LOGINภีมใช้เวลาเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สายตาคมปรายมองแฟนสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาเป็นระยะ ท่าทางของพั้นซ์ดูผ่อนคลายเกินกว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ภีมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุม"เสร็จแล้วครับ กลับกันเลยไหม" ภีมคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาถือไว้ เดินตรงไปหยุดยืนตรงหน้าเธอพั้นซ์ช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอชิดกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมประจำตัวเธอลอยขึ้นมาแตะจมูกเขา ภีมยื่นมือออกไปหวังจะกุมมือเล็กของแฟนสาวตามความเคยชิน แต่พั้นซ์กลับก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อจัดสายสะพายกระเป๋า ทำให้มือของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศ"ไปกันเถอะค่ะ พั้นซ์เริ่มหิวแล้ว""อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่พาแวะ" ภีมชะงักมือที่ค้างกลางอากาศเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์ไว้ใต้ท่าทีสุขุมแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม"กินข้าวที่ห้องดีกว่าค่ะ พั้นซ์ซื้อของสดเข้าไปแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ภีมพยักหน้ารับ เดินนำเธอออกจากห้องทำงานและก้าวลงไปยังลานจอดรถด้านข้างคลินิก แล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอเหมือนทุกครั้งพั้นซ์ก้าวขึ้นไปน
จราจรบนถนนสายหลักเริ่มติดขัดอย่างหนัก พั้นซ์หมุนพวงมาลัยรถยนต์ส่วนตัวด้วยสีหน้าขรึม วันนี้เธอมีนัดสำคัญกับซัพพลายเออร์เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดส่งตัวยาล็อตใหม่สำหรับร้านขายยาของเธอ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่จังหวะที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนเลน เครื่องยนต์กลับส่งเสียงกระตุกติดๆ กันสองสามครั้ง"เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..." พั้นซ์บ่นพึมพำกับตัวเอง คิ้วสวยขมวดเข้าหากันยังไม่ทันขาดคำ สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดขึ้นเตือนขึ้นพร้อมกันหลายจุด รถยนต์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหันและดับแน่นิ่งอยู่บริเวณเลนซ้ายสุดพั้นซ์ถอนหายใจยาว พยายามกดปุ่มสตาร์ตซ้ำอยู่สองสามหน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะติดเลย เธอจำใจเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที"อีกประมาณสี่สิบนาทีช่างถึงจะเดินทางไปถึงครับ" ปลายสายแจ้งกลับมาพั้นซ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาด้วยความหงุดหงิด อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมาย ถ้าต้องรถที่จะซ่อมเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ เธอไม่มีทางไปทันนัดแน่ๆ สายตาหวานเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถเพื่อสำรวจพื้นที่รอบข้าง ก่อนจะพบว่าจุดที่รถเธอมาเสียอยู่ตอนนี้ ห่างจ
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรและเรวตีเดินออกมาส่งที่หน้าประตูบ้าน ภากรหยุดยืนมองภีม ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ช่องว่างให้ปฏิเสธ"ภีม ไปส่งหนูปริมด้วย"ภีมทำเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก เขาก้าวเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้ปริมตามมารยาท ปริมยิ้มบางๆ แล้วหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน "หนูกลับก่อนคะคุณลุง คุณป้า ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นค่ะ""อืม ฝากสวัสดีคุณพ่อด้วย แล้วก็ฝากบอกอีกว่าเรื่องสัญญาร่วมทุนโครงการใหม่ ฉันให้คนเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคงได้เข้าไปคุยรายละเอียดกัน" ภากรทิ้งท้ายด้วยเรื่องงานที่แฝงความหมายบางอย่าง"ได้ค่ะคุณลุง หนูจะบอกคุณพ่อให้นะคะ"ปริมหันมามองภีมที่ยืนรออยู่ ปริมเดินไปที่รถหันมาไปยิ้มให้ภีม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งตลอดระยะทาง แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษระหว่างทั้งสองคน ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่รู้จักกันมาปริมรู้ดีว่าภีมไม่ชอบให้ใครมาถามจี้หรือยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอระมัดระวังการวางตัวมาตลอดหลายปี เพราะมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปมีใครข้างนอก ตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเป็นของเธออยู่ดี
วันศุกร์ภีมเดินทางมาถึงตามนัดหมายภีมบอกกับพั้นซ์ ว่าต้องกลับมาทำธุระส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งพั้นซ์ก็ไม่ได้ถามซักไซ้ การไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวคือหนึ่งในข้อของพั้นซ์ดีที่ภีมชอบ มันทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่น่ารำคาญ และจัดการอะไรได้ง่ายดายรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ชายในชุดสูทเรียบร้อยสองคนก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมภีมก้าวลงจากรถ ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ"คุณภากรอยู่ไหน""คุณภากรรออยู่ที่ห้องรับลองใหญ่ครับคุณภีม" ชายคนนั้นโค้งหัวตอบด้วยความสุภาพภีมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขาเดินเข้าไปตามทางเดินกว้างจนถึงห้องรับลองใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานอย่าง ภากร ผู้เป็นพ่อของเขา นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้างกายมี เรวตี ผู้เป็นแม่ ภีมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า สายตาหันไปเห็น ปริยา หรือ ปริม ที่นั่งฝั่งตรงข้ามภากรและเรวตี ภีมนั่งลงข้างๆ ปริมบนโซฟา"คุณภากรเรียกผมมา มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภีมเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานภากรจ้องมองลูกชายเพียงคนเ
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์น่าคลื่นไส้เรื่องคลิปวิดีโอนั้น พั้นซ์ก็พึ่งมาสังเกตว่าเพลิงไม่ได้มาปรากฏตัวให้เธอเห็นไม่มีการส่งข้อความมากวนประสาทเธออีกเลยแม้ในใจจะยังรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง นึกจะมาก็มา นึกจะหายไปก็หายไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ แต่พั้นซ์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่หัวให้เปลืองพื้นที่ในสมอง คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วที่คนแบบนั้นยอมถอยและหายไปจากชีวิตเธอสักทีวันนี้พั้นซ์นัดกลุ่มเพื่อนสาวมาเดินช็อปปิ้งผ่อนคลายความเครียดที่ห้างกลางเมือง"ยัยนารานี่นะ พอมีแฟนแล้วก็ลืมเพื่อนไปเลย" เชอร์รี่บ่นอุบอิบขณะเดินถือถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายใบในมือ"เอาน่าเชอร์รี่ เดี๋ยวเบื่อแฟนเมื่อไหร่ก็นึกถึงพวกเราเองแหละ" ไอริสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมามองพั้นซ์ที่กำลังเลือกดูลิปสติกเคาน์เตอร์แบรนด์ "แล้วแก ล่ะพั้นซ์ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง คุณหมอภีมยังดูแลดีเหมือนเดิมไหม"พั้นซ์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงศัลยแพทย์หนุ่ม "ก็ดี พี่ภีมเขาก็ดูแลดีตลอดนั่นแหละ""แหม ทำเป็นยิ้มหวาน อิจฉาคนมีแฟนเป็นหมอจริงๆ ทั้งหล่อ ทั้งเพียบพร้อม แถมยังดูรักแกมากด้วย" เชอร์รี่แซวขึ้นมา"เขาไม่ได้แค่ดูรักนะ ยัยหมอนั่นหลงพั้นซ์จะตายไป เท่า
ภีมค่อยๆ ถอนแกนกายออกอย่างช้าๆ หยาดน้ำรักหลั่งไหลซึมออกมา เขาไม่ยอมปล่อยให้คนในอ้อมแขนได้พักผ่อนเขาถอดแว่นออกวางไว้บนอ่างล้างหน้า สอดแขนประคองเอวสอบ แล้วดันร่างเปลือยเปล่าของพั้นซ์ให้เข้าไปภายในตู้อาบน้ำกระจกใสแผ่นหลังเนียนแนบชิดติดกับผนังกระจก ภีมเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว สายน้ำรดลงมาชำระล้างคราบรักตามเรือนร่างของคนทั้งคู่ "พี่ภีม... พอแล้วมั้งคะ" พั้นซ์พึมพำ น้ำเสียงหอบโรยริน สองมือยันแผงอกกว้าง "พั้นซ์ขาอ่อนไปหมดแล้ว""ขาอ่อนก็เกาะผมไว้แน่นๆ สิครับ"ภีมตอบเสียงนิ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงไปบดจูบปากอิ่มอย่างหนักหน่วง ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าไปควานหาความหวานในโพรงปากอย่างหิวโหย บีบกระชับบั้นท้ายผายแล้วยกตัวเธอขึ้นสูง พั้นซ์รู้หน้าที่ สองขาเรียวรีบยกขึ้นเกี่ยวรัดรอบเอวสอบของเขาไว้ทันที ตัวตนที่ตึงแน่นขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง กดเบียดถูไถตรงปากทางรักที่ยังคงชุ่มฉ่ำภีมดันสะโพกส่งความแข็งขืนสอดใส่เข้าไปในกายสาวรวดเดียวจนสุดโคน"อื้อออ! พี่ภีม!" พั้นซ์แหงนคอ ร้องครางออกมา สองมือจิกเกร็งลงบนไหล่หนา"อาส์... พั้นซ์"เขาขบฟันแน่น นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าสวย ก่อนจะเริ่มขยับเอวสอบตอกกระแทกเข้าออกในท่าอุ้มแตงแผ่นหลังข