LOGINนางแนะนำตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทจนเกินไป หลังจากที่ได้ยินนางแนะนำตัว ด้านหลังก็มีคนเดินเข้ามาแนะนำชื่อของตัวเองจนหญิงสาวตาลาย ความจริงนับจากชื่อที่สองสามไปนางล้วนลืมไปจนสิ้นว่าสตรีเหล่านั้นมีนามว่าอย่างไร และมาจากตระกูลใดบ้าง
“เอ๋ นั่นมิใช่คุณชายอวี่หรอกหรือ”
เสียงเอ่ยขึ้นหน้าร้านเครื่องประดับ เรียกความสนใจของสตรีทุกนางที่เข้ามายืนล้อมรอบเสียนฉิงเยว่ จินเอ๋อร์ขยับเข้ามาชิดเสียนฉิงเยว่ก่อนกระซิบเสียงเบา “คุณหนูข้าน้อยว่าเราตามคุณชายรองไปไม่ดีกว่าหรือเจ้าคะ...”
ยังไม่ทันได้จบประโยคก็จำต้องขยับหลบ เมื่อกวนหนิงเหอหันมาสนใจผู้เป็นนายอีกครั้ง
“คุณหนูเสียนจะไม่เข้าไปยังหอน้ำชาหน่อยหรือ”
ดวงตาคาดหวังของสตรีเหล่านั้นทำเอาหญิงสาวสะอึกอึ้งอยู่กับที่ แท้จริงแล้วพวกนางก็อยากให้ตนสร้างโอกาสที่จะได้พบและแนะนำตัวกับเหล่าคุณชายทายาทตระกูลใหญ่ในหอน้ำชาฝั่งตรงข้ามนั่นเอง หญิงสาวแทบจะถอนฉุนออกมาด้วยความรำคาญ กระนั้นนางกลับเพียงแย้มยิ้ม ก่อนก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ต้องขออภัยเมื่อครู่พี่เหวินกำชับไว้แล้วว่าให้รอที่นี่ ดังนั้น...”
เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จงใจให้นางได้ยินอย่างแน่นอน “เช่นนั้นคงไม่ใช่นาง”
“นั่นสิดูสองคนก่อนหน้ายังงดงามกว่านางมาก”
“แต่ข้าได้ยินว่าคนที่ตกน้ำเป็นคู่หมายของคุณชายใหญ่ แล้วพวกนางทั้งสามคน ใครกันเล่าเป็นคู่หมายของคุณชายรองเสียน”
เมื่อเห็นว่าหญิงสาวหมุนตัวกลับไปสนใจเครื่องประดับอีกครั้ง กวนหนิงเหอจึงจากไปด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจ เช่นกันกับเหล่าหญิงสาวที่รายล้อมเสียนฉิงเยว่เมื่อครู่ ส่วนใหญ่แล้วพวกนางต่างพร้อมใจกันเข้าไปยังหอน้ำชาฝั่งตรงข้าม
เมื่อรอบกายเริ่มเงียบลงเสียนฉิงเยว่จึงหันไปมองจินเอ๋อร์ “เราควรกลับไปเสียดีหรือไม่ ข้าว่าหากยังรั้งอยู่ที่นี่นานก็ยิ่งจะเจอเข้ากับเรื่องวุ่นวาย”
“แต่คุณชายรองให้รออยู่ที่นี่นะเจ้าคะ”
“จินเอ๋อร์เจ้าก็ได้ยินแล้วว่าข่าวลือออกมาว่าอย่างไร หากให้ข้ากลายเป็นหนึ่งในข่าวลือคงไม่เป็นผลดีเท่าไหร่” เสียนฉิงเยว่ขมวดคิ้ว “เจ้าไปส่งข่าวบอกพี่เหวินว่าเราจะขอกลับก่อน คฤหาสน์ตระกูลเสียนอยู่ไม่ไกลเดินไปก็ถึง บอกเขาให้ทำธุระให้เสร็จไม่ต้องกังวล ข้ารอเจ้าอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน หากเขากำลังยุ่งอยู่เจ้าก็กระซิบบอกคนของพี่ซีหลิวเมื่อครู่ให้เขาแจ้งต่อพี่เหวิน”
“เช่นนั้นข้าจะรีบไปรีบกลับ ท่านรออยู่ที่นี่อย่าไปไหนนะเจ้าคะ”
“ข้ารู้แล้วเจ้าไปเถิด” เสียนฉิงเยว่พยักหน้าก่อนมองตามสาวใช้ที่เดินออกไปจากร้าน
ดูเหมือนอิทธิพลของคุณชายทั้งห้าจะมีผลต่อหญิงสาวในเมืองฉางอันไม่น้อย ดูทีหรือเมื่อครู่ภายในร้านยังเต็มไปด้วยหญิงสาวมากมายที่เข้ามาเลือกซื้อเครื่องประดับ พอรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่หอน้ำชาฝั่งตรงข้ามเท่านั้น ภายในร้านก็ร้างไร้ซึ่งผู้คนทันที
ร่างเล็กหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในร้าน มิคาดข้างแก้มของนางกลับชนเข้ากับแผงอกหนั่นแน่นของบุรุษผู้หนึ่งเข้าอย่างจัง จมูกของนางได้กลิ่นหอมคล้ายกับกลิ่นเปลือกสนหน้าร้อนผสมกับถานเซียง คิ้วเรียวขมวดมุ่นลง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าก็เริ่มฉายแววตื่นตะลึงขณะพยายามทรงตัว ก้าวหลบไปด้านหลังพร้อม ๆ กัน
“เจอตัวแล้ว” เสียงทุ้มเนิบนาบทำให้หญิงสาวยิ่งตระหนกมากขึ้น ด้วยเพราะเสียงคุ้นเคยนี้...นางไม่มีวันลืมเลือน เสียนฉิงเยว่รับรู้ถึงสัมผัสจากมือใหญ่และอ้อมแขนซึ่งรัดเอวอรชร ไม่ให้ผละออกห่าง
“ทะ...ท่าน”
ดวงตาแตกตื่นระคนตกตะลึงเรียกรอยยิ้มกว้างของชายหนุ่มได้เป็นอย่างดี เขาก้มลงพร้อมก้มหน้าลงไปหาคนที่พยายามเอนกายไปด้านหลังเพื่อหลบ “นึกอยู่แล้วว่าเจ้าต้องไม่ลืมข้า” เขากระซิบเสียงเบา
ท่อนแขนที่รัดเอวอรชรดันร่างนางเข้ามาแนบชิดกายด้านหน้าอย่างอุกอาจ
เสียนฉิงเยว่ลมหายใจติดขัดก่อนจะกวาดสายตามองหาความช่วยเหลือ กระนั้นรอบกายกลับเงียบงันไร้ซึ่งผู้อื่นโดยสิ้นเชิง บัดนี้ภายในร้านเครื่องประดับหามีคนอยู่ไม่ แม้แต่คนดูแลสินค้าภายในร้านเองก็ไม่รู้ว่าหายไปไหน
“จดจำค่ำคืนนั้นได้หรือไม่ คืนที่เจ้าปีนขึ้นไปบนเตียงของข้า ในยามที่ข้ากำลังจะหลับใหล...” เขากระซิบเสียงแผ่ว จงใจเป่ารดลมหายใจของตัวเองไปทั่วใบหน้าของหญิงสาว
“ทะ...ท่านปล่อยข้านะ”
ใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างเพียงปลายนิ้ว ทำให้ร่างของหญิงสาวสั่นเทาด้วยความหวาดหวั่น มือสองข้างเป็นเพียงสิ่งที่กั้นขวางกายส่วนหน้าของนางและเขา หญิงสาวพยายามดันร่างแกร่งออกไป ถึงอย่างนั้นเขากลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นหินผาที่ไม่อาจเคลื่อนไหว
ความทรงจำวันนั้นยังคงหลอกหลอนนางมาจนถึงวันนี้ ไม่คิดว่าเขาเป็นคนฉางอัน หากรู้แต่แรกว่าเขาอยู่ที่นี่เป็นตายอย่างไรนางย่อมไม่มีทางเดินทางมาอย่างแน่นอน วันนี้รู้สึกเสียใจก็สายเกินไปแล้ว
“ข้าว่าเราสองคนมีความหลังที่ควรรำลึกถึงร่วมกันอยู่กระมัง”
“ไม่...ไม่นะ” เมื่อรู้สึกว่าร่างทั้งร่างของตนกำลังถูกยกลอยขึ้น เสียนฉิงเยว่พลันส่งเสียงร้องออกมา
“จะร้องให้คนช่วยหรือ” เขาชะงักพร้อมกระซิบถาม “เจ้าแน่ใจหรือว่าอยากจะกรีดร้อง จะให้ข้าช่วยหรือไม่ ข้าพอจะรู้จักคุ้นเคยกับเสียนซีหลิวและเสียนเหวินอยู่บ้าง จะให้คนของข้าไปตามให้...ดีหรือไม่”
ยิ่งพูดรอยยิ้มของเขาก็ยิ่งอ่อนโยนขึ้นเรื่อย ๆ เพียงแต่...ดวงตาของเขากลับสวนทางกับรอยยิ้มอ่อนโยน ยิ่งเขายิ้มให้นางกว้างขึ้นเท่าไหร่ หญิงสาวกลับยิ่งรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมากเท่านั้น “ทะ...ท่านจะ...จะเอาอย่างไร” นางไม่อาจควบคุมเสียงสั่นเทาของตัวเองเอาไว้ได้อีกแล้ว
“เด็กดี” เขาหุบยิ้มก่อนย่อกายอุ้มนางขึ้นทั้งตัว “เจ้าต้องไปกับข้า”
“แต่...”
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“เจ้ามีเรื่องจะสนทนากับแม่หรือ”“ขอรับ”บทสนทนาที่ดังแว่วมาจากด้านหลัง ทำให้เสียนฉิงเยว่เร่งฝีเท้าออกมาทั้งยังเรียกต้าเฮยให้เดินออกมาพร้อม ๆ กับนางเรื่องราวที่เสียนซีหลิวกำลังจะบอกเสียนฮูหยินครั้งนี้ นางจะไม่ขอเข้าไปข้องเกี่ยวโดยเด็ดขาด เขาจะจัดการเช่นไรและเสียนฮูหยินจะคิดเห็นเป็นประการใด นางล้วนข
“หลังจากข้าดื่มยาร่างกายที่อ่อนล้าก็ทำให้ความรู้สึกรับรู้เชื่องช้าไปบ้าง ตอนนั้นไม่คิดว่าจะมีคนผู้หนึ่งปีนขึ้นมาบนเตียงของข้า แต่เพราะนางเข้าห้องผิดคิดว่าห้องที่ข้าอยู่นั้นไม่มีคนจึงแทงเข็มใส่ข้าเล่มหนึ่ง ก่อนจะใช้ห้องนั้นเปลี่ยนเสื้อผ้า และปลอมเป็นวิญญาณไปหลอกหลอนบุรุษที่กำลังหาความสำราญกับหญิงคณิ
เมื่อหญิงสาวจบประโยคนั้นเสียนหรูซวงก็เดินมาหยุดด้านหลังของเสียนซีหลิวพอดี โหลวฟางอี๋ย่อกายให้อีกฝ่ายเพราะนางอ่อนเยาว์กว่า แต่ใบหน้าเรียบเฉยที่ส่งไปยังหญิงสาวอีกคนนั้นเรียบเฉยไม่ใส่ใจ “เช่นนั้นข้าขอตัว”“แม่นางโหลว” เสียนหรูซวงรั้งอีกฝ่ายเอาไว้ “ข้าอยากจะขอพบเยว่เอ๋อร์สักครู่จะได้หรือไม่”โหลวฟางอี๋
เสียนซีหลิวนั่งเงียบอยู่ภายในห้องหนังสือ ด้านข้างของชายหนุ่มยังมีเสียนฮั่วที่มีท่าทีเคร่งเครียดไม่ต่างกัน เขารับฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ผู้เป็นอาเคยกระทำต่อเสียนฉิงเยว่ทั้งก่อนหน้านี้ และในวันที่เขากับเสียนเหวินถูกล่อให้ออกจากเมืองไป เนื่องจากเขาต้องการส่งตัวเสียนฉิงเยว่ให้กับหลงจู๊หลัวเหยาตลอดการสนท





![จอมนางบัลลังก์มังกร [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

