FAZER LOGINเสียงใสปานกระดิ่งทองตามแบบที่ถูกฝึกมาให้ดัดเสียงจีบปากจีบคอพูดให้อ่อนหวานไพเราะ
“เพลงพิณของเจ้าไพเราะสะดุดหู อีกทั้งเมื่อพบหน้าข้าก็อยากจะขอเป็นแขกประจำของที่นี่เสียแล้ว นี่คือเงินสำหรับเจ้าข้ามัดจำเวลาค่ำคืนของที่นี่เพื่อให้ได้พบเจ้า”
เหล่าพี่สาวต่างยิ้มดีอกดีใจ เฟิ่งหลิวทำได้ในครั้งแรกและทำได้ดี
“ฮ่าาาาาดีดีดี ในที่สุดเจ้าก็ทำได้ เงินมากมายเหล่านี้เห็นไหมเจ้าได้มาง่ายดายเพียงใด” แบ่งเงินออกเป็นสามกอง
“นี่ส่วนของเจ้า ส่วนนี่คือของข้า และนี่คือค่าเหนื่อยของพวกพี่สาวเจ้า ที่ช่วยกันเคี่ยวกรำเจ้ามาตลอดระยะเวลาสี่ปีที่ผ่านมา” เฟิ่งหลิวยิ้มแก้มปริ เงินกองหนึ่งไม่น้อยมารดาจะต้องสบายไปอีกนาน
"เฟิ่งหลิวเจ้าคือความหวังของพวกเรา มิใช่แค่เจ้าจะได้เงินได้ทองเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่เจ้ายังจะสร้างชื่อเสียงให้หอเทียนถางของเรา เพราะชื่อเสียงของเจ้าและความงามของเจ้า” เฟิ่งหลิวยิ้ม
“เห็นๆ ไหมข้าบอกแล้วเฟิ่งหลิวนางงดงามที่สุดในใต้หล้า เราช่วยกันเสกนางให้สมบูรณ์แบบจะช่วยให้เงินทองมากองที่หอเทียนถาง”
“ต่อไป เพียงชื่อเสียงของเจ้าขจรขจายรายได้ก็ยิ่งทวีคูณ เจ้าจะต้องทำให้ดีเข้าใจไหมเฟิ่งหลิว”
เฟิ่งหลิวพยักหน้าพูดอะไรไม่ออก ดีใจที่จะมีเงินไปมอบให้มารดามากมายเพียงนี้
ชื่อเสียงของหอเทียนถาง ขจรขจายใครบุรุษหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ต่างต่อคิวเพื่อจองเวลาค่ำคืนที่นี่กับเฟิ่งหลิว
“เตรียมตัวไว้ให้ดีเฟิ่งหลิวค่ำนี้ข้าได้ข่าวคุณชายบ้านเหรินจะแวะมาที่นี่”
“คุณชายบ้านเหริน” พี่สาวพยักหน้าขึ้นลง
“คุณชายบ้านเหรินร่ำรวยที่สุดในแคว้นเหนือ เป็นคหบดีที่ยิ่งใหญ่ เจ้าเอาใจเขาหน่อย เงินทองก็จะมากองตรงหน้า เขาชอบเดินหมากเจ้าจะต้องเดินหมากให้ชนะเขาให้ได้ คุณชายบ้านเหรินเขาชื่นชอบการเดินหมากฝึกปรือจนเก่งกาจ หาตัวจับยาก และชอบวางเดิมพันด้วยจำนวนเงินที่มากมาย” เฟิ่งหลิวยิ้ม เดินหมากเฟิ่งหลิวถนัดไม่น้อย
“ไปเถอะข้าจะช่วยแต่งตัวให้เจ้า” พี่สาวดึงมือเฟิ่งหลิวหายไปยังด้านในหอเทียนถาง
ค่ำคืนมืดมิด
เฟิ่งหลิวกรีดนิ้วไปบนผีผาเสียงบรรเลงเพลงหวาน คุณชายบ้านเหรินที่ผึ่งผายลุกขึ้นยืนปรบมือเสียงดังลั่น
“ติงติง ตึงตึง ติง ติ๋งติงติง ตึงติ๋ง” เพลงบรรเลงจบลงแล้ว
“เจ้า งดามเพียงนี้เชียวหรือ เจ้าไปอยู่ตรงไหนมาข้าถึงเพิ่งได้พบเจ้า” สายตาหวานส่งมาที่เฟิ่งหลิว
“ดื่มด้วยกันกับข้า” รินสุราลงในจอกสุรายกส่งให้เฟิ่งหลิว ทว่าเฟิ่งหลิวกลับยิ้มกว้าง
“เตรียมกระดานหมาก” สาวใช้ในหอเทียนถางวางกระดานหมาก และตัวหมากตรงหน้าเฟิ่งหลิวและคุณชายบ้านเหริน ที่หล่อเหลาองอาจ
“ฮะฮ่าเจ้าเดินหมากเป็นด้วยหรือ”
สายตาที่จับจ้องมาที่เฟิ่งหลิวมีทั้งความชื่นชม และแววตาที่บ่งบอกว่าตกหลุมรัก เฟิ่งหลิวในครั้งแรก
“คุณชายวางเดิมพันด้วยจะดีไหม”
“เดิมพัน ดีเลยข้าชอบเอาแบบนี้หากข้าแพ้เจ้า ข้าจะจ่ายเงินซื้อเวลาค่ำของเจ้าสามเท่าในเวลาหนึ่งปี และเจ้าจะมาปรนนิบัติข้า หรือไม่ข้าก็จ่ายให้ไม่มีบิดพลิ้ว แม้มันจะเป็นเงินจำนวนมหาศาลก็ตามดีไหม” เฟิ่งหลิวพยายามสะกดกลั้นความดีใจไว้ เงินทองมหาศาลเพียงเพื่อเดินหมากชนะ
“แล้วหากเฟิ่งหลิวแพ้คุณชายเล่า” จีบปากจีบคอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหวานหยด
“หากเจ้าแพ้ข้า ค่ำคืนนี้เจ้าจะต้องปรนนิบัติข้าบนแท่นนอน” เฟิ่งหลิวยิ้มบางๆ
“ตกลง” คุณชายบ้านเหรินยิ้มตาเป็นประกาย
สองชั่วยามผ่านไป
“ฮ่าๆๆๆๆๆ เจ้านี่เป็นอี้จีที่สุดยอดจริงๆ”
“เด็กๆกลับไปที่บ้านเหรินนำทองคำในห้องสินเดิมของข้า มามอบให้กับอี้จีเฟิ่งหลิว” เฟิ่งหลิวยิ้มกว้างสดใสดวงตาเป็นประกายทองในหีบ มองเห็นแต่ทองในหีบ
“เจ้าเก่งจริงข้าขอคารวะเจ้า ข้าไม่เคยเดินหมากแพ้ใครหรือหญิงใดมาก่อน และไม่เคยคิดว่าอี้จีจะเก่งด้านการเดินหมากเพียงนี้”
เฟิ่งหลิวยิ้มหวาน
“ขอบคุณคุณชาย”
“คนของข้านำทองมาแล้ว เจ้าดื่มกับข้าถือว่าเป็นการคารวะเจ้า อีกไม่นานต่อไปข้าคงแวะเวียนมาที่นี่บ่อยๆ เพื่อให้เจ้าได้ชี้แนะด้านการเดินหมาก”
ยังไม่ทันจะได้เอ่ยคำใด
หากแต่สวรรค์กลับกลั่นแกล้งกันแน่
“เฟิ่งหลิวแย่แล้วบัดนี้ทัพของแคว้นใต้บุกเข้ามาแล้ว” พี่สาวที่แสนดี วิ่งเข้ามาไม่สนใจแขกผู้นั้น กระชากแขนเฟิ่งหลิวให้วิ่งตาม
“ไม่เห็นต้องกลัว” พูดตามที่คิด ทัพกล้าเช่นไรจึงจะยุ่งกับหอนางโลมไม่ถูกนัก
...ใกล้จะถึงแคว้นใต้แล้ว …..องค์หญิงสิบสี่อิงเผยในอาภรณ์แบบชาวบ้านธรรมดา เดินอยู่บนทางทอดยาวสู่ตัวเมืองหลวง ปาดเหงื่อที่ไหลรินพร้อมกับความหิวที่เพิ่มขึ้นในยามสาย เสียงตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล"หลบไปหลบไป ..ฝ่าบาทยกทัพกลับมาแล้ว...วววว"ชาวบ้านที่เดินอยู่พากันแหวกช่องตรงกลาง แล้วนั่งคุกเข่าก้มหน้า"ฮ่องเต้และองค์หญิงสิบสี่เสด็จจจมาแล้วว"เสียงฝีเท้าม้าและเสียงแซ่ซ้องดังลั่นเบื้องหน้านั่นหมิงซื่อบนหลังม้าองอาจหล่อเหลา พร้อมด้วยแม่ทัพหนุ่มอวิ้นกุ้ยและหลานซาน องค์หญิงสิบสี่อิงเผยแอบเหลือบตามอง ผ่านผ้าคลุมหน้าถึงกับนิ่งงัน"ก้มหน้าบังอาจ"เสียงตวาดจากทหารที่คอยอารักขา อิงเผยกลืนน้ำลายลงคอยากเย็น คนผู้นี้นะหรือฮ่องเต้แคว้นใต้หมิงซื่อถัดจากขบวนม้า ในเกี้ยวเฟิ่งหลิวชะโงกหน้าออกมาโบกไม้โบกมือให้กับชาวบ้าน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสดใส อิงเผยกำหมัดแน่น อิงเผยหนีออกมาเผชิญความยากลำบากในหลายวันมานี้เพื่อให้ใครก็ไม่รู้ได้ชูคอกลับเข้าวังอย่างสง่างามเช่นนั้นหรือเฟิ่งหลิวตื่นตาตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของวังหลวงจนแทบลืมหายใจความยิ่งใหญ่สวยงามดุจดังสรวงสวรรค์"เสี่ยวหาน พวกเจ้าอยู่กันในที่ที่งดงามแบบนี้หรือ""ใช่
"ปล่อยข้านะ ปล่อยเดี๋ยวนี้"คนข้างหน้าจู่โจมเข้าใส่ กดร่างบางให้นอนราบกับพื้นเฟิ่งหลิวทั้งถีบทั้งกัด"ช่วยด้วย อุ๊ป.."ปากบางโดนรวบปิดจนแน่นหมดหนทางต่อสู้ดิ้นรน ส่งเสียงอู้อี้ด่าทออาภรณ์ถูกเลิกขึ้นสูงขาเรียวถูกตรึงไว้เฟิ่งหลิวยังคงดิ้น อีกคนจับไหล่อีกคนคร่อมร่างไว้ ดิ้นรนจนหมดเรี่ยวแรงกลัวจนแทบสิ้นสติ นึกหาหนทางที่จะเอาตัวรอด แต่ไร้หนทางเหนื่อยแสนเหนื่อย ดิ้นรนจนเหนื่อยหอบ ปากถูกปล่อยให้เป็นอิสระเฟิ่งหลิวกัดฉับเข้าที่ไหล่ของคนที่คร่อมร่างอยู่"โอ้ย"ยกฝ่ามือฟาดลงบนแก้มเนียนจนใบหน้าสะบัดไปตามแรงมือ น้ำตาไหลริน ด้วยความกลัวและความเจ็บปวด รอยฝามือแดงเป็นทางอวิ้นกุ้ย โผล่เข้ามาชักกระบี่จี้ไปที่คอยหอยของคนที่จับไหล่อยู่ ใช้เท้าถีบเข้าที่ คนที่คร่อมร่างของเฟิ่งหลิวอยู่ หลานซานกัดฟันถีบร่างใหญ่ของอีกคนด้วยรู้สึกเจ็บแค้นแทนเฟิ่งหลิวที่ถูกย่ำยีเฟิ่งหลิวทะลึ่งพรวดลุกขึ้นทั้งๆ ที่อาภรณ์หลุดหลุย อวิ้นกุ้ยรับร่างบางไว้ทันก่อนที่เฟิ่งหลิวจะล้มลงกับพื้นหมดสติไปในอ้อมแขน หลานซานจ้อมองใบหน้าที่บวมแดงสงสารจับใจหมิงซื่อชักกระบี่จากฝักออกมาเสียบเข้าไปที่ยอดอกของทหารนอกแถวว่องไวปานสายฟ้า ล้มลงขาดใจตายท
ชุดสีฟ้าสดรับกับใบหน้าใสกระจ่างตา เอวบางคอดกิ่ว สวยสะคราญพี่สาวนางหนึ่งในหอนางโลมเคยกล่าวว่า"เฟิ่งหลิว หากจับนางมาขัดสีฉวีวรรณเสียหน่อย แต่งตัวด้วยอาภรณ์ดีดีเสียนิด นางจะสวยที่สุดในบรรดาเหล่านางโลมทั้งหลายที่นี่"เมื่อจับเฟิ่งหลิวให้หมุนตัวไปมาตรงหน้า“ข้าว่าเราฝึกนางเสียหน่อย ตำแหน่งอี้จีเหมาะกับนางไม่น้อย เฟิ่งหลิวด้วยหน้าตาผิวพรรณ เหมือนชนชั้นสูงหากแต่งองค์ทรงเครื่องฝึกมารยาทที่แข็งกร้าวของนางให้อ่อนหวานอีกนิด เกรงว่าต่อไปหอนางโลมของเราต้องมีอี้จีที่เป็นที่กล่าวขวัญแน่นอน”ที่ผ่านมาเคยแต่สวมเสื้อผ้ามอมแมมหลวมโคลกจนมองไม่มีทรวดทรงองค์เอว เพิ่งจะมีโอกาสในครั้งแรกแต่มันก็พังลง แต่บัดนี้ด้วยอาภรณ์เนื้อดีเฟิ่งหลิวเป็นสาวน้อยที่ผุดผาดน่ามอง นั่งเท้าคางคิดหาทางออก เสี่ยวหานเข้ามาด้านใน เสียงพูดคุยเบาๆ เฟิ่งหลิวย่องไปแอบฟัง"นางอยู่ไหน""นางนั่งอยู่ห่างออกไป""นางตั้งใจยั่วยวนข้าให้ตกหลุมพรางของนาง ดีที่ข้าไหวตัวทันหญิงงามแค่ไหนหากแสดงกิริยายั่วยวนในสายตาข้า เลือกที่จะไม่แตะต้องนางจะดีกว่า"เฟิ่งหลิวตาโตได้ยินทุกคำพูด หากยั่วยวนจะไม่แตะต้อง เป็นทางออกของเฟิ่งหลิวแล้ว อุตส่าห์กลัวแทบตายว่า
ก่อนหน้านั้น…"เงินนี่เจ้ารับไปเสีย แล้วดื่มชาเสีย"ท่านแม่เฒ่าแก่เนี้ยสือหรู รีบรับเงินในมือของหญิงนางหนึ่ง เทเงินออกมานับดวงตาเบิกโพลง ในตอนนี้ความโลภก็เข้าครอบงำนางเสียแล้ว"ข้านำเงินไปให้มารดาข้าก่อนแล้วจึงจะกลับมาดื่มชา จะได้ไหม ""น่าเฟิ่งหลิวเจ้าไม่ไว้ใจข้าหรือไร ไม่มีเวลาแล้วเจ้าดื่มชาเสีย ข้าสัญญาข้าจะนำเงินนี่ไปให้มารดาของเจ้าให้เอง"ท่านแม่สือหรูจีบปากจีบคอพูด"แต่ข้า อยากจะแน่ใจว่าท่านแม่ของข้าได้รับเงิน""ไอ้ย่า เจ้านี่ไม่ไว้ใจใครจริงๆ หากข้าโกหกเจ้าขอให้ตายไปไร้ดินกลบฝัง ข้าเข้าใจความลำบากของเจ้าดี อย่างไรก็ไม่บิดพลิ้วแน่นอน เงินมากมายนี่แม่เจ้าสบายไปหลายเดือนหรือว่าเจ้าไม่ต้องการมันเช่นนั้นข้าไปหาคนอื่นแทนเจ้า" เดินหนี เฟิ่งหลิ่วรีบคว้าถ้วยชามากระดกรวดเดียว ยามสงครามเช่นนี้ควรมีกำลังทรัพย์เพราะไม่รู้ว่าสงครามจะจบลงเมื่อๆ ไหร่ คิดได้เพียงเท่านั้น อาการวิงเวียนจนแทบทรงกายไม่อยู่ดวงตาพร่ามัว หลับตาลงช้าๆจะต้องกลัวสิ่งใดกันในเมื่อเข้ามาในหอคณิกาก็ทำใจไว้แล้ว ทำใจว่าต้องเล่นละครหลอกเอาเงินให้ได้เยอะที่สุด หาทางเอาตัวรอดไม่ให้ตัวเองเสียทีให้ได้นานที่สุด เก็บเงินแล้วออกไปใช้
"หลานซานคิดว่านาง มาเพื่อถ่วงเวลาฝ่าบาทคงเป็นองค์หญิงสิบสี่ที่ส่งนางมา รั้งนางไว้มีแต่ยุ่งยาก ปล่อยนางไปเสียกลางทางนี้เถิดขอรับ""ไม่ไม่ไม่ จะให้มาอยู่กลางหุบเขาหันหน้าหันหลังไม่มีใครอย่างนั้นหรือ"เมื่อเช้าลองชะโงกหน้าออกไปดูที่นี่มีแต่หุบเขา ไม่คุ้นตาว่าแต่เป็นที่ไหนกัน ทีแรกคิดว่ายังอยู่ไม่ไกลจากหอนางโลม แต่ตอนนี้ยากจะบอกได้ว่าอยู่ที่ไหนแล้วจะหาทางกลับไปได้อย่างไร หลานซานคนนี้หน้าตาหน้าหล่อเหลาแต่ใจดำ คนพวกนี้หน้าตาดีท่าทีองอาจแต่ใจดำ"ข้ารอแค่เพียงหาองค์หญิงสิบสี่พบ""อย่านะ ข้ายังไม่อยากไปไหน"คิดคำหวานฉอเลาะเหมือนที่พวกพี่สาวในหอนางโลมและสือหรูสอนไม่ออก อีกทั้งยังไม่กล้าจีบปากจีบคอพูดเหมือนที่เคยถูกสั่งสอนมา"ทำไม ไหนเจ้าบอกไม่อยากเห็นหน้าข้า จะลูกไม้อะไรอีก""หลานซาน เกรงว่าแม่นางคนนี้ จะถูกส่งมาเพื่อถ่วงเวลาไม่ให้ฝ่าบาททรงติดตาม องค์หญิงสิบสี่เป็นแน่"พูดซ้ำๆ เดิมๆ ก็หลานซานนั่นปักใจไปแล้ว คำว่าหญิงงามเช่นเฟิ่งหลิวช่วยอะไรไม่ได้ในยามนี้หลายคนคาดการณ์ผิดใครจะคิดว่าเฟิ่งหลิวจะวิ่งหนีออกมาต่างหาก แล้วคนพวกนี้ทำไมต้องคิดว่า เฟิ่งหลิวร้ายกาจอย่างนั้นด้วย“ปล่อยนางไว้เสียที่นี่” ห
เฟิ่งหลิวแสร้งทำท่าทีนิ่งเฉยไม่สะทกสะท้านทั้งที่รู้ดีว่าอยู่ในห้องสองต่อสองถึงตะโกนไปพวกข้างนอกก็คนของเขาจะเข้ามาช่วยไหมจากที่ดูหมิงซื่อทรงอำนาจไม่น้อยเป็นถึงฮ่องเต้ ตวาดทีเดียวรับรองพวกนั้นกลัวหัวหดล้มตัวลงนอนตะแคงไม่หันไปมองคนที่นอนบนแท่นบรรทมเสียงหายใจดังสม่ำเสมอแสดงว่าอีกคนหลับไปแล้วนอนคิดถึงพรุ่งนี้ จะทำอย่างไรดี ครอบครัวของเฟิ่งหลิวได้เงินมากมายนั่นหรือยังหนอ แล้วจะหนีไปอย่างไรตอนนี้อยู่แห่งใดกัน เฮ้อนอนเอาแรงดีกว่า เพื่อพรุ่งนี้สมองจะได้ปลอดโปร่งหาทางเอาตัวรอดได้อย่างมีสติ สติเท่านั้นที่จะช่วยได้...เช้าสดใส...เสียงทหารเซ็งแซ่เหมือนกำลังจะไปรบ ต่างช่วยกันเก็บสัมภาระเตรียมตัวเดินทาง เฟิ่งหลิวงัวเงียตื่นจากที่นอนสายแล้วนี่ ต้องไปทำงานลุกพรวดพลาด ปัดกวาดเช็ดถูหอคณิกา เหมือนในทุกเช้าที่ต้องทำงานหนักพวกนี้ แต่พอหันไปอีกทางต้องยกมือปิดตา เมื่ออีกคนยืนโป๊ให้เสี่ยวหานขันทีข้างกาย แต่งองค์ให้อยู่ ยืนกางมือเกือบเปลือยอยู่ตรงนั้นแบบไม่สะทกสะท้านใดใด"ว้าย"เผลอร้องด้วยความตกใจหน้าแก้มแดงถึงใบหู “ไร้มารยาท "เสียงเกือบจะกลายเป็นตวาดทำไมต้องดุด้วย เฟิ่งหลิวเสียอีกต้องมาเจออะไรแบบนี้ทั







