Mag-log inทั้งสามคนเดินทางกลับบ้านเด็กกำพร้าอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่วนเรื่องการรักษาของแม่ครูทางคุณหมอแจ้งว่าถ้าตกลงเข้ารับการรักษาให้โทร.แจ้งได้เลย
“ไอ...ถ้าส่งแม่ครูเข้าห้องแล้วฉันขอคุยด้วยหน่อยนะ”
เสียงกระซิบของยี่หวาทำให้ไอลดาพยักหน้า จากนั้นก็เดินไปส่งแม่ครูพักผ่อนที่ห้องส่วนตัว
“ไอ...”
“คะแม่ครู” ขณะที่กำลังคลุมผ้าห่มให้กับแม่ครูที่เพิ่งล้มตัวลงนอนบนเตียง
“แม่มีบางอย่างที่ยังไม่เคยบอกไอ เมื่อถึงเวลาแม่จะบอกความจริงบางอย่างกับหนูนะ” เสียงแหบแห้งของแม่ครูเอ่ยบอกเด็กสาวที่นางรักเหมือนลูก
“หมายถึงอะไรเหรอคะ” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันอย่างสงสัย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแม่ครูไม่เคยเอ่ยอะไรแบบนี้เลย
“เกี่ยวกับชีวิตของหนู เมื่อถึงเวลาแม่จะบอกหนูเองนะลูก” ปากซีดขยับไปมาอย่างอ่อนแรงจนเธอไม่กล้าถามอะไรมากกว่านี้
“ถ้าแม่ครูพร้อมค่อยบอกหนูนะคะ เพราะสิ่งเดียวที่หนูต้องการมากที่สุดคือการที่แม่ครูปลอดภัยและอยู่กับหนูให้นานที่สุดนะคะ” แขนเล็กโอบกอดร่างผอมของแม่ครูด้วยความรัก ใบหน้าหวานแนบกับหน้าท้องของคนที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เกิด การที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่มันไม่ใช่ปมที่เลวร้ายเลย เพราะการที่มีผู้หญิงคนนี้คนที่รักเธอมากที่สุด มันก็คือสิ่งเดียวที่เธอรู้สึกว่ามีค่าที่สุดในชีวิต
“ชีวิตหนูควรดีกว่านี้นะไอ แต่เป็นเพราะแม่เองที่ไม่อยากสูญเสียหนูไปทุกอย่างเลยเป็นอย่างนี้” น้ำตาของแม่ครูไหลออกมาจนไอลดาใจหายเพราะไม่รู้ว่าเรื่องอะไรที่ทำให้หญิงสูงวัยคนนี้ร้องไห้
“แม่ครูอย่าร้องไห้นะคะ ถ้าหนูไม่ได้แม่ครู ชีวิตหนูตอนนี้ก็ไม่รู้จะเป็นยังไงเหมือนกันค่ะ” ไอลดาบอกด้วยเสียงแผ่วเบา “นอนพักผ่อนเถอะนะคะ ไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นนะคะ ไอจะหาเงินมารักษาแม่ครูให้ดีที่สุดเลย” หญิงสาวบอกเพื่อให้หญิงสูงวัยคลายกังวล
“จ้ะ”
ยี่หวาเดินเข้ามาตามไอลดาเพราะมีเรื่องที่จะคุยด้วย และก็เห็นว่าไอลดาก็เพิ่งออกมาจากห้องพักของแม่ครูพอดี
“สรุปแกจะไปทำงานอะไรกันแน่ไอ...” ยี่หวาโพล่งถามขึ้นอย่างสงสัยพร้อมกับมองหน้าเพื่อนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดแสดงว่างานที่ไอลดาจะไปทำมันไม่ค่อยดีเท่าที่ควร
“คือ...”
“ว่ายังไงยัยไอ สรุปแล้วแกต้องไปทำอะไร...” มือบางของยี่หวาเขย่าแขนของเพื่อนอย่างเร่งเร้า
“คือพี่โอ๋...เขาบอกให้ฉันไปเป็นเด็กเสี่ย” ไอลดาบอกด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจเพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่น่าละอาย ถ้าไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเธอก็ไม่เคยคิดถึงข้อเสนอนี้เท่าไหร่
“อะไรนะ!!” ยี่หวาตะโกนดังลั่น จนน้องๆ ที่วิ่งเล่นกันอยู่ได้แต่หันมามองอย่างสงสัยว่าพี่ๆ คุยอะไรกัน ไอลดาต้องลากเพื่อนออกมาอีกมุมเพื่อให้พ้นจากสายตาของทุกคน
“อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวคนอื่นก็รู้หมด”
“แกจะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง แกคิดได้ยังไงไอ แกจะไปเป็นเด็กเสี่ยเนี่ยนะ เกิดมาก็ยังไม่เคยมีแฟน แกคิดเหรอว่าแกจะไหว” แม้ยี่หวาจะยังไม่เคยมีแฟนหรือสนใจกับเรื่องแบบนี้ แต่เธอก็พอเข้าใจโลกมาบ้างว่าผู้ชายสมัยนี้น่ากลัวมาก น่ากลัวชนิดที่ว่าไอลดาไม่มีทางตามทันเกมพวกนั้นแน่นอน
“ฉันไม่ได้อยากจะทำเลยนะ แต่เพราะมีเรื่องบ้านจิตตรากับเรื่องของแม่ครู มันทำให้ฉันคิดเรื่องนี้แล้ว ฉันไม่อยากให้น้องๆ ต้องไปลำบากที่อื่น และอยากหาเงินมารักษาแม่ครู ถ้าถึงตอนนั้นฉันอาจจะมีเงินสักก้อนพาน้องๆ กับแม่ครูไปอยู่ในที่ที่ดีขึ้น”
ไอลดาบอกอย่างมีเหตุผล เธอคิดมาเสมอว่าชีวิตของคนเราไม่ได้มีทางเลือกมากนัก บางครั้งมันก็บีบบังคับให้เราต้องทำในเรื่องที่ไม่ดี แม้ใจจะไม่อยากทำแค่ไหนก็ตาม แต่เพราะเกิดมาจนจึงต้องดิ้นรน มันไม่ใช่แค่ตัวของเธอเอง แต่มันเพื่อคนที่เธอรักทุกคน
“ไม่ได้นะไอ นี่มันชีวิตของแกนะ ถ้าแกก้าวเข้าไปมันจะเหมือนตกนรกทั้งเป็นนะ และแกก็ไม่รู้ด้วยว่าคนที่แกจะต้องไปเจอเขาเป็นคนยังไง แกทนไหวเหรอที่จะต้องนอนกับคนที่แกไม่ได้รัก” ยี่หวาบอกอย่างเป็นห่วงเพื่อนเพราะโลกใบนี้มันไม่ได้สวยงาม มันโหดร้ายกว่าที่คิด แม้ยี่หวาอยากจะช่วยไอลดาแต่ตัวเองก็ไม่ได้มีเงินขนาดนั้น เพราะภาระที่ต้องช่วยบิดามารดาบุญธรรมทำให้แทบไม่มีเงินมาจุนเจือบ้านแม่ครูเลยด้วยซ้ำ
“ฉันไม่รู้หรอกว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง ฉันรู้แค่ว่านี่มันอาจเป็นวิธีที่จะหาเงินได้เยอะที่สุด แม้ฉันจะต้องทรมานแล้วให้คนอื่นมีความสุขฉันก็จะทำ” ไอลดาบอกด้วยน้ำเสียงเศร้า เธอก็ได้แต่หวังว่าถ้าตกลงรับงานไปแล้ว ขอให้เจอคนดีๆ ใครสักคนที่ไม่ทำให้เธอต้องเสียใจก็พอแล้ว
“ไอ...” ยี่หวามองหน้าเพื่อนด้วยความสงสารเพราะรู้ดีว่าไอลดารักแม่ครูและรักที่นี่มากจนไม่อยากเสียใครไป แม้อยากจะช่วยแต่คงช่วยได้ไม่มากนักเพราะครอบครัวบุญธรรมก็มีบุญคุณกับเธอเช่นเดียวกัน
“ให้ฉันทำเถอะนะยี่หวา อย่าห้ามฉันเลย ฉันรู้ว่ามันไม่ดี แต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่าจะหาเงินเยอะๆ มาจากไหนแล้ว มันก็มีแค่ร่างกายของฉันเท่านั้นแหละที่ช่วยหาเงินให้ฉันได้ สำหรับคนอื่นที่ทำแบบนี้ฉันเชื่อนะว่าพวกเขาก็มีความจำเป็น คงไม่มีใครอยากมาใช้ชีวิตเป็นเด็กเสี่ยแบบนี้ตลอดไปหรอก” ไอลดาบอกเสียงเศร้า และนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะทำให้เธอมีความคิดที่จะทำอาชีพนี้
เมื่อล้างจานเสร็จเรียบร้อย วารินดาก็เดินออกมา และก็เจอวินเทอร์ที่นั่งอยู่ตรงโซฟา ซึ่งเธอไม่ได้สนใจเขาจึงเดินจ้ำอ้าวเพื่อขึ้นไปยังชั้นสอง แต่เสียงทุ้มกลับเรียกเธอเอาไว้ก่อน “จะไปไหน” “จะขึ้นห้องแล้ว” “ขึ้นไปทำไม” วินเทอร์ถามอย่างไม่เข้าใจว่าบนห้องมันมีอะไรทำไมเธอถึงอยากขึ้นไปนัก อีกทั้งสีหน้าที่บึ้งตึงของวารินดาทำให้เขาแปลกใจ “ง่วงค่ะ อยากไปนอน” เธอตอบสั้น ๆ ห้วน ๆ จากนั้นก็หันหลังกลับแล้วจะเดินต่อไป “มาตรงนี้ ไม่ต้องขึ้น” “อะไรคะ” “เดินมาหาฉันตรงนี้วารินดา” วินเทอร์บอกอย่างออกคำสั่ง เมื่อเห็นว่าคนตัวเล็กกำลังทำเมินเขาอยู่ “มีอะไรจะคุยเหรอคะ คุยมาเลยก็ได้” เธอบอกด้วยเสียงกระแทกกระทั้น และยิ่งคำพูดของชลธิชาเมื่อครู่มันทำให้เธอเริ่มคิดอะไรบางอย่างได้ “อย่ามาขัดคำสั่งฉัน ฉันบอกให้เดินมาตรงนี้!!” เมื่อเห็นว่าเธอกำลังทำหน้ามุ่ยใส่ วินเทอร์รู้สึกไม่ชอบใจ เพราะว่าเธอกำลังทำเหมือนเมินเขาอยู่ วารินดามองใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็จำยอมเดินมาหาเขาที่โซฟา แต่ยังไม่ทัน
“เป็นอะไรหรือเปล่าหน้าซีด ๆ นะ” ชลธิชาแสร้งทำเป็นห่วงใยเพื่อน ทั้ง ๆ ที่ในใจกำลังรู้สึกสะใจที่ทำให้วารินดารู้สึกแย่ได้ และหลังจากนี้เธอจะเดินหน้าเต็มที่ ความทรงจำของวินเทอร์และวารินดาไม่ค่อยดี และเธอคิดว่าถ้าทำให้ทั้งสองแตกกันอีกครั้ง ถึงตอนนั้นจะได้เข้าไปแทรกกลางได้อย่างเป็นผู้ชนะ “เปล่า...กินข้าวเถอะ” มือน้อย ๆ ยกช้อนตักข้าวต้มเข้าปาก แต่เธอก็ปรายตามองวินเทอร์ที่เอาแต่ชมอาหารที่ชลธิชาทำอย่างไม่ขาดปาก “อร่อยจริง ๆ ฉันไม่เคยกินข้าวต้มที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย” “จริงเหรอคะ...ชลดีใจจังที่คุณชอบ” “งั้นทำให้กินทุกวันได้ไหม” คำพูดที่เต็มไปด้วยเสียงที่ทุ้มนุ่มของวินเทอร์ ทำเอาวารินดาที่ฟังอยู่รู้สึกเจ็บจุกที่อก นอกจากตอนอยู่บนเตียง ชายหนุ่มก็แทบไม่เคยพูดหวาน ๆ กับเธอแบบนี้สักครั้งเดียว “ได้สิคะ” ชลธิชามองชายหนุ่มด้วยดวงตาสุกสกาว เพราะใครจะคิดว่าคนอย่างวินเทอร์อยากจะกินอาหารฝีมือของเธอทุกวัน วารินดาที่ฟังอยู่ได้แต่นั่งนิ่ง เพราะไม่อยากจะพูดอะไรออกไปขัดบทสนทนาของทั้งสองคน อีกทั้งเธอไม่ต้องการให้เขามองว่าเธอกำลังรู้สึกอย
เขาบอกแค่นั้นก็จัดการดูดลงไปที่รอบอกอิ่มจนเกิดรอยสีกุหลาบเต็มไปหมด เขาชอบให้ร่างกายของเธอมีแต่รอยที่เกิดจากเขาแต่เพียงผู้เดียว“เสียว...”“อยากแตกหรือยัง”ดวงตาคู่สวยปรือมองใบหน้าหล่อเหลาที่ชื้นไปด้วยเหงื่อ เขาหล่อมากจริง ๆ จมูกโด่งสัน รับกับปากอวบอิ่ม และสันกรามที่ส่งเสริมให้เขาดูแข็งแกร่งและดุดันมากกว่าเดิม และสายตาของเธอเห็นรอยแผลเล็ก ๆ ข้างแก้มที่เธอเคยสร้างเอาไว้ก่อนหน้านี้“อื้อ...”“พี่ก็อยากแตกแล้ว...” ชายหนุ่มบอกแค่นั้นก็กระหน่ำรัวบทรักถี่ยิบในร่างกายสาว จนวารินดาถึงกับตาลอยด้วยความสุขสมที่เขามอบให้ ร่างบอบบางเกร็งไปหมด เมื่อไปถึงฝั่งฝันโดยมีเขาเป็นผู้นำทาง“กรี๊ด!!”เสียงกรีดร้องของวารินดาทำให้ชายหนุ่มไม่รอช้าที่จะตอกอัดความแข็งร้อนเข้าไปอย่างรุนแรง เพราะเขาอยากจะปลดปล่อยความต้องการที่มันอัดแน่นมาตลอดสองอาทิตย์ในร่างกายของเธอเสียที“อ๊าก...” วินเทอร์ร้องคำรามอย่างรุนแรง แล้วเขาก็กระแทกจังหวะสุดท้ายในร่างกายของวารินดาอย่างรุนแรง จากนั้นก็ปลดปล่อยน้ำเชื้อสีขาวขุ่น ในร่องรักจนเธออุ่นวาบไปทั่วช่องท้องร่างใหญ่ทรุดกายทาบทับที่ร่างเล็ก พร้อมกับหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า แต่ถึงกระน
“จะให้แก้จริง ๆ ไหมล่ะ” “อย่ามาประชดฉัน! คืนนี้ฉันจะลงโทษที่เธอใส่ชุดแบบนี้ออกจากบ้าน” วินเทอร์ไม่พูดเปล่า เขาทำการรั้งกางเกงขายาวของวารินดาออกอย่างรวดเร็ว จนท่อนล่างของเธอเปล่าเปลือยไร้อาภรณ์อะไรมาปกปิด “อ๊ะ” “ตรงนี้ของเธอคิดถึงฉันไหม” มือหนาลูบไล้ที่โหนกนูนเด่นของวารินดาเบา ๆ จนเธอขนลุกซู่ทันที ความปรารถนาตลอดสองอาทิตย์มันเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดพวกเขาทั้งสองคนเข้าหากัน “วาริน” วารินดามองชายที่อยู่เหนือร่างของเธอกำลังลูบไล้ร่างกายสาว จนเธอหอบหายใจแรงด้วยความตื่นเต้น สัมผัสที่ไม่ได้รุนแรง แต่มันเต็มไปด้วยการเล้าโลมจนเธอรู้สึกเพลิดเพลินไปกับสัมผัสของเขา “พี่วิน” นัยน์ตาคู่สวยมองใบหน้าคมคายที่กำลังจ้องมองร่างกายของเธออย่างหิวกระหาย เธอชอบที่เขาไม่ได้เอาอารมณ์เกรี้ยวกราดมาลงกับเธอเหมือนทุกครั้ง “คิดถึงวารินจัง...คิดถึงมากด้วย” ชายหนุ่มโน้มร่างกายลงมา แล้วซุกไซ้ใบหน้าหล่อคมคายกับซอกคอหอมกรุ่นของคนตัวเล็ก ไม่อยากจะเชื่อว่าความปรารถนาในตัวของเธอมันจะมีมากขนาดนี้ เขาแทบไม่อยากจะห่างกายไปไหนเลย
“จะไปหรือยังวาริน ฉันง่วงแล้ว” ชายหนุ่มบอกด้วยความเบื่อหน่าย ใจจริงเขาไม่ได้อยากให้ชลธิชาอยู่ที่นี่เลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะวารินดาขอเอาไว้ อย่าหวังเลยว่าเขาจะยอมให้คนอื่นมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ “ค่ะ...ฉันไปก่อน มีอะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้เช้า” สาวร่างเล็กบอกเพื่อน ก่อนจะถูกมือหนาของวินเทอร์จับข้อมือแล้วพาเดินออกจากบริเวณนี้ เมื่อลับร่างของทั้งสองคนดวงตาที่เศร้าหมองของชลธิชาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง ก่อนที่เธอจะทำการขบกรามของตัวเองแน่นด้วยความเจ็บใจ เธอไม่อยากจะเชื่อว่าวินเทอร์กับวารินดาจะกลับมาพบกันอีกครั้ง และดูเหมือนความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะดีขึ้นกว่าตอนนั้น “ทำไมฉันต้องแพ้แกทุกเรื่องวาริน!” ดวงตาของชลธิชาเป็นประกายด้วยความแค้นและความอิจฉา เธอไม่คิดว่าวารินดาจะได้กลับมาอยู่กับวินเทอร์อีกครั้ง ผู้ชายที่เธอเคยแอบมอง แอบชอบมาตลอด แต่เขากลับไม่เคยชายตาแลเธอเลย เพราะคนที่เขารักคือวารินดา ร่างเล็กเดินเข้าไปในห้องพักที่ถึงแม้จะดูดีมากแค่ไหน แต่มันเทียบกับห้องนอนข้างบนที่วารินดาและวินเทอร์อยู่ร่วมกันไม่ได้ ทำไมคนนั้นถึงไม่เป็นเธอ ทำไมต้องเป็นวารินดาท
“ชล...” วารินดามองเพื่อนด้วยความสงสาร แม้เธอจะเป็นสายลับ แต่ลึก ๆ แล้ววารินดาเป็นคนขี้ใจอ่อน ยิ่งกับเพื่อนและคนสนิทด้วยแล้วเธอจะยิ่งเห็นใจ เพราะพื้นฐานของหญิงสาว ไม่ได้ต้องการทำอาชีพนี้ตั้งแต่แรก แต่เพราะพ่อขอเอาไว้ เธอเลยเลี่ยงไม่ได้ “ส่วนเพื่อนที่ไปด้วยกันโดนฆ่าตายเกือบหมด มีฉันคนเดียวที่รอด” มือที่จับช้อนของชลธิชาเริ่มสั่น ทำเอาวารินดามองอย่างสงสาร เพราะไม่คิดว่าเพื่อนจะต้องเจออะไรที่มันเลวร้ายขนาดนี้ “แต่ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้วนะ อีกไม่นานเธอจะได้กลับบ้านแล้ว” “ฉันยังไม่กลับได้ไหม” อยู่ ๆ ชลธิชาก็พูดบางอย่างออกมา จนวารินดาได้แต่ขมวดคิ้วอย่างสงสัยว่าเหตุใดเพื่อนถึงไม่อยากกลับบ้าน เพราะขนาดเธอยังอยากกลับบ้านเลย “เธอหมายความว่ายังไง” “ฉันขอหลบที่นี่ก่อนได้ไหม ฉันกลัวว่าพวกมันจะรู้ว่าฉันรอดมาได้ พวกมันจะตามฆ่าฉัน...” ชลธิชาบอกด้วยเสียงสั่นเครือ แล้วมองหน้าเพื่อนรัก วินเทอร์ที่กินข้าวอยู่เงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนสนิทของวารินดา แล้วเขาก็พูดบางอย่างออกมาจนชลธิชาหันไปมองด้วยสายตาสั่นระริก “งั้นเธอก็บอกมาสิว่าพวก







