เข้าสู่ระบบ
อากาศหนาวจัดในช่วงปลายเดือนธันวาคม ทำให้คนขี้หนาวเช่นภัททิรามักจะเลือกเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเสียส่วนใหญ่ ถึงแม้ว่าเธอจะอาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมปิดสนิทบนอาคารสูงเสียดฟ้า อีกทั้งยังไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศ แต่ทว่ามวลไอเย็นก็ยังแทรกผ่านเข้ามาทางซอกเหลือบเล็กของบานประตูหน้าต่าง ทำให้เธอรู้สึกสะท้านอยู่เป็นระยะ
สำหรับคนโสดเช่นเธอนั้น วันหยุดยาวใน
ฤดูหนาวแบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยว ความเหงาเข้ากัดกินหัวใจ จนอยากมีใครสักคนเคียงข้างเพื่อแบ่งปันไออุ่นร่างเล็กอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงผ้าลายช้างสีน้ำเงินขายาว ซึ่งสวมใส่มาตั้งแต่เมื่อวาน
ข้ามวันข้ามคืนจนมาถึงรุ่งสางของอีกวัน เธอนั่ง จดจ่ออยู่หน้าแล็ปท็อปคู่ใจ ทำงานชิ้นสุดท้ายของปีก่อนกดส่งอีเมลให้กับลูกค้า พอเงยหน้าขึ้นมามองไปยังหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่ ก็เห็นดวงอาทิตย์กำลังโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาทักทาย“โห เช้าแล้วเหรอเนี่ย ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเลย”
หญิงสาวบ่นงึมงำ เนื่องจากวันนี้เธอต้องเดินทางไปภูเก็ต เพื่อร่วมฉลองปีใหม่กับเพื่อน ๆ และนอกจากนี้กันติชา ซึ่งเป็นเพื่อนรักของเธอกำลังจะถูกแฟนหนุ่มเซอร์ไพรส์ขอแต่งงาน
เช้าวันนี้เธอนัดกับคเชนทร์ แฟนหนุ่มของเพื่อนรัก เพื่อเดินทางไปจังหวัดภูเก็ตพร้อมกันโดยเครื่องบินส่วนตัวของเขา
หญิงสาวหันไปมองเตียงนอนหนานุ่มที่อยู่ด้านหลัง อยากกระโดดลงไปซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวม
ผืนหนา แต่ทว่าก็จำต้องตัดใจร่างบางลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจขับไล่ความเมื่อยล้า ก่อนเดินผ่านประตูห้องน้ำ เข้าไปอาบน้ำแต่งตัว และออกมาจัดเตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก
เวลาผ่านไปร่วมชั่วโมง ภัททิราก็พร้อมออกเดินทาง หญิงสาวเรียกรถแท็กซี่เข้ามารับหน้าคอนโดฯ ก่อนออกเดินทางไปสนามบิน
และด้วยสภาพการจราจรในช่วงเช้าของวันหยุดยาว ทำให้บนท้องถนนนั้นดูโล่งไปถนัดตา แตกต่างจากวันปกติลิบลับ
ใช้เวลาเพียงไม่นาน รถแท็กซี่ก็พาเธอมาถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ
หญิงสาวก้าวลงจากห้องโดยสารด้านหลัง เดินลากกระเป๋าเข้าไปยังอาคาร ระหว่างนั้นเธอก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเพื่อจะส่งข้อความบอกคเชนทร์ว่าเธอมาถึงแล้ว นิ้วเรียวกดพิมพ์ข้อความรวดเร็วก่อนกดส่ง
โครม~
ภัททิราชนกับใครบางคนเข้าอย่างจัง ด้วยแรงปะทะมหาศาลทำให้เธอเสียหลักบนรองเท้าส้นสูง ซวนเซจนเกือบล้มลงไปกองกับพื้น ทว่าคู่กรณีนั้นเข้าคว้าเอวบางเอาไว้ได้เสียก่อน
“ว๊าย!!!”
“เป็นอะไรไหมครับคุณ”
“เอ่อ...”
เสียงหวานขาดหายไปเมื่อได้หันมา
สบประสานดวงตาคู่คม ประกอบกับใบหน้าหล่อเหลาคมคาย แม้ว่าชายตรงหน้าจะดูมีอายุสักหน่อย แต่ทว่านั่นตรงสเปกชายในฝันของภัททิราทุกกระเบียดนิ้ว จนเธอเผลอมองเขาอย่างลืมตัว“คุณครับ”
“ค...คะ”
“คุณโอเคนะ”
“โอเคค่ะ”
ดวงหน้าสวยคลี่ยิ้มบางออกมา ก่อนค่อย ๆ ตั้งหลักยืนด้วยตัวเองภายใต้อ้อมแขนแข็งแรง ทว่าเมื่อเธอทิ้งน้ำหนักลงบนเท้าสองข้างอย่างเต็มที่ ความเจ็บปวดก็แล่นขึ้นมาตรงข้อเท้าข้างที่พลิกเมื่อสักครู่
“โอ๊ย!!!”
“มาครับผมช่วย”
ภัททิรายิ้มแหย รู้สึกเกรงใจชายหนุ่มที่ถูกชนเพราะความซุ่มซ่ามไม่ระมัดระวังของตัวเธอเอง นอกจากเขาจะไม่แสดงท่าทางโกรธเคืองแต่อย่างใดแล้ว ยังสู้อุตส่าห์อาสายื่นมือช่วยเหลืออีกต่างหาก
ชายหนุ่มผู้หวังดี คว้ากระเป๋าเดินทางของเธอมาช่วยถือ ก่อนยื่นแขนข้างหนึ่งออกมาให้เธอได้เกาะพยุงร่างกาย
“ขอบคุณนะคะ แล้วก็ต้องขอโทษคุณด้วยที่ฉันไม่ทันระวังเดินชนคุณ”
“ไม่เป็นไรครับ แต่คราวหน้าคราวหลังคุณต้องระวังให้มากกว่านี้นะ เดี๋ยวจะเจ็บตัวเอา”
“ค่ะ” ภัททิรากล่าวพร้อมพยักหน้ารับด้วยความรู้สึกผิด
ชายหนุ่มพาเธอมานั่งในร้านกาแฟเล็ก ๆ ภายในอาคารของสนามบิน
“ผมจะไปสั่งกาแฟ คุณอยากดื่มอะไรไหมครับ” เมื่อได้ยินคำว่ากาแฟ นัยน์ตาคู่สวยก็เกิดประกายขึ้นมา หญิงสาวรีบพยักหน้าอย่างดีใจ เพราะตอนนี้สมองเธอเบลอไปหมด คงเป็นผลพวงมาจากการทำงานโต้รุ่งทั้งคืน
“ขออเมริกาโน่เย็นเพิ่มช็อตค่ะ”
“ครับ”
ระหว่างรอชายหนุ่ม ภัททิราก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาส่งข้อความบอกคเชนทร์ว่าเธอรออยู่ที่ร้านกาแฟใกล้กับประตูทางออก เพียงไม่นานคเชนทร์ก็ส่งข้อความตอบกลับมา บอกว่าให้เธอรออยู่ที่นั่นไปก่อน เพราะเขากำลังเดินทางใกล้ถึงสนามบินในอีกไม่กี่นาที
เมื่อส่งข้อความเสร็จสรรพ ภัททิราก็เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าสะพายใบเล็ก ก่อนนั่งมองออกไปนอกร้าน โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าชายหนุ่มที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มกำลังจ้องมองเธออย่างไม่วางตา
ตั้งแต่เขาชนกับเธอที่ประตูทางเข้า พอได้เห็นดวงหน้าสวยหวาน แม้จะไร้ซึ่งการตกแต่ง แต่ทว่างดงามน่ารัก จนชายหนุ่มไม่อาจละสายตาได้เลย
ทางด้านภัททิราที่นั่งรอเพียงไม่กี่นาที
ชายหนุ่มคนเดิมก็เดินกลับมาพร้อมเครื่องดื่มสองแก้ว เขายื่นอเมริกาโน่เย็นให้เธอ ก่อนเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์อีกครั้งและกลับมาพร้อมแก้วเครื่องดื่มที่มีเพียงน้ำแข็งเปล่าอยู่ภายใน หญิงสาวมองด้วยความสงสัย ชายหนุ่มลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ“ยกขาขึ้นมาครับ”
“เอ่อ ยกทำไมคะ”
“ผมจะประคบเย็นให้ ถ้าปล่อยไว้มันอาจจะอักเสบ และคุณอาจเดินไม่ได้พักใหญ่เลยนะ”
พอได้ฟังดังนั้น ภัททิราก็ยอมยกขาขึ้นมาวางบนเก้าอี้ ทว่าเมื่อชายหนุ่มพยายามจะถอดรองเท้าส้นสูงของเธอหญิงสาวจึงร้องห้ามเสียงหลง
“อย่าค่ะ เดี๋ยวฉันทำเอง”
“คุณจะทำยังไงครับ” ชายหนุ่มถามพร้อมนั่งมองว่าหญิงสาวจะทำเองได้อย่างไร ภัททิรา
พยายามเอื้อมมือมาอย่างสุดกำลังแต่ก็ไม่ถึง เต็มที่ก็เอื้อมมาได้ถึงครึ่งน่อง เพียงเท่านั้นกล้ามเนื้อหลังก็ตึงไปหมด ชายหนุ่มเห็นแบบนั้นก็แอบยิ้มสุดท้ายภัททิราก็ต้องยอมให้เขาถอดรองเท้าและช่วยประคบเย็นลงบนข้อเท้า
ฝ่ามือสากที่สัมผัสลงมาอย่างแผ่วเบา ทำเอากายสาวสะดุ้งเล็กน้อย ถึงแม้ฝ่ามือนั้นจะหยาบกร้านราวกับคนที่ทำงานหนัก แต่ทว่าผิวหน้าของชายหนุ่มนั้นยังดูเนียนเรียบอ่อนเยาว์ ทำให้ยากจะคาดเดาว่าเขาอายุอานามเท่าไร แต่ถึงอย่างไรความหล่อเหลานั้นทำให้ชวนมองอย่างเพลิดเพลิน
“เป็นยังไงบ้างครับ”
“หล่อค่ะ”
“อะไรนะครับ”
“เอ๊ย!!! ดีค่ะ ดี ดีขึ้นเยอะเลย พอแล้วค่ะ” ภัททิรารีบเอาขาลงจากเก้าอี้ ก่อนคว้าแก้วกาแฟมาดูดแก้เขินที่เผลอเคลิ้มพูดออกไปแบบนั้น เธอก็ได้แต่หวังว่าเขาจะได้ยินไม่ถนัด แต่เมื่อหันไปมองอีกครั้ง ชายหนุ่มก็ยังคงจ้องมองเธออยู่แบบนั้น เธอจึงต้องรีบชวนคุยเรื่องอื่น “กาแฟเท่าไหร่คะ”
“ผมเลี้ยงครับ”
“แหม ฉันก็เกรงใจแย่สิคะ ทำให้คุณเดือดร้อน แล้วคุณยังมาเลี้ยงกาแฟอีก”
“เจอกันคราวหน้าคุณค่อยเลี้ยงผมละกัน”
“เราจะได้เจอกันอีกเหรอคะ”
“ถ้าเรามีวาสนาต่อกันเราคงได้เจอกันอีก”
“แหมคุณนี่ อายุเท่าไหร่แล้วคะ ใช้คำว่ามีวาสนาต่อกัน ทำให้ฉันนึกถึงคนแก่” สิ้นเสียงหวาน ชายหนุ่มถึงกับสำลักกาแฟ
“แค่ก แค่ก”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันไม่ได้ว่าคุณแก่ แต่ถึงคุณจะแก่ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ ผู้ชายอายุมากมีเสน่ห์จะตายไป ฉันยังชอบเลย” อารามตกใจทำให้ภัททิราหลุดปากเผยความในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งนั่นทำให้ชายหนุ่มชะงัก หายไอเป็นปลิดทิ้ง
“คุณว่าอะไรนะ”
ภัททิราแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย เมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอหลุดปากออกไปอีกครั้ง หญิงสาวเบือนหน้าหนีไปอีกทาง พลางแสร้งมองไปยังผู้คนพลุกพล่านที่เดินผ่านไปมา
“อ้าว อาเชนทร์ทางนี้ค่ะ” ภัททิราโบกไม้
โบกมือเรียกคเชนทร์หญิงสาวเรียกคเชนทร์ว่าอา เช่นเดียวกับที่แฟนสาวของเขาเรียก เพราะนอกจากคเชนทร์จะเป็นแฟนของกันติชาแล้ว ยังเป็นเพื่อนรุ่นน้องของบิดาของกันติชาด้วย
คเชนทร์เดินเข้ามาภายในร้านกาแฟ เมื่อเห็นว่าภัททิราไม่ได้อยู่คนเดียว ชายหนุ่มก็ทำหน้าฉงนมองสมาชิกที่ร่วมโต๊ะกับภัททิราด้วยความสงสัย เมื่อคเชนทร์เดินเข้ามาถึงโต๊ะ ชายหนุ่มก็ทำหน้าตกใจก่อนกล่าวขึ้น
“อ้าว พี่กฤษณ์ทำไมมาอยู่ด้วยกันได้ล่ะ” คเชนทร์ถามชายหนุ่มผู้ใจดีตรงหน้าภัททิราก่อนหันมาหาหญิงสาว “หืม ว่าไงแพท”
“เอ่อ บังเอิญเจอกันค่ะ ว่าแต่ใครเหรอคะอาเชนทร์”
“อ้าว อาก็นึกว่ารู้จักกันอยู่แล้ว แพทเป็นเพื่อนกับกี้มาตั้งนานไม่เคยเจอพี่กฤษณ์เหรอ”
ภัททิราส่ายหน้าแทนคำตอบ ไม่เข้าใจว่าทำไมการเป็นเพื่อนกับกันติชาแล้วต้องรู้จักชายคนนี้ด้วยเธอหันกลับมามองชายหนุ่มอีกครั้ง และในครั้งนี้เธอเริ่มสังเกตเห็นว่าเขามีความละม้ายคล้ายคลึงกับเพื่อนรัก
เท่านั้นแหละ...ใจดวงน้อยเต้นระส่ำ ได้แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่แบบที่เธอคิด แต่ทว่า...
“นี่พี่กฤษณ์ กฤษณ์ดนัยเป็นพ่อของกี้”
สิ้นคำกล่าวของคเชนทร์ ภัททิราก็หูอื้อตาลาย จำอะไรไม่ได้อีกเลยหลังจากนั้น
4 ปีผ่านไป‘พาเพลินค่าเฟ่’ ร้านอาหารและคาเฟ่แห่งไร่เปี่ยมรัก เปิดให้บริการมาแล้วร่วมปี โดยมีภัททิราเป็นผู้ดูแล หญิงสาวแวะเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยเป็นประจำทุกวัน และในบางครั้งเธอก็จะพาเด็กหญิงเพลินมาศตัวน้อยติดสอยห้อยตามมาด้วย ความน่ารักสดใส ช่างพูดช่างเจรจา ทำให้เด็กน้อยกลายเป็นขวัญใจของลูกค้าไปโดยปริยาย ลูกค้าบางคนถึงขนาดลงทุนขับรถข้ามจังหวัด เพื่อมาทักทายหนูน้อยเพลินมาศโดยเฉพาะภัททิราจึงมีหน้าที่พาลูกสาวออกจากห้องทำงานหลังร้าน มาพูดคุยทักทายลูกค้า วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ภัททิราพาลูกสาวมาทำงานด้วย เพื่อพบปะเหล่าแฟนคลับที่เป็นลูกค้าประจำของทางร้าน“คูมแม่ขา น้องเพลินอยากกิงเค้ก” เด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาเอาหน้าซบตักมารดา พร้อมส่งสายตาอ้อนวอน“หนูกินไปแล้วนี่คะลูก” ภัททิรายกมือขึ้นเช็ดคราบครีมสีขาวที่มุมปากลูกสาว “หนูดื่มน้ำส้มที่ย่าอิ่มทำให้หรือยังคะ”“ดื่มแย้วค่ะ”“งั้นก็พอแล้วค่ะ เดี๋ยวเราต้องกลับบ้านไปทานข้าวเย็น”“คูมแม่ขา….” เมื่อหนูน้อยไม่ได้ดั่งใจก็เริ่มเบ้ปากทำท่าจะร้องไห้ แต่ทว่าผู้เป็นมารดาก็ต้องใจแข็ง เพราะก่อนออกจากบ้านได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะได้กินเค้กแสนอร่อยเพียงแค่หนึ่ง
ในที่สุดความเจ็บปวดของว่าที่คุณแม่ก็สิ้นสุดลง พร้อมกับการออกมาลืมตาดูโลกของทารกน้อยเพศหญิงหน้าตาน่ารักน่าชังเด็กหญิงเพลินมาศ ลูกสาวคนเล็กของพ่อเลี้ยงกฤษณ์ดนัย และภรรยาคนสวยนั้น เป็นที่รักของทุกคนในไร่เปี่ยมรัก หน้าตาผิวพรรณนั้นได้รับมรดกจากพ่อและแม่ เป็นส่วนผสมที่ลงตัว จะเรียกว่าไม่มีที่ติเลยก็ว่าได้เมื่อออกจากโรงพยาบาล ทุกคนก็เดินทางกลับมาใช้ชีวิตที่ไร่เปี่ยมรัก พร้อมกับสมาชิกคนใหม่เมื่อภัททิรากลายเป็นคุณแม่เต็มตัว ในตอนแรกที่อยู่โรงพยาบาลเธอก็แอบรู้สึกกังวล เพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แต่ก็ได้สามีคอยให้กำลังใจ ไหนจะป้าอิ่มและทุกคนในบ้านคอยช่วยเหลือ ออกแนวจะแย่งกันช่วยเสียด้วยซ้ำ เพราะใคร ๆ ต่างก็หลงรักทารกน้อยตอนนี้หนูน้อยเพลินมาศอายุได้สามเดือน เริ่มจดจำเสียงทุกคนในบ้านได้ หากเป็นคนคุ้นเคยทารกน้อยก็จะส่งเสียงอ้อแอ้โต้ต้อบ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนทั้งรักทั้งหลง โดยเฉพาะกฤษณ์ดนัยที่นับวันยิ่งเห่อลูกสาวตัวน้อย ถึงขนาดพักงานบริหารไร่เปี่ยมรัก เพื่อจะใช้เวลาอยู่กับลูกเมีย โดยแต่งตั้งให้ปกรณ์เป็นผู้รักษาการแทน“แพทจ๋า น้องเพลินหิว” กฤษณ์ดนัยเดินเข้ามาในห้องเลี้ยงเด็กชั้นล่าง ขณะที่ภัททิราก
คเชนทร์พากันติชาไปพักผ่อนที่โรงแรมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ส่วนป้าอิ่มและเด็กรับใช้ก็พากันเดินทางกลับไร่เปี่ยมรัก เหลือเพียงพ่อเลี้ยงหนุ่มที่คอยเฝ้าคนรักไม่ยอมห่างเวลาล่วงเลยไปจนได้เวลานอนของว่าที่คุณแม่ แต่ทว่าเธอก็ยังนอนลืมตาโพลงมองเพดานสีขาวสะอาดตา พลางนึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ที่ทุกอย่างจบลงด้วยดีดวงหน้าสวยคลี่ยิ้มออกมา พร้อมสองมือที่วางอยู่บนหน้าท้องนูนลูบไล้ขับกล่อมทารกน้อยที่กำลังเคลื่อนไหวไม่ยอมหลับยอมนอนเช่นเดียวกัน“เป็นอะไรครับ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว นอนไม่หลับเหรอ หืม” กฤษณ์ดนัยลุกจากโซฟาเบด เดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง ยกมือขึ้นใช้ข้อนิ้วแกร่งเกลี่ยแก้มนวลเบา ๆ“มีความสุขค่ะ” ภัททิราส่งยิ้มจนตาหยี “แล้วก็นอนไม่หลับด้วย ปกติคุณต้องนอนกอดแพท พอนอนคนเดียวแพทไม่ชิน”กฤษณ์ดนัยยิ้มเอ็นดูภรรยา ก่อนลุกขึ้นปลดล็อกที่กั้นเตียงคนไข้ ขึ้นไปนอนเบียดร่างเล็กบนเตียง เธอก็ขยับตัวพลิกตะแคงหันหลังให้เขาอย่างรู้งาน เพื่อให้ชายหนุ่มได้นอนสวมกอดเธอเช่นเดียวกับทุกคืน“แพท”“ขา”“ผมรักคุณมากนะ”“แพทก็รักคุณค่ะ”“เราแต่งงานกันเถอะ”“...” ไม่มีเสียงตอบรับใดจากคนในอ้อมกอด ภัททิรานิ่งเงียบไ
ภัททิราฟื้นคืนสติขึ้นมาก็พบว่าเธอนอนอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา โดยมีกฤษณ์ดนัยและป้าอิ่ม รวมถึงเด็กรับใช้ที่ตามมาด้วยยืนรายล้อมอยู่รอบเตียงคนไข้เมื่อได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของคนรัก ภาพบาดใจที่อยู่ในความทรงจำก็หวนกลับมา ทำให้ดวงหน้าสวยเริ่มเหยเก นัยน์ตาคู่หวานเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาป้าอิ่มและเด็กรับใช้เห็นแบบนั้นก็รีบแย่งกันพูดเพื่ออธิบายความให้ภัททิราเข้าใจ แต่เสียงดังระงมที่เกิดขึ้นนั้นฟังไม่ได้ศัพท์ เพราะมัวแต่แย่งกันพูด พ่อเลี้ยงหนุ่มจึงหมดความอดทน“ทุกคน ออกไปให้หมด ผมอยากอยู่กับเมียตามลำพัง” ชายหนุ่มกล่าวเสียงเข้มพร้อมหันไปตวัดสายตาดุใส่ ข้ารับใช้ที่อยู่มานานนั้นรู้ดีว่าพ่อเลี้ยงหนุ่มกำลังโกรธ ป้าอิ่มจึงรีบลากเด็กรับใช้ทั้งสองออกไปเมื่ออยู่กันตามลำพัง ภัททิราก็ปล่อยโฮออกมาดังลั่น นอกจากความเสียใจแล้ว ยังมีฮอร์โมนภายในร่างกายที่กระหน่ำซ้ำเติมให้เธออ่อนไหวยิ่งขึ้น กฤษณ์ดนัยรีบดึงเธอเข้ามากอดปลอบ พลางลูบแผ่นหลังบอบบาง“แพท แพท คนดีครับ ฟังผมก่อนนะ” เสียงนุ่มทุ้มเต็มไปด้วยความอ่อนโยน พยายามกล่อมให้เธอสงบลง “แพทกำลังเข้าใจผิดนะ สิ่งที่คุณเห็นมันไม่มีอะไรเลย คุณฟังผมอธิบายก่อนได้ไ
ผ่านไปกว่าสองเดือน ตอนนี้อายุครรภ์ของภัททิราเข้าสู่เดือนที่ห้า อาการวิงเวียนเริ่มบรรเทาเบาบางลงไปมาก หน้าท้องแบนราบก็เริ่มนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใครต่อใครก็ต่างคาดเดาว่ากฤษณ์ดนัยจะต้องได้ลูกสาว เพราะภัททิรานั้นตั้งแต่ท้องก็สวยวันสวยคืน ขนาดที่ว่าออกไปโรงพยาบาลทั้งที่ท้องเริ่มโตขึ้นจนสามารถสังเกตได้ ก็ยังไม่วายมีหนุ่มน้อยใหญ่มองตามกันเป็นแถว ทำเอาคนเป็นสามีต้องคอยทำหน้ายักษ์ ส่งรังสีอำมหิตผ่านทางแววตาไปให้บรรดาชายหนุ่มเหล่านั้นและก็เป็นดังเช่นที่หลายคนคาดไว้จริง ๆ จากผลการตรวจอัลตราซาวนด์ครั้งล่าสุด ก็พบว่าลูกน้อยในครรภ์ของภัททิราเป็นเพศหญิง ทำเอาทุกคนในบ้านดีใจกันยกใหญ่ด้านพ่อเลี้ยงหนุ่มด้วยความทั้งรักและห่วงเมีย ก็ย้ายมาปักหลักทำงานที่บ้าน จะแวะเวียนไปออฟฟิศบ้างอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง ในแต่ละวันภัททิราจึงได้อยู่ใกล้ชิดกฤษณ์ดนัยตลอดเวลาช่วงหลังมานี้ภัททิราชอบออกไปเดินเล่นรับลม และชมแปลงดอกไม้ใกล้กับศาลาหน้าบ้าน เมื่อว่าที่คุณพ่อเห็นแบบนั้นก็จ้างบริษัทรับเหมาเข้ามาจัดการทุบห้องด้านหน้าบ้าน สร้างเทอร์เรซยื่นออกไปให้มีพื้นที่สำหรับนั่งพักผ่อนหย่อนใจ และจ้างนักจัดสวนมาเนรมิตสวนดอกไม้ริม
ภัททิราได้รับการตรวจโดยละเอียดจากสูตินรีแพทย์ โดยมีกฤษณ์ดนัยคอยอยู่เคียงข้างในทุกช่วงเวลา ตอนแรกหญิงสาวก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกอย่างไร จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวใจดวงน้อยที่กำลังเต้นเป็นจังหวะชัดเจนผ่านเครื่องอัลตราซาวนด์ ความรู้สึกตื้นตันยินดีก็ก่อตัวขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง รวมไปถึงสายใยแห่งความรักและความผูกพันก็ปรากฏขึ้นชัดเจนในใจ ว่าที่คุณแม่เกิดบ่อน้ำตาแตกร้องไห้ด้วยความดีใจ ทำให้ว่าที่คุณพ่อต้องคอยปลอบอยู่นานสองนานและในวันต่อมาแพทย์ก็อนุญาตให้ภัททิรากลับบ้านได้ โดยมีกฤษณ์ดนัยคอยดูแลทุกฝีก้าว เมื่อเจ้าหน้าที่เข็นรถนั่งของว่าที่คุณแม่ลงมาถึงประตูทางออก ก็มีรถตู้สีดำคันหรูป้ายแดงขับเข้ามาจอด จากนั้นก็มีพลขับชายซึ่งเป็นคนขับรถของไร่เปี่ยมรักลงมาเปิดประตูให้ กฤษณ์ดนัยประคองหญิงสาวขึ้นรถอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะขึ้นมานั่งเคียงข้างเมื่อรถขับออกมาได้สักพักเธอจึงหันไปถามชายหนุ่มด้วยความสงสัย“คุณกฤษณ์ซื้อรถใหม่เหรอคะ”“ครับ ผมซื้อให้คุณ เวลาไปไหนมาไหนจะได้นั่งสบาย ชอบไหมครับคุณแม่” เขาถามพร้อมเอียงศีรษะเข้ามาใกล้ หญิงสาวก็ยิ้มด้วยความพอใจ“ชอบมากเลยค่ะ เป็นเบาะที่นั่งสบายสุด ๆ สบายจนแพ







