ログインสายตาคมดุดันปรากฏแววร้อนแรง เขามองสำรวจความงามตรงหน้า เสียงแหบพร่าด้วยความชื่นชมดังออกมาคราหนึ่ง แต่หญิงสาวไม่มีสติพอจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงสิ่งใด นางนอนหายใจหอบร่างอ่อนระทวยไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากถูกขบเม้มจนเขาเกรงว่านางจะทำตัวเองบาดเจ็บ
“อย่ากัด” เขากดจุมพิตลงบนริมฝีปากอิ่ม กระทั่งบีบบังคับให้นางอ้าปากออก ไม่ยอมให้นางทำตัวเองเป็นแผล
เสียนฉิงเยว่สะดุ้งเฮือกเมื่อชายหนุ่มจุมพิตลงไปบนความอวบอิ่มเปล่าเปลือยของนาง มือน้อยพยายามดึงรั้งศีรษะของเขาออก แต่กลับรู้สึกเหมือนนางกำลังมอบกายให้เขามากกว่าการขัดขืน นางส่งเสียงห้าม แต่กลับได้ยินเพียงเสียงแผ่วเบาราวกับนั่นหาใช่เสียงของนางเองไม่
“ไม่นะ พะ...พอแล้ว” นางพยายามดึงสติและเรี่ยวแรงกลับมา แต่จุมพิตและริมฝีปากร้ายกาจของเขา ให้ความรู้สึกราวกำลังสูบพลังชีวิตของนางออกไปก็ไม่ปาน เมื่อผลักดันเขาออกไปไม่ได้ นางพลันนึกถึงถุงลับที่อยู่ในแขนเสื้อของตน
เมื่อมองเห็นว่าเขาไม่ได้ถอดเสื้อของนางออก เพียงแต่แหวกสาบเสื้อออกไปด้านข้าง เสียนฉิงเยว่พลันหน้าแดงก่ำ นางถึงกับไม่รู้ว่านางกับเขามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาถอดเอี๊ยมตัวในของนางออกไปตอนไหน
เพราะยังคงง่วนอยู่กับผิวนวลเนียนละมุนมือ ชายหนุ่มไหนเลยจะทันได้เห็นว่าหญิงสาวขยับมือไปยังแขนเสื้อ ขณะที่เขากำลังไล่จุมพิตร้อนแรงลงไปยังหน้าท้องแบนราบนุ่มนิ่ม ความรู้สึกราวมดตัวเล็กๆ กัดเข้าไปยังข้างลำคอพลันทำให้เขาชะงัก คิ้วเข้มขมวดมุ่น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวใต้ร่าง
“เจ้า!” ชายหนุ่มขยับกายขึ้นมาคร่อมร่างนางเอาไว้ มือใหญ่คว้าข้อมือทั้งสองข้างของนางยึดไว้ เมื่อมองไปยังมือเล็กเข็มเงินอันหนึ่งทำให้เขาสะดุ้งวาบ!!!
เจ้าร่างน้อยสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ในยามที่เขายังคงจดจ้องนางด้วยความโกรธ
“เจ้าทำอะไร”
“ขะ...ข้า...ท่านวางใจ ท่านแค่จะขยับกายไม่ได้สักครู่...ขะ...ข้า ท่าน!” น้ำเสียงหวาดหวั่นพร้อมกับดวงตาเบิกกว้างในยามที่จ้องตากับเขาในระยะประชิด ลมหายใจอบอุ่นของคนทั้งคู่สอดประสาน เพราะเขายังคงทาบทับร่างเล็กเอาไว้ใต้ร่างแกร่ง และนั่นทำให้นางรับรู้ถึงร่างกายที่ตื่นตัวของเขาทุกส่วน
ลมหายใจของชายหนุ่มหอบหนักหน่วง ในยามที่นางพยายามดิ้นรน ถึงอย่างนั้นยาบนเข็มยังคงไม่ออกฤทธิ์เต็มที่ทำให้นางไม่อาจหลุดพ้นจากพันธนาการ
ความปรารถนาที่ไม่ได้รับการเติมเต็ม ทำให้ร่างกายของชายหนุ่มปวดหนึบ เขาจ้องมองนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “มอบยาถอนออกมาเดี๋ยวนี้ หาไม่ ข้าสาบานชั่วชีวิตนี้ข้าจะพลิกแผ่นดินตามล่าเจ้า” น้ำเสียงของเขาทำให้หญิงสาวตัวสั่น เรี่ยวแรงที่ยังคงไม่ถดถอยของเขาทำให้นางเริ่มหวาดกลัว
ไม่ใช่ว่ายานี้จะออกฤทธิ์ทันทีหรอกหรือ เหตุใดเขายังขยับได้ ทั้งยังสามารถพูดข่มขู่นางได้อีกเล่า หลงจู๊ลู่โกหกนาง!
หญิงสาวอ้าปากจะกรีดร้องในยามที่พบว่าใบหน้าของชายหนุ่มก้มลงมาหาอีกครั้ง นางหลับตาก่อนจะเอียงใบหน้าหลบ ทำให้เขาฟุบลงไปยังลำคอขาวผ่องของนางแทน ซึ่งหลังจากนั้นร่างแกร่งก็แน่นิ่งไป มือเล็กลองขยับอีกครั้งและพบว่าเขายอมปล่อยจริง ๆ
...ยาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
เสียนฉิงเยว่ขยับลุกแต่เพราะชายหนุ่มยังคงทาบทับอยู่บนกายนาง ดังนั้นการที่นางขยับลุกกลับทำให้หน้าอกเปลือยเปล่าหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสกับใบหน้าของชายหนุ่มไม่ได้
ใบหน้าของคนทั้งคู่แดงก่ำ แต่เป็นความรู้สึกในทิศทางตรงกันข้าม
เสียนฉิงเยว่นั้นรู้สึกอับอาย แต่ชายหนุ่มกลับรู้สึกอึดอัดเพราะความต้องการจนปวดร้าวไปทั้งกาย เขาไม่อาจขยับร่างกายแต่เหตุใดยังคงรู้สึกรับรู้ทั้งยังไม่ได้หมดสติ ไม่รู้ว่าหญิงสาววางยาอะไร จะว่ายาสลบเขาก็ไม่ได้หมดสติ จะว่ายาชาเขาก็ยังรู้สึกเพียงแต่ไม่อาจขยับเท่านั้น
ในที่สุดก็สามารถพลิกร่างใหญ่ออกไปได้ มองดูคนที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยนอนหงายอยู่บนเตียง เสียนฉิงเยว่พลันรีบก้มลงมองตัวเอง หน้าอกเปลือยเปล่าของตนทำให้นางรีบตะครุบสาบเสื้อเข้าหากัน ใบหน้านวลแดงก่ำยิ่งขึ้น ในยามที่เห็นสายตาของชายหนุ่มมองไปยังหน้าอกของตน
แม้ดวงตาจะยังแฝงแววโกรธเกรี้ยว แต่เสี้ยวหนึ่งยังคงหลงเหลือความต้องการของบุรุษเพศ นางหาได้โง่งมและไร้เดียงสาจนดูไม่ออก
เสียนฉิงเยว่หันหลังให้เขาเพื่อแต่งตัวให้เรียบร้อย ผมเผ้าที่หลุดลุ่ยของนางถูกมัดรวบขึ้นไปใหม่ ร่างน้อยที่สั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้น ทำให้ชายหนุ่มที่นอนนิ่งขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาไม่อาจขยับจึงได้แต่นอนมองนางอยู่เช่นนั้น กระทั่งเสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง หญิงสาวผวาเข้ามาหาเขาก่อนนั่งคร่อมร่างที่ยังคงนอนนิ่ง เพราะคิดว่าเป็นคนของชายหนุ่มเข้ามาอีกครั้ง
“เข้ามาทำไม ไสหัวออกไป!” นางตวาดทั้งยังก้มลงทาบทับร่างที่นอนอยู่บนเตียง
“ทะ...ท่าน” เสียงของจินเอ๋อร์ทำให้เสียนฉิงเยว่พยายามยกตัวขึ้น นางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ใบหน้าที่ยังคงเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาแดงก่ำ
“เป็นเจ้าเองหรอกหรือ” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเครือ
“ท่าน...ท่าน...เขา” จินเอ๋อร์อ้าปากมองท่าทีล่อแหลมของผู้เป็นนายกับบุรุษผู้หนึ่งบนเตียงนอน นั่นทำให้เสียนฉิงเยว่นึกขึ้นได้ นางก้มลงมองเขาเช่นกัน และได้พบกับใบหน้าเขียวคล้ำด้วยความเจ็บปวดของอีกฝ่าย เมื่อขยับตัวนางก็หน้าแดงก่ำจนต้องรีบลุกขึ้น
ให้ตาย! นางนั่งทับลงไปยังความต้องการของเขา ทั้งยังเป็นการกระโดดเข้าใส่ด้วยความรีบร้อน แม้จะเป็นท่าทีที่ล่อแหลม แต่หากเป็นชายหนุ่มที่กำลังอ่อนไหวในยามนี้ เขาคง...
“ท่าน...ไม่เจ็บกระมัง” นางเคยรู้มาว่านั่นคือจุดอ่อนของบุรุษ หากจะโจมตีต้องเป็นจุดนี้ทั้งยังเป็นจุดตายที่ทำให้บุรุษสิ้นฤทธิ์ในทันที เสียงสูดลมหายใจของเขาทำให้นางตัวสั่น
“ท่านทำอะไรเจ้าคะ” จินเอ๋อร์เดินเข้ามาด้วยความแตกตื่น “ห้องที่เตรียมไว้อีกห้องตอนนี้ถูกใช้งานไปแล้ว ห้องนี้ก็มีคนอยู่ เช่นนี้จะทำเช่นไรดี”
“ข้าวางยาเขาแล้ว ไม่เป็นไรหรอก หากไม่ลงมือตอนนี้อาจเสียเรื่อง”
“ท่านแน่ใจหรือเจ้าคะ” มองใบหน้าโกรธเกรี้ยวของชายหนุ่มบนเตียงจินเอ๋อร์พลันรู้สึกไม่แน่ใจ
เสียนฉิงเยว่มองไปยังคนบนเตียงเช่นกัน “ไม่มีทางเลือกแล้ว ลงมือเถิด”
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
ครั้งก่อนเจรจาทางการค้าจบลงตรงที่เขาปฏิเสธที่จะให้ทายาทตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง ผูกตั๋วเงินของร้านแลกเงินสาขาฉางชุน สาเหตุก็เพราะอีกฝ่ายยืนยันจะพบนางให้ได้ พอโหลวตงอวี้ปฏิเสธคนผู้นั้นถึงกับมาดักพบนางกลางทางระหว่างที่นางนั่งรถมาออกมาจากคฤหาสน์ โชคยังดีที่ตอนนั้นเสียนฮูหยินออกมากับนางด้วย จึงมีผู้อาวุโส
แม้แต่เสียนเหวินเองยังรู้จักเสียนฉิงเยว่ เขาเล่า...มัวทำอะไรอยู่ กระทั่งตัวตนของเสียนหรูซวงเขาเองยังไม่อาจมองทะลุ ฉากหน้าอันงดงามปิดบังเขาเอาไว้จนมองไม่ออกถึงความเป็นจริง มองไม่ออกถึงกลลวงและเล่ห์กลของอิสตรี ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอยากอภัยให้เสียนหรูซวง อย่างน้อยครั้งหนึ่งเขาก็ยังเคยรู้สึกอย่างปกป้องใ
นางส่ายหน้า ชายหนุ่มจึงเลื่อนใบหน้าไปจุมพิตลำคอขาวผ่อง นางหดคอเล็กน้อยก่อนจะกะพริบตามองเขาด้วยท่าทีงงงัน “จำได้แล้วหรือยัง”นางขมวดคิ้ว เขาจึงเลื่อนใบหน้าเข้ามาอีกครั้งจุมพิตลึกล้ำสอดแทรกเข้ามาในความคิด ดูดดึงพลังชีวิตและช่วงชิงลมหายใจของเสียนฉิงเยว่ไปจนสิ้น “ไม่ว่าเจ้าจะจดจำข้าได้หรือไม่ ข้าก็รัก
เมื่อลงจากรถม้าเสียนฉิงเยว่เงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านใบชาส่างเล่อด้วยความรู้สึกคุ้นเคย จินเอ๋อร์และหวนเอ๋อร์กระซิบบอกนางเมื่อเห็นโหลวตงอวี้ชายหนุ่มกำลังเดินเข้ามาทักทายสหาย จากนั้นถามไถ่เสียนเหวินเกี่ยวกับการเดินทาง เพียงแต่กับนางเขากลับยิ้มให้โดยที่ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมาสักประโยคเสียนฉิงเยว่หน้าบึ้ง







