LOGINณ คาเฟ่กลางใจเมืองพั้นซ์ในชุดเดรสสายเดี่ยวเว้าหลังตัวสั้นสีขาวก้าวเข้ามาในร้านอย่างมั่นใจ ดึงสายตาของคนทั้งร้านให้หันมามองได้ไม่ยาก
ที่โต๊ะริมสวน แก๊งเพื่อนสาวสี่คนของเธอนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ไอริส สาวสวยดีกรีเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า นารา เซเลบสาวสายปาร์ตี้ เชอร์รี่ เพื่อนสาวสุดแซ่บ และ กวาง สาวหวานซ่อนเปรี้ยวผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทใหญ่
"มาสายนะแม่" นาราเอ่ยทักเป็นคนแรก ยกลาเต้ร้อนขึ้นจิบ "นึกว่าโดนหมอภีมสูบพลังจนลุกจากเตียงไม่ไหวเสียอีก"
"เอารถไปเข้าศูนย์มาน่ะ" พั้นซ์ตอบเรียบๆ ก่อนจะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมนุ่มตรงข้ามไอริส
"อุ้ย!" เชอร์รี่ที่กำลังตักชีสเค้กเข้าปากถึงกับสะดุด สายตาจ้องเขม็งไปที่ลำคอของพั้นซ์ทันที
"พั้นซ์! คอนั่นมันอะไรยะ!"
พั้นซ์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยกมือขึ้นแตะรอยที่ลำคอเบาๆ แม้เธอจะพยายามใช้คอนซีลเลอร์เกรดดีที่สุดกลบไว้แล้ว แต่รอยจูบเน้นๆ ที่กดซ้ำตรงจุดเดิม ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะใกล้
"ไหนดูสิ" ไอริสขยับตัวเข้ามาใกล้ ชะโงกหน้ามองรอยแดงก่ำเป็นจุดๆ บนผิวเนียนของเพื่อน
"โอ้โห... รอยใหม่ซ้อนรอยเก่า หมอภีมเขากินตัวเธอแทนข้าวแล้วไงจ๊ะ พั้นซ์"
"ไม่ใช่แค่คอนะ ฉันว่าที่ข้อมือก็มี" กวางชี้มือไปที่ข้อมือบางของพั้นซ์ที่มีรอยรัดเป็นแถบแดงจางๆ แม้จะทายามาแล้วก็ตาม
"นี่มันรอยอะไรน่ะพั้นซ์ รอยเชือกเหรอ หรือว่า..."
พั้นซ์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"อ๋อ... พอดีช่วงนี้ไข้ขึ้นสูงน่ะ"
"หมอเลยจับฉีดยาแรงไปหน่อย"
"ฉีดยาเหรอ!" เชอร์รี่หัวเราะร่าจนแทบสำลักเครื่องดื่ม
"ยาตัวไหนจ๊ะ ฉีดท่าไหนถึงได้ขึ้นรอยเป็นแถบยาวไปถึงไหล่ขนาดนั้นน่ะยัยพั้นซ์!"
"ก็ฉีดเข็มใหญ่ ยาแรง รีดพิษไข้ได้ดีทีเดียวแหละ" พั้นซ์ตอบเรียบๆ
"แรงตลอดคู่นี้" นารายิ้มเอ็นดูเพื่อน
"รู้หรอกนะว่ารักกันแรง ขยันสร้างรอยกันจริง ไม่กลัวคนอื่นมองว่าคุณหมอภีมเขาเป็นพวกโหดร้ายหรือไง ลุคออกจะสุภาพ ดูเป็นเทพบุตรผู้ดีขนาดนั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะดุบนเตียง"
"นั่นสิ" กวางเสริม
"เห็นคุณหมอภีมทีไร พูดจาเพราะตลอด ไม่คิดเลยว่าจะรักกันรุนแรงขนาดนี้ พั้นซ์ แกโดนขย้ำขนาดนี้ทนไหวได้ยังไงเนี่ย"
เพื่อนในกลุ่มทุกคนต่างรู้ดีว่าความรักของพั้นซ์กับภีมเป็นสายคลั่งรักรุนแรง บทจะหวานก็หวานบาดจิต บทจะร้อนแรงก็เผ็ดร้อนแต่พวกเธอรู้เพียงแค่เปลือกนอกเท่านั้น...
ไม่มีใครรู้ลึกไปถึงเรื่องพันธนาการ หรือรสนิยมสุดโต่งที่ซ่อนอยู่ เพราะพั้นซ์เก็บเรื่องนั้นไว้เป็นความลับระหว่างเธอกับภีมสองคนเท่านั้น
"ทนไหวสิ ชอบด้วยซ้ำ" พั้นซ์ยกเครื่องดื่มขึ้นจิบ
"ถ้าออ่อนโยนเกินไป ฉันเบื่อตายพอดี"
"จ้าแม่คนแซ่บ!" เชอร์รี่เบ้ปากหมั่นไส้
"ให้มันได้อย่างนี้สิ สมแล้วที่เป็นยัยพั้นซ์ เภสัชกรสาวสายมั่น"
ในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเฮฮา ไอริสที่เงียบมานานก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะเบาๆ ดึงความสนใจของทุกคนในโต๊ะ ไอริสมองหน้าพั้นซ์ด้วยสายตาจริงจัง ไร้แววขบขันเหมือนคนอื่น
"แกก็ขำออกเนอะยัยพั้นซ์" ไอริสเอ่ยขึ้น
"รู้เรื่องที่คลินิกคุณหมอภีมหรือยัง"
พั้นซ์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
"เรื่องอะไร"
"ก็เรื่องแพทย์ผิวหนังคนใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาไง" ไอริสขยับตัวเข้ามาใกล้โต๊ะมากขึ้น
"ฉันได้ข่าวมาจากแก๊งเพื่อนหมอว่าหมออัญย้ายเข้ามาทำงานที่คลินิกภีมได้สักพักแล้วไม่ใช่เหรอ"
บรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันตา เชอร์รี่และนารามองหน้ากันเลิ่กลั่ก ขณะที่กวางทำหน้าสงสัย
"ย้ายเข้ามาแล้ว ทำไมเหรอ"พั้นซ์ตอบเสียงเรียบ
"ย้ายเข้ามาธรรมดาที่ไหนล่ะแก!" ไอริสเตือนเสียงเข้ม
"หมออัญคนนั้นน่ะ คืออดีตคนรักเก่าของคุณหมอภีมสมัยเรียนแพทย์นะยะ! ถึงจะเลิกกันไปนานแล้ว แต่ฉันสืบมาว่ายัยนั่นไม่ได้ย้ายมาเพราะเรื่องงานอย่างเดียวหรอก ยัยนั่นตั้งใจจะมาเคลมหมอภีมคืน!"
"ย้ายมาเพราะอยากได้ผัวเก่าคืนงั้นสิ" เชอร์รี่อุทานเบาๆ
"กล้ามากนะ ย้ายมาทำงานคลินิกเดียวกันเนี่ย"
"ใช่!" ไอริสพยักหน้าเน้นย้ำ "ยัยนั่นไปพูดกับคนในวงการหมอว่า สมัยก่อนเธอกับหมอภีมเข้ากันได้ดีที่สุด เหมาะสมกันที่สุด แถมยังทำเป็นเปรยๆ ว่าหมอภีมยังไม่มีใครจริงจัง ภาพลักษณ์ภายนอกของคุณหมอเขานิ่งๆ สุภาพ ไม่เคยเปิดตัวแกออกสื่อจริงจัง ยัยอัญเลยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เต็มที่!"
พั้นซ์ฟังสิ่งที่ไอริสพูดพลางหยิบหลอดขึ้นมาคนแก้วช้าๆ รอยยิ้มมุมปากของเธอยังคงไม่หายไป แต่มันแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกขนลุก
"แล้วยัยนั่นทำอะไรอีกไหม" พั้นซ์ถาม
"ก็ขยันเดินเข้าห้องทำงานหมอภีม ชวนกินข้าวกลางวันบ้าง เอาขนมไปให้บ้าง แถมยังชอบปล่อยข่าวลือให้พนักงานในคลินิกเข้าใจผิดว่าเธอกับหมอภีมกำลังกลับมาสปาร์กกันใหม่" ไอริสทำสีหน้าหงุดหงิดแทนเพื่อน
"แกจะไม่ทำอะไรหน่อยเหรอพั้นซ์ ยอมให้ยัยนั่นมาเดินเพ่นพ่านลอยหน้าลอยตาในพื้นที่ของแกได้ยังไง"
"ระวังหน่อยก็ดีนะพั้นซ์" นาราช่วยเตือนด้วยความหวังดี
"ผู้หญิงประเภทนี้อันตรายมากนะ ยิ่งเคยมีอดีตด้วยกันมาก่อน ยิ่งประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะแฟนเก่า"
"นั่นสิ" กวางพยักหน้าเห็นด้วย
"ถึงคุณหมอภีมเขาจะรักแกมาก แต่ถ่านไฟเก่าขยันอ่อยขยันหยอดทุกวันแบบนั้น มันก็น่าหงุดหงิดนะ แกควรรีบไปแสดงตัวเป็นเจ้าของให้ชัดเจนได้แล้ว"
พั้นซ์เอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยท่าทางผ่อนคลายสายตามองเพื่อนทีละคนด้วยความมั่นใจเกินร้อย
"แสดงตัวเหรอ... ทำไมฉันต้องลดตัวไปทำอะไรแบบนั้นด้วย"
"ถ้าผู้หญิงคนนั้นอยากเล่นเกมถ่านไฟเก่า ก็ปล่อยให้เล่นไปสิ"
"แกหมายความว่าไงยัยพั้นซ์" เชอร์รี่ถามขึ้น
"แกจะปล่อยให้ยัยอัญคาบหมอภีมของแกไปกินเหรอ"
"ใครจะยอมให้คาบไป"
"พี่ภีมไม่ใช่กระดูกที่ใครจะมาคาบไปได้ง่ายๆ ยัยนั่นอยากจะเข้าหา อยากจะอ่อยก็ทำไปเถอะ เพราะยิ่งยัยนั่นพยายามเท่าไหร่ มันก็ยิ่งตลกมากเท่านั้น"
"แกไม่หึงเลยเหรอ" ไอริสถามอย่างไม่อยากเชื่อ
"หึงสิ หงุดหงิดด้วย" พั้นซ์ยอมรับตรงๆ
"เมื่อเช้าฉันก็เพิ่งจะประชดพี่ภีมไปชุดใหญ่เรื่องยัยหมออัญเนี่ยแหละ"
"แล้วคุณหมอว่าไงบ้าง" นาราถามด้วยความลุ้น
"เขาก็บอกว่าเขาจัดการเองได้ ให้ฉันอยู่เฉยๆ"
"เขาบอกว่าเขาเป็นของฉันคนเดียว และไม่มีผู้หญิงหน้าไหนแทนที่ฉันได้"
"ว๊ายยยย!" เชอร์รี่เอามือทบอก กรี๊ดเบาๆ
"คุณหมอภีมพูดแบบนี้จริงๆ เหรอแก กรี๊ด! คลั่งรักไม่ไหวแล้ว!"
"อืม เขาพูดแบบนั้นแหละ"
"แต่ฉันก็นะ... คนอย่างฉันไม่เคยเชื่อแค่คำพูดหรอก ยัยนั่นคงยังไม่รู้จักพี่ภีมดีพอ... และคงยังไม่รู้จักฉันดีพอด้วย"
"แกจะทำยังไงให้พวกฉันช่วยไหม" กวางถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่จำเป็นหรอก"
"ถ้ายัยอัญอยากได้พี่ภีมคืนนัก ฉันก็จะทำให้ยัยนั่นเห็นกับตาว่า พี่ภีมไม่มีวันมองผู้หญิงหน้าไหนนอกจากฉัน"
แก๊งเพื่อนสาวมองหน้ากันแล้วพร้อมใจกันถอนหายใจออกมาพวกเธอรู้ดีว่าเวลาที่พั้นซ์เอาจริงและเริ่มเล่นบทนางร้าย ไม่มีใครหน้าไหนรับมือเธอได้แน่นอน
"สมเป็นแกจริงๆ ยัยพั้นซ์" ไอริสหัวเราะเบาๆ
"ฉันกังวลแทบตาย นึกว่าแกจะนั่งซึม ที่ไหนได้... เตรียมดักทางเขาไว้หมดแล้ว"
"เรื่องอะไรฉันต้องซึม"
"ของของฉัน ใครก็แตะไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ยิ่งเป็นของที่ฉันรักมากแบบนี้... ถ้าใครคิดจะแย่ง ก็ต้องเตรียมตัวรับผลที่จะตามมาให้ดีๆ"
"เอาเลยเพื่อน! ฉันสนับสนุน!"
"จัดให้ยัยหมออัญนั่นหน้าแหกไปเลย!"
"เบาๆ หน่อยยัยเชอร์รี่ คนในร้านมองหมดแล้ว" นาราขำก่อนจะห้ามเพื่อน
"แต่ฉันก็เห็นด้วยนะ อย่าไปยอมผู้หญิงแบบนั้น"
พั้นซ์ยกแก้วเครื่องดื่มมาจิบอีกครั้ง ความมั่นใจของเธอตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า เธอไม่ใช่เหยื่อที่จะยอมถูกรังแก และไม่ใช่ผู้หญิงที่จะยอมเสียคนรักไปให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น
ภีมใช้เวลาเก็บเอกสารบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน สายตาคมปรายมองแฟนสาวที่นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟาเป็นระยะ ท่าทางของพั้นซ์ดูผ่อนคลายเกินกว่าจะมีความผิดปกติใดๆ ภีมถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งใจทุกอย่างยังคงอยู่ในการควบคุม"เสร็จแล้วครับ กลับกันเลยไหม" ภีมคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาถือไว้ เดินตรงไปหยุดยืนตรงหน้าเธอพั้นซ์ช้อนสายตาขึ้นมองเขาพร้อมรอยยิ้มบางๆ เธอเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าแล้วยันตัวลุกขึ้นยืน ระยะห่างระหว่างเขากับเธอชิดกันเพียงไม่กี่นิ้ว กลิ่นหอมประจำตัวเธอลอยขึ้นมาแตะจมูกเขา ภีมยื่นมือออกไปหวังจะกุมมือเล็กของแฟนสาวตามความเคยชิน แต่พั้นซ์กลับก้าวถอยหลังออกไปก้าวหนึ่งเพื่อจัดสายสะพายกระเป๋า ทำให้มือของเขาสัมผัสได้เพียงอากาศ"ไปกันเถอะค่ะ พั้นซ์เริ่มหิวแล้ว""อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม เดี๋ยวพี่พาแวะ" ภีมชะงักมือที่ค้างกลางอากาศเล็กน้อย ก่อนจะเก็บอารมณ์ไว้ใต้ท่าทีสุขุมแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่ม"กินข้าวที่ห้องดีกว่าค่ะ พั้นซ์ซื้อของสดเข้าไปแช่ไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"ภีมพยักหน้ารับ เดินนำเธอออกจากห้องทำงานและก้าวลงไปยังลานจอดรถด้านข้างคลินิก แล้วเปิดประตูฝั่งคนนั่งให้เธอเหมือนทุกครั้งพั้นซ์ก้าวขึ้นไปน
จราจรบนถนนสายหลักเริ่มติดขัดอย่างหนัก พั้นซ์หมุนพวงมาลัยรถยนต์ส่วนตัวด้วยสีหน้าขรึม วันนี้เธอมีนัดสำคัญกับซัพพลายเออร์เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดส่งตัวยาล็อตใหม่สำหรับร้านขายยาของเธอ ซึ่งเป็นงานสำคัญที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย แต่จังหวะที่กำลังเร่งเครื่องเปลี่ยนเลน เครื่องยนต์กลับส่งเสียงกระตุกติดๆ กันสองสามครั้ง"เป็นอะไรขึ้นมาอีกเนี่ย..." พั้นซ์บ่นพึมพำกับตัวเอง คิ้วสวยขมวดเข้าหากันยังไม่ทันขาดคำ สัญญาณไฟเตือนบนหน้าปัดขึ้นเตือนขึ้นพร้อมกันหลายจุด รถยนต์ชะลอความเร็วลงอย่างกะทันหันและดับแน่นิ่งอยู่บริเวณเลนซ้ายสุดพั้นซ์ถอนหายใจยาว พยายามกดปุ่มสตาร์ตซ้ำอยู่สองสามหน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะติดเลย เธอจำใจเปิดไฟฉุกเฉินแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจากศูนย์ซ่อมรถยนต์ทันที"อีกประมาณสี่สิบนาทีช่างถึงจะเดินทางไปถึงครับ" ปลายสายแจ้งกลับมาพั้นซ์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาด้วยความหงุดหงิด อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลานัดหมาย ถ้าต้องรถที่จะซ่อมเสร็จเมื่อไรก็ไม่รู้ เธอไม่มีทางไปทันนัดแน่ๆ สายตาหวานเหลือบมองออกไปนอกกระจกรถเพื่อสำรวจพื้นที่รอบข้าง ก่อนจะพบว่าจุดที่รถเธอมาเสียอยู่ตอนนี้ ห่างจ
หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นลงในเวลาเกือบสามทุ่ม ภากรและเรวตีเดินออกมาส่งที่หน้าประตูบ้าน ภากรหยุดยืนมองภีม ก่อนจะเอ่ยปากสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและไร้ช่องว่างให้ปฏิเสธ"ภีม ไปส่งหนูปริมด้วย"ภีมทำเพียงพยักหน้ารับคำเบาๆ อย่างไม่มีทางเลือก เขาก้าวเดินไปเปิดประตูรถฝั่งข้างคนขับให้ปริมตามมารยาท ปริมยิ้มบางๆ แล้วหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองคน "หนูกลับก่อนคะคุณลุง คุณป้า ขอบคุณสำหรับอาหารเย็นค่ะ""อืม ฝากสวัสดีคุณพ่อด้วย แล้วก็ฝากบอกอีกว่าเรื่องสัญญาร่วมทุนโครงการใหม่ ฉันให้คนเตรียมเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว สัปดาห์หน้าคงได้เข้าไปคุยรายละเอียดกัน" ภากรทิ้งท้ายด้วยเรื่องงานที่แฝงความหมายบางอย่าง"ได้ค่ะคุณลุง หนูจะบอกคุณพ่อให้นะคะ"ปริมหันมามองภีมที่ยืนรออยู่ ปริมเดินไปที่รถหันมาไปยิ้มให้ภีม แล้วก้าวขึ้นไปนั่งตลอดระยะทาง แทบไม่ได้มีบทสนทนาอะไรเป็นพิเศษระหว่างทั้งสองคน ตลอดเวลาสิบเจ็ดปีที่รู้จักกันมาปริมรู้ดีว่าภีมไม่ชอบให้ใครมาถามจี้หรือยุ่งเรื่องส่วนตัว เธอระมัดระวังการวางตัวมาตลอดหลายปี เพราะมั่นใจว่าสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปมีใครข้างนอก ตำแหน่งภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องเป็นของเธออยู่ดี
วันศุกร์ภีมเดินทางมาถึงตามนัดหมายภีมบอกกับพั้นซ์ ว่าต้องกลับมาทำธุระส่วนตัวของครอบครัว ซึ่งพั้นซ์ก็ไม่ได้ถามซักไซ้ การไม่ก้าวก่ายพื้นที่ส่วนตัวคือหนึ่งในข้อของพั้นซ์ดีที่ภีมชอบ มันทำให้ชีวิตของเขาราบรื่น ไม่น่ารำคาญ และจัดการอะไรได้ง่ายดายรถยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่บริเวณหน้าบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ทันทีที่เครื่องยนต์ดับลง ชายในชุดสูทเรียบร้อยสองคนก็ก้าวเข้ามาเปิดประตูรถให้อย่างนอบน้อมภีมก้าวลงจากรถ ปรับปกเสื้อสูทให้เข้าที่ ก่อนจะเอ่ยถามน้ำเสียงราบเรียบ"คุณภากรอยู่ไหน""คุณภากรรออยู่ที่ห้องรับลองใหญ่ครับคุณภีม" ชายคนนั้นโค้งหัวตอบด้วยความสุภาพภีมพยักหน้ารับเบาๆ แล้วก้าวขาเดินเข้าไปตามทางเดินกว้างจนถึงห้องรับลองใหญ่ที่เปิดประตูทิ้งไว้เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ชายวัยกลางคนรูปร่างภูมิฐานอย่าง ภากร ผู้เป็นพ่อของเขา นั่งอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ข้างกายมี เรวตี ผู้เป็นแม่ ภีมเดินเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า สายตาหันไปเห็น ปริยา หรือ ปริม ที่นั่งฝั่งตรงข้ามภากรและเรวตี ภีมนั่งลงข้างๆ ปริมบนโซฟา"คุณภากรเรียกผมมา มีอะไรหรือเปล่าครับ" ภีมเอ่ยถามผู้เป็นพ่อด้วยน้ำเสียงเป็นการเป็นงานภากรจ้องมองลูกชายเพียงคนเ
หลายวันผ่านไปหลังจากเหตุการณ์น่าคลื่นไส้เรื่องคลิปวิดีโอนั้น พั้นซ์ก็พึ่งมาสังเกตว่าเพลิงไม่ได้มาปรากฏตัวให้เธอเห็นไม่มีการส่งข้อความมากวนประสาทเธออีกเลยแม้ในใจจะยังรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง นึกจะมาก็มา นึกจะหายไปก็หายไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ แต่พั้นซ์ก็ไม่ได้เก็บมาใส่หัวให้เปลืองพื้นที่ในสมอง คิดเสียว่ามันเป็นเรื่องดีที่สุดแล้วที่คนแบบนั้นยอมถอยและหายไปจากชีวิตเธอสักทีวันนี้พั้นซ์นัดกลุ่มเพื่อนสาวมาเดินช็อปปิ้งผ่อนคลายความเครียดที่ห้างกลางเมือง"ยัยนารานี่นะ พอมีแฟนแล้วก็ลืมเพื่อนไปเลย" เชอร์รี่บ่นอุบอิบขณะเดินถือถุงเสื้อผ้าแบรนด์เนมหลายใบในมือ"เอาน่าเชอร์รี่ เดี๋ยวเบื่อแฟนเมื่อไหร่ก็นึกถึงพวกเราเองแหละ" ไอริสหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมามองพั้นซ์ที่กำลังเลือกดูลิปสติกเคาน์เตอร์แบรนด์ "แล้วแก ล่ะพั้นซ์ ช่วงนี้เป็นไงบ้าง คุณหมอภีมยังดูแลดีเหมือนเดิมไหม"พั้นซ์คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อนึกถึงศัลยแพทย์หนุ่ม "ก็ดี พี่ภีมเขาก็ดูแลดีตลอดนั่นแหละ""แหม ทำเป็นยิ้มหวาน อิจฉาคนมีแฟนเป็นหมอจริงๆ ทั้งหล่อ ทั้งเพียบพร้อม แถมยังดูรักแกมากด้วย" เชอร์รี่แซวขึ้นมา"เขาไม่ได้แค่ดูรักนะ ยัยหมอนั่นหลงพั้นซ์จะตายไป เท่า
ภีมค่อยๆ ถอนแกนกายออกอย่างช้าๆ หยาดน้ำรักหลั่งไหลซึมออกมา เขาไม่ยอมปล่อยให้คนในอ้อมแขนได้พักผ่อนเขาถอดแว่นออกวางไว้บนอ่างล้างหน้า สอดแขนประคองเอวสอบ แล้วดันร่างเปลือยเปล่าของพั้นซ์ให้เข้าไปภายในตู้อาบน้ำกระจกใสแผ่นหลังเนียนแนบชิดติดกับผนังกระจก ภีมเอื้อมมือไปเปิดฝักบัว สายน้ำรดลงมาชำระล้างคราบรักตามเรือนร่างของคนทั้งคู่ "พี่ภีม... พอแล้วมั้งคะ" พั้นซ์พึมพำ น้ำเสียงหอบโรยริน สองมือยันแผงอกกว้าง "พั้นซ์ขาอ่อนไปหมดแล้ว""ขาอ่อนก็เกาะผมไว้แน่นๆ สิครับ"ภีมตอบเสียงนิ่ง ก่อนจะซุกหน้าลงไปบดจูบปากอิ่มอย่างหนักหน่วง ลิ้นหนาแทรกซึมเข้าไปควานหาความหวานในโพรงปากอย่างหิวโหย บีบกระชับบั้นท้ายผายแล้วยกตัวเธอขึ้นสูง พั้นซ์รู้หน้าที่ สองขาเรียวรีบยกขึ้นเกี่ยวรัดรอบเอวสอบของเขาไว้ทันที ตัวตนที่ตึงแน่นขยายใหญ่ขึ้นอีกครั้ง กดเบียดถูไถตรงปากทางรักที่ยังคงชุ่มฉ่ำภีมดันสะโพกส่งความแข็งขืนสอดใส่เข้าไปในกายสาวรวดเดียวจนสุดโคน"อื้อออ! พี่ภีม!" พั้นซ์แหงนคอ ร้องครางออกมา สองมือจิกเกร็งลงบนไหล่หนา"อาส์... พั้นซ์"เขาขบฟันแน่น นัยน์ตาจับจ้องใบหน้าสวย ก่อนจะเริ่มขยับเอวสอบตอกกระแทกเข้าออกในท่าอุ้มแตงแผ่นหลังข







