ログインหลังจากงานศพนางมะลิซ้อนผ่านพ้นไปด้วยดี สาวิตรีก็อาสารับเลี้ยงกชนิภา ซึ่งให้การดูแลอย่างดีมอบทั้งความรักและการศึกษาที่ดี
“ต่อไปนี้สายขิมย้ายมาอยู่คฤหาสน์หลังนี้กับฉันนะ ไม่ต้องอยู่เรือนคนใช้แล้ว” สาวิตรีอธิบายแก่สาวน้อย
“ไม่ครับ!! ผมไม่มีทางยอมให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเด็กนั่นย้ายมาอยู่ที่นี่เด็ดขาด” เสียงธมนินทร์เด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีเดินมานั่งข้างมารดา สายตาจ้องเขม็งไปยังร่างของกชนิภา
“ทำไมล่ะธาม” สาวิตรีถามเสียงอ่อน
“ก็มันเป็นคนใช้จะมาเทียบกับเจ้านายได้อย่างไร” ธมนินทร์เอ่ยเสียงแข็ง แววตาดุดันยังคงจ้องกชนิภาไม่ห่าง
“ธาม!!” สาวิตรีตำหนิลูกชาย
“คุณแม่รักมันมากกว่าผมเหรอ!” ธมนินทร์ยืนขึ้นเค้นคำตอบจากปากมารดา
“ไปกันใหญ่แล้วธาม นั่งลงก่อนลูก” สาวิตรีเอื้อมมือจับแขนให้ลูกชายนั่งลงดั้งเดิม
“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มยอมทำตามคำสั่งมารดา
“ธามฟังแม่นะลูก สายขิมพึ่งจะเสียแม่ไป น้องน่าสงสารมากเลย แม่เลยอยากให้น้องเข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ด้วย” สาวิตรีค่อย ๆ อธิบายอย่างใจเย็นแก่ลูกชาย
“แต่ผมไม่ชอบมัน ผมรังเกียจ!!” ธมนินทร์เริ่มโวยวายชี้หน้าด่ากชนิภาที่นั่งตัวสั่น
“ธาม!!” เสียงสาวิตรีดังขึ้นห้ามปรามลูกชาย
“คุณแม่ดุผม!! ฉันเกลียดแกนังลูกคนใช้” ธมนินทร์ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สาวเท้าไปหากชนิภาพร้อมผลักร่างสาวน้อยล้มลงจากโซฟาก่อนเดินจากไปอย่างไม่ไยดี
“โอ๊ย!!” กชนิภาอุทานออกมา
“ว้าย!! สายขิมเป็นอะไรไหม” สาวิตรีรีบประคองร่างเด็กน้อยมานั่ง
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ธาม กลับมาก่อนทำผิดแล้วจะรีบหนีไหนกัน” สาวิตรีตะโกนไล่หลังลูกชาย
“คุณนายคะ ขิมไม่อยากมาอยู่ที่นี่แล้ว ขิมขออยู่เรือนคนใช้เหมือนเดิมได้ไหม” แม้กชนิภาจะอายุน้อยเพียงแค่หกขวบ แต่เด็กน้อยเป็นคนฉลาดพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“ทำไมล่ะสายขิม”
“ขิมไม่อยากให้คุณนายกับคุณธามทะเลาะกันอีกแล้ว”
“โธ่! สายขิม” สาวิตรีดึงตัวเด็กน้อยเข้ามากอด เธอสงสารกชนิภาอย่างจับใจ
ชีวิตของเธอไม่ต่างกับกชนิภาในวัยเด็กสักเท่าไร ตอนนั้นมารดาป่วยและเสียชีวิตลง แต่โชคดีคนที่ช่วยเหลือเธอคือ ครอบครัวสามีของเธอในตอนนี้ เสียดายสามีเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางรถเมื่อไม่กี่ปีมานี้ จึงต้องบริหารธุรกิจเพียงผู้เดียว ทั้งไม่ค่อยมีเวลาอบรมสั่งสอนลูกชายเท่าที่ควร
“ขิมขอกลับไปอยู่เรือนคนใช้เหมือนเดิมนะคะ คุณนายกับคุณธามจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน”
“เรียกฉันว่าป้าสิ เรียกธามว่าพี่นะ เข้าใจไหมสายขิม” สาวิตรีย้ำแก่เด็กน้อยในอ้อมกอด
“ขิมไม่กล้าค่ะ ขิมเป็นแค่ลูกคนใช้”
“แต่ฉันจะรับสายขิมมาเป็นหลาน สายขิมต้องเรียกฉันว่าป้า”
“ขิมไม่อยากเป็นหลานคุณนาย ฮือ ๆ ” กชนิภาปล่อยโฮออกมา เด็กน้อยกลัวว่าธมนินทร์จะทำร้ายตนเองเหมือนอย่างที่เคยขู่ หากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขา
“อย่าร้องไห้นะสายขิม ฉันไม่บังคับหนูก็ได้” สาวิตรีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ต้นเหตุของเรื่องเดาได้ไม่ยากถ้าไม่ใช่ลูกชายเจ้าตัวดี
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กชนิภาคอยอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเสมอ แต่ไม่วายถูกธมนินทร์รังแกทั้งยังแสดงท่าทีรังเกียจ
“จะไปไหนนังลูกคนใช้” เสียงธมนินทร์เอ่ยขณะกชนิภาเดินผ่านสวนหย่อม
กชนิภาไม่ตอบทำเมินเฉยก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
“นี่แก!! ธามถามไม่ได้ยินเหรอ” เสียงของเด็กสาวรุ่นเดียวกับธมนินทร์ต่อว่ากชนิภา
“ห้องครัว” กชนิภาตอบเสียงเบามันไม่ใช่ครั้งแรกที่โดนรังแกแบบนี้
“อย่าไปสนใจมันเลย เราไปดูหนังกันดีกว่า” ธมนินทร์เอ่ยขึ้น
“ไปค่ะธาม แอนจี้ไม่อยากจะอยู่ใกล้มันแล้ว ตัวก็เหม็นแถมยังสกปรกด้วย”
“ครับ” หลังจากต่อว่ากชนิภาอย่างสนุกปาก เด็กทั้งสองก็เดินจากไปทิ้งสาวน้อยวัยหกขวบยืนร้องไห้เพียงผู้เดียว
“ฮึก ฮือ ๆ ”
ไม่ว่าจะทำอย่างไรกชนิภาไม่มีทางหนีพ้นจากการถูกรังแกของธมนินทร์ ตราบใดที่ยังอาศัยอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเด็กหนุ่ม
“หลบไปนังลูกคนใช้ ฉันจะเข้าไปในห้องครัว”
“ค่ะ” กชนิภายอมหลีกทางให้ตามคำสั่งของธมนินทร์ สาวน้อยถอยห่างชิดประตู
“เกะกะชะมัดเลย” ทว่าธมนินทร์ยังคงหาเรื่องกลั่นแกล้งไม่เลิกรา
“โอ๊ย!!” กชนิภาล้มลงกับพื้น
“สมน้ำหน้า!!” เด็กหนุ่มพูดอย่างไม่แยแส
“ว้าย!! หนูสายขิม” ป้าจันทร์แม่บ้านคนใหม่ที่สาวิตรีรับเข้ามาทำงานแทนมารดาของกชนิภา วิ่งหน้าตาตื่นมาหาสาวน้อย
“เป็นอะไรไหม” ป้าจันทร์เอ่ยถามเมื่อมาถึงตัวหนูน้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ” กชนิภาส่ายศีรษะปฏิเสธ
“อย่าไปสนใจมันเลยครับป้าจันทร์” เสียงของธมนินทร์แทรกขึ้น
“ทำไมคุณธามต้องรังแกหนูสายขิมด้วยคะ” ป้าจันทร์หันไปถามเด็กหนุ่มในห้องครัว
“เอะอะเสียงดังอะไรกัน!!” สาวิตรีเดินผ่านมาพอดี บังเอิญได้ยินเสียงมาจากห้องครัว เธอจึงเดินมาดู
“มีอะไรป้าจันทร์ แล้วทำไมสายขิมถึงได้ล้มลง”
“เอ่อ คือว่า” ป้าจันทร์มีท่าทีอึดอัดอย่างเห็นได้ชัดเจน จะตอบได้อย่างไรคนที่รังแกกชนิภา คือลูกชายเจ้าของบ้าน
“คุณแม่คงตามมาปกป้องนังเด็กกาฝากถึงห้องครัวเลยใช่ไหม” เสียงธมนินทร์ดังขึ้น สาวิตรีเลยหันไปมองตามต้นเสียงได้เห็นร่างของลูกชายกำลังมองดูสาวน้อยด้วยแววตาชิงชัง
“ธาม!! ทำไมลูกชอบรังแกสายขิมอยู่เรื่อยเลย”
“ผมเกลียดมัน คุณแม่ได้ยินไหม!!”
“ธาม!! ลูกจะก้าวร้าวเกินไปแล้วนะ” สาวิตรีมองลูกชายอย่างผิดหวัง
“คุณแม่ดุผมเพราะมันเลยเหรอ” สายตาโกรธเคืองจ้องไปยังสาวน้อยก่อนจะสาวเท้าเข้าไปใกล้ ๆ พร้อมเข้าไปผลักร่างเล็กจนล้มลงอีกครั้ง
“โอ๊ย!!” กชนิภาร้องออกมาด้วยความเจ็บ
“ธาม!! ต่อหน้าต่อตาแม่ ลูกกล้าทำร้ายสายขิมเลยเหรอ ตามแม่มานี่เลย” สาวิตรีทนพฤติกรรมของลูกชายไม่ไหว จึงเข้าไปจูงแขนลูกชายให้เดินตาม
“คุณแม่ปล่อยผม จะพาผมไปไหน!!” ธมนินทร์พยายามขัดขืนตลอดทาง
สาวิตรีพาลูกชายมาหยุดห้องนั่งเล่นก่อนจะปล่อยเป็นอิสระ
“ป้าจันทร์ไปเอาไม้เรียวมา” สาวิตรีหันไปพูดกับป้าจันทร์ที่เดินมาพร้อมกชนิภา
“คุณนาย ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ”
“อย่าห้ามเลยป้าจันทร์ สาจะสั่งสอนลูกชายเกเรสักหน่อย”
“เอ่อ แต่ว่า...”
“ไปเอามาสิคะ” สาวิตรีขึ้นเสียงใส่จนป้าจันทร์ต้องรีบสาวเท้าอย่างไว
“คุณแม่จะตีผมเลยเหรอ” ธมนินทร์ถามเสียงสั่น ตั้งแต่เกิดมาเด็กหนุ่มไม่เคยถูกมารดาตีเลยสักครั้ง
สาวิตรีไม่ตอบลูกชาย กระทั่งป้าจันทร์นำสิ่งที่ต้องการมายื่น
“ไม้เรียวค่ะคุณนาย”
“ธามมายืนตรงนี้แล้วกอดอก” สาวิตรีรับไม้เรียวมาจากป้าจันทร์พร้อมชี้จุด
“คุณแม่!!” ธมนินทร์กล่าวเสียงเบาคาดไม่ถึงว่ามารดาจะลงมือกับตนเอง
“มานี่!!”
“ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะ คุณธามกลัวหมดแล้ว” ป้าจันทร์พยายามเกลี้ยกล่อมสาวิตรี เธอสงสารเด็กหนุ่มเหลือเกิน
เมื่อทำอะไรไม่ได้ธมนินทร์ยอมเดินมาหามารดา ทั้งยืนกอดอก
ไม้เรียวขนาดเก้าสิบเซนติเมตรถูกฟาดลงยังก้นของธมนินทร์ด้วยความแรง
“โอ๊ย!!” เด็กหนุ่มร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
สาวิตรียังคงไม่หยุดตีลูกชาย แม้ป้าจันทร์จะเอ่ยปากร้องขอ
“คุณนายพอเถอะค่ะ คุณธามเจ็บหมดแล้ว”
“ป้าจันทร์อย่าห้ามสาเลย”
กชนิภาที่ยืนอยู่มุมหนึ่งมองดูธมนินทร์โดนมารดาตีครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งสาวน้อยวิ่งเข้าไปหาเด็กหนุ่มจนโดนลูกหลง ถูกไม้เรียวฟาดแขนหนึ่งที
“ว้าย สายขิม!” สาวิตรีหยุดมือ ดึงร่างสายขิมเข้ามากอด โดยมีสายตาเคียดแค้นของธมนินทร์มองดูอย่างความเจ็บปวด
“คุณนายอย่าตีคุณธามเลยนะคะ ขิมสงสาร”
“แกไม่ต้องมาแสแสร้งนังลูกคนใช้ ฉันเกลียดแก!!” ธมนินทร์เอ่ยขึ้น
“ธาม! หยุดต่อว่าสายขิมได้แล้ว” สาวิตรีเอ็ดลูกชาย
“คุณแม่ก็รักแต่มันนั่นแหละ ผมเกลียดคุณแม่!!” ธมนินทร์พูดเสร็จก็วิ่งออกไป
“ธาม!! ฟังแม่ก่อน” สาวิตรีพยายามรั้งลูกชาย ทว่าไม่ทันเสียแล้ว
เธอมองดูลูกชายวิ่งออกไปด้วยความเจ็บปวด คำพูดของธมนินทร์เมื่อสักครู่ทำเธอชาไปทั้งกาย
ทันทีที่รู้ว่าพอมีเวลา หญิงสาวจึงขอร้องให้เดวิดพาตนเองไปหาธมนินทร์ ณ สนามบิน“พี่เดวิดช่วยเร่งความเร็วรถให้หน่อยได้ไหมคะ”“ครับคุณสายขิม” เดวิดเหยียบคันเร่งเกือบสุดมิด ตั้งแต่ได้รู้ว่าหญิงสาว คือคนที่เจ้านายหนุ่มรัก เขาจึงไม่อาจตีเสมอหญิงสาวได้อีกรถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดยังสถานที่หมาย กชนิภาวิ่งลงจากรถด้วยใจที่ว้าวุ่น เหลือเพียงอีกสิบนาทีเที่ยวบินอิตาลีใกล้จะออกหญิงสาวพยายามตามหาคนตัวโต ทว่ากลับไร้ร่องรอย กระทั่งเที่ยวบินดังกล่าวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า เธอถึงกับทรุดลงด้วยความอ่อนแรง“ฮือ ฮือ พี่ธาม...ขิมขอโทษ” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างหันมามองเธอเป็นตาเดียว แต่เธอกลับไม่สนใจอีกแล้ว น้ำตาหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาราวกับสายน้ำความตั้งใจจะทำให้คนตัวโตเจ็บ ทว่ากลับกลายเป็นเธอเองที่ต้องทนทุกข์ทรมาน หากย้อนกลับไป เธออยากจะกลับไปแก้ไขอดีตที่ผ่านมา อยากจะล้มเลิกการแก้แค้นทั้งหมดมือบางลูบหน้าท้องแบนเรียบของตนเอง อีกในไม่ช้าเธอกำลังจะให้กำเนิดบุตรคนที่สอง ทว่าพ่อของลูกได้จากไปแล้ว“ร้องไห้เป็นเด็กไปได้” เสียงทุ้มของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้น เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาวเธอเงยหน้
ธมนินทร์กลับมาถึงคฤหาสน์ช่วงเวลาเที่ยงคืน หลังจากหายไปทั้งวัน เขาไม่ได้ออกไปทำงานอย่างที่ทุกคนเข้าใจ เพราะมัวแต่ไปดื่มเหล้าเมามายกับบรรดาเพื่อนสนิทยังผับชายหนุ่มเดินเข้าไปในห้องนอนผ่านความมืด ก้าวไปห้องน้ำ เพื่อชำระร่างกายกว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยเกือบตีหนึ่ง เขาจึงมานอนข้างภรรยาฟูกที่ยุบลงทำให้กชนิภาหันไปมองชายหนุ่ม ซึ่งเขานอนหันหลังให้กับตนเอง ตลอดทั้งคืนหญิงสาวเฝ้าคอยให้เขากลับมา แต่เมื่อเขามาถึงห้อง เขากลับเมินตนเองเธอพลิกกายหันข้าง มองแผ่นหลังกำยำของคนตัวโต อยากจะกอดแต่ก็ทำไม่ได้ ได้เพียงแตะแผ่นหลังอย่างแผ่วเบา‘ขิมรักพี่ธาม’ พูดเพียงในใจ ก่อนจะข่มตาหลับพร้อมน้ำตายามรุ่งอรุณกชนิภาสะดุ้งตื่น เพราะเสียงอาเจียนที่ดังโฮกฮากมาจากห้องน้ำ ร่างบางลุกขึ้นด้วยความงัวเงีย ก้าวลงจากเตียงขนาดคิงไซต์ไปหาคนตัวโตในห้องน้ำ“พี่ธามเป็นอะไรไหมคะ” เสียงหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง มือบางลูบลงแผ่นหลังกว้างอุ๊บ อ๊วก อ๊วก ธมนินทร์โก่งคออาเจียนหน้าอ่าง ด้วยความอ่อนเพลียและเวียนศีรษะ ไม่ทันจะตอบคนตัวเล็ก อาการคลื่นไส้เริ่มต้นอีกครั้ง กว่าอาการจะดีขึ้นก็ผ่านไปสักพัก เล่นเอาชายหนุ่มถึงกับใบหน้าซีดเ
กชนิภากลับมาอยู่คฤหาสน์โชติยศได้ประมาณสองสัปดาห์ เธอยังคงนอนแยกห้องกับชายหนุ่ม เนื่องจากกำลังวางแผนบางอย่าง เพื่อต้องการสั่งสอนบทเรียนแก่เขา“ขิมครับ คืนนี้พี่ขอนอนกับขิมและลูกด้วยได้ไหม” คนตัวโตพยายามออดอ้อนหญิงสาว แขนกำยำสอดเข้ากับเอวบาง“ไม่ได้ค่ะ พี่ธามจะนอนกับขิมได้ไง เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”“งั้นก็แต่งงานกับพี่นะครับ เราไปดูฤกษ์กันพรุ่งนี้ ตกลงไหม” ประคองใบหน้างาม“พี่ธามจะแต่งงานกับขิมจริงเหรอคะ” ถามลองเชิง“จริงครับ ถ้าไม่ใช่ขิมพี่จะไม่แต่งกับใครทั้งนั้น” เขาให้คำยืนยันหนักแน่น“เอ่อ แล้ว”“กังวลเรื่องอะไรเหรอครับ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน“ขิมไม่คู่ควรกับพี่ธาม ขิมก็แค่คนใช้” ก้มหน้ามองพื้น ไม่อาจสบตาคนตัวโต“ขิมไม่ใช่คนใช้ ขิมคือคนที่พี่รัก เอาอย่างนี้หลังจากแต่งงานกัน พี่จะให้ทนายทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของพี่ทุกอย่างให้ขิมหมดเลย เพื่อเป็นการชดใช้ ดีไหม” เขาแสดงความจริงใจแก่คนตัวเล็ก“จะดีเหรอคะ พี่ธามไม่กลัวขิมจะหลอกเหรอ” ชำเลืองมองท่าทีคนตัวโต“ไม่ครับ ขิมไม่มีทางหลอกพี่หรอก” พูดอย่างมั่นใจในตัวหญิงสาว“ถ้าขิมหลอกละคะ พี่ธามจะทำอย่างไร” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง เฝ้
“พี่ธามคะ ลุกขึ้นได้แล้ว” มือบางเขย่าร่างหนา“กี่โมงแล้วครับ” ลืมตามองหญิงสาวด้วยอาการสะลึมสะลือ“หกโมงเช้าแล้วค่ะ”“ยังเช้าอยู่เลย พี่ขอนอนต่อเถอะนะครับ” ดึงผ้าห่มมาคลุมกาย กระชับให้แน่นกว่าเดิม“ไม่ได้นะคะพี่ธาม เดี๋ยวลูกตื่นขึ้นมา ขิมไม่อยากให้เดหลีมาเห็นสภาพพี่ธามอย่างนี้”“ก็ได้ครับ” ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง มองหญิงสาวที่อยู่ในเสื้อผ้าใหม่“ลุกแล้วก็แต่งตัวซะ”“เมื่อคืนขิมนอนไหน” ชายหนุ่มมองคนตัวเล็ก“ก็นอนกับลูกไงคะ” กล่าวเสร็จก็เดินจากไป“ได้ไงครับ ทิ้งพี่นอนคนเดียวได้อย่างไร” ชายหนุ่มรีบแต่งตัวและรีบไปหาหญิงสาวในห้องครัว“ทำไมจะไม่ได้คะ” คิ้วโก่งสวยเลิกขึ้นสูง มองคนตัวโตอย่างไม่เข้าใจ มีท่าทีราวกับเด็กน้อย“ก็พี่หนาว” แก้ตัวน้ำขุ่น ๆ“ขิมก็เอาผ้าห่มให้แล้วนะคะ พี่ธามจะเอาอะไรอีก”“พี่ก็อยากกอดเมียบ้าง” ถือวิสาสะยกตำแหน่งภรรยาแก่คนตัวเล็ก“เมียเหรอ” เสียงหวานเอ่ย“ใช่ครับ”“พี่ธามอย่ามาเกะกะในห้องครัว ลูกใกล้ตื่นแล้ว ขิมต้องเตรียมอาหารเช้า”“มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ” คนตัวโตอาสา“ในครัวไม่มี ถ้าอย่างนั้นไปดูลูกหน่อย เดี๋ยวเดหลีตื่นขึ้นมา พาไปล้างหน้าล้างตาด้วยนะคะ”“ได้ครับ” พูดอย่าง
“นี่คุณธาม จะตามฉันมาอีกทำไม กลับไปได้แล้ว ตอนนี้ก็ค่ำมากแล้ว” เริ่มโมโห เพราะวันนี้ทั้งวันเขาคอยเดินตามไม่ห่าง“ไม่กลับ พี่จะอยู่กับขิมและลูก” คนตัวโตตีหน้ามึน พยายามขยับเข้าไปอยู่ใกล้คนตัวเล็ก“เฮ้อ” ถอนหายใจเฮือกหนึ่งด้วยความเหนื่อย เมื่อก่อนช่างดุดันราวกับราชสีห์ แต่มาตอนนี้อย่างกับแมวน้อย“อย่าพึ่งรำคาญพี่เลยนะครับ” กระซิบข้างหูคนตัวเล็ก“คุณธามเลิกทำตัวแบบนี้ได้แล้ว มันไม่เหมือนคุณเลย กลับไปโหดร้ายเหมือนเดิมดีกว่า” ไม่ค่อยจะชินสักเท่าไรกับเขาในโหมดนี้“ไม่ได้หรอกครับ พี่จะไม่ทำแบบนั้นกับคนที่รักอีกแล้ว ขอโทษ” จูบลงบนหลังมือบาง แววตาสื่อสิ่งที่ออกมาจากใจจริง“ระ รักเหรอ” เธอถึงกับขัดเขิน ใบหน้างามแดงซ่าน หันเบือนไปทางอื่น หลบดวงตาคมคู่นั้น“พี่รักขิมนะครับ ให้โอกาสพี่ได้ไหม” ผลักร่างเล็กลงไปนอนกับโซฟา ตรึงแขนเรียวทั้งสองข้าง“คุณธามจะทำอะไร” นานแค่ไหนที่ไม่ได้ใกล้ชิดกับเขา บัดนี้หัวใจเต้นเร็วเหลือเกิน ราวกับจะปะทุออกมาจากอก“พี่คิดถึงขิมมาก ฟอดดด” ยื่นหน้าไปจูบแก้มนวล“คุณธามอย่าทำแบบนี้ ลูกยังไม่ได้หลับ” เธอแย้งคนตัวโตที่กำลังไล่ลงมาซุกไซร้ต้นคอ“งั้นพี่จะเอาเดหลีเข้านอน แล้วมาต
ชลธิชาออกมารอแพทย์หนุ่มตามคำสั่ง กระทั่งเกือบเวลาหกโมงเย็นเขาก็ยังไม่มา เธอจึงถอดใจตัดสินใจกลับบ้านเอง“หึ!! ผู้ชายก็เหมือนกันหมด” บ่นพึมพำไปเรื่อยระหว่างเดินไปป้ายรถเมล์ขณะหญิงสาวกำลังยืนคอยรถเมล์ จู่ ๆ มีรถหรูอันคุ้นเคยมาจอดตรงหน้าเธอ“ลูกปัดขึ้นรถ” เขาลดกระจกรถลง ทั้งเอ่ยเรียกเธอ ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งเมื่อหญิงสาวทำตัวเมินเฉย ภูริเดชเปิดประตูรถเดินไปอุ้มหญิงสาว ท่ามกลางผู้คนมากมายกำลังมองมา“ว้าย ไอ้หมอบ้า ปล่อยนะ!!” พยายามขัดขืน เพื่อให้เขายอมปล่อย แต่แรงอันน้อยนิดกลับสู้เขาไม่ได้เลยชายหนุ่มพาหญิงสาวเข้าไปนั่งข้างในรถพร้อมรัดเข็มขัดนิรภัย ก่อนจะวิ่งไปนั่งฝั่งคนขับ รีบออกรถทันที“ปล่อยนะไอ้หมอบ้า” เธอโวยวายใส่เขาด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์“ผมจะพาไปกินข้าวเย็น” พูดอย่างใจเย็น แต่อีกคนร้อนรนดั่งไฟ“ไม่ไป!! ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้”ชายหนุ่มไม่ตอบยังคงขับรถไปเรื่อยตามจุดมุ่งหมาย คอยให้คนด้านข้างใจเย็นเสียก่อน ค่อยอธิบายเหตุผลให้ฟังหญิงสาวนั่งหน้าหงิก เมื่อเขาทำเหมือนไม่สนใจตนเอง“ที่พี่มารับช้า เพราะเกิดเรื่องที่โรงพยาบาลนิดหน่อย” มือหนาเอื้อมไปกุมมือบาง ส่งสายตาหวานเยิ้มจ้องมองหญิงสาวคนโดนมอ
เช้าวันใหม่แสนสดใส ทว่ากลับไม่ได้ทำให้กชนิภาสดใสตาม เพราะเรื่องเมื่อคืนยังคงรบกวนจิตใจตลอดเวลา เธอไม่กล้าจะสู้หน้าคนตัวโต รู้สึกอับอายเหลือเกินวันนี้หญิงสาวมีเรียนช่วงบ่าย แต่ออกจากคฤหาสน์ตั้งแต่เวลาเจ็ดโมงเช้า เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอผู้คนหญิงสาวมักจะออกไปเรียนช่วงเช้าเป็นประจำ ทั้งยังเลี่ยงการไปพบเ
ยามเย็นตะวันใกล้ลับขอบฟ้า สาวิตรีกำลังวุ่นวายกับสวนกุหลาบหลังบ้าน เสียงเรียกของใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทำให้เธอหยุดชะงักและหันไปมอง“คุณแม่ครับ”“ธาม” สาวิตรีปล่อยบัวรดน้ำในมือลง สาวเท้าไปหาลูกชายด้วยความคิดถึงเจ็ดปีที่ไม่ได้เจอหน้ากัน ธมนินทร์โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สาวิตรีสวมกอดร่างกำยำลูกชายอย่างโหย
เจ็ดปีผ่านไป... กาลเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็วราวกับว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นพึ่งจะผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้กชนิภาเติบโตขึ้นเป็นสาวเต็มวัย ความสวยของหญิงสาวเป็นที่หมายปองแก่บรรดาหนุ่มน้อยและหนุ่มใหญ่มากมาย“แหม วันนี้หนุ่มที่ไหนให้ดอกไม้มาคะ ช่อใหญ่ซะด้วย เขาจีบหนูสายขิมเหรอ”“ไม่มีอะไรหรอกค่ะป้าจันทร์ รุ่น
ณ คฤหาสน์ตระกูลโชติยศ ภายในรั้วของคฤหาสน์มีครอบครัวหนึ่งอาศัยกันเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น“สายขิม วันนี้แม่จะออกไปซื้อของทำกับข้าวให้คุณนาย ลูกจะไปกับแม่ด้วยไหม” นางมะลิซ้อนสาววัยสามสิบแม่บ้านของตระกูลโชติยศ เนื่องจากสามีเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจตั้งแต่ลูกสาวยังเป็นทารกเธอจึงหอบลูกเข้ากรุงเทพเพื่อมาหางาน







