Masukเขาหมุนกายเดินเข้าไปในร้านเครื่องประดับ ทันทีที่เดินไปถึงประตูก็มีคนเปิดให้อย่างรู้งาน “ไปแจ้งที่หอน้ำชาว่าข้าทีเรื่องด่วนไปไม่ได้แล้ว อ้อ อีกสักครู่คงมีคนตระกูลเสียนออกตามหาคุณหนูเสียน พวกเจ้าบอกไปว่านางเดินออกไปจากร้าน เอาเป็น...นับตั้งแต่สาวใช้ของนางเดินออกไปก็แล้วกัน”
“ขอรับท่านประมุข”
ท่าน...ท่านประมุข!!
เสียนฉิงเยว่ลอบตื่นตระหนก เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นมาตามไรผมและกลางฝ่ามือ เมื่อครู่เขาให้คนไปแจ้งที่หอน้ำชาซึ่งเป็นที่นัดหมายของคุณชายห้าตระกูล อีกทั้งเมื่อครู่คนของเขาเรียกเขาว่าท่านประมุข
เช่นนั้นคนผู้นี้ยังจะเป็นใครไปได้เล่านอกจากโหลวตงอวี้ ประมุขตระกูลโหลว!!!
อายุเพียงยี่สิบห้าปีแต่กลับใช้ความสามารถที่มี ต่อสู้ฟาดฟันกับบรรดาญาติผู้ใหญ่ตระกูลโหลวและพี่ชายต่างมารดาจนกระทั่งสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูล ปกป้องมารดาและน้องสาวไม่ให้ผู้คนในตระกูลรังแกพวกนาง ทั้งยังสามารถเปิดร้านแลกเงินที่ใหญ่ที่สุดในเมืองฉางอันได้สำเร็จเพียงลำพัง
คนผู้นี้ใช่บุรุษปวกเปียกป้อแป้คนเดียวกันซึ่งนอนอยู่บนเตียงให้นางรังแกเล่น เอ้ย! ไม่ใช่! นางหมายถึงเขานอนนิ่งให้นางวางยาเพื่อยึดครองห้อง เขา...ก็คือคนคนเดียวกันจริง ๆ หรือ น่าประหลาดใจเกินไปแล้ว!!!
“ท่านจะพาข้าไปไหน”
เขาไม่ตอบแต่กลับพาหญิงสาวก้าวฉับ ๆ เข้าไปในห้องของตนภายในร้านเครื่องประดับท่ามกลางสายตาของคนในร้าน กระนั้นนอกจากสายตาสงสัยใคร่รู้ พวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากอะไร ทั้งยังกลับไปทำงานของตัวเองอย่างรวดเร็ว ราวกับพวกเขาเองก็หวั่นเกรงบุรุษผู้นี้อยู่มาก
ห้องนอน! ห้องที่โหลวตงอวี้พาหญิงสาวเข้ามานั้นเป็นห้องนอนซึ่งอยู่ด้านหลังร้านเครื่องประดับ
นางตระหนักในที่สุดว่าร้านนี้เป็นของตระกูลโหลว และการที่เขากระทำการอุกอาจลักพาตัวนางมากลางวันแสก ๆ ในร้านเช่นนี้ เห็นชัดว่ามั่นใจว่าคนของตนไม่มีใครกล้าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปอย่างแน่นอน
“ประ...ประมุขโหลว ข้าน้อยผิดไปแล้ว ข้าน้อยมีตาแต่ไร้แวว ไม่รู้ว่าท่านเป็นใครจึงล่วงเกินท่าน อภัยให้ข้าน้อยด้วย”
ทันทีที่เขาวางนางลงบนเตียงหญิงสาวกลับดิ้นรนออกจากอ้อมแขน โหลวตงอวี้คว้าได้เพียงผ้าคลุมไหล่และเสื้อตัวยาวตัวนอก ซึ่งนางตั้งใจถอดทิ้งเพื่อรักษาระยะห่างไม่ให้เขาคว้าถึงตัวนาง
ชายหนุ่มไม่ได้พยายามคว้านางกลับมาเพราะอย่างไรนางก็จนมุมที่ด้านในของเตียงนอนอยู่ดี “เหตุใดเจ้ามาอยู่ที่ฉางอัน” โหลวตงอวี้เอ่ยถามเสียงเรียบ ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยในยามที่มองสายตากลิ้งกลอกของเจ้าจิ้งจอกน้อยตรงหน้า
ถูกล่ะ นางคือจิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ในสายตาของเขา
เมื่อวานเห็นท่าทีสงบเสงี่ยมเจียมตัว บวกกับท่าทีซึ่งพยายามก้มหน้าก้มตาราวคนขี้ขลาดของนาง เขายังคงคิดว่าจำคนผิด กระทั่งเมื่อครู่ได้เห็นท่าทีที่นางพูดคุยกับสาวใช้จึงกระจ่าง นางก็คือจิ้งจอกน้อยจอมเจ้าเล่ห์ที่ปีนั้นเล่นงานเขาเสียจนต้องนอนซมไปหลายเดือน
ครั้งนี้นางเดินเข้ามาในถิ่นของเขาด้วยตัวเอง มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยนางไปโดยง่าย
“คือ...”
“ข้าขอเตือนก่อนจิ้งจอกน้อย หากกล้าเล่นลิ้นกับข้าล่ะก็...” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้นางก่อนหรี่ดวงตาลงจ้องนางเขม็งเป็นการข่มขู่
“ขะ...ข้าน้อยไม่กล้าแล้ว ข้าน้อยบอก...บอกท่านเดี๋ยวนี้ ข้าน้อยเพียงเดินทางมาเพราะท่านลุงอยากให้มาพำนักที่เมืองฉางอันสักหลาย ๆ เดือน” เสียนฉิงเยว่ชะงักเมื่อเขายังคงจ้องเขม็งราวกับรอคอยบางอย่าง
“เจ้าค่ะ” นี่คือสิ่งที่นางลืม
และก็ถูกเขายอมถอยห่างออกไป ดวงตาฉายแววพึงพอใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นว่านางพยายามขดตัวให้เล็กที่สุดราวกำลังหวาดกลัว
แน่ล่ะ หากเทียบกับสิ่งที่นางเคยทำกับเขาเอาไว้แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย โหลวตงอวี้เห็นด้วยที่นางสมควรจะเกรงกลัวเขา
ถึงอย่างนั้นเขากลับไม่กล้ามั่นใจว่าท่าทีที่อีกฝ่ายแสดงออกนั้นเป็นความจริง จากประสบการณ์ที่เขาเคยพานพบ เขาต้องเตือนตัวเองว่าจิ้งจอกน้อยเจ้าเล่ห์ตัวน้อยตัวนี้ไม่อาจดูแคลน
“ชื่อของเจ้า”
“ขะ...ข้าน้อยแซ่เสียน มีนามว่าฉิงเยว่เจ้าค่ะ” นางตอบออกมาเสียงสั่น ไม่กล้าหลบตาเมื่อเห็นใบหน้าจริงจังของอีกฝ่าย หากนางโกหกเขาไม่นานหลังจากนี้เมื่อเขาสืบความจริงจนล่วงรู้ นางย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือเขาเป็นแน่ ดังนั้นจึงได้แต่ยอมจำนน
“อ้อ มิใช่คู่หมายของซีหลิวตามที่ข่าวลือกำลังแพร่สะพัดสินะ” รอยยิ้มของเขาทำให้นางงุนงง ถึงอย่างนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากหรือส่งเสียงโดยพลการ “เจ้ามาอยู่ที่นี่แล้วร้านใบชาของเจ้าที่เสียนหยางเล่าใครดูแลอยู่”
ได้ยินดังนั้นเสียนฉิงเยว่พลันเลิกคิ้วมองเขาอย่างลนลาน “ท่าน...ไม่ได้นะ ท่านจะเอาร้านของข้าไปไม่ได้ นั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ข้า...”
“ผู้ใดอยากได้ร้านของเจ้ากัน” โหลวตงอวี้ขมวดคิ้วมองนาง “ที่ข้าถามเพราะรู้มาว่าเจ้าเป็นเจ้าของร้านนั้นเท่านั้นเอง แต่มาคิดดูอีกที... เหตุใดคุณหนูตระกูลเสียนจึงได้แอบออกไปลงทุนเปิดร้านใบชาโดยที่คนตระกูลเสียนไม่รู้”
โหลวตงอวี้เอ่ยถามด้วยดวงตาคาดคั้น แต่นั่นกลับทำให้หญิงสาวก้มหน้าลงหลบตาเขาโดยสิ้นเชิง
นับตั้งแต่เกิดเรื่องเขาสืบหาตัวตนของนางจากหอนางโลมที่พบกับนางคราแรก แต่เพราะในวันนั้นมีผู้คนแตกตื่นวุ่นวายจนเกินไปคนของเขาจึงไม่อาจหาตัวต้นเหตุ กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้คนของเขาเพิ่งส่งข่าวมาว่าเคยพบนางที่ร้านใบชาในเมืองเสียนหยาง
แม้พยายามหาตัวคนแต่คนของเขากลับคว้าน้ำเหลวอีกครั้ง คนของเขาเฝ้าดูอยู่นานนางก็ไม่ปรากฏตัว ที่ไหนได้นางกลับเป็นคุณหนูในห้องหอของตระกูลเสียนเสียนี่ มิน่าเล่าเขาสืบหาแทบตายกลับไม่ได้อะไรกลับมาเลย
เสียนซีหลิวยืนอยู่รั้งท้ายมองผ่านความมืดที่มีแสงจากด้านนอกรำไรสาดเข้าไป แม้มองไม่ชัดกระนั้นเขากลับสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวภายในห้องหอ บัดนี้ร่างอรชรได้เดินเข้ามายืนอยู่เคียงข้างโหลวตงอวี้“ข้ากลับก่อน อีกเจ็ดวันค่อยพบกันที่คฤหาสน์ตระกูลเสียน”“ค่อยพบกัน” โหลวตงอวี้ตอบก่อนจะมองเสียนซีหลิวหมุนตัวเดินจากไป ความเงียบที่มาเยือนหลังจากความวุ่นวายทำให้โหลวตงอวี้ถอนหายใจ “การก่อกวนนี้ก็ไม่นับว่าเลวร้าย” เขาเอ่ยจบก็ก้มลงมองหญิงสาวที่เข้ามายืนเคียงข้างเขาในความมืด“พวกเขาเล่นสนุกกันพอแล้วหรือ” นางเอ่ยถามกลั้วหัวเราะ “ก็ไม่นับว่าเลวร้าย ข้ายังกังวลว่าคนอย่างคุณชายอวี่จะมาแอบอยู่ใต้เตียงจริงๆ เสียอีก”“ไม่คิดว่าพบเขาไม่กี่ครั้งเจ้ากลับรู้จักซินหยางดีถึงเพียงนี้”ทั้งสองคนหัวเราะออกมาเสียงเบา “เช่นนั้นก็ถึงเวลาแล้ว” โหลวตงอวี้อุ้มเสียนฉิงเยว่ขึ้นแล้วเดินตรงไปที่เตียง“เดี๋ยว เวลาอะไรกัน” นางถามเขาด้วยความงุนงง“ก็เวลาแก้ปัญหาอย่างไรเล่า มิใช่กังวลเรื่องขยายตระกูลโหลวหรอกหรือ ข้ากำลังช่วยแก้ปัญหาอย่างไรเล่า”“อย่างไรเล่า” นางยังคงไม่เข้าใจ“ก็คลอดบุตรชายบุตรสาวให้ข้าอย่างละสองคน เช่นนี้ก็นับว่าจ
เสียนฉิงเยว่รับจอกสุรามาก่อนจะคล้องแขนดื่มสุรากับเจ้าบ่าวของตนตามประเพณี สุรารสแรงแผดเผาทำให้คิ้วเรียวขมวดมุ่น โหลวตงอวี้ยกนิ้วขึ้นคลึงหน้าผากนาง “นี่นับว่าเป็นการแสดงออกอะไรกัน สุรารสเลิศเจ้ากลับเอาแต่ขมวดคิ้ว”“แรงมาก”“นารีแดง...ส่งมาจากเสียนหยาง ใต้เท้ามู่ให้คนไปขุดมาจากเรือนเล็กของคฤหาสน์ตระกูลเสียน เสียนฮั่วลุงของเจ้าบอกว่ามารดาและบิดาของเจ้าฝังเอาไว้เพราะตั้งใจจะใช้ในงานมงคลของเจ้า” โหลวตงอวี้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้จึงขอร้องใต้เท้ามู่ให้ส่งม้าเร็วมาที่ฉางอัน”เสียนฉิงเยว่สบตาของโหลวตงอวี้ ดวงตาของนางเริ่มเอ่อคลอ “ข้าไม่เคยรู้เลย”“แน่ละเพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่เจ้าเพิ่งจะเกิด ลุงของเจ้าเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ กว่าจะจดจำได้ว่าฝังเอาไว้ที่ไหนเขาต้องวาดแผนผังขึ้นมาถึงห้าครั้ง”เสียนฉิงเยว่ซบใบหน้าลงไปกับซอกคอของเขา ซับน้ำตาเข้ากับคอเสื้อของเขาไม่ยอมปล่อยให้หลั่งรินออกมา “ข้าจะร้องไห้ไม่ได้นี่เป็นวันมงคล ท่านพ่อกับท่านแม่คงไม่อยากให้ข้าร้องไห้”โหลวตงอวี้ลูบหลังลูบไหล่ของหญิงสาว ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมา “หิวแล้วกระมังให้ข้าปรนนิบัติฮูหยินกินข้าว” เขาอมยิ้
พิธีไหว้ฟ้าดินตามฤกษ์มงคลเริ่มต้นขึ้น แม่สื่อส่งเสียงบอกขั้นตอนต่างให้เจ้าบ่าวเข้ามารับแพรแดงซึ่งอีกฟากมีเจ้าสาวถืออยู่กระทั่งคนทั้งสองต่างก็เดินเข้าไปยังโถงประธานของงาน ซึ่งยามนี้มีประมุขตระกูลเหลียน ตระกูลเหอ และตระกูลอวี่ทำหน้าที่อยู่ เนื่องจากญาติฝ่ายเจ้าบ่าวนั้นไม่มีผู้อาวุโส โหลวตงอวี้จึงขอร้องให้บิดาของสหายทั้งสามคนทำหน้าที่เป็นผู้ใหญ่ของฝ่ายชายแทน ส่วนเสียนจวินและเสียนฮูหยินนั้นรับหน้าที่ผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวเสียนฉิงเยว่มองไม่เห็นสิ่งใด เว้นก็เพียงแต่ชายชุดสีแดงของตัวเองและผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว นางได้ยินเสียงตะโกนของแม่สื่อและสาวใช้ที่พยุงข้างกายกระซิบบอกให้นางหันซ้ายขวา หมุนตัวหน้าหลัง กระทั่งก้มลงคำนับฟ้าดิน ต่อมาก็คำนับญาติผู้ใหญ่ ไม่นานก็มีเสียงตะโกนบ่าวสาวคำนับกันเอง“ส่งตัวเจ้าสาวเข้าห้องหอ!!”ที่ไหนกันเล่า...เสียงตะโกนนั้นเพียงบอกให้นางมารอที่ห้องซึ่งอยู่ในเรือนหอต่างหาก เพราะในเวลานี้เสียนฉิงเยว่ได้แต่นั่งนิ่งอยู่ในห้องเพียงคนเดียว เนื่องจากเจ้าบ่าวยังคงต้องต้อนรับแขกเหรื่อมากมายด้านนอก อีกทั้งในตอนนี้ยังไม่ถึงฤกษ์ยามที่กำหนดเอาไว้เพื่อส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอ ดังนั้นโหลวต
“คำพูดเช่นนี้ได้มาจากว่าที่พี่สะใภ้ของเจ้าหรือ นางสอนสิ่งใดเจ้าบ้างเล่า”โหลวฟางอี๋ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ความลังเลฉายออกมาจากแววตาคู่งาม ก่อนที่เสียนเหวินจะทันได้ตั้งตัวหญิงสาวก็ใช้มือสองข้างจับมือของเขา รั้งให้เขาเอียงตัวลงก่อนที่นางจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ยื่นหน้าเข้าไปกดจุมพิตที่ข้างแก้มของเสียนเหวินดูเหมือนเขาจะไม่คาดคิดจริงๆ จึงยังมีท่าทีตกตะลึงและมองหญิงสาวตรงหน้าเขม็งราวกับไม่เคยเห็นโหลวฟางอี๋กัดปากแน่น มองดูใบหน้าเหม่อลอยของชายหนุ่มนางพลันรู้สึกเคอะเขิน นางยื่นหน้าเข้าไปหาเขาอีกครั้ง ครั้งนี้ในยามที่ริมฝีปากของนางกำลังจะแตะแก้มอีกข้างของเขา เสียนเหวินกลับขยับและเอียงใบหน้าเข้าหานางแทนจุมพิตที่สมควรประทับลงยังข้างแก้ม กลับเบนเป้าหมายไปยังริมฝีปากที่จงใจหันมา“ทะ...ท่าน!” นางเบิกตามองเขาอย่างตื่นตระหนก ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พอจะถอยห่างเสียนเหวินกลับคว้านางเอาไว้ได้ทั้งตัว“อย่าทำเช่นนี้อีก” เขากระซิบแต่กลับกดจุมพิตลงมายังริมฝีปากอิ่มที่ยังคงถูกเม้มแน่น ลมหายใจของหญิงสาวถูกเสียนเหวินดูดกลืนด้วยสัมผัสแสนอ่อนโยน มือน้อยที่คว้าจับสาบเสื้อของเขาเอาไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวสั่นเทา
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“ใช่ ไม่ได้หรือ” เสียนเหวินเดินเข้ามานั่งลงยังเก้าอี้ฝั่งตรงกันข้าม “ข้างนอกมีงานเลี้ยงครึกครื้นเหตุใดจึงหลบเข้ามาเล่า เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าเจ้าเหนื่อยจึงแอบหนีเข้ามางีบหลับ”“ข้า...” จะให้นางบอกว่าอึดอัดกับสายตาผู้คนมากมายได้อย่างไร“นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมงานใหญ่ในฐานะคนตระกูลโหลวดังนั้นจึงรู้สึกอึดอัด?”“เจ้าค่ะ” นางยอมรับออกมาโดยดีเพราะหลายต่อหลายครั้งมองเห็นสายตาของเหล่าบุรุษที่มาร่วมแสดงความยินดีแล้ว นางให้รู้สึกไม่สบายใจยิ่งนั่งอยู่ในงานนานเท่าไร นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าการสนทนามากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญบทสนทนาเหล่านั้นแม้จะสุภาพ แต่กลับเอาแต่พูดเรื่องงานมงคลครั้งต่อไปของตระกูลโหลว ก่อนจะยกเอาเรื่องความสัมพันธ์ทางการค้าต่าง ๆ มาเป็นเหตุผลหลัก ให้อย่างไรนางก็ไม่อาจปั้นหน้ายิ้มต่อไปได้“เจ้าเป็นคนตระกูลโหลว เป็นน้องสาวของบุรุษเก่งกาจที่สร้างทุกอย่างขึ้นมาด้วยมือของเขา แม้หลายๆ อย่างนายท่านโหลวเป็นคนริเริ่ม ถึงอย่างนั้นพี่ตงอวี้ก็คือผู้ที่ทำให้มันชัดเจน” เสียนเหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ารู้ว่าเจ้าอาจไม่คุ้นเคยกับการเสแสร้งเหล่านั้นแต่เจ้าก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง”“เจ้า
“เจ้าคะ” หญิงสาวยืนขึ้นแล้วเดินมาอยู่เคียงข้างชายหนุ่ม“หลังจากจบเรื่องที่คฤหาสน์ตระกูลเสียนอย่างที่เจ้าต้องการกลับฉางอันกับข้าเถิด เรื่องการค้าแน่นอนหากจำเป็นเจ้ายังคงเดินทางมาที่นี่ได้ แต่โดยหลักแล้วเจ้าไปอยู่ที่ฉางอัน ไปอยู่กับข้า แต่งให้ข้า เป็นฮูหยินของข้าได้หรือไม่” โหลวตงอวี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำ
ที่สำคัญไปกว่านั้นนางให้ประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อได้รู้ว่าการที่จูอิ๋งโวยวายผู้เป็นลุงต่อหน้าบ่าวไพร่และเสียนซีหลิวครั้งนี้ ทำให้ทั้งจูอิ๋งและบุตรสาวถูกกักบริเวณ คราแรกนางยังคิดว่าเขาคงพูดไปเช่นนั้น แต่เมื่อเห็นคนคุ้มกันของคฤหาสน์เข้ามาเฝ้าอยู่ที่หน้าเรือนของทั้งสองจริง ๆ เสียนฉิงเยว่เองก็ได้แต่ประหลา
“ท่านพี่ ท่านก็ทำตามที่คุณชายใหญ่ว่ามาไม่ได้หรือ” จูอิ๋งมีท่าทีไม่ยินยอมเมื่อเสียนฮั่วไม่ต้องการยื้อสิ่งใดเอาไว้อีก “ไม่ต้องแล้ว ข้าปล่อยวางแล้วทั้งสิ้น ที่ข้าบอกว่าจะออกบวชข้าหาได้พูดไปเช่นนั้น ไปเรียกคนทั้งหมดมารวมกันเถิด” “ถึงอยากจะไถ่คืนก็คงจะยากเสียแล้ว เพราะนี่ก็เลยกำห
“ลูกมีความคิดดี ๆ หรือ” จูอิ๋งพลันมองบุตรสาวด้วยความตื่นเต้น “นั่นสินะหากเรากำจัดนางได้ คนเช่นนางมีหรือจะรอดไปได้ทุกครั้ง หากครั้งนี้ท่านพ่อของเจ้าไม่ร่วมมือด้วยเช่นนั้นก็ยิ่งง่าย หลายครั้งเขาใจอ่อนจนเสียแผนก็เพราะเกรงว่านางเด็กคนนั้น...”“ครั้งนี้เราคงต้องเสียสละอีกสักหน่อย ครั้งนี้ข้าไม่เชื่อว่าเ







![ต้าหวางอย่ามารักข้าเลย [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)