นางหงส์เหนือบัลลังก์

นางหงส์เหนือบัลลังก์

last updateTerakhir Diperbarui : 2026-04-26
Oleh:  อักษรามณีBaru saja diperbarui
Bahasa: Thai
goodnovel16goodnovel
Belum ada penilaian
187Bab
1.2KDibaca
Baca
Tambahkan

Share:  

Lapor
Ringkasan
Katalog
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi

‘มู่หรงเสวี่ย’ บุตรสาวแม่ทัพผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ ถูกส่งตัวเข้าวังหลังในฐานะ ‘นางกำนัลซักล้าง’ เพื่อชดใช้ความผิดที่นางไม่ได้ก่อ นางต้องเผชิญกับ ‘ตงฟางเย่’ ฮ่องเต้ผู้เย็นชาที่เคยเป็นอดีตคู่หมั้นคู่หมาย แต่บัดนี้เขากลับมองนางด้วยสายตาชิงชังและใช้ทุกวิถีทางเพื่อทรมานใจนาง ท่ามกลางกลโกงในวังหลวงและความจริงที่ถูกบิดเบือน ความรักที่เคยหวานชื่นจึงกลายเป็นหยาดน้ำตา นางหงส์ผู้อยู่เหนือบัลลังค์ โชคชะตาเต็มไปด้วยความบีบคั้นและอนาคตในวังหลวงที่มิอาจคาดเดา

Lihat lebih banyak

Bab 1

บทที่ 1 ย้อนรอยนางหงส์

ย้อนรอยนางหงส์ พระคู่หมั้นของฮ่องเต้ตงฟางเย่ ก่อนนางถูกส่งไปเป็นข้ารับใช้ในโรงซักล้าง

ท่ามกลางความหลังที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของวสันตฤดูเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวความรักระหว่าง มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เริ่มต้นด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจ แต่มันคือตำนานของ ‘ยอดขุนพลหญิง’ และ ‘มังกรพลัดถิ่น’ ที่ถักทอหัวใจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง

ยามสิปปีก่อน วสันตฤดูในเมืองหลวงช่างอบอุ่นและงดงามราวกับภาพวาด ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใส กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่านานาพรรณขจรขจายไปตามลม ในช่วงเวลานั้น ตงฟางเย่ ยังมิใช่จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ด้วยความเด็ดขาดและเย็นชา หากแต่เป็นเพียงองค์ชายรองผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน พระองค์มักถูกละเลยจากราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ทรงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ท่ามกลางตำราและสนามฝึกเงียบๆ

ผิดกับ มู่หรงเสวี่ย บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตาชัยชนะของแผ่นดิน นางคือ ‘หงส์สวรรค์’ ที่เย่อหยิ่งและสูงส่งเหนือสตรีใดในใต้หล้า ชายหนุ่มทั่วทั้งนครหลวงต่างเฝ้าฝันถึงเสี้ยวหน้าของนาง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่งามล่มเมืองและท่าทีอันสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลสูง หัวใจของนางกลับสยบยอมให้แก่บุรุษผู้ต่ำต้อยในสายตาผู้อื่นอย่างองค์ชายรองเพียงผู้เดียว เพราะเขาคือคนเดียวที่มองทะลุหน้ากากอันสูงศักดิ์เข้าไปเห็นจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและรักอิสระของนาง

ณ ป่าท้อท้ายวังหลวง สถานที่แห่งพยานแห่งรักแรก

ท่ามกลางกลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนที่ร่วงหล่นราวกับสายฝนบุปผา แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายรำไรลอดผ่านกิ่งก้านที่สานถักเป็นร่มเงา มู่หรงเสวี่ยยืนตระหง่านอย่างมั่นคงในชุดรัดกุมสีฟ้าหม่นปักลายเมฆา เส้นผมยาวสลวยถูกรวบขึ้นสูงเผยให้เห็นลำคอระหง นางขยับวงแขนง้างคันศรไม้จันทน์หอมอย่างแคล่วคล่อง สายธนูถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ ปลายศรแหลมคมพุ่งเป้าไปยังหุ่นฟางที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป

นางหันใบหน้าที่นวลเนียนราวกับหยกสลักกลับมาโปรยยิ้มซุกซนให้ตงฟางเย่ ที่ยืนทอดพระเนตรอยู่ด้านหลังด้วยแววตาชื่นชม

"หากหม่อมฉันยิงถูกเป้าในระยะร้อยก้าวนี้... พระองค์ต้องทรงรับปากนะเพคะ ว่าจะพากันไปเที่ยวงานโคมไฟคืนนี้ตามลำพัง ห้ามมีองครักษ์หรือนางกำนัลมาเดินตามให้วุ่นวายเด็ดขาด" นางเอ่ยเสียงใส แฝงไปด้วยความท้าทายที่น่ารัก

ตงฟางเย่ทรงหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยมีให้ใคร แววตาที่ทรงทอดมองนางนั้นมิใช่เพียงความรักธรรมดา แต่คือความเทิดทูนและถนอมเกรงราวกับนางคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต พระองค์ก้าวเข้าไปใกล้จนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนาง

"เสวี่ยเอ๋อ... ต่อให้เจ้าจะยิงพลาด หรือต่อให้เจ้าไม่ขยับแม้แต่ปลายนิ้ว ข้าก็มิอาจปฏิเสธคำขอใดๆ ของเจ้าได้อยู่แล้ว" พระองค์กระซิบเสียงนุ่ม พลางเอื้อมหัตถ์ไปจัดปอยผมที่ปรกหน้าผากนางอย่างเบามือ "สำหรับข้า... เจ้าคือดวงตะวันเพียงดวงเดียวที่ข้ามองเห็น และเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้โลกอันมืดมนและหนาวเหน็บในวังหลวงแห่งนี้ สว่างไสวและอบอุ่นขึ้นมาได้"

วินาทีนั้น ลมวสันต์พัดผ่านหอบเอาเกสรดอกไม้ลอยวนอยู่รอบกายคนทั้งสอง มู่หรงเสวี่ยหน้าร้อนผ่าว นางรีบหันกลับไปปล่อยลูกศรพุ่งทะยานออกไปปักกลางเป้าอย่างแม่นยำ ก่อนจะหันมาสบตาพระองค์ด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ในตอนนั้น... นางเชื่อมั่นจนหมดใจว่ารักนี้จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์ โดยหารู้ไม่ว่าป่าท้อที่แสนหวานแห่งนี้ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะกลายเป็นพยานแห่งความทรงจำที่ขมขื่นที่สุดในชีวิตของนาง

พันธสัญญาเลือดและหยกคู่ใจ

ในห้วงคำนึงของอดีตที่ยังคงแจ่มชัด กาลเวลาในช่วงนั้นราวกับจะหยุดนิ่งเพื่อเป็นพยานให้แก่ความรักที่มั่นคงประดุจขุนเขาและลึกซึ้งปานมหาสมุทร ความสัมพันธ์ของ มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เป็นเพียงการหมั้นหมายตามราชโองการ แต่มันคือการหลอมรวมจิตวิญญาณของสองหนุ่มสาวให้เป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางบรรยากาศที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างเสียงดาบและกลิ่นน้ำหมึก

จังหวะหัวใจในสนามฝึกยุทธ

ยามดวงตะวันทอแสงเรืองรองเหนือลานฝึกยุทธประจำจวนแม่ทัพ มู่หรงเสวี่ยในชุดรัดกุมสีน้ำเงินครามหาได้นั่งปักผ้าอยู่หลังม่านมุกอย่างสตรีอื่น แต่นางกลับยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างตงฟางเย่ท่ามกลางฝุ่นดินและไอร้อน นางมิได้เพียงคอยซับเหงื่อหรือส่งน้ำให้เขา ทว่านางคือ 'คู่ซ้อม' ที่ทัดเทียม

เสียงกระบี่ไม้กระทบกันดัง กัง... กัง... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ตงฟางเย่ที่ในยามนั้นมักถูกเหล่าองค์ชายอื่นสบประมาทว่าอ่อนแอ กลับพบความแข็งแกร่งในแววตาของคู่หมั้นสาว ทุกครั้งที่เขาพลาดพลั้ง มู่หรงเสวี่ยจะใช้ปลายกระบี่จ่อที่อกของเขาพร้อมรอยยิ้มท้าทาย

"หากพระองค์ใจอ่อนต่อศัตรูแม้เพียงเสี้ยวพริบตา บัลลังก์ที่ใฝ่ฝันก็จะหลุดลอยไปนะเพคะ"

Tampilkan Lebih Banyak
Bab Selanjutnya
Unduh

Bab terbaru

Bab Lainnya
Tidak ada komentar
187 Bab
บทที่ 1 ย้อนรอยนางหงส์
ย้อนรอยนางหงส์ พระคู่หมั้นของฮ่องเต้ตงฟางเย่ ก่อนนางถูกส่งไปเป็นข้ารับใช้ในโรงซักล้างท่ามกลางความหลังที่ยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายของวสันตฤดูเมื่อสิบปีก่อน เรื่องราวความรักระหว่าง มู่หรงเสวี่ย และ ตงฟางเย่ มิได้เริ่มต้นด้วยเล่ห์กลหรืออำนาจ แต่มันคือตำนานของ ‘ยอดขุนพลหญิง’ และ ‘มังกรพลัดถิ่น’ ที่ถักทอหัวใจเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้งยามสิปปีก่อน วสันตฤดูในเมืองหลวงช่างอบอุ่นและงดงามราวกับภาพวาด ท้องฟ้าเป็นสีครามกระจ่างใส กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่านานาพรรณขจรขจายไปตามลม ในช่วงเวลานั้น ตงฟางเย่ ยังมิใช่จักรพรรดิผู้ครองบัลลังก์ด้วยความเด็ดขาดและเย็นชา หากแต่เป็นเพียงองค์ชายรองผู้มีบุคลิกสุภาพอ่อนโยน พระองค์มักถูกละเลยจากราชสำนักที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง ทรงเลือกที่จะเร้นกายอยู่ท่ามกลางตำราและสนามฝึกเงียบๆผิดกับ มู่หรงเสวี่ย บุตรีเพียงคนเดียวของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตาชัยชนะของแผ่นดิน นางคือ ‘หงส์สวรรค์’ ที่เย่อหยิ่งและสูงส่งเหนือสตรีใดในใต้หล้า ชายหนุ่มทั่วทั้งนครหลวงต่างเฝ้าฝันถึงเสี้ยวหน้าของนาง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ใบหน้าที่งามล่มเมืองและท่าทีอันสง่างามตามแบบฉบับคุณหนูตระกูลสูง หัวใจขอ
Baca selengkapnya
บทที่ 2 แสงเทียนแห่งรัก
คำดุดันแต่แฝงความห่วงใยนั้นทำให้ตงฟางเย่ฮึดสู้ พระองค์ทรงรักในความเด็ดเดี่ยวของนาง ความดุดันในสนามฝึกมิได้ทำให้ความรักจืดจาง แต่กลับทำให้ทั้งคู่เชื่อมั่นว่าหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่น แผ่นหลังของกันและกันจะเป็นกำแพงที่ไม่มีวันพังทลาย ความสงบเยือกเย็นในห้องอักษรทว่ายามราตรีมาเยือน เมื่อเสียงดาบเงียบลงและแสงตะเกียงน้ำมันในห้องอักษรถูกจุดขึ้น ความดุดันในสนามฝึกก็มลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนโยนที่อบอวลไปพร้อมกับกลิ่นหอมของไม้จันทน์และน้ำหมึกมู่หรงเสวี่ยจะเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ผ้าไหมเนื้อดี นั่งฝนแท่งหมึกอย่างใจเย็นอยู่ข้างกายตงฟางเย่ที่กำลังตรากตรำอ่านตำราพิชัยสงครามและฎีกาบ้านเมือง นางมิได้เป็นเพียงแจกันประดับห้อง แต่นางคือ 'ที่ปรึกษา' ผู้ชาญฉลาด นิ้วเรียวบางของนางจะคอยชี้ไปที่อักษรแต่ละตัว พลางวิเคราะห์เล่ห์เหลี่ยมของเหล่าขุนนางจอมปลอมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเฉียบคม"แผนการนี้ดูเหมือนหวังดี แต่แท้จริงแล้วคือการขุดหลุมล่อให้พระองค์ก้าวพลาด หม่อมฉันว่าเราควรซ้อนกลเช่นนี้..."ตงฟางเย่มักจะละสายตาจากตำราเพื่อจ้องมองใบหน้าอันนวลเนียนยามที่นางใช้ความคิด พระองค์ทรงรู้สึกว่ามู่หรงเสวี่ยมิมิ
Baca selengkapnya
บทที่ 3 สัญญาใต้เงาเลือด
"เสวี่ยเอ๋อ... หากเจ้าเกิดเป็นชาย เจ้าคงเป็นแม่ทัพใหญ่ที่สยบหัวเมืองทั่วทิศจนแผ่นดินสั่นสะเทือนได้เป็นแน่" พระองค์ทอดพระเนตรนางด้วยความรักที่ลึกซึ้ง "แต่ในฐานะสตรี... เจ้าคือมันสมองที่ข้าขาดมิได้ ข้ามิอาจจินตนาการได้เลยว่า หากบัลลังก์นี้ไร้ซึ่งเจ้า ข้าจะก้าวเดินไปในวังวนแห่งอำนาจนี้ได้อย่างไร"มู่หรงเสวี่ยยิ้มรับด้วยความอ่อนหวานที่ฉาบไว้บนความเด็ดเดี่ยว ในใจนางสาบานว่าจะใช้สติปัญญาทั้งหมดเพื่อส่งบุรุษผู้นี้ขึ้นสู่ที่สูง โดยที่ทั้งคู่หาได้เฉลียวใจเลยว่า... ความเก่งกาจที่เกินสตรีของนางนี่เอง ที่วันหนึ่งจะกลายเป็น "หอก" ที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตงฟางเย่ด้วยความระแวงที่ถูกยุยงท่ามกลางความเงียบงัดของรัตติกาลที่ดูจะยาวนานกว่าปกติ ลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่นอกหน้าต่างห้องอักษรส่งเสียงหวีดหวิว ราวกับพยายามจะเตือนถึงพายุใหญ่ทางการเมืองที่กำลังจะโหมกระหน่ำในอีกไม่ช้า แสงเทียนบนเชิงเทียนทองเหลืองวูบไหวไปตามแรงลมที่เล็ดลอดผ่านช่องประตู ก่อเกิดเงาตะคุ่มที่เต้นระบำอยู่บนผนังห้องที่เต็มไปด้วยม้วนตำราตงฟางเย่ ประทับนั่งอยู่บนตั่งไม้แกะสลักลวดลายมังกรคาบแก้วที่ดูเคร่งขรึม แสงสลัวฉาบลงบนใบหน้าคมเข้
Baca selengkapnya
บทที่ 4 คำสัตย์แลกด้วยวิญญาณ
คำสัตย์สาบานที่แลกด้วยวิญญาณ"หม่อมฉันขอสาบานด้วยเกียรติของตระกูลมู่หรง และด้วยดวงวิญญาณของบรรพชนขุนศึกทุกท่าน..." นางกระซิบตอบน้ำเสียงที่สั่นเครือทว่าแฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรหนุ่ม แววตาของหงส์สาวในยามนี้ไม่มีความลังเลแม้เพียงเศษเสี้ยว "หม่อมฉันจะปกป้องพระองค์ด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ จะใช้ทหารนับหมื่นในมือนายท่านพ่อ และสติปัญญาที่มีทั้งหมดเพื่อเป็นโล่และดาบให้พระองค์ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งแผ่นดิน ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะต้องข้ามผ่านกองเลือดของศัตรู หรือต้องเดินผ่านเปลวเพลิงที่ร้อนแรงเพียงใด... หม่อมฉันจะไม่มีวันหันหลังกลับ และจะไม่มีวันทิ้งพระองค์ไปเป็นอันขาด"ตงฟางเย่กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น ราวกับคำสัตย์นั้นได้ประทับลงในส่วนลึกของหัวใจ พระองค์ทรงจุมพิตลงบนหน้าผากนวลเนียนของนางแทนคำสัญญาที่ว่าชีวิตนี้จะไม่มีสตรีนางใดมาแทนที่ได้ม่านหมอกแห่งความหวานก่อนพายุร้ายในคืนนั้น แสงเทียนภายในห้องอักษรวูบไหวเป็นจังหวะช้าๆ ล้อไปกับสายลมเหมันต์ที่พัดกรรโชกอยู่ภายนอก ลมหนาวที่เล็ดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลักทำให้อากาศภายในห้องเย็นเยียบ ทว่าบรรยากาศรอบ
Baca selengkapnya
บทที่ 5 วิมานกลางพายุ
นั่นคือ ‘ความระแวง’ ความระแวงนี้เองคือยาพิษร้ายแรงที่ไร้รูป ไร้รส และไร้กลิ่น แต่มันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรงยิ่งกว่ากรดชนิดใดในโลก มันมิได้ทำลายร่างกายในทันที แต่มันจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่กมลอาสพและจิตวิญญาณของมังกรผู้เป็นใหญ่ผ่านคำกระซิบของเหล่าขุนนางจอมปลอม และผ่านเงาของอำนาจที่ทอดยาวอยู่ข้างหลังเมื่อรักกลายเป็นหนามยอกอกยาพิษที่ชื่อว่าความระแวงเริ่มแผ่ซ่าน เปลี่ยนหัวใจที่เคยอบอุ่นให้กลายเป็นน้ำแข็งที่หนาวเหน็บ พญาหงส์ผู้น่าสงสารยังคงปักผ้าด้วยรอยยิ้ม โดยหารู้ไม่ว่าด้ายสีทองเส้นสุดท้ายที่นางดึงผ่านเนื้อผ้านั้น คือเส้นเดียวกับที่จะมัดตราสังข์ความรักของนางให้ตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ใจที่พระองค์ไม่เหลือให้อีกต่อไปจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในค่ำคืนที่ลมวสันต์พัดโชยแผ่วเบา มู่หรงเสวี่ย ยังคงหลับตาพริ้มพลางซบใบหน้าลงกับอกกว้างที่นางเชื่อมั่นว่าเป็นท่าเรืออันปลอดภัยที่สุดในชีวิต นางสดับฟังเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะหนักแน่นของ ตงฟางเย่ โดยหารู้ไม่ว่าพายุร้ายกำลังก่อตัวขึ้นในเงามืดของอำนาจที่กำลังจะผลัดเปลี่ยนนางไม่รู้เลยว่า ความเฉลียวฉลาด อันเป็นเลิศที่นางเคยใช้เพื่อช่วยเขาชิงบัลลังก์ บัดนี
Baca selengkapnya
บทที่ 6 พิพากษาไร้ปราณี
ตงฟางเย่ก้าวออกมายังขอบบันได สายตาที่เคยมองนางด้วยความรักละมุนบัดนี้กลับแข็งกร้าวและเย็นชาดุจศิลาในฤดูเหมันต์ พระองค์ชูม้วนราชโองการสีดำในหัตถ์ขึ้น"มู่หรงเสวี่ย... เจ้ายังกล้าถามข้าอีกหรือ?" เสียงของพระองค์ทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง บาดลึกเข้าไปในใจคนฟังยิ่งกว่าคมดาบ "หลักฐานการติดต่อกับแคว้นเป่ยหรง จดหมายลับที่มีตราประทับของพ่อเจ้า แผนการล้อมวังเพื่อสังหารข้าในคืนนี้... ทุกอย่างวางอยู่บนโต๊ะทรงงานของข้า!""ไม่จริง! นั่นต้องเป็นแผนใส่ร้าย!" มู่หรงเสวี่ยทรุดเข่าลงกับพื้นหินที่หนาวเหน็บ "ท่านพ่อภักดีต่อราชวงศ์มาสามชั่วอายุคน พระองค์ทรงทราบดีที่สุด!""ข้าเคยคิดว่าข้าทราบ!" ตงฟางเย่ตะคอกกลับ พลางโยนหยกพยัคฆ์ขาวที่นางเคยสวมติดกายลงมา หยกชิ้นนั้นกระทบพื้นหินแตกกระจายต่อหน้านาง "ข้าเคยมอบหัวใจให้สตรีที่เป็นลูกสาวกบฏ! เจ้าใช้ความรักของข้าเป็นเครื่องมือปิดบังความชั่วช้าของตระกูลเจ้ามานานเท่าใดแล้ว!"คำพิพากษาที่ไร้ความปรานีมู่หรงเสวี่ยสะอื้นจนตัวโยน นางพยายามจะคลานเข้าไปหา แต่ปลายดาบของทหารองครักษ์กลับจ่อที่ลำคอของนางไว้"เย่เกอเกอ..." นางเรียกชื่อที่เคยใช้เรียกเขาในยามเป็นเพียงองค์ชายรองด้วยเสียงแหบ
Baca selengkapnya
บทที่ 7 มังกรไร้หัวใจ
"หลักฐานมัดตัวชัดแจ้ง! จดหมายลับติดต่อกับแคว้นศัตรู ลายเซ็นของแม่ทัพมู่หรงหรง และตราประทับพยัคฆ์คาบดาบที่ส่งสัญญาณให้กองกำลังชายแดนเคลื่อนทัพเข้าประชิดเมืองหลวง!" เสียงประกาศจากขันทีหลวงดังกังวาน "ตระกูลมู่หรงคิดคดทรยศ บัดนี้พวกเจ้าไม่ใช่ขุนนางผู้ภักดีอีกต่อไป แต่เป็นเพียง... เดนแผ่นดิน!"วินาทีแห่งความแตกสลาย"ไม่จริง! ท่านพ่อไม่มีวันทำเช่นนั้น!" มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้อง "นี่คือแผนสกปรก! ลายเซ็นนี้ถูกปลอมแปลง ตราประทับนั่นถูกขโมยไป! ฝ่าบาทอยู่ที่ใด... ตงฟางเย่! ท่านอยู่ที่ใด! ออกมาพบข้า!""ฝ่าบาทไม่ประสงค์จะพบหน้ากบฏเช่นเจ้า!" ทหารนายหนึ่งตวาดพลางใช้ด้ามหอกกระแทกไหล่นางจนล้มคว่ำมู่หรงเสวี่ยหมอบราบอยู่กับพื้นหินที่เย็นเฉียบ น้ำตาไหลพรากปนไปกับหยาดฝน นางมองดูชุดมงคลสีแดงที่บัดนี้หมองหม่นด้วยคราบไคล ความรักที่บ่มเพาะมาสิบปี ความเชื่อใจที่เคยมีให้กัน บัดนี้ถูกทำลายลงด้วยกระดาษเพียงไม่กี่แผ่นที่ถูกจัดฉากขึ้นอย่างแยบยลนางเริ่มตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า โซ่ตรวนที่กำลังจะล่ามคอนางและคนทั้งตระกูล มิได้ทำมาจากเหล็กกล้า... แต่ทำมาจากความระแวงและการหักหลังที่เลือดเย็นที่สุด
Baca selengkapnya
บทที่ 8 พันธนาการที่แตกสลาย
พันธนาการที่แตกสลายมู่หรงเสวี่ยก้มลงมอง ‘หยกพยัคฆ์ขาว’ ที่ห้อยอยู่ที่เอวอย่างเลื่อนลอย หยกที่ครั้งหนึ่งเคยอุ่นซ่านด้วยไอรักยามเขาบรรจงสวมให้ บัดนี้กลับเย็นเยียบจนบาดผิวหนัง นางเอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบไล้มันเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับมังกรบนแท่นสูง"ชีวิตของพระองค์งั้นหรือเพคะ..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบาแต่กลับดังกังวานท่ามกลางเสียงฝน "พระองค์เคยบอกว่าหยกชิ้นนี้คือชีวิตของพระองค์ และมอบมันไว้ในมือหม่อมฉันเพื่อเป็นพยานว่าเราจะเชื่อใจกันจนวันตาย"ตงฟางเย่เหยียดยิ้มเย็นชา แววตาไหววูบด้วยความขมขื่น "เชื่อใจงั้นหรือ? หยกชิ้นนั้นมันตายไปพร้อมกับความภักดีของพ่อเจ้าแล้ว มู่หรงเสวี่ย! เจ้าเก็บมันไว้ก็เพียงเพื่อใช้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความโง่เขลาของข้าที่ปล่อยให้อสรพิษเช่นเจ้ามานอนเคียงข้าง!""หากพระองค์ทรงเชื่อเช่นนั้น..." มู่หรงเสวี่ยสูดหายใจเข้าลึก นัยน์ตาที่เคยอ่อนหวานพลันเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวปานเหล็กกล้า นางกระชากหยกพยัคฆ์ขาวออกจากสายรัดเอวด้วยแรงทั้งหมดที่มี "เช่นนั้นหม่อมฉันจะคืน 'ชีวิต' นี้ให้พระองค์!"เพล้ง!หยกเลอค่าที่ประเมินมิได้กระทบเข้ากับขอบบันไดหิน แตกกระจายเป็นเศษเล็กเ
Baca selengkapnya
บทที่ 9 กุหลาบในกองผ้าเน่า
กุหลาบกลางกองผ้าเน่าไอเย็นจากหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาผสมกับกลิ่นอับชื้นของน้ำด่างและผ้าเปียกโชก ก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ชวนให้สิ้นหวังภายในโรงซักล้างหลวง เสียงไม้ตีผ้ากระทบกับแท่นหินดัง ปึก! ปึก! สะท้อนกึกก้องไปตามกำแพงวังที่หนาวเหน็บ แข่งกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและคำดุด่าที่หยาบคาย"ช้าไปแล้ว! นางกบฏ! มัวแต่นึกถึงวาสนาเก่าๆ อยู่หรือไง!" นางกำนัลอาวุโสหน้าเสี้ยมตะคอก พลางสาดน้ำเย็นจัดใส่ร่างของมู่หรงเสวี่ย "ผ้ากองนี้ต้องเสร็จก่อนตะวันตกดิน ไม่อย่างนั้นคืนนี้เจ้าไม่ต้องกินข้าว!"มู่หรงเสวี่ยกัดริมฝีปากจนห่อเลือด ความหนาวเย็นกัดกินกระดูกทว่านางกลับไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว ร่างกายที่เคยสวมไหมพรมเนื้อดีบัดนี้สวมเพียงผ้าป่านเนื้อหยาบที่ชุ่มน้ำ มือเรียวบางที่เคยจับพู่กันและคันศรบัดนี้แตกยับและซีดเผือดจากการแช่น้ำด่าง ทว่าดวงตาคู่สวยที่เคยสดใสเป็นประกายกลับนิ่งสงบประดุจน้ำในสระมรณะที่ไร้ซึ่งระลอกคลื่น นางเรียนรู้ความจริงที่เจ็บปวดที่สุดว่า... ในวังหลังแห่งนี้ ความอ่อนแอคือใบสั่งตาย และหยาดน้ำตาคือเครื่องเสวยของเหล่าปีศาจการเสด็จประพาสขณะที่มู่หรงเสวี่ยกำลังฝืนแรงยกตะกร้าผ้าไม้ไผ่ที่หนักอึ้งด
Baca selengkapnya
บทที่ 10 กรงขังแห่งความแค้น
คมดาบส่งประกายในแววตาตงฟางเย่จ้องมองอดีตคู่หมั้นผู้ที่เขาเคยสัญญาว่าจะรักและคุ้มครองตลอดไป แต่บัดนี้เขากลับเป็นผู้ลงนามในราชโองการส่งนางลงสู่ขุมนรกนี้ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ความเงียบระหว่างคนทั้งคู่กินเวลานานจนน่าอึดอัด"เจ้าดูจะปรับตัวได้ดีกับที่นี่นะ... มู่หรงเสวี่ย" ตงฟางเย่เอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ "มือที่เคยปักผ้าเช็ดหน้าให้ข้า บัดนี้มีไว้เพื่อขยี้ผ้าสกปรกของทหารเลว ดูท่าว่าตำแหน่ง 'นางกำนัลซักล้าง' จะเหมาะกับบุตรสาวกบฏอย่างเจ้ามากกว่าที่ข้าคิด"มู่หรงเสวี่ยเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไม่มีความโกรธแค้น แต่กลับมีความเฉยชาที่ทำให้น่าขนลุกยิ่งกว่า"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงประทานงานที่ 'บริสุทธิ์' ให้หม่อมฉันเพคะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ "เพราะผ้าเหล่านี้... ถึงจะสกปรกเพียงใด แต่เมื่อซักแล้วก็ยังสะอาดได้ ผิดกับหัวใจของคนบางคนในวังนี้ที่ต่อให้ซักด้วยน้ำในมหาสมุทร ก็ไม่มีวันล้างคราบสกปรกออกได้เพคะ"คำพูดนั้นเปรียบเสมือนตบหน้าฮ่องเต้หนุ่มกลางที่สาธารณะ ตงฟางเย่บีบหมัดแน่น รังสีสังหารแผ่ซ่านออกมาจนทหารองครักษ์ต้องก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว เขาโน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นๆ กลับเย็นเหยี
Baca selengkapnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status