LOGINมิใช่ว่าหลินเล่อเจินไม่เคยเจอมารดา ใช่ว่าไม่เคยพูดจาโน้มน้าวขอร้องให้มารดาอภัยแล้วให้กลับมาเริ่มต้นสานสัมพันธ์ครั้งใหม่กับบิดา
ทว่ากลับได้ยินประโยคไม่แยแสว่า
‘ขณะที่แม่กำลังเลี้ยงดูพวกเจ้าอย่างยากลำบาก พ่อเจ้ากลับลักลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงอื่นใต้จมูกแม่’
เหตุผลนี้กัวรั่วหลานกล่าวอย่างมีโทสะไม่เสื่อมคลาย เรื่องราวจึงไม่เคยง่ายสำหรับหลินเล่อเจินมาโดยตลอด
‘เจ้าฟังแม่นะ สตรีหยิ่งยโสทะนงตนผู้หนึ่งยอมละทิ้งถิ่นฐานเดิมเพื่อไปเริ่มต้นใหม่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย ยอมอยู่ในจวนที่ไม่รู้จักใครเลยสักคน พวกเขาทุกคนคือคนแปลกหน้า ประหนึ่งคุยกันคนละภาษาด้วยซ้ำ การที่สตรีผู้นั้นยินดีละทิ้งทุกสิ่งมาอยู่กับบุรุษที่รัก นางย่อมปรารถนาการฟูมฟักและคาดหวังว่าสามีจะเป็นที่พึ่งพิง เป็นที่แอบอิงหนึ่งเดียวที่อบอุ่นปลอดภัยตลอดไป ทว่าคนที่ไว้ใจที่สุดกลับใจร้ายที่สุด เจ้าคิดว่าแม่จะยอมกลับไปหรือไม่?’
หลินเล่อเจินได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจเหนื่อย
ครั้งหนึ่งหลินเล่อเจินหว่านล้อมโน้มน้าวบิดาสำเร็จ ท่านยอมส่งจดหมายขอคืนดีด้วยลายมือตัวเองให้มารดา ทว่าอีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างเย็นชาว่ามีสามีใหม่แล้ว
ทั้งๆ ที่มารดาไม่ได้มีสามีใหม่ ไม่ชายตามองบุรุษใด กลับส่งข้อความเช่นนี้มาให้ เห็นได้ชัดว่าไร้หนทางต่อสายใย
ทุกอย่างสายจนเกินไป
ชัดเจนแล้วว่ามารดาไม่มีทางหวนคืนกลับมาหาบิดา แม้ยากยอมรับแต่ลูกย่อมต้องยอมจำนนต่อวาสนาที่สะบั้น
บิดาล้มเลิกการงอนง้อ ท่านไม่ตามขอคืนดีอีกเลย เพียงรับอนุเข้าเรือนมาหลายคนและทำตัวจมปลักต่อไป
ส่วนฮูหยินใหญ่เหอรั่วซีก็เอาดีเพียงดูแลบุตรชาย หมายยึดเป็นที่พึ่งหนึ่งเดียวยามชรา เรื่องดูแลอนุของบิดาล้วนเป็นหน้าที่ของคุณหนูใหญ่อย่างหลินเล่อเจิน
หญิงสาวมิอาจไม่แบกรับ
ขณะติดอยู่ในภวังค์แห่งตน เสียงสดใสพลันแทรกเข้ามาในโสตประสาทของหลินเล่อเจิน
“พี่ใหญ่ ท่านเอาแต่คิดมากเรื่องท่านพ่ออีกแล้วนะ”
หลินซิงเยียนเดินมานั่งตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามพร้อมจานขนมและน้ำชาหอมกรุ่น
สองพี่น้องมักนัดเจอกันเสมอที่เรือนพักริมชานเมือง มีเพียงบิดามารดาเท่านั้นที่ไม่ยอมมาเจอกัน
พวกท่าน คนหนึ่งถือทิฐิแห่งอิสตรีของตน อีกคนก็ถือศักดิ์ศรีแห่งบุรุษเป็นใหญ่ บุตรสาวทั้งสองจึงได้แต่ทำใจ
แฝดผู้น้องถอนหายใจก่อนกล่าวอีกว่า “เดิมทีข้าเองก็โกรธท่านพ่อ เห็นใจเพียงท่านแม่ แต่ยามนี้ข้ากลับรู้สึกว่าท่านพ่อน่าห่วงใยเป็นที่สุด”
หลินเล่อเจินพยักหน้ายิ้มขื่น “ถูกต้อง เช่นนั้นพี่ใหญ่คงไม่อาจรับปากเจ้าได้ เรื่องย้ายตัวเองไปอยู่กับท่านแม่ ยังคงต้องอยู่ดูแลท่านพ่อ ทำทุกอย่างเพื่อฟื้นฟูจวนหลิน”
หลินซิงเยียนขมวดคิ้วเครียด “เพราะอย่างนั้นพี่ใหญ่จึงยินยอมรับการหมั้นหมายกับผู้ชายที่มิได้รักชอบหรือ”
“อืม...สายสัมพันธ์นี้ย่อมช่วยค้ำจุนสกุลหลินได้”
“เฮ้อ..พี่ใหญ่ หลายปีมานี้ท่านลำบากมามากแล้ว ไปอยู่กับท่านแม่ไม่ดีกว่าหรือ? สกุลหลินตกต่ำปานนั้นเพราะพวกเขาทำตัวเองต่างหาก ไฉนพี่ใหญ่ต้องเอาความสุขชั่วชีวิตเข้าแลกด้วยเล่า?”
แฝดผู้พี่ส่ายหน้าเบาๆ “เป็นเพราะพี่เอง ทุกอย่างเป็นเพราะพี่ใหญ่ทั้งสิ้น สมควรรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”
น้องสาวรู้ว่าพูดเรื่องนี้ต่อไปคงทำให้หลินเล่อเจินยิ่งรู้สึกโทษตัวเองไปกันใหญ่ นางจึงลุกขึ้นมาโอบกอดพี่สาวอย่างต้องการปลอบโยน
“พี่ใหญ่ ท่านผอมเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
พูดพลางเลื่อนฝ่ามือมากอบกุมเนินอกอิ่มของพี่สาว “โอ้! แต่ตรงนี้ของพี่ใหญ่ยังเติบโตใช้ได้ดีทีเดียว นุ่มนิ่มยิ่ง”
ใบหน้าเศร้าหมองเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ หลินเล่อเจินรีบยกมือปัดป้องอย่างเขินอาย “เจ้าน้องคนนี้! ไยถึงกล้า...”
“ฮ่าๆ หน้าอกพี่ใหญ่นุ่มกว่าของข้าอีกนะเจ้าคะ” หลินซิงเยียนบีบหน้าอกตัวเองสลับกับหัวเราะลั่นจนตัวงอ ทำเอาคนพี่ต้องหลุดยิ้มตามอย่างช่วยมิได้
“เจ้านี่นะ นิสัยหยาบกระด้างเหลือเกิน”
“พี่ใหญ่ยิ้มแล้ว”
แฝดผู้นี้ส่ายหน้ามองค้อน “น้องรอง!”
เมื่อเย้าแหย่จนคนหน้าเศร้าอารมณ์ดี หลินซิงเยียนจึงล้มตัวลงนอนหนุนตักพี่สาวอย่างออดอ้อน
“ข้าชอบให้พี่ใหญ่ยิ้มมากกว่าทำหน้าอมทุกข์นะ”
หลินเล่อเจินก้มหน้ายกมือลูบผมน้องสาวอย่างเอ็นดู “อืม...พี่ใหญ่จะยิ้มให้มาก ดีหรือไม่?”
“ดียิ่งเจ้าค่ะ”
หลินซิงเยียนรับคำยิ้มกว้าง ดวงตาเปล่งประกาย
ทว่าภายในใจกลับขบคิดในบางสิ่ง
เพื่อแบ่งเบาพี่สาว นางต้องทำอะไรสักอย่าง...
“หยุดอันใดเล่า เร็วเข้าเถอะ นอนลง อ้าขาด้วย เดี๋ยวลูกๆ วิ่งกลับมา จะทำไม่ทันเอานะ ข้าอยากได้ลูกเพิ่ม”หลินเล่อเจินรู้สึกผิดอย่างยิ่ง ก่อนนี้นางตามใจเขาเกินไปจริงๆ ถึงขั้นเป็นฝ่ายเล่นท่าหงส์เริงร่าบนหน้าขา สามีตัวดีถึงได้ติดอกติดใจ กระทั่งไม่คิดรักหยกถนอมบุปผา ทั้งยังไม่เคยออมแรงถนอมเนื้อเนียนบอบบางสักราตรี หญิงสาวตีไหล่หนาที่เริ่มลดระดับลงต่ำพร้อมจมูกโด่งสันและริมฝีปากอันร้อนแรงดังเพียะอย่างหมั่นไส้เป็นที่สุด“ท่านพี่ คลอดลูกคนแล้วคนเล่าข้าอาจตายได้นะ!”วาจานี้ได้ผล การเชยชมเนื้อเนียนนุ่มหอมหยุดลง หงเฮยหลงเงยหน้าจากเนินอกชูชันทันใดแน่นอนว่าอาจเป็นไปได้ คลอดลูกแฝดอันตรายกว่าคลอดลูกทีละคน ภรรยาของเขาอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงตายจริงๆจากนั้น ชายหนุ่มก็รีบม้วนตัวภรรยาเข้าผ้าห่มมิดชิด ส่วนตัวเขาสวมเสื้อผ้าทะยานกายออกไปหาหมอเทวดาอย่างไม่คิดชีวิตไม่นานก็กลับมา...พร้อมยาลูกกลอนสองขวด“เล่อเจิน เจ้าตายไม่ได้เด็ดขาด” เขากล่าวเสียงเข้ม มิอาจสูญเสียหญิงเดียวอันเป็นที่รักยิ่งได้หลินเล่อเจินกะพริบตามอง “ยาอะไร คงมิใช่ยาห้ามความปรารถนาหรอกนะเจ้าคะ ไม่ได้นะ ท่านกินยานี้ไม่ได้ ข้าอุตส่าห์กินยาบำร
ชายหนุ่มวาดแขนออกด้านหน้าแผ่วเบา เพียงเท่านี้ สตรีที่คล้ายหลับไหลพลันขยับชิดใกล้แล้วซุกซบเข้าหาไออุ่นที่คุ้นเคย นางแนบแก้มกับแผงอกแข็งแรงหามุมสบายที่สุดพริ้มตาหลับไม่ขยับไปทางอื่นอีกหงเฮยหลงก้มหน้าจุมพิตหน้าผากนวลเนียนเบาๆ อ้อมแขนของเขาแม้เคยเป็นสถานที่อันตราย ทว่าตอนนี้และตลอดไปมันจะเป็นอาณาเขตปลอดภัยชั่วชีวิตของนาง“เหนื่อยมากเลยหรือ?” เขาถามพลางเกลี่ยแก้มนุ่ม รู้ดีว่าภรรยาเพียงหลับตามิได้หลับลึกขนาดนั้น“อือ...” หลินเล่อเจินพำพึมอย่างอ่อนล้า กว่าจะเอาเจ้าจอมซนทั้งสี่เข้านอนได้ไม่ง่ายนะท่านพี่ยามนี้หญิงสาวคลอดลูกครรภ์ที่สองแล้ว มีลูกสี่คน แฝดชายและแฝดหญิง ทุกคืนจึงค่อนข้างวุ่นวายมากทีเดียวนางกล่าวอีกว่า “หากท่านอยากทำรอดึกอีกหน่อยค่อยสะกิดข้าแล้วกัน”หางตาหงเฮยหลงกระตุก “เจ้าอยากหลับก็หลับสิ เห็นข้าหื่นกระหายปานใด”หลินเล่อเจินพูดงึมงำทั้งที่ยังหลับตา “ว่าไม่ได้เจ้าค่ะ ข้ามิได้ปรนนิบัติท่านนานแล้ว ปีกว่ากระมัง รู้สึกผิดนัก” เขาไม่ซื้อคณิกาไม่รับสาวใช้ห้องข้างด้วย นางให้ละอายใจยิ่ง นางพูดยิ้มๆ “ท่านพี่ชอบร่วมรักเกินไปพอไม่ได้ทำ คงเก็บกดมากเป็นแน่ ระวังป่วยนะ”หงเฮยหลงให้รู้สึกเ
กระนั้นฮ่องเต้กลับรักโอรสและธิดามาก เว่ยฮองเฮาจึงใช้บุตรชายหญิงเป็นเครื่องมือเสมอมาแต่การเรียกร้องความรักจากบุรุษไร้ใจมิใช่เรื่องง่าย เว่ยฮองเฮาจึงเปลี่ยนความรักเป็นความชิงชังลงมือทำลายล้างทุกสิ่งรอบตัวมิเคยยั้งมือไว้ไมตรีนางถึงขั้นจับบุตรทั้งสองของตนขังไว้ในห้องชั้นใน เพื่อให้ฮ่องเต้เสด็จมาหา ยามนั้นหงเฮยหลงกับหงเยว่ยังเป็นเพียงเด็กน้อยไม่ประสา จึงร้องไห้หวาดกลัวแทบขาดใจ ฮ่องเต้ต้องรีบมาหาเพื่อปลอบประโลมจิตใจทุกคราไปหลายครั้งที่ฮ่องเต้รู้สึกเกลียดฮองเฮาเข้ากระดูกดำ แต่ทำอันใดไม่ได้มากไปกว่าคอยเจรจาอย่างสันติเพื่อปกป้องบุตรชายหญิงอย่างมีสติ แต่สุดท้ายความอดทนของคนย่อมหมดลง ฮ่องเต้คิดจัดการกับเว่ยฮองเฮาขั้นเด็ดขาดทว่ามิคาด กลับเป็นเว่ยฮองเฮาที่ลอบลงมือก่อน ฮ่องเต้เสียท่าให้ฮองเฮาจนกลายเป็นคนป่วยลุกไม่ขึ้น จากนั้นยังขู่บังคับให้หงเฮยหลงยึดบังลังก์จากพระบิดา ปรารถนาให้เด็กชายผู้หนึ่งเป็นฮ่องเต้หุ่นเชิดตัวน้อยแน่นอนว่าเขาไม่ยินยอมให้พระมารดาทำเช่นนั้น การหนีและการไล่ล่าจึงเกิดขึ้นหงเฮยหลงได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์แซ่หง และเก็บซ่อนตัวตนจนสำเร็จวิชาสุดยอดจากหุบเขาหมื่นพิ
นอกจากหวงแหนภรรยาอันเป็นที่รัก หงเฮยหลงยังหวงแหนลูกๆ ด้วยเรื่องอันใดเขาจะปล่อยให้ไปไกลตาตามลำพังชายหนุ่มปรึกษาท่านหมอก่อนเดินทางแล้วว่าสามารถพาภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ในระยะนี้ไปด้วยได้ดังนั้น รถม้าบุนวมนุ่มอุ่นจึงถูกจัดเตรียมอย่างดี โดยมีสารถีคือซิ่วเย่ ส่วนผู้คุ้มกันย่อมเป็นเขาเองหงเฮยหลงขี่ม้าคอยติดตามอยู่ด้านข้างรถม้าฝั่งที่หลินเล่อเจินนั่งอยู่“ลูกๆ เล่า ข้าไม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วเลย”“กินอิ่มก็เลยนอนหลับกันหมดแล้วเจ้าค่ะ”หลินเล่อเจินเปิดผ้าม่านรถม้ายื่นใบหน้าออกมา มองทิวทัศน์รอบด้านอย่างอารมณ์ดี“ท่านพี่ ตรงนั้นมีน้ำตก”หงเฮยหลงเลิกคิ้ว “อยากลงมาเดินเล่นหรือไม่?”“อืม...”ชายหนุ่มจึงลงจากหลังม้าตรงเข้ามารอรับภรรยา เขาประคองหลินเล่อเจินพลางสั่งซิ่วเย่“เฝ้าคุณชายน้อยทั้งสองให้ดี หากพวกเขาตื่นขึ้นมาก็พาไปหาข้ากับนายหญิงที่น้ำตก”“เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก”สกุณาขับขานก้องกังวานทั่วพนาผสานเสียงธาราที่ตกกระทบซอกหิน ช่างไพเราะเสนาะโสตอย่างยิ่งหลินเล่อเจินนั่งพักตรงโขดหินริมน้ำตกเย็นใส นางพกขนมถั่วแดงมาด้วยจึงนำออกมาให้สามีลองชิม“อร่อยหรือไม่?”หงเฮยหลงกัดคำหนึ่ง “เจ้าทำเป็นด้ว
ปีศาจราตรีหายวูบไป เหลือเพียงเด็กๆ ที่หลับตาปี๋ ถึงอย่างไรพวกเขายังอายุน้อยเกินไปที่จะเห็นภาพเหล่านี้ รออีกสักสี่ปีค่อยฝึกฝน คนเป็นบิดามิอาจยัดเยียดเร็วเกินไป หงเฮยหลงดึงลูกๆ มากอดไว้แนบอกอุ่นปลอบใจครู่ใหญ่ในขณะที่หลินเล่อเจินขมวดคิ้วมองเงียบงัน ไม่นานพลันนึกออก นางหันมาเรียกน้องสาวเสียงเบา “ซิงเยียน”หลินซิงเยียนจึงพาร่างสะบักสะบอมของตนลุกขึ้นเดินมาหาพี่สาว ได้ยินอีกฝ่ายกล่าวอย่างเป็นกังวลว่า “พี่เคยเห็นวิชาฝ่ามือสลายร่างแบบนี้ตอนโจวเฟิงฆ่าอี้เอ๋อร์”“จริงหรือพี่ใหญ่” หลินซิงเยียนให้รู้สึกแปลกใจ เพราะเห็นได้ชัดว่านี่คือวิชามาร โจวเฟิงฝึกวิชานี้เพื่อ?หลินเล่อเจินรีบเอ่ยเตือน “โจวเฟิงชอบเจ้าพอเข้าใจ แต่เขาจะทำเรื่องชั่วช้ากับเจ้าไม่ได้ ห้ามไว้ใจเขาอีกเชียว เจ้าต้องบอกคู่หมั้นด้วยนะว่าอย่าให้เข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว เจ้าต้องห่วงน้องเขยให้มาก ห้ามซุกซนเกินไป”หลินซิงเยียนพยักหน้าเชื่อฟัง ครั้นนึกถึงคู่หมั้นผู้นั้น นางพลันส่ายหน้าพรืด ปฏิเสธอย่างบ้าคลั่งใครห่วงเขากันล่ะ!เห็นอาการน้องสาวเป็นเช่นนั้น หลินเล่อเจินจึงถาม “อย่าหาว่าพี่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวเลยนะ เจ้ากับองค์ชายสี
หงเฮยหลงเป็นเช่นนี้ ต่อหน้าผู้อื่นเขาไร้ความปราณี ไม่คิดพูดจาด้วยดีมีเมตตาอันใด มีเพียงอยู่กับภรรยาเท่านั้นถึงจะมีบุคลิกอีกด้านชายหนุ่มพยักหน้าให้น้องภรรยา สั่งเสียงเย็นเยียบ “ลงไป หากไม่ชนะห้ามขึ้นมา”ซิงเยียนมีหรือจะกล้าอยู่นาน นางรีบกระโดดลงไปในหลุมนั้นทันทีหงเฮยหลงมองผู้คนในหลุมลึกนั้นอย่างเงียบงัน เพียงฝ่ามือข้างหนึ่งยกขึ้นยื่นไปเบื้องหน้า กลิ่นอายมรณะพลันพวยพุ่งออกมาพร้อมกลุ่มควันสีดำจากฝ่ามือนั้นพริบตานั้น กลุ่มควันดำพลันเปลี่ยนเป็นมังกรดำหลายร้อยตัว ลอยฉวัดเฉวียนเหนือหลุมลึก ก่อนร่อนลงต่ำ แล้วกลายร่างเป็นมนุษย์นักรบเงาที่ตัวโตสูงใหญ่และกำยำแม้ไร้ใบหน้าไม่มีจมูกเพราะเป็นเพียงเงาดำแต่กลับมีดวงตาสีแดงฉานที่จ้องเขม็งหมายสังหาร ทั่วตัวมีเกราะหนักลักษณะคล้ายห่มเกล็ดมังกร มือสองข้างถือดาบใหญ่ เงามังกรดำนับร้อยเหล่านั้นตั้งกระบวนท่าพร้อมฆ่าทุกตน สมุนมารทุกคนเบิกตากว้าง ซิงเยียนก็เช่นกัน เสี้ยวเวลานั้นการฟาดฟันพลันถือกำเนิดเสียงต่อสู้ดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั้งหุบเขาเฮยซาน ท่ามกลางเสียงต่อสู้เดือดพล่าน หงเฮยหลงยืนตระหง่าน ทั่วร่างแผ่ซ่านด้วยม่านหมอกสีดำเสมือนไอมารที่อำมหิ
แม้คิดเช่นนั้น ทว่าหลินเล่อเจินกลับซุกซบตักอุ่น แนบแก้มกับท่อนขาแกร่งอย่างออดอ้อน นางชอบอยู่กับเขา“ขอบคุณเจ้าค่ะ”เพียงคำนี้ไม่มีคำใดที่หวานล้ำชวนฟังไปมากกว่านี้ ทว่าหงเฮยหลงกลับรู้สึกร้อนผ่าว ใบหูแดงก่ำ เขาเบือนหน้าหันเหสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทางหยิ่งทะนง พลางสั่งเสียงเข้ม “หลับซะ เจ้ากำล
“เจ้าควรแต่งงานมีภรรยาสักคน ข้าจะได้ไม่ต้องลำบากข้าเป็นตัวแทนเจรจา เหนื่อยใจยิ่ง” เจิ้งจื่อเฉิงบ่นอุบ เขาเป็นถึงรัชทายาทแต่กลับต้องทำหน้าที่เป็นพ่อสื่อเสียได้หงเฮยหลงเอือมระอาองค์หญิงสิบสามที่มาติดพัน จึงออกปากอย่างไม่ใส่ใจ“ข้าจะให้คนคัดเลือกสตรีมาเป็นภรรยาสักคน จะได้ประกาศชัดเจนว่าข้างกายไม่มีที
เสียงเพล้งๆ ดังต่อเนื่อง พื้นห้องเต็มไปด้วยสิ่งของแตกเกลื่อนกระจัดกระจายหงเยว่ยกมือปิดหน้าร้องไห้ฟูมฟาย ในห้วงภวังค์มีเพียงภาพของชายในดวงใจบุรุษชุดขาว เจ้าสำนักพยัคฆ์เมฆา นางหลงรักเขา เฝ้าเอาใจนานนับปี จนมีราตรีน้ำผึ้งด้วยกัน จุมพิตอ้อยอิ่งแสนหวานในคืนนั้นยังติดตรึงมิเสื่อมคลาย ทว่ากับคล้ายเพียงฝ
ดังนั้นเมื่อเสี่ยวเตี้ยนสู้ในกระบวนที่ห้าจนถึงเจ็ดกำลังพลันถดถอย หลินซิงเยียนใช้กระบี่บุปผาทะลวงเข้าปัดดาบภูผาหมอกจนกระเด็นจ่อเข้าที่ลำคออีกฝ่ายได้ ถือเป็นการยุติการต่อสู้หลินซิงเยียนจึงสามารถผ่านด่านประลองได้ง่ายดายและเข้ามาถึงด่านสุดท้ายในที่สุด เพราะเคยเข้าประลองแล้วหลายครั้ง กระทั่งหลับตายังทำ







