีเกรี้ยวกราดเมื่อนึกถึงกชนิภา
(โธ่ธาม!! มันนานมากแล้วลูกยังไม่เลิกโกรธสายขิมอีกเหรอ)
“ผมไม่ได้โกรธแต่ผมเกลียดมันต่างหาก!!” ชื่อของกชนิภายิ่งทำให้อารมณ์ของชายหนุ่มเดือด
ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับแอนจี้ต้องเลิกกัน ชายหนุ่มโทษว่าเป็นความผิดของกชนิภา ถ้าเขาไม่ได้มาต่างประเทศตัวเปล่าไร้ทรัพย์สินจากมารดา แอนจี้คงไม่มีทางบอกเลิกเขาแน่นอน
(เมื่อไรธามจะเลิกเกลียดสายขิมล่ะ น้องน่าสงสารมาก)
“หึ! น่าสงสารเหรอ น่ารังเกียจมากกว่า ถ้าคุณแม่จะโทรมาคุยเรื่องนี้ แค่นี้แหละ!!” ชายหนุ่มกำลังจะกดวางสาย เสียงของมารดาแทรก เขารีบยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูอีกครั้ง
“คุณแม่ว่าอะไรนะครับ ผมฟังไม่ถนัด”
(ถ้าลูกไม่กลับมาบ้าน คงไม่มีโอกาสได้เห็นแม่แล้วแหละ)
“คุณแม่หมายความว่าไงครับ คุณแม่!!” ชายหนุ่มพยายามเรียกมารดาทว่าเสียงปลายสายถูกตัด
ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
ธมนินทร์มองดูหน้าจอโทรศัพท์พึ่งดับไปเมื่อสักครู่ ภายในใจก่อเกิดความรู้สึกบางอย่าง สิ่งที่มารดาพูดทำให้จิตใจชายหนุ่มไม่สงบกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น
“เดวิดเข้ามาพบฉันที่ห้องหน่อย” ธมนินทร์กรอกเสียงเรียกลูกน้องคนสนิทผ่านอินเตอร์คอม
เพียงไม่กี่วินาทีเดวิดเดินเข้ามาหยุดอยู่กลางห้องทำงานใหญ่ของเจ้านาย
“ครับท่านประธาน”
“จองตั๋วกลับประเทศไทยให้ฉันสัปดาห์หน้า” เสียงส่งอำนาจออกคำสั่งกับลูกน้อง
“ได้ครับ ผมจะรีบจัดการให้เดี๋ยวนี้”
“อืม ออกไปได้” ฝ่ามือใหญ่ไล่ลูกน้องออกจากห้องหลังเสร็จธุระ
“ครับ” เดวิดค่อย ๆ ถอยหลังออกจากห้อง
ธมนินทร์หันไปมองวิวนอกตึกอีกครั้ง ต่อให้ไม่อยากกลับประเทศไทยมากขนาดไหนแต่คำพูดของมารดาทำให้ชายหนุ่มอดห่วงไม่ได้
“คุณนายพูดอย่างนั้น คุณธามจะรู้สึกไม่ดีหรือเปล่าคะ” เสียงหวานของกชนิภาเอ่ยถาม
“รู้สึกไม่ดีก็ช่าง ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกัน ฉันพูดขนาดนี้แล้วลูกชายฉันจะกลับมาไหม”
“เพราะขิมใช่ไหมคะ คุณธามถึงไม่อยากกลับมา” กชนิภาพูดเสียงสั่นเครือ ก้มหน้ามองพื้นอย่างคนสำนึกผิด
“เลิกคิดมากได้แล้วสายขิม ฉันไม่อยากให้เธอเครียดจนเกินไป” สาวิตรีเอ็ดคนตัวเล็ก
“แต่ว่า...” หญิงสาวเงยหน้าสบตาสาวิตรี ไม่ทันจะกล่าวสิ่งใดถูกสายตาดุดันของผู้มีพระคุณจ้องมา
“ถ้ายังพูดอีกคำฉันจะโกรธสายขิมแล้วนะ”
“ขิมไม่พูดแล้วค่ะ” เธอส่ายศีรษะไปมา
“อืม แล้วที่มหาลัยเป็นไงบ้าง ปีสุดท้ายแล้วใช่ไหม” สาวิตรีเอ่ยถามกชนิภา เด็กสาวที่เธอเอ็นดูดั่งบุตรหลาน
“ค่ะปีสุดท้ายแล้ว” กชนิภาตอบพร้อมส่งยิ้มหวาน หญิงสาวอยากจะเรียนจบเร็ว ๆ เพื่อจะได้ทำงานตอบแทนผู้มีพระคุณ
“ขาดเหลืออะไรก็บอก”
“ค่ะ” เธอตอบอย่างเข้าใจ
ความเงียบเข้ามาปกคลุม กชนิภามิอาจปล่อยวางเรื่องธมนินทร์ได้ ทุกอย่างเรื่องราวที่ผ่านมารบกวนจิตใจเธอเหลือเกิน
“คุณนายคะ ถ้าคุณธามกลับมา ขิมขอย้ายไปอยู่กับเพื่อนชั่วคราวนะคะ”
“ทำไม”
“เอ่อ ขิมกลัวว่าคุณธามจะอารมณ์ไม่ดีถ้าเห็นหน้าขิม”
“ไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้น ธามอายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ แล้ว ถ้ายังทำตัวเหมือนเด็กรังแกสายขิมอีก ฉันก็ไม่ปล่อยเหมือนกัน”
“แต่ว่า...”
“ไม่ต้องแต่อะไรทั้งนั้น ฉันไม่อยากจะพูดกับสายขิมแล้ว ไปดูดอกกุหลาบหลังบ้านดีกว่า” กล่าวเสร็จสาวิตรีลุกขึ้นออกจากห้องนั่งเล่น
กชนิภามองตามร่างของผู้มีพระคุณ เธอเองก็ไม่ได้อยากจะขัดใจผู้มีพระคุณมากหรอก แต่ถ้าธมนินทร์เจอเธอขึ้นมาจริง ๆ กลัวเขาจะทำร้ายตนเองจนสาหัส ขนาดตอนเป็นเด็กน้อยยังโดนมากขนาดนั้น โตขึ้นมาไม่รู้จะโดนมากขนาดไหน
“เฮ้อ...ทำไงดียัยขิม” หญิงสาวถอนหายใจบ่นพึมพำ
ทันทีที่รู้ว่าพอมีเวลา หญิงสาวจึงขอร้องให้เดวิดพาตนเองไปหาธมนินทร์ ณ สนามบิน“พี่เดวิดช่วยเร่งความเร็วรถให้หน่อยได้ไหมคะ”“ครับคุณสายขิม” เดวิดเหยียบคันเร่งเกือบสุดมิด ตั้งแต่ได้รู้ว่าหญิงสาว คือคนที่เจ้านายหนุ่มรัก เขาจึงไม่อาจตีเสมอหญิงสาวได้อีกรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดยังสถานที่หมาย กชนิภาวิ่งลงจากรถด้วยใจที่ว้าวุ่น เหลือเพียงอีกสิบนาทีเที่ยวบินอิตาลีใกล้จะออกหญิงสาวพยายามตามหาคนตัวโต ทว่ากลับไร้ร่องรอย กระทั่งเที่ยวบินดังกล่าวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอถึงกับทรุดลงด้วยความอ่อนแรง“ฮือ ฮือ พี่ธาม...ขิมขอโทษ” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอกลับไม่สนใจอีกแล้ว น้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำความตั้งใจจะทำให้คนตัวโตเจ็บ ทว่ากลับกลายเป็นเธอเองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน หากย้อนกลับไป เธออยากจะกลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านมา อยากจะล้มเลิกการแก้แค้นทั้งหมดมือบางลูบหน้าท้องแบนเรียบของตนเอง อีกในไม่ช้าเธอกำลังจะให้กำเนิดบุตรคนที่สอง ทว่าพ่อของลูกได้จากไปแล้ว“ร้องไห้เป็นเด็กไปได้” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวเธอเงยหน้
ธมนินทร์กลับมาถึงคฤหาสน์ช่วงเวลาเที่ยงคืน หลังจากหายไปทั้งวัน เขาไม่ได้ออกไปทำงานอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะมัวแต่ไปดื่มเหล้าเมามายกับบรรดาเพื่อนสนิทยังผับชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนผ่านความมืด ก้าวไปห้องน้ำ เพื่อชำระร่างกายกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยเกือบตีหนึ่ง เขาจึงมานอนข้างภรรยาฟูกที่ยุบลงทำให้กชนิภาหันไปมองชายหนุ่ม ซึ่งเขานอนหันหลังให้กับตนเอง ตลอดทั้งคืนหญิงสาวเฝ้าคอยให้เขากลับมา แต่เมื่อเขามาถึงห้อง เขากลับเมินตนเองเธอพลิกกายหันข้าง มองแผ่นหลังกำยำของคนตัวโต อยากจะกอดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้เพียงแตะแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา‘ขิมรักพี่ธาม’ พูดเพียงในใจ ก่อนจะข่มตาหลับพร้อมน้ำตายามรุ่งอรุณกชนิภาสะดุ้งตื่น เพราะเสียงอาเจียนที่ดังโฮกฮากมาจากห้องน้ำ ร่างบางลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย ก้าวลงจากเตียงขนาดคิงไซต์ไปหาคนตัวโตในห้องน้ำ“พี่ธามเป็นอะไรไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือบางลูบลงแผ่นหลังกว้างอุ๊บ อ๊วก อ๊วก ธมนินทร์โก่งคออาเจียนหน้าอ่าง ด้วยความอ่อนเพลียและเวียนศีรษะ ไม่ทันจะตอบคนตัวเล็ก อาการคลื่นไส้เริ่มต้นอีกครั้ง กว่าอาการจะดีขึ้นก็ผ่านไปสักพัก เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับใบหน้าซีดเ
กชนิภากลับมาอยู่คฤหาสน์โชติยศได้ประมาณสองสัปดาห์ เธอยังคงนอนแยกห้องกับชายหนุ่ม เนื่องจากกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่เขา“ขิมครับ คืนนี้พี่ขอนอนกับขิมและลูกด้วยได้ไหม” คนตัวโตพยายามออดอ้อนหญิงสาว แขนกำยำสอดเข้ากับเอวบาง“ไม่ได้ค่ะ พี่ธามจะนอนกับขิมได้ไง เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”“งั้นก็แต่งงานกับพี่นะครับ เราไปดูฤกษ์กันพรุ่งนี้ ตกลงไหม” ประคองใบหน้างาม“พี่ธามจะแต่งงานกับขิมจริงเหรอคะ” ถามลองเชิง“จริงครับ ถ้าไม่ใช่ขิมพี่จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น” เขาให้คำยืนยันหนักแน่น“เอ่อ แล้ว”“กังวลเรื่องอะไรเหรอครับ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน“ขิมไม่คู่ควรกับพี่ธาม ขิมก็แค่คนใช้” ก้มหน้ามองพื้น ไม่อาจสบตาคนตัวโต“ขิมไม่ใช่คนใช้ ขิมคือคนที่พี่รัก เอาอย่างนี้หลังจากแต่งงานกัน พี่จะให้ทนายทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของพี่ทุกอย่างให้ขิมหมดเลย เพื่อเป็นการชดใช้ ดีไหม” เขาแสดงความจริงใจแก่คนตัวเล็ก“จะดีเหรอคะ พี่ธามไม่กลัวขิมจะหลอกเหรอ” ชำเลืองมองท่าทีคนตัวโต“ไม่ครับ ขิมไม่มีทางหลอกพี่หรอก” พูดอย่างมั่นใจในตัวหญิงสาว“ถ้าขิมหลอกละคะ พี่ธามจะทำอย่างไร” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง เฝ้
“พี่ธามคะ ลุกขึ้นได้แล้ว” มือบางเขย่าร่างหนา“กี่โมงแล้วครับ” ลืมตามองหญิงสาวด้วยอาการสะลึมสะลือ“หกโมงเช้าแล้วค่ะ”“ยังเช้าอยู่เลย พี่ขอนอนต่อเถอะนะครับ” ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กระชับให้แน่นกว่าเดิม“ไม่ได้นะคะพี่ธาม เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมา ขิมไม่อยากให้เดหลีมาเห็นสภาพพี่ธามอย่างนี้”“ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง มองหญิงสาวที่อยู่ในเสื้อผ้าใหม่“ลุกแล้วก็แต่งตัวซะ”“เมื่อคืนขิมนอนไหน” ชายหนุ่มมองคนตัวเล็ก“ก็นอนกับลูกไงคะ” กล่าวเสร็จก็เดินจากไป“ได้ไงครับ ทิ้งพี่นอนคนเดียวได้อย่างไร” ชายหนุ่มรีบแต่งตัวและรีบไปหาหญิงสาวในห้องครัว“ทำไมจะไม่ได้คะ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง มองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจ มีท่าทีราวกับเด็กน้อย“ก็พี่หนาว” แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ“ขิมก็เอาผ้าห่มให้แล้วนะคะ พี่ธามจะเอาอะไรอีก”“พี่ก็อยากกอดเมียบ้าง” ถือวิสาสะยกตำแหน่งภรรยาแก่คนตัวเล็ก“เมียเหรอ” เสียงหวานเอ่ย“ใช่ครับ”“พี่ธามอย่ามาเกะกะในห้องครัว ลูกใกล้ตื่นแล้ว ขิมต้องเตรียมอาหารเช้า”“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ” คนตัวโตอาสา“ในครัวไม่มี ถ้าอย่างนั้นไปดูลูกหน่อย เดี๋ยวเดหลีตื่นขึ้นมา พาไปล้างหน้าล้างตาด้วยนะคะ”“ได้ครับ” พูดอย่าง
“นี่คุณธาม จะตามฉันมาอีกทำไม กลับไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้ว” เริ่มโมโห เพราะวันนี้ทั้งวันเขาคอยเดินตามไม่ห่าง“ไม่กลับ พี่จะอยู่กับขิมและลูก” คนตัวโตตีหน้ามึน พยายามขยับเข้าไปอยู่ใกล้คนตัวเล็ก“เฮ้อ” ถอนหายใจเฮือกหนึ่งด้วยความเหนื่อย เมื่อก่อนช่างดุดันราวกับราชสีห์ แต่มาตอนนี้อย่างกับแมวน้อย“อย่าพึ่งรำคาญพี่เลยนะครับ” กระซิบข้างหูคนตัวเล็ก“คุณธามเลิกทำตัวแบบนี้ได้แล้ว มันไม่เหมือนคุณเลย กลับไปโหดร้ายเหมือนเดิมดีกว่า” ไม่ค่อยจะชินสักเท่าไรกับเขาในโหมดนี้“ไม่ได้หรอกครับ พี่จะไม่ทำแบบนั้นกับคนที่รักอีกแล้ว ขอโทษ” จูบลงบนหลังมือบาง แววตาสื่อสิ่งที่ออกมาจากใจจริง“ระ รักเหรอ” เธอถึงกับขัดเขิน ใบหน้างามแดงซ่าน หันเบือนไปทางอื่น หลบดวงตาคมคู่นั้น“พี่รักขิมนะครับ ให้โอกาสพี่ได้ไหม” ผลักร่างเล็กลงไปนอนกับโซฟา ตรึงแขนเรียวทั้งสองข้าง“คุณธามจะทำอะไร” นานแค่ไหนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเขา บัดนี้หัวใจเต้นเร็วเหลือเกิน ราวกับจะปะทุออกมาจากอก“พี่คิดถึงขิมมาก ฟอดดด” ยื่นหน้าไปจูบแก้มนวล“คุณธามอย่าทำแบบนี้ ลูกยังไม่ได้หลับ” เธอแย้งคนตัวโตที่กำลังไล่ลงมาซุกไซร้ต้นคอ“งั้นพี่จะเอาเดหลีเข้านอน แล้วมาต
ชลธิชาออกมารอแพทย์หนุ่มตามคำสั่ง กระทั่งเกือบเวลาหกโมงเย็นเขาก็ยังไม่มา เธอจึงถอดใจตัดสินใจกลับบ้านเอง“หึ!! ผู้ชายก็เหมือนกันหมด” บ่นพึมพำไปเรื่อยระหว่างเดินไปป้ายรถเมล์ขณะหญิงสาวกำลังยืนคอยรถเมล์ จู่ ๆ มีรถหรูอันคุ้นเคยมาจอดตรงหน้าเธอ“ลูกปัดขึ้นรถ” เขาลดกระจกรถลง ทั้งเอ่ยเรียกเธอ ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งเมื่อหญิงสาวทำตัวเมินเฉย ภูริเดชเปิดประตูรถเดินไปอุ้มหญิงสาว ท่ามกลางผู้คนมากมายกำลังมองมา“ว้าย ไอ้หมอบ้า ปล่อยนะ!!” พยายามขัดขืน เพื่อให้เขายอมปล่อย แต่แรงอันน้อยนิดกลับสู้เขาไม่ได้เลยชายหนุ่มพาหญิงสาวเข้าไปนั่งข้างในรถพร้อมรัดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะวิ่งไปนั่งฝั่งคนขับ รีบออกรถทันที“ปล่อยนะไอ้หมอบ้า” เธอโวยวายใส่เขาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์“ผมจะพาไปกินข้าวเย็น” พูดอย่างใจเย็น แต่อีกคนร้อนรนดั่งไฟ“ไม่ไป!! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”ชายหนุ่มไม่ตอบยังคงขับรถไปเรื่อยตามจุดมุ่งหมาย คอยให้คนด้านข้างใจเย็นเสียก่อน ค่อยอธิบายเหตุผลให้ฟังหญิงสาวนั่งหน้าหงิก เมื่อเขาทำเหมือนไม่สนใจตนเอง“ที่พี่มารับช้า เพราะเกิดเรื่องที่โรงพยาบาลนิดหน่อย” มือหนาเอื้อมไปกุมมือบาง ส่งสายตาหวานเยิ้มจ้องมองหญิงสาวคนโดนมอ
เช้าวันใหม่แสนสดใส ทว่ากลับไม่ได้ทำให้กชนิภาสดใสตาม เพราะเรื่องเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจตลอดเวลา เธอไม่กล้าจะสู้หน้าคนตัวโต รู้สึกอับอายเหลือเกินวันนี้หญิงสาวมีเรียนช่วงบ่าย แต่ออกจากคฤหาสน์ตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอผู้คนหญิงสาวมักจะออกไปเรียนช่วงเช้าเป็นประจำ ทั้งยังเลี่ยงการไปพบเ
ยามเย็นตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สาวิตรีกำลังวุ่นวายกับสวนกุหลาบหลังบ้าน เสียงเรียกของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทำให้เธอหยุดชะงักและหันไปมอง“คุณแม่ครับ”“ธาม” สาวิตรีปล่อยบัวรดน้ำในมือลง สาวเท้าไปหาลูกชายด้วยความคิดถึงเจ็ดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ธมนินทร์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สาวิตรีสวมกอดร่างกำยำลูกชายอย่างโหย
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ธมนินทร์พูดคุยกับมารดาน้อยลง ทั้งเลี่ยงการเจอกชนิภา สถานที่ใดมีธมนินทร์ย่อมไม่มีกชนิภา ส่วนสถานที่ใดมีกชนิภาย่อมไม่มีธมนินทร์ ทุกคนในคฤหาสน์ต่างทราบกันดีวันนี้เช่นกันคฤหาสน์มีการจัดเลี้ยงฉลองเรียนจบปริญญาตรีของธมนินทร์ เขาก็ไม่ได้ชักชวนกชนิภาเข้าร่วมงานณ ริมสระว่ายน้ำของค
หลังจากงานศพนางมะลิซ้อนผ่านพ้นไปด้วยดี สาวิตรีก็อาสารับเลี้ยงกชนิภา ซึ่งให้การดูแลอย่างดีมอบทั้งความรักและการศึกษาที่ดี“ต่อไปนี้สายขิมย้ายมาอยู่คฤหาสน์หลังนี้กับฉันนะ ไม่ต้องอยู่เรือนคนใช้แล้ว” สาวิตรีอธิบายแก่สาวน้อย“ไม่ครับ!! ผมไม่มีทางยอมให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเด็กนั่นย้ายมาอยู่ที่นี่เ







