เข้าสู่ระบบ
ความรู้สึกแรกที่หลั่งไหลเข้ามาในยามที่สติรับรู้เริ่มตื่นขึ้น ความเจ็บปวดที่ยากจะทานทน ทั้งศีรษะที่ปวดร้าวแทบระเบิด กับร่างกายที่ไม่ว่าจะส่วนใดล้วนแต่เจ็บระบมเกินข่มกลั้น
ดวงตาที่เพิ่งจะกะพริบเปิดต้องปิดลงไปอีกครั้ง เสียงขยับเบา ๆพร้อมกับเสียงสูดลมหายใจเข้าเพื่อหวังให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง ทำให้สาวใช้ที่นอนเฝ้าผู้เป็นนายรีบวิ่งออกไปจากห้อง
“นะ...นายท่าน นายหญิงเจ้าคะคุณหนูรองฟื้นแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูรองฟื้นแล้ว!”
เสียงตะโกนนั้นส่งผลให้หญิงสาวที่เพิ่งจะรู้สึกตัวขมวดคิ้วแน่น ดวงตาที่เพิ่งปรับการมองเห็นจนชัดเจน กวาดมองไปยังม่านหน้าเตียง ฉากกั้นลายโบตั๋น ก่อนที่นางจะหยุดสายตาลงไปยังเงาของผู้คนมากมาย ซึ่งตอนนี้กำลังวิ่งเข้าประตูมา
เงาเลือนรางค่อย ๆ ผ่านฉากกั้นเข้ามาคนแล้วคนเล่า กระทั่งในที่สุดใบหน้าห่วงกังวลของสตรี และบุรุษวัยกลางคนปรากฏขึ้น รอยยิ้มราวกับคนที่เพิ่งจะผ่านเหตุการณ์เลวร้าย ทำให้หญิงสาวรู้สึกงุนงง
บทสนทนามากมายที่นางไม่เข้าใจ ยิ่งทำให้อาการปวดตุบ ๆ ที่ขมับรุนแรงมากยิ่งขึ้น
“อวี่เอ๋อร์ รู้สึกตัวแล้วหรือ เจ็บตรงไหนบ้าง เจ้าบอกแม่”
“ฮูหยินเจ้าระวังหน่อย ว่าเพิ่งไปแตะตัวนาง รอท่านหมอหวงมาถึงก่อน” บุรุษผู้นั้นเอ่ยจบก็หันมามองหญิงสาว “อวี่เอ๋อร์เจ้าอย่าเพิ่งขยับตัว พ่อให้คนไปตามท่านหมอหวงมาแล้ว”
“พวกท่าน...เป็นใคร” คำถามของหญิงสาวทำให้บรรยากาศในห้องเงียบงันลงไปทันที
“เจ้า...อวี่เอ๋อร์”
“นาง...นางถามว่าอย่างไรนะ อวี่เอ๋อร์ลูก นี่แม่อย่างไรเล่า”
“ฮูหยินเจ้าถอยออกมาก่อน อวี่เอ๋อร์...”
“พวกท่านเรียกข้าว่าอวี่เอ๋อร์ นั่นชื่อของข้าหรือ ข้า...ชื่ออะไรหรือ แล้วที่นี่ที่ไหน ข้าเป็นใคร”
อาการปวดศีรษะรุนแรงที่ยิ่งมาก็ยิ่งทำให้ใบหน้าหน้าบิดเบี้ยว ความเจ็บปวดที่เพิ่งทุเลาลงเริ่มกลับมาชัดเจน หญิงสาวคว้ามือของสตรีตรงหน้า พยายามอ้าปากเอ่ยถาม
นางนึกไม่ออก นางเป็นใคร คนเล่านี้เล่าคือผู้ใด แล้วเหตุใดนางจึงเป็นเช่นนี้ เกิดอะไรขึ้น ทุกอย่างล้วนแล้วแต่สับสนและไม่กระจ่างชัด
“ท่านหมอมาแล้ว!!!”
นั่นคือเสียงสุดท้ายที่หญิงสาวได้ยิน จากนั้นไม่นานนางรู้สึกเหมือนท่านหมอหวงคนนั้นพยายามฝังเข็มให้นาง โดยให้สาวใช้จับนางเอาไว้ เสียงปลอบประโลมดังขึ้น ใบหน้าห่วงกังวลและดวงตาแดงก่ำของสตรีวัยกลางคน ซึ่งในยามนี้สบตากับนางนิ่ง
“อวี่เอ๋อร์ลูกแม่”
“ผ่อนคลายเถิดคุณหนูเว่ย ร่างกายท่านยังคงต้องพักฟื้น อย่าได้กังวลสิ่งใดเลย” เสียงท่านหมอดังแว่วเข้ามา ก่อนที่สติของหญิงสาวจะค่อย ๆ พร่าเลือนกระทั่งหลับไปในที่สุด
ท่านหมอหวงก้าวออกมาจากห้องหลังจากกำชับการดูแลกับสาวใช้สองนางที่รั้งอยู่ในห้อง เว่ยจื่อฉีและเว่ยฮูหยินเดินตามเขาออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ดูเหมือนตอนที่ตกลงมาจากรถม้านั้น ศีรษะของคุณหนูรองคงไปกระแทกกับบางอย่าง และเป็นการกระแทกที่รุนแรงมาก คุณหนูรองจึงจดจำสิ่งใดไม่ได้ อาการนี้ข้าเคยรักษามาก่อน บางคนใช้เวลาหลายวันก็กลับมาจดจำทุกอย่างได้ดังเดิม แต่บางคนนานนับเดือน หรืออาจจะเป็นปี แต่ถึงอย่างนั้นก็มีบางคนที่ไม่อาจกลับมาจดจำได้อีกเลย”
เว่ยฮูหยินได้ยินเช่นนั้นก็ร่ำไห้ออกมา นางมองไปยังประตูห้องซึ่งปิดสนิท ดวงตาแดงก่ำมองไปยังผู้เป็นสามี ก่อนที่นางจะก้มหน้าลงแล้วร้องไห้ออกมาเสียงเบา
“ท่านหมอหวงข้าต้องทำอย่างไรบ้าง”
“ข้าจะเขียนใบสั่งยาและกำกับวิธีดูแลเอาไว้อย่างละเอียด สองสามวันจะแวะมาดูอาการให้ครั้งหนึ่ง”
“เช่นนั้นข้าจะให้พ่อบ้านไปส่งท่านและรับใบสั่งยากลับมา ขอบคุณท่านหมอหวง”
“เกรงใจไปแล้ว”
หลังจากมองส่งท่านหมอหวงจากไปแล้ว เว่ยฮูหยินที่มีอาการเหม่อลอยก็เดินเข้ามาใกล้ผู้เป็นสามี “ท่านพี่”
“เจ้าก็สงบจิตใจลงบ้างเถิด บางทีเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ดีแล้วจริง ๆ” เว่ยจื่อฉีถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เขามองไปยังประตูห้องของบุตรสาวคนเล็กด้วยความรู้สึกผิด
ใช่...บางทีผลออกมาเป็นเช่นนี้นับว่าดีแล้ว
เว่ยซวงอวี่
...นั่นคือชื่อแซ่ของนาง หญิงสาวผู้ซึ่งไร้ความทรงจำโดยสิ้นเชิง คนตระกูลเว่ยบอกนางว่านางตกลงจากรถม้า ในระหว่างที่ไปไหว้พระที่วัดบนเขา
นางอายุได้เพียงสิบหกปี ก่อนเกิดเรื่องนางบอกกับเว่ยจื่อฉีผู้เป็นบิดาว่าอยากไปขอยันต์มงคลจากไต้ซือไป๋อวิ๋น ระหว่างทางไปยังอารามสงบใจบนเขานอกเมืองอี๋หยาง รถม้าเกิดอุบัติเหตุจนกลิ้งตกเขา
น่าประหลาดที่ทุกคนต่างก็บอกเหมือนกันหมด นั่นก็คือมีเพียงนางที่รอดชีวิต...
เว่ยซวงอวี่นั่งเหม่อมองดอกซิ่งบานสะพรั่งสวยงามตรงหน้า แต่หัวใจของนางกลับเต็มไปด้วยความสับสน ความรู้สึกบางอย่างบอกนางว่าคนตระกูลเว่ยมีท่าทีแปลก ๆ ทุกครั้งที่นางเอ่ยถามเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
มีครั้งหนึ่งมารดาของนางหลุดปากพูดถึงเว่ยเอินหลิน แม้จะชั่วครู่แต่นางที่สงสัยการกระทำ และคำพูดของทุกคนตั้งแต่แรก มีหรือจะมองไม่เห็นถึงความผิดปกติ
เว่ยเอินหลิน พี่สาวคนเดียวของนางเพิ่งจะออกเรือนไป ทั้งยังเป็นช่วงที่นางกำลังเกิดเรื่องพอดี
ที่สำคัญการออกเรือนครั้งนี้ ยิ่งใหญ่กว่างานมงคลครั้งไหน ๆ ในเมืองอี๋หยาง เพราะนางได้รับแต่งตั้งเป็นชายารองขององค์ชายเก้าแคว้นหาน หานเหวินเสียน องค์ชายที่ฮ่องเต้แคว้นหานทรงโปรดปราน
“ยังจะหมายความว่าอย่างไรได้อีกเล่า ก็เจ้าไม่ได้ซ่อน”“แล้วข้าเก็บเอาไว้ที่ไหน”“มอบออกไปแล้ว”“อะไรนะ”“เจ้ามอบให้เจ้างูเน่านั่นไปแล้วไม่ใช่หรือ”เว่ยซวงอวี่หงุดหงิดจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ นางพยายามงัดความอดทนอดกลั้นออกมาใช้จนสิ้น เมื่อลุกขึ้นยืนและก้าวออกมายังปากถ้ำนางใช้มืออุดปาก ก่อนจะส่งเสียงราวกับกรีดร้องออกมา“เจ้าเป็นอะไรหรือ ทำอะไรอยู่ ดูน่าสนุกยิ่ง”ได้ยินดังนั้นนางคล้ายได้ยินเสียงบางอย่างแตกหัก อ้อ เป็นนางกำมือจนนิ้วลั่นนั่นเอง...“น่าสนุกมากหรือไม่”นางกัดฟันกรอด แต่กระนั้นก็ไม่ได้ระบายความโกรธออกมา เพราะอย่างน้อยเขาก็ตอบคำถามของนางอย่างตรงไปตรงมา บอกทุกอย่างที่เขารู้ และท่าทีของเขาเองก็ไม่ใช่ท่าทีของคนที่กำลังโกหกตรงกันข้ามเฒ่าวิปลาสผู้นี้ กลับดูคล้ายกำลังสนอกสนใจและสนุกกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่นางเคยทำก่อนหน้านี้เป็นอย่างยิ่ง ‘เอาละ นอกจากเฒ่าวิปลาส ยังมีเจ้างูเน่าเพิ่มเข้ามาอีก’“แล้วท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าข้าจะพบเข้าได้อย่างไร เจ้างูเน่า ผู้นั้น”“คงยาก” เฒ่าวิปลาสมีท่าทีลำบากใจ“ทำไมเล่า”“เขาไปแล้ว”“ไปแล้ว? ไปไหน”“ไม่รู้สิ เขามาๆ แล้วก็ ไปๆ เจ้ากับข้าเคยลองแอ
เว่ยซวงอวี่กระแอมเล็กน้อย พยายามมองข้ามการกระทำอันไร้สาระของตนเองในอดีตนี้ ก่อนนางจะปั้นสีหน้าจริงจัง “...การเอาตัวรอดไปวันๆ” เฒ่าวิปลาสหันมามองนางด้วยดวงตาจริงจังเป็นที่สุด เขาพยักหน้า และพยายามจับความหมายของทุกคำพูดอย่างตั้งอกตั้งใจ “ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ เมื่อก่อนข้าเป็นคนเช่นใด” “กะล่อนจนน่านับถือ” หญิงสาวแทบจะสำลักน้ำลายตนเอง ประโยคที่เขาเอ่ยดูไม่คล้ายเป็นคำชมเชย แต่ท่าทีและดวงตากลับมองนางอย่างนับถือจากใจ นี่มันเรื่องอะไรกัน!!! “ตัวเจ้าเวลาอยู่ที่ตระกูลเว่ย เจ้าก็คือคุณหนูรองเว่ยซวงอวี่ไม่ผิดแน่ ทั้งสุขุมเยือกเย็นและเก่งกาจ แต่พอเจ้าออกมาจากคฤหาสน์เจ้าก็กลายเป็นเฟยอวี่เจ้าคนกะล่อนปลิ้นปล้อนทันที ข้ารู้สึกนับถือเจ้าจากใจที่เจ้ารู้จักหาความสำราญมาสู่ชีวิต จึงติดตามเจ้าเป็นสหายกับเจ้าอยู่นี่อย่างไรเล่า”ใบหน้ายิ้มแย้มภูมิอกภูมิใจของเฒ่าวิปลาส ทำให้เว่ยซวงอวี่ถึงกับพูดไม่ออก“แล้วข้าพบกับท่านได้อย่างไร เรารู้จักกันมานานหรือยัง”“ข้าพบเจ้าที่อารามสงบใจ รู้จักกันตั้งแต่ตอนที่เจ้าไปเข้าเรียนที่เค่อหลี่”หญิงสา
แม้จะเจ็บและจุกแต่นางยังคงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก่อนจะพาตัวเองออกห่างจากวงการต่อสู้ โดยไม่สนใจจะหันไปมองผู้ใดทั้งนั้น แม้ในยามที่นางได้ยินเสียงของผู้เป็นศิษย์พี่ตะโกนเรียกตอนนี้นางคิดเพียงอย่างเดียวว่าต้องไปให้พ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า ไปให้พ้นจากเรื่องบ้าๆ เหล่านี้ ในใจยังก่นด่าตัวเองที่เอาตัวเองเกี่ยวกับเรื่องอันตรายเช่นนี้ร่างเล็กก้าวฉับๆ ไปข้างหน้า แต่ยังไปได้ไม่เท่าไรบางอย่างก็กระแทกเข้าแผ่นหลังของนาง ร่างทั้งร่างรู้สึกชาจนไม่อาจขยับ ไม่นานนางก็โดนยกตัวลอยขึ้นคราแรกภาวนาให้เป็นเฮยหลิง แต่เมื่อนางได้สบตากับอีกฝ่ายที่อยู่ห่างออกไปหลายก้าว เว่ยซวงอวี่พลันถอนหายใจ นางค่อยๆ หลับตาลงอย่างสิ้นหวัง กระทั่งมองเห็นเงาร่างสีขาวห่างออกไปเรื่อยๆจากนั้นที่ทำได้ก็คือหลับตาลง พยายามไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป เลิกหวัง และเลิกคิดเรื่องร้องขอความช่วยเหลือจากผู้ใดผ่านไปครู่ใหญ่ในที่สุดคนที่แบกนางขึ้นบ่าก็หยุดลง ร่างของหญิงสาวถูกวางลง ก่อนที่นางจะรับรู้ได้ว่าเขาเองก็นั่งลงข้างกาย เพราะพื้นที่มีเศษฟางปูเอาไว้ยุบลงเล็กน้อย“นี่” เขาเรียกนางพร้อมกับตบไหล่เบาๆ “ไม่มีคนตามมาแล้ว”เว่ยซวงอวี่ลืมตาขึ้น ก่อ
“ข้าไม่เคยรู้ว่าเฮยหลิงไปไหนมาไหนด้วยรถม้า แล้วคนที่อยู่กับเขาเล่าคือผู้ใด”“บ่าวเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ เขาสวมหน้ากากเหมือนเฮยหลิง แต่เป็นหน้ากากสีขาว บ่าวไม่เคยได้ยินว่ามีศิษย์เค่อหลี่คนใดสวมหน้ากากสีขาว”เสียงซุบซิบด้านหลังทำให้เว่ยซวงอวี่ชะงัก หน้าผู้เป็นศิษย์พี่เห็นเขายังคงมีท่าทีเฉยเมย กวาดตามองเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหันมาสบตานางอีกครั้ง“ดูเหมือนท่านจะโด่งดังในหมู่สตรีเมืองอี๋หยางไม่น้อยเลย”หยวนเฟิงหลิงไม่ตอบ แต่กลับหันไปจ้องกลุ่มคนที่เดินขึ้นบันไดเขม็ง ท่าทีเช่นนั้นทำให้เว่ยซวงอวี่รู้สึกหวาดระแวง นางเดินอ้อมร่างสูงไปยืนอีกฝั่ง โดยมีศิษย์พี่ใหญ่ผู้เก่งกาจยืนคั่นตรงกลางระหว่างนางกับคนเหล่านั้นหยวนเฟิงหลิงหันมามองหญิงสาวด้วยดวงตาประหลาดใจ นางเงยหน้ายิ้มให้เขา “ท่านวรยุทธ์สูงส่งย่อมคุ้มครองข้าผู้เป็นศิษย์น้องถูกหรือไม่”“รู้หรือว่าคนเหล่านั้นมีวรยุทธ์”“ข้าสังเกตจากท่าทางของท่านต่างหาก” นางยักไหล่ตอบหน้าตาเฉยนางจะดูออกได้อย่างไรเล่า เพียงสังเกตเห็นท่าทีของผู้เป็นศิษย์พี่ก็เท่านั้น เพราะยามปกติก็หวาดระแวงไม่ไว้ใจผู้คนอยู่ก่อนแล้ว แน่นอนย่อมสังเกตเห็นอย่างง่ายดาย“ว่าแต่ว่าท่านสังเกตอ
“เสร็จแล้ว” หยวนเฟิงหลิงขยับตัวกลับไปนั่งที่เดิม“แล้ว...ข้ากับพี่ใหญ่ใครที่ทำคะแนนได้มากกว่ากันหรือเจ้าคะ”“เจ้าเหนือกว่าอยู่เว่ยเอินหลินมากนัก คำตอบของพี่สาวเจ้ามีข้อบกพร่องหลายจุด” หยวนเฟิงหลิงตอบ ก่อนจะพิงแผ่นหลังเข้ากับผนังรถม้า“ความจริงเรื่องนี้ไม่เกินความคาดหมาย เพราะไม่ว่าจะเรื่องใดก็ดูเหมือนเจ้าจะทำได้ดีกว่าพี่สาวของเจ้า ตอนที่ได้ยินเรื่องคุณหนูตระกูลเว่ยตอบปัญหาบัณฑิตจากเมืองหลวงข้ายังคิดว่าเป็นเจ้า”เว่ยซวงอวี่เลิกคิ้วก่อนหันไปมองศิษย์ผู้พี่ด้วยความประหลาดใจ “ข้าหรือ”หยวนเฟิงหลิงหลับตาลงก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจ “แต่ก็ไม่แน่ เรื่องนี้อาจเพราะว่าพี่สาวของเจ้าอยู่ถูกที่ถูกเวลาก็เป็นได้”“ไม่หรอกกระมัง ข้าคงไม่...”“หรือว่า...” เขาลืมตาก่อนจ้องเขม็งมายังหญิงสาว “เป็นเจ้าที่ตอบปัญหานั้น เพราะคำตอบนั้นออกจะ...”“อะไรหรือ” เว่ยซวงอวี่มองเขาด้วยความตื่นตระหนก“คำตอบนั้นออกจะบ้าบิ่นสมเป็นเจ้ามากกว่า”“ท่านกำลังชมข้าอยู่กระมัง” หญิงสาวพลันรู้สึกอารมณ์เสียขึ้นมา นางรู้สึกโกรธจนอยากกระโดดเข้าไปกัดเขาสักคำสองคำ แต่จนใจด้วยรู้ว่านางไหนเลยจะเอาชนะเขาได้มือเล็กยื่นออกไปเปิดม่านรถม้า ตั้งใ
ไม่ทันได้เอ่ยถามเพิ่มเติมหยวนเฟิงหลิงก็เหินกายออกไปทางหน้าต่าง เว่ยซวงอวี่กำลังจะขยับตาม แต่เสียงฝีเท้าที่กำลังเดินมายังหน้าประตูทำให้นางชะงัก สาวใช้ของนางกำลังจะกลับมา ดังนั้นนางจึงได้แต่ก่นด่าศิษย์พี่ของตนด้วยความเจ็บใจมื้อเย็นของวันนั้นเว่ยซวงอวี่ให้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย บิดาของนางอยู่ๆ ก็ถามถึงศิษย์พี่ใหญ่ขึ้นมา ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผู้เป็นบิดาก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้ซึ่งมีความสำคัญในเค่อหลี่ แต่เขากลับเอาแต่ถามนางถึงเฮยหลิง นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรอกหรือ“ท่านพ่อไม่ได้พบเขาหรอกหรือเจ้าคะ”“เฮยหลิงเป็นศิษย์เค่อหลี่ที่นับว่ามีความสำคัญต่อสำนักศึกษา เขาเป็นทั้งความดีงาม และความลึกลับของเค่อหลี่ ตัวตนของเขาไม่มีใครรู้ ที่มาที่ไปของเขาเองก็ไม่ชัดเจน” เว่ยจื่อฉีถอนหายใจ “แม้จะเคยพบเขาสองครั้ง แต่พ่อกลับรู้สึกว่าไม่อาจอ่านท่าทีของคนผู้นี้”เว่ยซวงอวี่ลอบตื่นตระหนก บิดาของนางเคยพบเฮยหลิงเพียงสองครั้ง!!“แล้วเขาบอกหรือไม่ว่ารั้งอยู่ที่เมืองอี๋หยางด้วยเหตุใด”“ลูกรู้เพียงว่าศิษย์พี่ใหญ่กำลังตามหาบางอย่าง นอกจากนั้นก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”“ศิษย์พี่ใหญ่หรือ” เว่ยจื่อฉีเลิกคิ้ว “เขาให้เจ้าเ





![จอมนางคู่บัลลังก์ [NC30+]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

