FAZER LOGINนางหรี่ดวงตามองเขาเพราะข้อเสนอนี้ตรงกับที่นางกำลังหาหนทางไปเมืองหลวงพอดี มองดูคนคุ้มกันของเขาซึ่งก็ถือว่ามีฝีมือไม่น้อย “หากจะให้ข้าคุ้มกัน ข้าก็ต้องรู้ถึงฐานะของท่านเสียก่อน”
เขายังคงยิ้มล้วงป้ายหยกออกมาจากอกเสื้อ ป้ายหยกที่มีตราของราชสำนัก แกะสลักลายด้วยอักษรฉี ‘琪[1]’ “ข้าเป็นคนของจวนแม่ทัพฉี เป็นบุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพฉีเหยียน ตัวข้ามีนามว่าเฟิงเยี่ยน”
“ฉีเฟิงเยี่ยน” นางพึมพำชื่อของเขาแผ่วเบา นึกอย่างไรก็มั่นใจว่าไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน หลายปีเดินทางพเนจรไปมาสามแคว้น แคว้นซย่าเทียนมีแม่ทัพใหญ่อย่างแม่ทัพฉีคอยปกป้องเรื่องนี้นางพอจะได้ยินมาบ้าง เรื่องของตระกูลฉีค่อนข้างวุ่นวายเพราะแม่ทัพฉีมีอนุหลายคน ทว่านามฉีเฟิงเยี่ยนคล้ายไม่เคยผ่านเข้ามาในความทรงจำ
หรือไม่อาจเพราะเขาเป็นบุตรบุญธรรม...
“ข้ายินดีจ่ายหนึ่งร้อยตำลึงทอง ขอเพียงจอมยุทธ์หญิงยอมคุ้มกันข้ากลับไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย หรือหากจอมยุทธ์หญิงยินดีข้าก็อยากให้ท่านเป็นองครักษ์ข้างกายข้าชั่วระยะหนึ่ง จนกว่า...”
“จนกว่าอะไร”
“จนกว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะขึ้นครองบัลลังก์ ไม่นานหรอก ข้ารับรองว่าคงไม่เกินสามเดือน”
นางเลิกคิ้วมองเขาด้วยนึกไม่ถึงว่าเขาจะบอกความลับใหญ่หลวงนี้ให้รับรู้ เรื่องการแก่งแย่งระหว่างองค์ชายไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ทว่าการที่บุตรชายบุญธรรมของแม่ทัพฉีกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของราชสำนักอยากตรงไปตรงมาเช่นนี้ มิใช่กำลังเผยความลับที่สามารถเอาชีวิตของเขาได้เลยหรอกหรือ
หญิงสาวจ้องเขานิ่งทว่าบุรุษตรงหน้ากลับสุขุมเยือกเย็นเหลือเกิน นางมองไม่ออกสักนิดว่าเขากำลังโกหกหรือกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ “คำถามสุดท้าย ผู้ใดต้องการเอาชีวิตท่าน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง “ฮองเฮากับองค์รัชทายาท”
อ้อ เช่นนั้นองค์ชายที่เขาสนับสนุนคงไม่ใช่รัชทายาทสินะ... ก็ในเมื่อเขาบอกว่าบัลลังก์กำลังจะเปลี่ยนมือในอีกสามเดือนข้างหน้า
แต่...นั่นไม่เกี่ยวกับนางเพราะเป้าหมายของนางคือองค์ชายเก้า ขอเพียงนางกำจัดต้นตอข่าวลือที่ทำให้นางไม่อาจอยู่บนโลกมนุษย์อย่างอิสระ ผู้ใดจะครองบัลลังก์แคว้นซย่าเทียนนางล้วนไม่แยแสทั้งสิ้น
“ข้าเสวียนเหยา อย่าเรียกข้าว่าจอมยุทธ์หญิง ฟังแล้วน่ารำคาญ” นางกล่าวออกมาเสียงเรียบและนั่นนับเป็นตอบรับคำเชิญของเขาเรียบร้อยแล้ว
ระหว่างการเดินทางมีมือสังหารจริงดังที่เขาบอก ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าใกล้ขบวนรถม้า เสวียนเหยาที่คร้านจะคำนวณความเสียหายจนทำให้การเดินทางล่าช้า นางได้ลอบออกจากรถม้าพร้อมจัดการมือสังหารเหล่านั้นจนหมด
มองใบหน้าขาวซีดของฉีเฟิงเยี่ยนนางให้สงสัย “ท่านป่วยมาแต่กำเนิดหรือ”
เขาชะงักมองนาง “เหตุใดคิดเช่นนั้น”
“โรคที่ท่านเป็นไม่คล้ายอาการป่วยธรรมดา ไม่ใช่อาการของคนถูกพิษ หากมิใช่ป่วยจากโรคที่ได้รับมาจากบิดามารดาก็คล้าย...”
“คล้ายบุรุษที่ปราณถูกทำลาย” เขากลับกล่าวออกมาโดยง่าย “ใช่ ตอนอายุยี่สิบปราณของข้าถูกทำลาย ดังนั้นแม้เป็นบุรุษทั้งยังเป็นคนของจวนแม่ทัพ แต่ข้ากลับไม่อาจฝึกวรยุทธ์หรือฝึกการต่อสู้”
“อายุยี่สิบ? ตอนนี้ท่านอายุเท่าไหร่?” นางค่อนข้างประหลาดใจเพราะเขาดูอายุยังน้อย
“ปีนี้ครบยี่สิบห้า”
นางเงียบไปไม่ได้กล่าวอะไรอีก ในใจนึกถึงทวยเทพที่หากถูกเลาะกระดูกเซียน ก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดา เพียงแต่มีอายุขัยยืนยาวกว่า ส่วนมนุษย์หากถูกทำลายปราณ ก็จะคล้ายคนพิการที่ต้องล้มป่วยเจ็บออดๆ แอดๆ ทั้งยังไม่อาจฝึกวรยุทธ์หรือฝึกการต่อสู้ไปตลอดชีวิต
ถึงอย่างนั้นยังมีข้อแตกต่างระหว่างมนุษย์และเซียนอยู่เล็กน้อย เพราะหากเซียนถูกทำลายปราณก็จะกลายเป็นมนุษย์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่อาจมีอายุขัยยืนยาวเช่นที่ควรเป็น
การเดินทางไปยังเมืองหลวงครั้งนี้อาจกินเวลามากกว่าสิบวัน ทั้งนี้ก็เพราะขบวนรถม้าต้องคอยหลบเร้นจากมือสังหาร เสวียนเหยาพบว่าระหว่างทางฉีเฟิงเยี่ยนมีท่าทีราวกับไม่แยแสแม้ว่าตัวเขาจะเป็นเป้าหมายของผู้อื่นก็ตาม
[1] ฉี แปลว่าหยกเนื้อดี
มันนานมากแล้วจริงๆ นานจนนางจดจำความรู้สึกโกรธขึ้งตอนที่เลือกจากมาแทบไม่ได้แล้ว มันเลือนรางจนวันหนึ่งนางกลับเพิ่งตระหนักว่าหัวใจของนาง...ไม่หลงเหลือความรู้สึกลึกซึ้งในวันนั้นอีกกลางดึกคืนนั้นเสวียนเหยาเดินออกมาเพราะชอบความเงียบ หน้าเรือนหลักของบ้านแบบซานเหอย่วน[1]มีโต๊ะเก้าอี้เอาไว้นั่งชมจันทร์ หญิงสาวเดินไปนั่งตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งกำลังส่องสว่าง แม้รอบกายเงียบงันแต่นางกลับรับรู้ถึงองครักษ์ที่กำลังคุ้มกันโดยรอบ“พรุ่งนี้ข้าต้องไปแล้ว” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าว“นอกด่าน?” นางถาม“ผู้อื่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น”นางเงียบไม่ได้ถามต่อ“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะอยู่ที่นี่...สักพัก อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายของท่านจะหายดี หรือหากเป็นไปได้จนกว่าข้าจะกลับมา”“เจ้าทำเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของบิดามารดาเจ้าหรือ” อยู่ๆ นางก็ถามเขาเช่นนั้น นึกอย่างไรก็มองเห็นเพียงสาเหตุนี้หลังจากนางหลบเร้นออกมามารดาของเขา...หนิงเหอ อีกฝ่ายก็หลบเร้นออกมาจากแดนเซียน ข่าวว่าบิดาของชายหนุ่มออกตามหาจนท้อใจ กระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนเช่นกัน“ท่านจะคิดเช่นนั้นก็ย่อมได้”เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเ
เสวียนเหยาเดินไปถึงกลางห้องฉีฮูหยินก็ส่งเสียงขึ้น “เจ้า...เจ้ากล้า?! เด็กๆ ขวางพวกเขาไว้!” ฉีฮูหยินรู้สึกเสียหน้าจนโกรธกรุ่น นางตะโกนเรียกคนของจวนแม่ทัพ เสียงรับคำดังขึ้นคนของฉีเฟิงเยี่ยนเองก็เร่งรุดมาขวางเสวียนเหยาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง นางหันไปมองฉีฮูหยินจากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด นึกไม่ถึงพลังขุมหนึ่งแล่นปราด ฝ่ามือที่นางฟาดลงกลับทำให้โต๊ะไม้หนาหนักแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ!!!ทุกคนสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดหวั่น ฉีเฟิงเยี่ยนเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุด เขาถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มกำลังจะคว้ามือของนางมาดูว่าไม้นั่นทิ่มมือนางหรือไม่...เสวียนเหยาเลิกคิ้วมองเขา มือข้างที่เพิ่งฟาดโต๊ะคว้าสาบเสื้อของเขาดึงเข้าหาตัว “หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดข้าจึงยัง...”เขาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เหตุใดต้องโมโหขนาดนี้ ไม่มีใครขวางท่านเอาไว้ได้อยู่แล้ว คนในจวนนี้ไม่มีใครมีฝีมือขนาดนั้น”ไม่สิ...นางไม่สมควรใช้วรยุทธ์ได้ ปราณเซียนของนางถูกทำลายไปแล้ว นางสมควรเป็นเช่นคนพิการเหมือนเขา เจ็บออดๆ แอดๆ ร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อครู่ที่นางหงุดหงิดกลับเผลอเดินพลังในกาย ฝ่ามือนั้นทรงพลังพอ
เสวียนเหยาหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” หญิงสาวหันไปมองฉีซวงซวงจากนั้นหันไปสบตากับฉีฮูหยิน “ที่แท้สตรีสูงศักดิ์ก็ไม่แตกต่างกับสตรีทั่วไปในตลาด ทำผิดไม่ยอมรับผิดก็ว่าหนักหนาแล้ว แต่การดูถูกดูแคลนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสตรีที่ไร้ซึ่งการอบรม เป็นคนอื่นก็ว่าแล้วไปแต่นี่เป็นผู้ที่เติบใหญ่ภายใต้จวนเดียวกันแท้ๆ แม่ทัพฉีเป็นผู้กล้าที่ได้รับการยกย่องไปทั่วหล้า แต่เบื้องหลังกลับ...” นางถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “นึกไม่ถึงจริงๆ ท่ามกลางเลือดเนื้อที่บิดาสูญเสีย บุตรสาวของเขากลับเติบโตมาเป็นสตรีเช่นนี้” นางแค่นหัวเราะ “ฉีเฟิงเยี่ยนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้า ปล่อยให้เจ้าลำบากถึงขั้นต้องมาทนอยู่กับคนเหล่านี้เลยหรือ เจ้าไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วหรือไร”ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งในขณะที่สตรีตระกูลฉีหน้าแดงด้วยความโกรธและอับอาย “แม่นางเสวียนวาจาของเจ้าไม่คิดว่าเกินไปหรอกหรือ...”เสวียนเหยามองฉีฮูหยินด้วยสายตาเย็นชา “ข้อแรก...ใช่ข้าเป็นผู้ที่มาอาศัย แต่ก็เคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะจวนขุนนางว่าผู้มาย่อมเป็นแขก
ด้านนอกมีสาวใช้สองคนคุกเข่าก้มหน้า ถัดไปมีเสี่ยวซุนยืนอยู่ข้างๆ ไป๋เสวี่ย อา...นางไม่ต้องเดาแล้วว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เกรงว่าเสี่ยวซุนคงกลัวจนเป็นคนไปบอกเรื่องนี้ให้ฉีเฟิงเยี่ยนรับรู้กระมัง“ฮูหยินหาต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้าเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่นับจากวันนี้หากข้าต้องการแยกเรือนครัวท่านคงไม่ตำหนิข้า”อยู่ในจวนเดียวกันแต่กลับขอแยกเรือนครัว! เขาเสียสติไปแล้วหรือ มิใช่ว่าเขาเป็นผู้อาศัยหรือไร เป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่กลับขอแยกครัว รู้ไปถึงที่ใดฉีฮูหยินไม่ถูกตำหนิติฉินก็แปลกแล้ว!!“มากไปแล้วนะ เจ้าเป็นเพียงผู้อาศัยมีสิทธิ์อะไรขอแยกเรือนครัว หากเจ้ากล้าดีก็แยกจวนไปเลยสิ!!”เพี๊ยะ! นั่นเป็นเสียงซีกแก้มของคนพูดถูกมารดาตบเข้าให้ คนพูดประโยคโง่งมผู้นั้นก็คือคุณหนูเก้าฉีซวงซวง“ท่านแม่ ท่านตีข้าเพราะเขา?” ฉีซวงซวงเม้มปากน้ำตาคลอ มือกุมแก้มที่คงมีรอยแดงขึ้นชัดเจนเพราะน้ำหนักมือของฉีฮูหยินนั้นไม่เบาเลย “ก็แค่ปาโต้ว[1]ไม่ถึงตายเสียหน่อย”“คุณหนูเก้า” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ “แม่นางเสวียนช่วยชีวิตข้าเอาไว้หลายครั้ง นางบาดเจ็บจนแทบเดินไม่ได้ก่อนมาถึงที่นี่ ข้ารอดกลับมาส่งข่าว
ท่านหมอตรวจอาการของนางพร้อมกับเขียนเทียบยาและกำชับสองสามประโยค เสวียนเหยาเองก็ฟังเงียบๆ กระทั่งไป๋เสวี่ยเดินออกไปพร้อมท่านหมอ นางก็ยังไม่เอ่ยปากสักประโยคสาวใช้นำสำรับเข้ามาเป็นอาหารรสไม่จัดดังที่ท่านหมอกำชับ เสียงโต้เถียงดังขึ้นหน้าเรือนอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นเสียงของอิสตรี ผู้ที่หยุดการโต้เถียงก็คือไป๋เสวี่ย จากนั้นทุกอย่างก็กลับมาสู่ความสงบเสี่ยวซุนยกยาเข้ามาอีกรอบหลังนางกินมื้อเที่ยง “แม่นางเสวียนเชิญดื่มยาเจ้าค่ะ”เสวียนเหยายกยาขึ้นมาทว่ายังไม่ได้ดื่ม นางสูดกลิ่นผ่านๆ จากนั้นวางยาลงบนโต๊ะ “เจ้าเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”“จะ...เจ้าค่ะ”“ชื่ออะไร”“เสี่ยวซุนเจ้าค่ะ”“ยานี้ผู้ใดเป็นคนเคี่ยว”“เป็นองครักษ์ไป๋เจ้าค่ะ”“เขาเป็นคนของฉีเฟิงเยี่ยนหรือ”“เจ้าค่ะ เป็นคนที่คุณชายสิบสองไว้ใจที่สุด”“เสียงทะเลาะกันเมื่อครู่เป็นผู้ใดเล่ามาให้ละเอียด”“แต่...”“แต่อะไร”“คุณชายสิบสองกำชับเอาไว้ เรื่องบางเรื่อง...”“เล่ามา ข้าจะแยกแยะเองว่าเรื่องบางเรื่องดังว่าเขาสมควรรู้หรือไม่”เสี่ยวซุนมีท่าทางลำบากใจ เสวียนเหยายืดตัวนั่งหลังตรงมองไปยังชามยา “ในยามีอย่างอื่นปะปนมาด้วย”เสี่ยวซุนสะดุ้ง “เป็นไปไม
ผ่านไปครึ่งชั่วยามรถม้าจอดอีกครั้ง ครั้งนี้มีสตรีวัยกลางคนและบุตรสาวขึ้นรถม้ามา ฉีเฟิงเยี่ยนลงไปขี่ม้าแทน เขารอบคอบมากที่หาสาวใช้มาเพื่อปรนนิบัตินาง ด้วยบางเรื่องเขาก็ไม่อาจช่วยนางได้ เช่น...การปลดทุกข์ท่านป้าหลี่กับหลี่จูผู้เป็นบุตรสาวถูกว่าจ้างให้ช่วยดูแลเสวียนเหยาจนกว่าจะถึงเมืองหลวง ทั้งสองดูแลหญิงสาวดีมากจนแทบจะเรียกได้ว่ายุงไม่กล้าไต่ไรไม่กล้าตอม ถึงอย่างนั้นช่วงเวลาดื่มยาชายหนุ่มก็ยังเข้ามาดูแลด้วยตัวเอง ไม่ยอมให้ผู้ใดเป็นผู้ป้อนยาเสวียนเหยาเด็ดขาดสามวันถัดมาในช่วงสายในที่สุดขบวนรถม้าก็ผ่านเข้าสู่ประตูเมืองหลวง ระหว่างกำลังจะกลับไปยังจวนแม่ทัพฉีองครักษ์ผู้หนึ่งกลับมาถ่ายทอดรับสั่งให้ฉีเฟิงเยี่ยนไปเข้าเฝ้าทว่า... “ข้าต้องไปส่งคนกลับเรือนก่อน ทูลองค์ชายเก้าว่าข้าจะไปเข้าเฝ้าทันทีที่ส่งนางถึงเรือน”เขา...ถึงกับขัดรับสั่งองค์ชายเพื่อส่งนางเข้าจวน?! องค์ชายเก้า? อา...นางตกลงไปในกับดักของฉีเฟิงเยี่ยนตั้งแต่แรกสินะจวนแม่ทัพฉียิ่งใหญ่โอ่อ่าผู้คนก้มศีรษะค้อมกายเมื่อชายหนุ่มเดินผ่าน เสวียนเหยาถูกห่อด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำ ใบหน้าถูกปิดเอาไว้กว่าครึ่งขณะลอบมองบ่าวไพร่ในจวน เสียงกระซ







