Masuk“นั่นสินะ” อวี่ซินหยางเห็นด้วย เพียงแต่ความสงสัยใคร่รู้ของเขาไหนเลยจะห้ามได้ “ประมุขโหลวของพวกเราไม่เคยใส่ใจอิสตรีจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง หากข้าไม่ได้ร่วมรับรู้พร้อม ๆ กับพวกเจ้าว่าเขาเองก็ไปหอนางโลมเป็นบางครา ข้ายังคงแอบคิดว่าเขาคงตายด้านไปแล้ว สตรีที่ทำให้เขาแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ มิใช่จะปรากฏตัวขึ้นมาโดยง่าย หากไม่ทำความรู้จักเสียหน่อย ข้ารู้สึกเหมือนจะผิดต่อคุณธรรมในใจอย่างไรบอกไม่ถูก”“หืม” เหอหลี่คุนเลิกคิ้วราวไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน “คุณธรรมในใจหรือ ไม่คิดว่าเจ้าจะรู้จักคำคำนี้” เอ่ยจบก็เดินขึ้นรถม้าไปปล่อยอวี่ซินหยางอ้าปากค้างเพราะหาคำมาโต้แย้งไม่ออก“เจ้าใช่เป็นสหายข้าหรือไม่ เหตุใดหาเรื่องค่อนแคะข้าอยู่เรื่อย!”อวี่ซินหยางเอ่ยจบก็เดินขึ้นรถม้าของตัวเองไปบ้าง ถึงอย่างนั้นอารมณ์ปลอดโปร่งก็ยังคงทำให้เขารู้สึกดียิ่ง เขาควรหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนคฤหาสน์ตระกูลเสียนหน่อยดีกว่า หาไม่คุณธรรมในใจที่เพิ่งจะผุดขึ้นมา อาจทำให้เขานอนตายตาไม่หลับ คิดได้ดังนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเสียงเบาขณะสหายของโหลวตงอวี้กำลังสำราญใจกับเรื่องที่ค้นพบ ตัวชายหนุ่มเองกลับนั่งกุมขมับอยู่บนร
เสียนเหวินนั้นยังพออะลุ่มอล่วยเพราะมาด้วยเรื่องการค้าเช่นกัน แต่เสียนชิงหรูกับเสียนชิงเซียงที่เข้ามาโดยไม่รู้จักกาลเทศะ ทั้งยังจงใจส่งสายตาหวานซึ้งให้คนในห้องนี่สิ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งขายหน้าจริงๆ!!!“คนนี้ไม่เหมือนคนอื่น นาง...” เสียนซีหลิวขมวดคิ้วมุ่น เขารู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของเสียนฉิงเยว่ ถึงอย่างนั้นสตรีขี้ขลาดทั้งยังเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมสบตาผู้คนเช่นนั้น เขากลับรู้สึกสงสารเอ็นดูไม่ลงเลยจริง ๆ “บิดามารดาของนางจากไปตั้งแต่นางยังเล็กนัก ฐานะของนางในตระกูลคงไม่ใคร่จะได้รับการยอมรับเท่าไรนัก ดูจากท่าทางขี้อายและไม่ชอบออกมานอกคฤหาสน์นั้นแล้ว ข้ายังสงสัยว่านางอยู่ที่เสียนหยางเคยก้าวออกมาข้างนอกบ้างหรือไม่”โหลวตงอวี้แทบจะสำลักสุราที่เพิ่งจะจิบเข้าไป เสียนฉิงเยว่น่ะหรือขี้อายทั้งยังไม่กล้าออกมานอกคฤหาสน์! คิดแล้วให้นึกถึงวันที่ถูกนางวางยาแล้วจับถอดเสื้อผ้ามัดเอาไว้บนเตียงในหอนางโลม...“หากไม่เพราะได้รับการดูแลจากซวงเอ๋อร์...” รอยยิ้มอ่อนโยนของเสียนซีหลิวทำให้อวี่ซินหยางชะงัก“ซวงเอ๋อร์หรือ เจ้าตกลงปลงใจแล้วใช่หรือไม่ เป็นแม่นางหรูซวงดังคาด ข้าดูจากท่าทีร้อนใจของเจ้าวันนั้นก็พอจะเดาออก แ
เสียนซีหลิวเดินเข้ามาหานาง และเอ่ยถ้อยคำที่ทำเอาทั้งเสียนชิงหรูกับเสียนชิงเซียงต้องกำมือแน่นด้วยความอิจฉาริษยา เสียนเหวินเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่กลอกตา ชายหนุ่มขอตัวออกมาจากห้องโถงเดินตามเสียนฉิงเยว่ไปด้วยความห่วงใย ระหว่างนั้นไม่มีใครสังเกตเลยว่าเสียนฮูหยินยังคงมองไปยังประตูห้องโถงด้วยดวงตาครุ่นคิด ความรู้สึกคลางแคลงในตัวเสียนฉิงเยว่ นำพาความรู้สึกแสนเสียดายที่ทำให้นางรู้สึกอึดอัดมองดูบุตรชายคนโตช่วยพยุงเสียนหรูซวงเดินออกไปจากห้องโถงแล้ว เสียนฮูหยินได้แต่กลัดกลุ้ม ถึงอย่างนั้นแผ่นหลังของบุตรชายคนรองที่เดินตามเสียนฉิงเยว่ไปกลับทำให้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย บางทีนางอาจพิจารณาให้สะใภ้เล็กของนาง เป็นหญิงสาวจากตระกูลเสียนแห่งเสียนหยางอีกคนก็เป็นได้...เสียนฉิงเยว่ยังไม่ทันได้ถึงห้องตัวเองก็ถูกเสียนเหวินรั้งตัวเอาไว้ เขาเดินนำหญิงสาวไปยังสระบัวขนาดเล็กที่อยู่ไม่ไกลจากสวนด้านข้างเรือนพักของนาง ในมือมีกล่องเครื่องประดับที่นางจำได้ว่าเขาเป็นสัญลักษณ์จากร้านของตระกูลโหลว“วุ่นวายมาทั้งวัน นี่ให้เจ้า” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“พี่เหวินไม่น่าลำบากเลย ข้าก่อความยุ่งยากให้พวกท่าน รู้สึกผิดจริง ๆ” นางก
“ไม่ต้องกลัว ข้าไม่ทำร้ายเจ้าอย่างแน่นอน” แต่จะค่อย ๆ ละเมียดชิมไปทีละน้อยๆ อย่างที่เคยพูดเอาไว้ จะได้ไม่เสียคำพูด เขาต่อประโยคนั้นในใจด้วยรอยยิ้ม ซึ่งรอยยิ้มนั้นยิ่งทำให้หญิงสาวตัวสั่นและเย็นวาบไปทั้งกาย“อีกอย่าง”หญิงสาวชะงักเมื่อเขาเอ่ยประโยคถัดมา“เข็มเหล่านั้นอนุญาตให้เจ้าพกติดตัว แต่หากกล้าใช้กับข้าอีกครั้ง เจ้ารู้ผลที่ตามมาอย่างแน่นอน ใช่หรือไม่” รอยยิ้มกว้างและมือที่ยื่นออกมาทำเอาเสียนฉิงเยว่ผวา“ข้าน้อยไม่กล้าแล้ว!!” นางกระโดดลงมาจากเตียงนอนก่อนวิ่งมายืนอยู่อีกฟากของห้อง มือน้อยคว้าซองเข็มของตนมากอดเอาไว้ในอกโหลวตงอวี้มองหญิงสาวที่มีท่าทีหวาดระแวงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เขาค่อย ๆ ก้าวลงมาจากเตียงก่อนปรายตามองหญิงสาวที่พยายามเก็บซองเข็มเข้าไปยังถุงลับในแขนเสื้อ “มานี่”“เจ้าคะ?” นางหันขวับไปมองแล้วส่งเสียงเป็นเชิงถาม“มาช่วยข้าแต่งตัว” พูดจบก็กางแขนออกให้นางดูเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ไม่เรียบร้อยของตน “ไม่มาหรือ เช่นนั้นครู่หนึ่งค่อยไปส่งเจ้าก็แล้วกัน” เอ่ยจบก็หมุนตัวตั้งท่าจะกลับขึ้นเตียงนอน“ข้าน้อยทำแล้ว ทำแล้ว” เสียนฉิงเยว่ปราดเข้าไปรั้งท่อนแขนของชายหนุ่มเอาไว้แน่นอนเขายิ้มกว้างก
“รู้หรือไม่” เขาเอ่ยถามนางขึ้นด้วยท่าทีราวไม่ใส่ใจ “เจ้าวางยาข้าสองครั้ง หลังจากนั้นข้าต้องรักษาตัวอยู่นานกี่เดือน”หญิงสาวชะงักคิ้วเรียวเลิกขึ้นมองเขาอย่างหวาดหวั่น ดวงตาคู่งามมองไปยังประตูห้อง ไม่ทันให้เขาได้พูดต่อนางก็เตรียมจะกระโจนลงไปจากเตียงนอน เขาไม่บอกนางก็รู้ว่ายานั้นทำให้เขารู้สึกเช่นไร อีกทั้งยาเข็มที่สองจะทำให้เขาไม่อาจมีสัมพันธ์กับสตรีได้นานครึ่งปีเลยทีเดียวเรื่องนี้จะโทษนางได้อย่างไร ทั้งที่นางพยายามบอกเขาแล้วว่านางไม่ใช้สตรีในหอนางโลม เขายอมฟังนางเสียที่ไหน ล่วงเกินนางถึงเพียงนั้นจะไม่ให้นางโกรธเคืองได้อย่างไรกัน!!ท่อนแขนแกร่งของชายหนุ่มคว้าเอวคอดของหญิงสาว เหวี่ยงนางกลับมาจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับแผ่นอก นางครางออกมาเสียงเบาด้วยความเจ็บ กระนั้นกลับไม่อาจหยุดดิ้นรนและอ้อนวอน“ข้ากลัวแล้ว ท่านอย่าทำอะไรข้าเลย วันนั้นข้าโกรธจนลืมตัวจึงวางยาท่าน ข้าไม่ได้มีเจตนาทำร้ายท่านเลยนะ”“ไม่มีเจตนาแล้วเจ้าจะหวาดหวั่นและคิดหนีไปไย”“ก็ท่าน...หนะ...น่ากลัวออกปานนี้”“กลัวข้าหรือ คิดว่าข้าจะทำอะไรหรือ”หญิงสาวชะงักแต่ก็ต้องอ้าปากค้างและเบิกตามองมือใหญ่ที่เริ่มลูบคลำไปทั่วร่างนาง “ท่านค
ได้ยินหญิงสาวเอ่ยเช่นนั้นชายหนุ่มก็เกร็งไปทั้งร่าง เขาหรี่ดวงตาลงมองเพราะคิดว่าหญิงสาวทั้งสองมาเพื่อสังหารเขา แต่ทุกอย่างกลับผิดคาด พวกนางไม่เพียงไม่ก้าวเข้ามาใกล้เตียงนอนแต่ยังถึงกับเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่หลังฉากกั้น และชุดที่นางเปลี่ยนนั้นเป็นชุดสีขาวที่มีเลือดสีแดงเปรอะเปื้อน อีกทั้งเส้นผมยาวสลวยยังยุ่งเหยิงจนบดบังใบหน้าของพวกนางเอาไว้กว่าครึ่ง มองไม่ชัดว่าใบหน้านั้นมีลักษณะเช่นไร“ท่านว่าเอาเลือดไก่นี่ทาลงบนใบหน้าด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”“ดี ๆ” เสียงสนทนากันของหญิงสาวทั้งสองยิ่งทำให้เขาใคร่รู้ แต่ถึงจะพยายามเหลือบสายตามองก็ยากจะเข้าใจในการกระทำ ที่รับรู้คือร่างเล็กเดินหายเข้าไปยังกำแพงโหลวตงอวี้ไม่อาจพลิกร่างจึงได้แต่กลอกดวงตามองตามหญิงสาวที่ยุ่งง่วนอยู่กับการพยายามแกล้งหลอกผู้อื่นว่าเป็นภูตผีวิญญาณความวุ่นวายด้านนอกได้ยินแว่วเข้ามา เสียงตะโกนแหกปากด้วยความหวาดกลัว พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงวิ่ง เสียงหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เสียงหัวเราะแผ่วเบาของพวกนาง พร้อมกับเสียงก่นด่าว่าบุรุษล้วนมักมากทั้งสิ้น ทำให้เขาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงอดสงสัยไม่







