Mag-log inยามเย็นตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สาวิตรีกำลังวุ่นวายกับสวนกุหลาบหลังบ้าน เสียงเรียกของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทำให้เธอหยุดชะงักและหันไปมอง
“คุณแม่ครับ”
“ธาม” สาวิตรีปล่อยบัวรดน้ำในมือลง สาวเท้าไปหาลูกชายด้วยความคิดถึง
เจ็ดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ธมนินทร์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สาวิตรีสวมกอดร่างกำยำลูกชายอย่างโหยหา
“ผมกลับมาแล้วครับคุณแม่” ชายหนุ่มยกแขนกำยำกอดมารดาด้วยความคิดถึงเช่นกัน
“ธาม...ลูกกลับมาแล้ว แม่คิดถึงมากเลยนะ”
“คุณแม่เป็นอย่างไรบ้างครับ”
“แม่คิดถึงลูก ลูกแม่โตขึ้นเยอะเลย” สาวิตรียกมือจับใบหน้าหล่อเหลาของลูกชาย
“ผมก็คิดถึงแม่ครับ”
“ธามกินอะไรมายัง”
“ยังเลยครับ” คนตัวโตออดอ้อนมารดา
“งั้นเข้าไปในบ้านกัน เดี๋ยวแม่สั่งป้าจันทร์ทำอาหารให้” สาวิตรีจูงแขนกำยำธมนินทร์ให้เดินตาม นานแค่ไหนระหว่างเธอกับลูกชายไม่ได้อยู่ด้วยกัน
กชนิภากลับจากมหาวิทยาลัยช่วงห้าโมงเย็น หญิงสาวไม่ทราบสักนิดถึงการกลับมาของธมนินทร์ เธอรีบไปหาสาวิตรียังคฤหาสน์เหมือนทุกครั้ง
ทว่าวันนี้ช่างแตกต่างกว่าวันที่ผ่านมา ระหว่างหญิงสาวกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องนั่งเล่นเพื่อไปหาสาวิตรี เธอบังเอิญได้ยินบทสนทนาระหว่างสองแม่ลูก
“คุณแม่ป่วยตรงไหนครับ” ธมนินทร์ถามมารดาด้วยความเป็นห่วง
“แม่อยากให้ลูกกลับมาอยู่บ้าน” สาวิตรีเลี่ยงตอบคำถามลูกชายเบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นแทน
“ผมมีงานต้องทำที่อิตาลี ผมกลับมาบ้านไม่ได้” เขาหมายถึงห้างสรรพสินค้าที่ร่วมลงทุนเปิดกับเพื่อน
“ลูกอยู่อิตาลีทำงานอะไร” สาวิตรีแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับธมนินทร์สักนิด เพราะตลอดเจ็ดปีลูกชายไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย แถมไม่เคยย่างก้าวกลับมาหยิบคฤหาสน์หลังนี้ หากเธอไม่โกหกเรื่องป่วยไม่มีทางจะได้เจอกัน
“ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าครับ”
“ลูกเปิดห้างเหรอ” สาวิตรีถามด้วยความสนใจ
“ครับ”
“ดีเลยธาม ลูกก็กลับมาบริหารงานต่อจากแม่เลย ลูกอย่าลืมสิว่าครอบครัวของเราก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้าเหมือนกัน”
“ครับ ผมไม่ได้ลืม”
“แล้วทำไมลูกไม่กลับมาช่วยงานแม่” สาวิตรีถามด้วยความสงสัย เลิกคิ้วขึ้นสูง
“หึ! คุณแม่อยากให้ผมกลับเหรอ คุณแม่ก็ไล่นางเด็กนั่นออกจากบ้านเราสิ ผมถึงจะยอมกลับมา”
“ธาม แม่นึกว่าลูกจะปล่อยวางเรื่องสายขิมได้แล้ว” สาวิตรีกล่าวด้วยความเหนื่อยล้า
“ผมไม่ชอบมัน ผมเกลียดมัน ที่ไหนมีมันที่นั่นจะไม่มีผม”
ทุกคำพูดของธมนินทร์เปรียบเสมือนมีดแหลมคมปักลงกลางหัวใจกชนิภา เขาประกาศอย่างชัดเจนระหว่างเธอและเขาจะไม่มีทางญาติดีกันได้
“ขิมจะไปจากที่นี่ ถ้าคุณธามกลับมาอยู่กับคุณนาย” เสียงหวานเปล่งออกมาพร้อมก้าวเท้าเข้าไปในห้องนั่งเล่น
บทสนทนาระหว่างสองแม่ลูกเป็นอันต้องหยุดลง หันไปมองตามเสียงของกชนิภา
“สายขิมว่าไง” สาวิตรีถามย้ำ เธอมองร่างบางที่นั่งลงบนพื้นข้างตนเอง
“ขิมจะออกไปจากที่นี่ สวัสดีค่ะคุณธาม” ประโยคหลังหญิงสาวหันไปทักทายชายหนุ่ม พนมมือทั้งสองข้างไหว้คนตัวโต
ธมนินทร์ไม่ได้ตอบรับกชนิภา เขามองหญิงสาวในชุดนักศึกษาดั่งต้องมนต์สะกด เธอสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ริมฝีปากอมชมพู ใบหน้าหวานงดงาม เรียบร้อยและอ่อนหวาน ซึ่งแตกต่างจากวัยเด็กอย่างสิ้นเชิง
“ฉันไม่ยอมให้สายขิมออกไปจากที่นี่หรอก ผู้หญิงตัวคนเดียวจะอยู่อย่างไร” สาวิตรีกล่าว เธอเลี้ยงดูกชนิภามาตั้งแต่เล็กจนโตเปรียบดั่งบุตรหลานคนหนึ่ง
“คุณนายอย่าห้ามขิมเลยนะคะ ขิมโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว ขิมไม่อยากให้คุณนายกับคุณธามต้องแยกจากกันอีก” เธอกล่าวอย่างสำนึกผิด
“ฉันไม่อนุญาต!!” สาวิตรียืนยันเสียงแข็ง
“แต่ว่า...” กชนิภากำลังจะแย้งทว่าต้องเงียบลง เพราะเจอคำพูดของคนตัวโตสวนกลับมา
“ตอแหล! ไม่ต้องมาทำเสแสร้งเป็นคนดีหน่อยเลย ที่พูดเพราะเรียกคะแนนสงสารอยู่ใช่ไหม หวังให้คุณแม่ฉันเห็นถึงความอ่อนแออยู่ใช่ไหม”
“ขิมเปล่าเรียกคะแนนสงสารอย่างที่คุณธามพูดนะคะ” หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธ
“ธาม!! หยุดพูดให้ร้ายสายขิมได้แล้ว” สาวิตรีตำหนิลูกชายอย่างสุดทน
“หึ!! แตะต้องไม่ได้เลยใช่ไหม นางเด็กกาฝากของคุณแม่เนี่ยนะ” ชายหนุ่มยิ้มแสยะมุมปากมองกชนิภาอย่างชิงชัง ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟา
“ธามจะไปไหนลูก” สาวิตรีตะโกนถาม
“ผมก็จะไปจากที่นี่ไง ปล่อยให้คุณแม่อยู่กับนางเด็กกาฝากอย่างมีความสุข”
กชนิภาไม่รอช้ารีบลุกขึ้นวิ่งไปขวางหน้าคนตัวโต กลัวธมนินทร์จะไปจากคฤหาสน์อีกครั้งจนผู้พระคุณต้องทุกข์ระทม
“คุณธามอย่าไปจากที่นี่เลยนะคะ คุณนายคิดถึงคุณธามมากตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา”
“หลบไปนางเด็กกาฝาก”
“ขิมจะไม่หลบไปไหนทั้งนั้น จนกว่าคุณธามจะรับปากว่าจะอยู่ที่นี่กับคุณนาย”
“หลบไป!!” ชายหนุ่มขึ้นเสียงใส่คนตัวเล็ก บัดนี้เริ่มเก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
“ขอร้องนะคะคุณธาม อย่าไปจากที่นี่เลยจะให้ขิมทำอะไรขิมยอมทุกอย่าง ขอแค่คุณธามยอมอยู่” หญิงสาวพนมมืออ้อนวอนชายตรงหน้า
“เธอมั่นใจนะว่ายอมทุกอย่าง” เขากล่าวอย่างเยือกเย็น
“แน่ใจค่ะ” เสียงหวานเอ่ย
“ก็ได้!! แต่เธออย่าลืมสัญญา” มือหนาผลักร่างบางจนล้มลงกับพื้น และก้าวไปไม่คิดเหลียวมองหญิงสาวแม้แต่น้อย
หญิงสาวไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดกับการถูกชายหนุ่มผลักจนล้ม แต่เธอกำลังอึ้งในคำพูดของเขาเมื่อสักครู่ รู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ อย่างบอกไม่ถูกเหมือนกำลังตัดสินใจพลาดไป
“ว้าย! สายขิม” สาวิตรีร้องอุทาน เด้งตัวจากโซฟาไปหากชนิภา
“หนูสายขิมเป็นอะไรหรือเปล่า” ป้าจันทร์ที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดีช่วยประคองหญิงสาวลุกขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอปฏิเสธแก่สาววัยกลางคน กว่าจะรู้สึกตัวธมนินทร์เดินจากไปแล้ว
“ธามคุยอะไรกับสายขิม” สาวิตรีเอ่ยถาม เพราะเธอแทบไม่ได้ยินการสนทนาของคนทั้งสอง
“คุณธามบอกว่าจะอยู่ที่นี่ค่ะ”
“จริงเหรอสายขิมไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม” สาวิตรีถามด้วยความดีใจและตื่นเต้นที่สุด
“จริงค่ะ” เธอส่งยิ้มหวานแก่ผู้มีพระคุณ
“สายขิมทำอย่างไรเหรอ ธามถึงยอมอยู่” สาวิตรีถามด้วยความสงสัย
“ขิมก็แค่บอกว่าคุณนายคิดถึงคุณธามมากตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมา”
“แล้วธามยอมอยู่เลยเหรอ”
“ใช่ค่ะ”
“แปลกจัง ฉันขอร้องตั้งนานไม่ยอม พอสายขิมพูดกลับยอมขึ้นมาง่าย ๆ สายขิมไม่ได้มีอะไรปิดบังฉันใช่ไหม” สาวิตรีเริ่มเอะใจ จ้องเขม็งเค้นคำตอบจากกชนิภา
“เปล่าค่ะ ขิมไม่ได้ปิดบังอะไรคุณนายเลย”
“อืม งั้นก็กลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ค่ะ”
ยามราตรีช่วงเวลาหนึ่งทุ่มมีเพียงแสงสว่างจากดวงจันทร์และดวงดาวคอยส่องเป็นประกาย
หลังจากเสร็จงานจากคฤหาสน์กชนิภาพาตนเองกลับไปยังที่พัก ระหว่างกำลังจะเข้าห้องจู่ ๆ เหมือนมีร่างของใครคนหนึ่งผลักเธอเข้าไปข้างใน ล้มลงบนเตียงนอน
“ว้าย!! คุณเป็นใคร” ความมืดทำให้กชนิภามองไม่เห็น
“ฉันเอง” เสียงทุ้มเอ่ย
“คุณธามเหรอคะ”
“อืม”
“คุณธามเข้ามาในห้องขิมทำไม แล้วคุณธามจะทำอะไรขิมคะ” เธอถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะตอนนี้เธอกำลังถูกเขาคร่อมร่าง
“ถามโง่ ๆ ก็มาเอาสิ!!”
“อะ เอาอะไรคะ” เสียงหวานเอ่ยถามอย่างลังเล
“อย่ามาทำไร้เดียงสา ท่าทางอย่างนี้คงผ่านผู้ชายมาเยอะแล้วสิ!!”
“คุณธามพูดเรื่องอะไรคะ ขิมไม่เข้าใจ” เธอยังไม่เข้าใจในสิ่งที่คนตัวโตกำลังจะสื่อ
“เมื่อช่วงเย็นพูดเองไม่ใช่เหรอว่าจะยอมทุกอย่าง ทำไมมากลับคำพูดวะ” เขาสบถอย่างหัวเสีย
“ขิมไม่ได้หมายถึงเรื่องนี้ซะหน่อย ปล่อยขิมค่ะ” เธอขัดขืนผลักอกแกร่งให้ถอยห่าง
ธมนินทร์คร้านจะฟังคนตัวเล็กเถียง จับแขนเรียวตรึงกับเตียงนอน โน้มใบหน้าหล่อเหลาประกบปากจูบริมฝีปากอกชมพู ส่งลิ้นร้อนอุ่นเข้าไปทักทายกับลิ้นเล็กเกี่ยวพันไปมาหยอกเย้า
เสียงร้องสะอึกสะอื้นของกชนิภาทำให้ธมนินทร์หยุดการกระทำป่าเถื่อน ปล่อยร่างบางเป็นอิสระ
“ร้องไห้ทำไมวะ ทำอย่างกับไม่เคย” เสียงทุ้มต่อว่าคนตัวเล็กบนเตียงนอน
“คุณมันใจร้ายที่สุด” เธอโต้กลับบ้าง
“ฉันจะปล่อยเธอไปก่อน!!” เขากล่าวเพียงเท่านั้นก็ออกจากห้องทันที
กชนิภามองตามร่างหนาที่เดินออกไป ปิดประตูลงอย่างแรง น้ำตาหลั่งไหลลงข้างแก้มนวล ก่อนจะเผลอหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า
ทันทีที่รู้ว่าพอมีเวลา หญิงสาวจึงขอร้องให้เดวิดพาตนเองไปหาธมนินทร์ ณ สนามบิน“พี่เดวิดช่วยเร่งความเร็วรถให้หน่อยได้ไหมคะ”“ครับคุณสายขิม” เดวิดเหยียบคันเร่งเกือบสุดมิด ตั้งแต่ได้รู้ว่าหญิงสาว คือคนที่เจ้านายหนุ่มรัก เขาจึงไม่อาจตีเสมอหญิงสาวได้อีกรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดยังสถานที่หมาย กชนิภาวิ่งลงจากรถด้วยใจที่ว้าวุ่น เหลือเพียงอีกสิบนาทีเที่ยวบินอิตาลีใกล้จะออกหญิงสาวพยายามตามหาคนตัวโต ทว่ากลับไร้ร่องรอย กระทั่งเที่ยวบินดังกล่าวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอถึงกับทรุดลงด้วยความอ่อนแรง“ฮือ ฮือ พี่ธาม...ขิมขอโทษ” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอกลับไม่สนใจอีกแล้ว น้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำความตั้งใจจะทำให้คนตัวโตเจ็บ ทว่ากลับกลายเป็นเธอเองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน หากย้อนกลับไป เธออยากจะกลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านมา อยากจะล้มเลิกการแก้แค้นทั้งหมดมือบางลูบหน้าท้องแบนเรียบของตนเอง อีกในไม่ช้าเธอกำลังจะให้กำเนิดบุตรคนที่สอง ทว่าพ่อของลูกได้จากไปแล้ว“ร้องไห้เป็นเด็กไปได้” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวเธอเงยหน้
ธมนินทร์กลับมาถึงคฤหาสน์ช่วงเวลาเที่ยงคืน หลังจากหายไปทั้งวัน เขาไม่ได้ออกไปทำงานอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะมัวแต่ไปดื่มเหล้าเมามายกับบรรดาเพื่อนสนิทยังผับชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนผ่านความมืด ก้าวไปห้องน้ำ เพื่อชำระร่างกายกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยเกือบตีหนึ่ง เขาจึงมานอนข้างภรรยาฟูกที่ยุบลงทำให้กชนิภาหันไปมองชายหนุ่ม ซึ่งเขานอนหันหลังให้กับตนเอง ตลอดทั้งคืนหญิงสาวเฝ้าคอยให้เขากลับมา แต่เมื่อเขามาถึงห้อง เขากลับเมินตนเองเธอพลิกกายหันข้าง มองแผ่นหลังกำยำของคนตัวโต อยากจะกอดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้เพียงแตะแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา‘ขิมรักพี่ธาม’ พูดเพียงในใจ ก่อนจะข่มตาหลับพร้อมน้ำตายามรุ่งอรุณกชนิภาสะดุ้งตื่น เพราะเสียงอาเจียนที่ดังโฮกฮากมาจากห้องน้ำ ร่างบางลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย ก้าวลงจากเตียงขนาดคิงไซต์ไปหาคนตัวโตในห้องน้ำ“พี่ธามเป็นอะไรไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือบางลูบลงแผ่นหลังกว้างอุ๊บ อ๊วก อ๊วก ธมนินทร์โก่งคออาเจียนหน้าอ่าง ด้วยความอ่อนเพลียและเวียนศีรษะ ไม่ทันจะตอบคนตัวเล็ก อาการคลื่นไส้เริ่มต้นอีกครั้ง กว่าอาการจะดีขึ้นก็ผ่านไปสักพัก เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับใบหน้าซีดเ
กชนิภากลับมาอยู่คฤหาสน์โชติยศได้ประมาณสองสัปดาห์ เธอยังคงนอนแยกห้องกับชายหนุ่ม เนื่องจากกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่เขา“ขิมครับ คืนนี้พี่ขอนอนกับขิมและลูกด้วยได้ไหม” คนตัวโตพยายามออดอ้อนหญิงสาว แขนกำยำสอดเข้ากับเอวบาง“ไม่ได้ค่ะ พี่ธามจะนอนกับขิมได้ไง เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”“งั้นก็แต่งงานกับพี่นะครับ เราไปดูฤกษ์กันพรุ่งนี้ ตกลงไหม” ประคองใบหน้างาม“พี่ธามจะแต่งงานกับขิมจริงเหรอคะ” ถามลองเชิง“จริงครับ ถ้าไม่ใช่ขิมพี่จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น” เขาให้คำยืนยันหนักแน่น“เอ่อ แล้ว”“กังวลเรื่องอะไรเหรอครับ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน“ขิมไม่คู่ควรกับพี่ธาม ขิมก็แค่คนใช้” ก้มหน้ามองพื้น ไม่อาจสบตาคนตัวโต“ขิมไม่ใช่คนใช้ ขิมคือคนที่พี่รัก เอาอย่างนี้หลังจากแต่งงานกัน พี่จะให้ทนายทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของพี่ทุกอย่างให้ขิมหมดเลย เพื่อเป็นการชดใช้ ดีไหม” เขาแสดงความจริงใจแก่คนตัวเล็ก“จะดีเหรอคะ พี่ธามไม่กลัวขิมจะหลอกเหรอ” ชำเลืองมองท่าทีคนตัวโต“ไม่ครับ ขิมไม่มีทางหลอกพี่หรอก” พูดอย่างมั่นใจในตัวหญิงสาว“ถ้าขิมหลอกละคะ พี่ธามจะทำอย่างไร” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง เฝ้
“พี่ธามคะ ลุกขึ้นได้แล้ว” มือบางเขย่าร่างหนา“กี่โมงแล้วครับ” ลืมตามองหญิงสาวด้วยอาการสะลึมสะลือ“หกโมงเช้าแล้วค่ะ”“ยังเช้าอยู่เลย พี่ขอนอนต่อเถอะนะครับ” ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กระชับให้แน่นกว่าเดิม“ไม่ได้นะคะพี่ธาม เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมา ขิมไม่อยากให้เดหลีมาเห็นสภาพพี่ธามอย่างนี้”“ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง มองหญิงสาวที่อยู่ในเสื้อผ้าใหม่“ลุกแล้วก็แต่งตัวซะ”“เมื่อคืนขิมนอนไหน” ชายหนุ่มมองคนตัวเล็ก“ก็นอนกับลูกไงคะ” กล่าวเสร็จก็เดินจากไป“ได้ไงครับ ทิ้งพี่นอนคนเดียวได้อย่างไร” ชายหนุ่มรีบแต่งตัวและรีบไปหาหญิงสาวในห้องครัว“ทำไมจะไม่ได้คะ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง มองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจ มีท่าทีราวกับเด็กน้อย“ก็พี่หนาว” แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ“ขิมก็เอาผ้าห่มให้แล้วนะคะ พี่ธามจะเอาอะไรอีก”“พี่ก็อยากกอดเมียบ้าง” ถือวิสาสะยกตำแหน่งภรรยาแก่คนตัวเล็ก“เมียเหรอ” เสียงหวานเอ่ย“ใช่ครับ”“พี่ธามอย่ามาเกะกะในห้องครัว ลูกใกล้ตื่นแล้ว ขิมต้องเตรียมอาหารเช้า”“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ” คนตัวโตอาสา“ในครัวไม่มี ถ้าอย่างนั้นไปดูลูกหน่อย เดี๋ยวเดหลีตื่นขึ้นมา พาไปล้างหน้าล้างตาด้วยนะคะ”“ได้ครับ” พูดอย่าง
“นี่คุณธาม จะตามฉันมาอีกทำไม กลับไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้ว” เริ่มโมโห เพราะวันนี้ทั้งวันเขาคอยเดินตามไม่ห่าง“ไม่กลับ พี่จะอยู่กับขิมและลูก” คนตัวโตตีหน้ามึน พยายามขยับเข้าไปอยู่ใกล้คนตัวเล็ก“เฮ้อ” ถอนหายใจเฮือกหนึ่งด้วยความเหนื่อย เมื่อก่อนช่างดุดันราวกับราชสีห์ แต่มาตอนนี้อย่างกับแมวน้อย“อย่าพึ่งรำคาญพี่เลยนะครับ” กระซิบข้างหูคนตัวเล็ก“คุณธามเลิกทำตัวแบบนี้ได้แล้ว มันไม่เหมือนคุณเลย กลับไปโหดร้ายเหมือนเดิมดีกว่า” ไม่ค่อยจะชินสักเท่าไรกับเขาในโหมดนี้“ไม่ได้หรอกครับ พี่จะไม่ทำแบบนั้นกับคนที่รักอีกแล้ว ขอโทษ” จูบลงบนหลังมือบาง แววตาสื่อสิ่งที่ออกมาจากใจจริง“ระ รักเหรอ” เธอถึงกับขัดเขิน ใบหน้างามแดงซ่าน หันเบือนไปทางอื่น หลบดวงตาคมคู่นั้น“พี่รักขิมนะครับ ให้โอกาสพี่ได้ไหม” ผลักร่างเล็กลงไปนอนกับโซฟา ตรึงแขนเรียวทั้งสองข้าง“คุณธามจะทำอะไร” นานแค่ไหนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเขา บัดนี้หัวใจเต้นเร็วเหลือเกิน ราวกับจะปะทุออกมาจากอก“พี่คิดถึงขิมมาก ฟอดดด” ยื่นหน้าไปจูบแก้มนวล“คุณธามอย่าทำแบบนี้ ลูกยังไม่ได้หลับ” เธอแย้งคนตัวโตที่กำลังไล่ลงมาซุกไซร้ต้นคอ“งั้นพี่จะเอาเดหลีเข้านอน แล้วมาต
ชลธิชาออกมารอแพทย์หนุ่มตามคำสั่ง กระทั่งเกือบเวลาหกโมงเย็นเขาก็ยังไม่มา เธอจึงถอดใจตัดสินใจกลับบ้านเอง“หึ!! ผู้ชายก็เหมือนกันหมด” บ่นพึมพำไปเรื่อยระหว่างเดินไปป้ายรถเมล์ขณะหญิงสาวกำลังยืนคอยรถเมล์ จู่ ๆ มีรถหรูอันคุ้นเคยมาจอดตรงหน้าเธอ“ลูกปัดขึ้นรถ” เขาลดกระจกรถลง ทั้งเอ่ยเรียกเธอ ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งเมื่อหญิงสาวทำตัวเมินเฉย ภูริเดชเปิดประตูรถเดินไปอุ้มหญิงสาว ท่ามกลางผู้คนมากมายกำลังมองมา“ว้าย ไอ้หมอบ้า ปล่อยนะ!!” พยายามขัดขืน เพื่อให้เขายอมปล่อย แต่แรงอันน้อยนิดกลับสู้เขาไม่ได้เลยชายหนุ่มพาหญิงสาวเข้าไปนั่งข้างในรถพร้อมรัดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะวิ่งไปนั่งฝั่งคนขับ รีบออกรถทันที“ปล่อยนะไอ้หมอบ้า” เธอโวยวายใส่เขาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์“ผมจะพาไปกินข้าวเย็น” พูดอย่างใจเย็น แต่อีกคนร้อนรนดั่งไฟ“ไม่ไป!! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”ชายหนุ่มไม่ตอบยังคงขับรถไปเรื่อยตามจุดมุ่งหมาย คอยให้คนด้านข้างใจเย็นเสียก่อน ค่อยอธิบายเหตุผลให้ฟังหญิงสาวนั่งหน้าหงิก เมื่อเขาทำเหมือนไม่สนใจตนเอง“ที่พี่มารับช้า เพราะเกิดเรื่องที่โรงพยาบาลนิดหน่อย” มือหนาเอื้อมไปกุมมือบาง ส่งสายตาหวานเยิ้มจ้องมองหญิงสาวคนโดนมอ
เช้าวันใหม่แสนสดใส ทว่ากลับไม่ได้ทำให้กชนิภาสดใสตาม เพราะเรื่องเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจตลอดเวลา เธอไม่กล้าจะสู้หน้าคนตัวโต รู้สึกอับอายเหลือเกินวันนี้หญิงสาวมีเรียนช่วงบ่าย แต่ออกจากคฤหาสน์ตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอผู้คนหญิงสาวมักจะออกไปเรียนช่วงเช้าเป็นประจำ ทั้งยังเลี่ยงการไปพบเ
เจ็ดปีผ่านไป... กาลเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นพึ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้กชนิภาเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มวัย ความสวยของหญิงสาวเป็นที่หมายปองแก่บรรดาหนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่มากมาย“แหม วันนี้หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้มาคะ ช่อใหญ่ซะด้วย เขาจีบหนูสายขิมเหรอ”“ไม่มีอะไรหรอกค่ะป้าจันทร์ รุ่น
เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ธมนินทร์พูดคุยกับมารดาน้อยลง ทั้งเลี่ยงการเจอกชนิภา สถานที่ใดมีธมนินทร์ย่อมไม่มีกชนิภา ส่วนสถานที่ใดมีกชนิภาย่อมไม่มีธมนินทร์ ทุกคนในคฤหาสน์ต่างทราบกันดีวันนี้เช่นกันคฤหาสน์มีการจัดเลี้ยงฉลองเรียนจบปริญญาตรีของธมนินทร์ เขาก็ไม่ได้ชักชวนกชนิภาเข้าร่วมงานณ ริมสระว่ายน้ำของค
หลังจากงานศพนางมะลิซ้อนผ่านพ้นไปด้วยดี สาวิตรีก็อาสารับเลี้ยงกชนิภา ซึ่งให้การดูแลอย่างดีมอบทั้งความรักและการศึกษาที่ดี“ต่อไปนี้สายขิมย้ายมาอยู่คฤหาสน์หลังนี้กับฉันนะ ไม่ต้องอยู่เรือนคนใช้แล้ว” สาวิตรีอธิบายแก่สาวน้อย“ไม่ครับ!! ผมไม่มีทางยอมให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเด็กนั่นย้ายมาอยู่ที่นี่เ







