LOGINหนึ่งคำไอ้ตัวร้ายหน้าขาวก็ด่านางว่าโง่ สองคำก็โง่ ถามสักคำ ถึงนางโง่จริง นางก็ไปโง่บนหัวของเขาหรือ? (อิโรติก+คอมมาดี้ นางเอกไม่โง่นะคะ พระเอกร้าย แค่คลั่งรักมาก)
View Moreแสงแดดยามรุ่งอรุณสาดผ่านผ้าม่านลูกไม้สีฟ้าอ่อน กระทบกายผอมเพรียวใต้ผ้าห่มผืนโต วันนี้เจ้าของห้องดูจะไม่เร่งรีบกับชีวิตเหมือนเช่นทุกวันที่ผ่านมา
ดวงตาเรียวรีคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ขยับเปิดขึ้นเพียงครู่ ก่อนเจ้าตัวจะซุกหน้าลงกับหมอนนุ่มสีฟ้าอ่อนที่เข้าชุดกับผ้าม่านด้วยท่าทางเกียจคร้านราวกับลูกแมวขี้เซา
“เก้า... น้องเก้า... หนูตื่นหรือยังลูก”
เสียงนุ่มนวลเนิบช้าของหญิงสูงวัยดังขึ้นจากหน้าห้องสีฟ้าอ่อนหวานละมุน ทำให้ ‘คนขี้เกียจ’ ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อบอกให้รู้ว่าตื่นแล้วจริงๆ
“ขา... คุณป้าปราง เก้าตื่นแล้วค่ะ”
สาวน้อยวัยสิบเจ็ดปีบิดตัวไล่ความเมื่อยขบจากการนอนมาทั้งคืนอีกเล็กน้อย ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูให้ผู้เป็นป้า ญาติทางมารดาเพียงคนเดียวที่ยินดีให้เธอมาพักอาศัยด้วย หลังจากบิดาของเด็กสาววางแผนจะแต่งงานใหม่ได้ราวสองเดือน
แต่แล้วว่าที่แม่เลี้ยงก็ยื่นคำขาดกับบิดาของเธอว่า หากกัญญากรไม่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นางจะไม่ยอมแต่งงานด้วยเด็ดขาด
“ไปล้างหน้าล้างตาเสียลูก เสร็จแล้วก็ตามป้าลงไปใส่บาตรให้คุณยายกับคุณตากัน”
คุณนวลปราง วิริยะวัฒน์ หญิงวัยสี่สิบสองปีเอ่ยกับหลานสาวผู้อาภัพ เด็กที่เกิดจากความผิดพลาดระหว่างพ่อแม่สมัยยังเรียนหนังสือ
ดังนั้น แม้ ‘กัญญากร วิริยะวัฒน์’ หรือ ‘น้องเก้า’ จะมีอายุครบสิบเจ็ดปีแล้ว แต่บิดาและมารดาของเธอกลับมีอายุเพียงสามสิบห้าปีเท่านั้น
“ได้ค่ะ คุณป้าปราง ขอเวลาเก้าไม่เกินห้านาทีนะคะ”
เด็กสาวที่ควรสดใสสมวัยกลับเงียบขรึมราวกับคนอายุสามสิบปลายๆ เห็นแล้วคุณนวลปรางก็ได้แต่แอบถอนหายใจ
นางอดนึกย้อนไปเมื่อสิบแปดปีก่อนไม่ได้ ตอนนั้นพายัพกับทอรุ้งเพิ่งเรียนอยู่ชั้น ม.6 เทอมแรกด้วยกัน พายัพเป็นลูกชายคนเดียวของกำนันเทิด ส่วนทอรุ้งเป็นน้องสาวคนเล็กของครอบครัว ขณะที่นางเองก็เพิ่งเริ่มทำงานใน อบต. ได้ไม่นาน
เด็กหนุ่มกับเด็กสาวอนาคตไกลสองคนกลับต้องมาสะดุดเพราะเหล้าเข้าปากเพียงครั้งเดียว ผ่านไปสามเดือน ทอรุ้งก็เริ่มมีอาการแพ้ท้อง
สุดท้ายจึงรู้ว่าตั้งครรภ์ และยังโชคดีที่เป็นเด็กผู้หญิง อีกทั้งยุคสมัยของทอรุ้งก็ดีกว่าสมัยของนางมาก การตั้งครรภ์จึงไม่ได้ทำให้ต้องหยุดเรียนไปเสียทีเดียว
ตอนนั้นกำนันเทิดค่อนข้างมีอิทธิพล จึงย้ายลูกสะใภ้วัยใสไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนแทนโรงเรียนเดิม
แต่ทั้งสองยังเด็กเกินกว่าจะประคับประคองชีวิตคู่ได้ หลังจากทอรุ้งคลอดกัญญากรได้เพียงสองเดือน ชีวิตคู่ที่เกิดจากความผิดพลาดก็ต้องจบลงในที่สุด
ในเวลานั้น ครอบครัวฝ่ายนาง รวมถึงบิดามารดาของนางซึ่งเป็นตาของเด็กน้อย มีฐานะด้อยกว่าฝ่ายชาย กำนันเทิดกับนางสายหยุดจึงรับเด็กน้อยไปเลี้ยงดู ส่วนทอรุ้งเองก็ไม่ได้สนใจลูกเท่าไรนัก
วันเวลาผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี เด็กหญิงตัวแดงๆ ค่อยๆ เติบโตขึ้นตามวัย
แต่เมื่อเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งก็ย่อมเปลี่ยนตาม
กำนันเทิดซึ่งเคยแข็งแรงเริ่มแก่ชราลง หลังจากบิดามารดาของนางจากไปทีละคนเพียงสามปี กำนันเทิดกับภรรยาก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตตามไปด้วย เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อหกเดือนก่อน
เมื่อเด็กน้อยขาดผู้คุ้มครอง พายัพผู้เป็นบิดาจึงได้โอกาสพาภรรยาที่บิดามารดาไม่เคยยอมรับเข้าบ้าน
ทว่าผู้หญิงคนนั้นมีลูกติดถึงสามคน มีหรือจะยินดีให้ลูกเลี้ยงเข้ามาอยู่ร่วมบ้านเพื่อแบ่งสมบัติ
นี่จึงเป็นสาเหตุที่หลังจากกัญญากรปิดเทอมแรกของ ม.6 เธอต้องย้ายมาอยู่กับป้า ผู้ซึ่งมัวแต่ทำงานและดูแลพ่อแม่จนเพลิน จนกว่าจะคิดสร้างครอบครัวของตัวเองก็สายเกินไปเสียแล้ว
ส่วนสาเหตุที่เด็กสาวไม่ไปอยู่กับมารดา ก็เพราะหลังจากลองไปอยู่ด้วยเพียงสามวัน พ่อเลี้ยงสารเลวก็เริ่มออกลาย คิดจะกินลูกเลี้ยงของตัวเองเสียอย่างนั้น
“โยม... ทำบุญให้มากเข้าไว้นะ เอ้านี่ หลวงลุงให้ไว้คุ้มภัย”
พระหลวงลุงที่คุณนวลปรางคุ้นเคยมาตั้งแต่ยังสาวชะงักไปเล็กน้อย ขณะทอดสายตามองกายผอมเพรียวของญาติผู้น้องที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“รับไว้สิน้องเก้า เดี๋ยวป้าจะไปหาสร้อยให้สวม”
เมื่อผู้เป็นป้ากำชับ กัญญากรจึงทรุดกายลง แบมือรับสิ่งที่พระสูงวัยผู้สำรวมวางลงบนฝ่ามือ
“โยม...คนบางคน ของบางสิ่ง ถึงเวลาของมันก็ต้องจากไปนะ ทำใจเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ ของที่ไม่ใช่ของเรา ต่อให้พยายามอย่างไรก็ไม่ใช่ของเราอยู่ดี ส่วนของที่เป็นของเรา แม้จะอยู่ห่างไกลกันคนละขอบฟ้าสุดใต้หล้า สุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นของเรา ไม่มีทางหลบหนีพ้นกันไปได้”
คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย เพราะปกติหลวงลุงเป็นพระที่สำรวมมาก แม้แต่เวลาอยู่ที่วัด หากไม่มีใครเข้าไปสอบถาม ท่านแทบไม่เอ่ยปากพูดกับใคร แต่เหตุใดวันนี้จึงพูดกับเธอเช่นนี้?
ทว่าสุดท้ายคุณนวลปรางก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจ ก่อนเรื่องราวมากมายจะทำให้เธอลืมมันไปในที่สุด ไหนจะเรื่องย้ายโรงเรียนของหลานสาวคนโต ไหนจะงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ ผู้หญิงโสดตัวคนเดียวที่มีเรื่องให้จัดการเต็มมือ ย่อมไม่มีเวลามานั่งคิดถึงเรื่องเล็กๆ เช่นนี้อยู่นาน
“เก้า พรุ่งนี้วันอาทิตย์ วันเกิดเราสินะ”
ถึงจะยุ่งแค่ไหน แต่วันเกิดของหลานรัก นางจะลืมได้อย่างไร
“ค่ะ คุณป้า”
กัญญากรเป็นเด็กพูดน้อยอยู่แล้ว หลังจากถูกพ่อส่งมาอยู่กับป้าด้วยเหตุผลว่าแม่เลี้ยงกับน้องๆ ไม่ต้องการอยู่ร่วมบ้านกับเธอ เด็กสาวก็ยิ่งเงียบและเก็บตัวกว่าเดิม จึงตอบรับเพียงสั้นๆ
“อย่างนั้นเราไปทำบุญที่วัดกันดีไหม ป้าว่างพอดีเลยนะ น้องเก้า”
ถึงไม่ว่าง คุณนวลปรางก็ตั้งใจจะหาเวลาให้ว่าง เพราะอย่างไรก็สงสารหลานคนนี้มาก วันเกิดครบสิบเจ็ดปีทั้งที แทนที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับพ่อแม่ ทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่แท้ๆ แต่เมื่อเช้าเธอต่อสายไปหาทั้งน้องสาวและอดีตน้องเขย คำตอบที่ได้รับกลับไม่พ้นคำว่า “ไม่ว่าง” เช่นเดิม
“เก้าแล้วแต่คุณป้าปรางเลยค่ะ”
กัญญากรก้มหน้าก้มตาปั้นถั่วเขียวบดละเอียดให้เป็นรูปผลไม้จิ๋วอย่างตั้งใจ ก่อนนำไปชุบลงในวุ้นที่เคี่ยวเตรียมไว้จนกลายเป็นลูกชุบสีสันสดใสน่ากิน
เด็กสาวค่อนข้างชอบงานที่ป้าให้ช่วยทำ เพราะการทำขนมไทยทำให้เธอได้ฝึกสมาธิและความใจเย็นไปด้วย การปั้นลูกชุบ ซึ่งคุณป้านวลปรางนำไปฝากขายตามร้านต่างๆ ในเมือง จึงกลายเป็นทั้งงานอดิเรกและเพื่อนแก้เหงาให้กับเด็กสาวที่ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท ในช่วงปิดเทอมสั้นๆ นี้
“อย่างนั้นช่วงบ่ายเราไปซื้อยาสามัญประจำบ้านกับของใช้จำเป็นมาจัดชุดสังฆทานกันคนละชุดก็แล้วกันนะ น้องเก้า”
ใบหน้าเล็กที่มีแว่นตาอันใหญ่บดบังความน่ารักไปกว่าครึ่งเงยขึ้นมองผู้เป็นป้าอย่างสงสัย เหตุใดต้องซื้อของมาจัดเองด้วย ในเมื่อทุกวันนี้ตามวัดต่างๆ ก็มีชุดสังฆทานสำเร็จรูปไว้บริการแทบทุกแห่งแล้ว ต่อให้อยู่ห่างไกลความเจริญเพียงใด เธอก็ยังพบเห็นอยู่เสมอ
“สงสัยล่ะสิเรา”
คุณนวลปรางหัวเราะเบาๆ ก่อนอธิบายต่อ
“การที่เราจัดเองก็เหมือนเราใส่ใจในสิ่งที่จะนำไปทำบุญอีกอย่าง ของสำเร็จรูปบางทีเขาก็จัดของที่ไม่เหมาะกับการใช้งานมาให้ อย่างยาบางชนิด ถ้าเก็บไว้นานก็อาจหมดอายุ พอพระท่านเปิดดูแล้วคิดจะใช้ กลับต้องเอาไปทิ้ง สุดท้ายก็กลายเป็นภาระของพระท่านอีก เข้าใจไหมลูก”
วันนี้กัญญากรรู้สึกว่าป้าพูดกับเธอมากกว่าทุกวัน แต่ไม่ว่าป้าจะพูดมากหรือน้อย เธอก็รับรู้ได้เสมอว่าป้ารักเธอมาก
บางทีอาจมากกว่าพ่อกับแม่แท้ๆ ของเธอเสียด้วยซ้ำ
เด็กสาวพยายามสลัดความคิดไม่ดีออกจากหัว พร้อมเตือนตัวเองว่า อย่างไรท่านทั้งสองก็เป็นผู้ให้กำเนิดเธอ ถึงแม้หลังจากคลอดออกมาแล้ว พวกท่านอาจไม่ต้องการเธออีกก็ตาม แต่เธอก็ไม่คิดว่าพวกท่านผิด ผู้ใหญ่ย่อมมีเหตุผลในแบบของผู้ใหญ่ วันนี้เธอยังเด็ก อาจยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเติบโตขึ้นกว่านี้ เธอคงเข้าใจทุกอย่างได้เอง
เช้าวันอาทิตย์ สองป้าหลานออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง คุณนวลปรางบอกว่าอยากพาเธอไปไหว้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำที่วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี หากเดินทางจากพยุหะคีรี ก็น่าจะไปถึงช่วงสายพอดี
นับเป็นวันแรกตั้งแต่ปิดเทอมที่กัญญากรได้ออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้าน คุณนวลปรางบอกกับหลานสาวว่า สัปดาห์หน้าก็จะเปิดเทอมแล้ว จากนั้นคงยุ่งยาวไปจนถึงปิดเทอมหน้า เพราะเธอกำลังจะขึ้นชั้น ม.6 และต้องเตรียมตัวเรียนอย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
สองป้าหลานแวะทำบุญและเที่ยวด้วยกันอย่างสนุกสนาน วันนี้คุณนวลปรางมีความสุขมาก เพราะเด็กสาวที่ปกติแทบไม่เคยยิ้ม กลับหัวเราะเสียงดังอยู่หลายครั้ง
เรียกได้ว่าวันนี้ผ่านวัดไหนหรือสถานที่ท่องเที่ยวใด ทั้งคู่ก็พากันแวะไปหมด กว่าจะได้หันหัวรถกระบะคันเก่งที่ใช้งานมานานกว่าสิบปีกลับบ้าน เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่สามทุ่มแล้ว
ระหว่างทางลงเขาจากอำเภอบ้านไร่ คงเพราะตื่นตั้งแต่เช้าและเที่ยวกันจนลืมวัย ทั้งป้าและหลานจึงเริ่มอ่อนล้า เมื่อเจอกับแอร์เย็นฉ่ำภายในรถและความมืดโดยรอบ กัญญากรก็เผลอหลับไปก่อน
เมื่อคนชวนคุยหลับไปแล้ว คุณนวลปรางซึ่งเป็นคนขับก็เริ่มง่วงและมึนอยู่บ้าง แต่ยังฝืนขับต่อ เพราะเส้นทางบริเวณนี้ค่อนข้างเปลี่ยว ทว่าเพิ่งขับต่อมาได้ไม่ถึงสิบกิโลเมตร ฝนส่งท้ายปลายฤดูก็เทลงมาอย่างหนัก
โชคดีที่สาวใหญ่เป็นคนขับรถอยู่เป็นประจำ จึงยังพอประคองพวงมาลัยฝ่าสายฝนลงเขาไปได้ แต่บางครั้งอุบัติเหตุก็ไม่ได้เกิดจากความประมาทของเราเพียงฝ่ายเดียว เพราะอาจต้องเจอกับเพื่อนร่วมทางที่ไร้สามัญสำนึก
เช่นเดียวกับรถกระบะแต่งซิ่งห้าคันที่ขับเบียดแซงกันไปมา ดูก็รู้ว่าคงกำลังคะนองและแข่งรถกันอยู่ ทั้งที่ฝนกำลังเทกระหน่ำจนที่ปัดน้ำฝนต้องเร่งความเร็วจนสุด
คันแรกขับแซงผ่านไป คุณนวลปรางมองตามแสงไฟและรู้ทันทีว่ารถพวกนี้น่าจะแข่งกันมาแน่นอน เธอจึงผ่อนคันเร่งให้ช้าลงอีก แต่ก็ไม่กล้าชะลอมากเกินไป เพราะเกรงว่าขบวนรถดังกล่าวอาจเป็นกลุ่มคนไม่ดี ความเร็วจึงยังคงอยู่ที่ประมาณแปดสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมง
จนกระทั่งถึงคันที่สี่ เหตุการณ์ที่สาวใหญ่กังวลก็เกิดขึ้น
อาจเพราะฝนตกหนักจนถนนมีน้ำขัง อีกทั้งรถคันดังกล่าวยังขับมาด้วยความเร็วที่คาดว่าน่าจะเกินหนึ่งร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะกำลังเร่งแซง รถอีกคันกลับตีคู่แซงซ้อนขึ้นมา ทำให้บนถนนสองเลนมีรถวิ่งเรียงกันถึงสามคัน รวมรถของคุณนวลปรางด้วย
คาดว่าน้ำฝนจะสาดเข้าหน้ายางอย่างแรงจนรถเสียการควบคุม คนขับไม่อาจประคองพวงมาลัยได้อีกต่อไป ท้ายรถกระบะแต่งซิ่งจึงสะบัดส่าย ก่อนหมุนคว้างอย่างกะทันหัน
...เอี๊ยด!...
เสียงเบรกลากยาวดังฝ่าสายฝน
...โครม!...
...โครม!...
...โครม!...
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ทว่ากลับเชื่องช้าอย่างน่าประหลาดในสายตาของคุณนวลปราง
กัญญากรที่ตกใจตื่นจากแรงปะทะเบิกตากว้าง ภาพร่างของป้าที่กระเด็นออกไปทางกระจกหน้ารถทำให้สติของเด็กสาวแทบหลุดลอยตามไปด้วย
แม้เสียงเหล็กกระแทกกับต้นไม้ข้างทางจะดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงฟ้าร้อง แต่กัญญากรกลับไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว
“ป้าปราง!!!”
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เด็กสาวรับรู้ว่าตัวเองกรีดร้องออกมา ก่อนโลกทั้งใบจะมืดสนิทลง ราวกับดวงไฟถูกตัดขาดในพริบตา
สองชีวิตต้องจบลงเพราะความคึกคะนองและความสนุกของคนกลุ่มหนึ่ง
คนที่เอาความสะใจของตัวเองเป็นที่ตั้ง สุดท้ายกลับลากคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ต้องมาสังเวยชีวิตไปด้วยโดยไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว
เช่นเดียวกับเด็กสาวคนหนึ่งที่อนาคตอันสดใสกำลังรออยู่ข้างหน้า แต่ทุกอย่างกลับจบสิ้นลงในวัยเพียงสิบเจ็ดปี
อีกหนึ่งภพชาติ...จบลงเพียงเท่านี้
บทส่งท้าย…หมับ! ...…เฮือก! ...“เหล่าเซิน!”คนกำลังปั้นขนมเพลินๆ มีอันต้องสะดุ้งจนก้อนแป้งในมือตกลงพื้น ร้องน้ำเสียงแตกตื่นกับอ้อมกอดรัดแน่นจากคนที่นางคุ้นเคยดีแม้แต่กลิ่นเหงื่อของเขา…ฟอด…“อี๊! ...เหล่าเซิน…อย่าทำตัวน่าเกลียดเช่นนี้ ประเดี๋ยวลูกก็มาเห็นเข้าจนได้ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ!”คนตัวเล็กที่บัดนี้ร่างกายเริ่มอวบอิ่มไปตามกาลเวลาที่ผ่าน รวมถึงวัยที่เพิ่มขึ้นไปจนถึงการคลอดบุตรถึงสามคนดิ้นยุกยิก เพราะยามนี้นางและสามีอยู่ในห้องครัวของบ้านไร่ที่หนานซาน“วันนี้เจ้าพวกสามแสบไปอยู่เรือนท่านปู่ท่านย่ากันหมด…เช่นนั้น…เรามันปั้นน้องสาวให้พวกเขาแทนปั้นก้อนแป้งพวกนี้กันเถิด”คนที่ต่อให้ผ่านเข้าสู่วัยสามสิบห้าหนาวแล้ว ทว่าทั้งความหื่นเหลือร้ายและความเจ้าเล่ห์แสนกลกลับมีเพียงเพิ่มพูน นางฟังคำเขาแล้วก็ให้หน่ายหัวใจเสียจริง“อร้าย...หยุดเดี๋ยวนี้นะ…เหล่าเซินปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ท่านจะหน้าด้านหน้าทนเกินไปแล้วนะ!”คนถูกจับให้ขึ้นไปนั่งบนโต๊ะโดยที่เขานั้นยืนแทรกอยู่ระหว่างเรียวขาเสลาสองข้างถึงกับทุบอีกฝ่ายตุบตับเพราะความโมโห ดูเอาเถิดเขาเคยฟังนางเมื่อใดกัน แล้วผู้ใดกันเล่าที่บอกว่าจะมิขัดใจอ้ายเหริน
ตอนจบนิ้วแข็งแรงค่อยๆ กรีดลงไปยังกลางกายสาว จากนั้นก็ส่งปลายนิ้วค่อยๆ ก้าวล้ำเข้าไปในช่องทางคับแน่น ใช้นิ้วโป้งบดขยี้ติ่งเสียวเริ่มจากแผ่วเบาแล้วเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามเสียงหวานที่ครวญครางงึมงำซึ่งก็ดังขึ้นทุกที…และทุกที…“อาเซิน…ไม่ไหว…อ๊า…ซี้ด…อ๋า…”เมื่อทานทนต่อความเสียดสีจนบังเกิดความเสียวซ่านหวานแหลมต่อไปไม่ไหว คนตัวเล็กนางจึงเผลอไผลฝังฟันซี่เล็กของตนเองกับหัวไหล่แกร่ง ซึ่ง ‘อาเซิน’ ก็มิได้ขัดขืนดุว่านางแม้แต่น้อย ยินยอมเจ็บปวดเพราะยังจดจำได้ดีถึงครั้งแรกที่นางเจ็บปวดจนแทบแหลกสลาย นอกจากเร่งส่งนางไปเยือนสวรรค์ชั้นฟ้าอีกรอบเพื่อจะได้พร้อมเปิดทางให้เขาได้ฝากฝังท่อนลำใหญ่ยาวเข้าสู่กายนาง“อื้ม!”กายเล็กเกร็งกระตุกฟันคมยังคงฝังลึกลงไปถึงเนื้อแล้ว เพราะเขารู้สึกเจ็บจี๊ดรุนแรง เขาจำใจต้องดึงนิ้วเรียวยาวของตนเองออกมาจากความคับตึงตอดรัดตุบตับเพื่อจะส่งตัวตนที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้าไปแทนที่“มันจะเจ็บมากนะเสี่ยวจู”เขากระซิบเตือนก่อนจะผลักดันตัวตนเสือกไสเข้ากายร่องคับแน่นแช่มช้าใจเย็นอย่างที่สุด“อื้ม!”นิ้วเรียวเล็กทั้งสิบจิกเกร็งลงยังแผ่นหลังกว้าง น้ำตาเม็ดโตไหลกลิ้งลงทางหางตาทั้งสองข้าง หลี่หยว
ตอนที่ 62หลี่หยวนเซินเขาจับเอี๊ยมตัวน้อยออกทางศีรษะของพระชายาจนแทบกลายเป็นกระชาก ก่อนจะดึงรั้งปลดกางเกงที่อยู่ใต้น้ำขยับจนท่อนลำใหญ่โตดีดผึงพ้นขอบกางเกงออกมาโชว์โฉมอวดความอวบอ้วนเท่าข้อมือของมู่หรงเจินจู ต่อให้มันอยู่ใต้น้ำแต่นางก็ยังมองเห็น ใบหน้าเล็กเลยแดงจัดเต็มไปด้วยเลือดแห่งความอับอายของสาวน้อยที่กำลังจะก้าวข้ามมาเป็นหญิงสาวเต็มกายอย่างแท้จริงเสียที“ทักทายมันหน่อย...นะ...เสี่ยวจู...มันต้องการให้เจ้าเอ็นดูมัน”หลี่หยวนเซินจับมือเรียวให้ค่อยๆ สัมผัส คนตัวเล็กนั้นให้แกร่งกล้าเพียงใดนางก็ยังเป็นสตรีมิเคยต้องมือชาย และเหล่าชายทั้งหลายก็มิมีโอกาสได้แตะต้องกายนางเช่นกัน จะมีก็แต่ชายผู้นี้เท่านั้น นางจึงข่มความอายลงไปจนลึกสุดหัวใจในยามที่สัมผัสเจ้าท่อนลำอวบอ้วน นางจะมีทั้งความตื่นเต้นผสานไปกับความกลัว“อาส์…กำมัน…เช่นนี้…อ๊า…รูดขึ้นลงเช่นนี้…โอ๊ว…ซี้ด…อ๊า…อ๊า…”ยิ่งคนตัวโตนั้นเปล่งน้ำเสียงรัญจวนแหบเครือแสนเซ็กซี่เหลือร้ายก็เพิ่มความใจกล้าให้กับนางฮึกเหิมมากขึ้นเท่านั้น แล้วนางก็เริ่มข่มเหงหลี่หยวนเซินชนิดมิปรานีกันเลย“อู๊วว…อ๊า…ซี้ด…อ๊า…พะ…พอก่อน…จะ…ไม่ไหวแล้ว…โอ๊ว…ซี้ด”ใบหน้าที่มักส
ตอนที่ 61เพราะเพียงท่านอ๋องห้าเอ่ยถึงอาหารแล้วประคองนางเดินมาทรุดนั่งลงยังโต๊ะอาหารที่ตั้งอยู่ส่วนนอกของห้องหอเจ้าท้องไม่เกรงใจหน้าเจ้าของดันร้องออกมาเสียได้ไม่ดูเวลา ช่างน่าอับอายยิ่งนัก...“มาเถอะเจ้าคงหิวมากแล้ว กินแล้วจะได้ไปอาบน้ำที่ฮุ่ยเหลียนกับเกาหมิงเตรียมเอาไว้ให้พวกเราที่ห้องด้านหลังนั้นเจ้าจะได้พักผ่อนเสียที”หลี่หยวนเซินนั้นเขามิได้แสดงว่าตัวเขานั้นได้ยินเสียงท้องที่ร้องโหยหวนออกมาเมื่อสักครู่นี้เลยสักนิด เพราะเขามิเห็นสำคัญ ที่เขาเป็นห่วงก็คือเท้าเล็กที่สังเกตในยามที่เดินมาจากห้องด้านในเมื่อครู่ มู่หรงเจินจูนางพยายามที่จะฝืนไปเดินโขยกเขยกคาดว่าภายใต้รองเท้าคู่สวย เท้านั่นอาจได้แผลอีกแล้วกระมังทั้งสองทานอาหารกันไปเงียบๆ และวันนี้อาจนับเป็นครั้งแรกที่มู่หรงเจินจูนางได้เห็นหลี่หยวนเซินดื่มสุรา เพียงครึ่งกาใบหูใบหน้าไปจนถึงลำคอก็พลันแดงจัดจนน่าตกใจ นางรวบตะเกียบลงวางทันทีแล้วขยับเข้าไปใกล้เขา อังหลังมือลงบนหน้าผากคนตัวโตด้วยเกรงว่าเขาจะตัวร้อนเกินไป“พอแล้วท่านอ๋อง ท่านตัวแดงไปหมดแล้ว”นางจับมือที่กำลังจะยกจอกสุราสุดท้ายขึ้นดื่มแล้วออกแรงดึงมายกขึ้นดื่มเสียเอง หลี่หยวนเซินจ











