INICIAR SESIÓNเดิมทีแดนเซียนมีสามผู้ครอบครองของวิเศษดูแลปกครอง กระบี่หวงหลง พัดวารี และหยกอันอวี่ ของวิเศษซึ่งทำให้ผู้ครอบครองอายุยืนนานพอๆ กับทวยเทพ ‘เสวียนเหยา’ ผู้ครอบครองหยกอันอวี่หลบเร้นหนีหายหลังถูกหักหลัง หนึ่งพันปีผันผ่านนางได้พบกับ ‘ฉีเฟิงเยี่ยน’ ตกหลุมพรางจนถูกเขาทำลายปราณเซียนแย่งหยกอันอวี่ไป ใบหน้าหล่อเหลา ท่าทางสง่างาม แต่ใบหน้าของชายหนุ่มกลับซีดขาวราวกับเซียนที่เคยถูกทำลายปราณ? หลบเร้นโชคชะตามาเป็นพันปี หญิงสาวไหนเลยจะคาดว่าต้องเพลี่ยงพล้ำให้บุตรชายของคนที่เคยทรยศหักหลัง ยิ่งได้ใกล้ชิดหัวใจของนางก็ยิ่งหวั่นไหว แม้ถูกเขาหลอกล่อจนติดกับ ทว่าข้างกายกลับมีเขาที่อ่อนแอปวกเปียกคอยปกป้องโดยไม่ห่วงแม้แต่ชีวิตตัวเอง ความจริงที่ว่าเขาใช้อายุขัยของตัวเองแลกกับการที่นางสามารถใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไป ทำให้ในท้ายที่สุดนางก็พ่ายแพ้ต่อเขา พ่ายแพ้ต่อหัวใจของตัวเอง...
Ver másตำนานเล่าขานจากบรรพบุรุษนานนับพันปี แคว้นซย่าเทียนเดิมทีเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียนอันยิ่งใหญ่ มีสามผู้ครอบครองของวิเศษที่ทำให้สมปรารถนาและมีอายุขัยยาวนาน ทั้งสามทำหน้าที่ปกป้องดูแลประตูซึ่งเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับแดนเซียนไปยังสวรรค์
ถึงอย่างนั้นวันเวลาผันผ่านมนุษย์เกิดความละโมบ ความอยากรู้อยากเห็น อยากได้อยากครอบครอง ทำให้เกิดความวุ่นวายเพราะความแตกแยก การแย่งชิงที่ไม่มีวันสิ้นสุด ความปรารถนาที่เกินกว่าจะควบคุม ความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ใช่ของตน อยากครอบครองในสิ่งที่ตนไม่มี ทำให้มนุษย์ปรารถนาจะแย่งชิงในของวิเศษมาเป็นของตน
เพราะความวุ่นวายที่เกินกว่าจะควบคุม ในที่สุดสามผู้ครอบครองของวิเศษตัดสินใจละทิ้งแดนเซียน ปิดประตูเชื่อมระหว่างสามภพ หลงเหลือเอาไว้เพียงมนุษย์ที่ยังคงเวียนว่ายตายเกิด ไม่สามารถพบเห็น... สื่อสาร...
หรือแม้กระทั่งนานวันเข้า เทพ เซียน หรือแม้กระทั่งสวรรค์ ก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่อาจเอื้อม ทำได้เพียงจินตนาการถึงสิ่งเหล่านั้นอย่างเดียวดาย...
บางตำนานกล่าวว่ามนุษย์เหล่านั้นถูกสาปแช่งจากสามผู้ครอบครองของวิเศษ ดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของแดนเซียนอย่างแคว้นซย่าเทียน เดิมทีสมควรเป็นดินแดนที่ปกป้องแดนเซียนเป็นด่านแรก ทว่าเพราะความละโมบของฮ่องเต้ที่หมายพระทัยในสิ่งที่เกินเอื้อมจนทำให้ซย่าเทียนถูกสาป นับจากนั้นแผ่นดินก็ลุกเป็นไฟไม่เคยมีวันสุขสงบ เกิดสงครามไม่หยุดหย่อน
บางตำนานกล่าวว่าแท้ที่จริงแล้วประตูเชื่อมสามภพ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีวันต้องถูกปิดลง ด้วยมนุษย์แตกต่างจากเทพเซียนที่ยังคงมีกิเลส มีความละโมบอยากได้อยากครอบครอง ผิดกับเทพเซียนที่ล้วนผ่านด่านเคราะห์จนเข้าใจสิ่งที่เป็นอย่างถ่องแท้
ทว่า...ยังมีตำนานหนึ่งบันทึกเอาไว้ ทั้งยังแตกต่างจากตำนานอื่นๆ ที่เล่าขานมาอย่างสิ้นเชิง
ว่ากันว่าสามผู้ครอบครองของวิเศษแท้ที่จริงเป็นหนึ่งบุรุษ สองสตรี ของวิเศษทั้งสามหนึ่งคือกระบี่หวงหลง สองคือพัดวารี สามคือหยกอันอวี่
ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงและผู้ครอบครองหยกอันอวี่ เดิมทีเป็นคู่หมายกันตามโองการสวรรค์ ทั้งนี้ก็เพื่อสืบทอดตำแหน่งผู้ครอบครองของวิเศษรุ่นต่อๆ ไป
ถึงอย่างนั้นแม้เป็นเซียนที่สมควรมีจิตบริสุทธิ์ ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงกลับล่อลวงผู้ครอบครองพัดวารี หมายครองทั้งพัดวารีและหยกอันอวี่ในเวลาเดียวกัน
เรื่องราวสมควรจบลงด้วยดีหากมิใช่ว่าผู้ครอบครองหยกอันอวี่ไม่ยินยอม นาง...ให้อย่างไรก็ไม่อาจยอมรับการทรยศหักหลังนี้ แม้กล่าวว่านางหลีกทางให้ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงและพัดวารีได้เคียงคู่ ทว่าความขัดแย้งได้เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ผู้ครอบครองหยกอันอวี่หายตัวไปโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้เบาะแส แดนเซียนระส่ำระสายเกิดความแตกแยก สองผู้ครอบครองของวิเศษที่แม้ได้เคียงคู่ ทว่าความรู้สึกผิดในใจก็ยังคงกัดกร่อน
แดนเซียนขาดสมดุล ด้วยให้อย่างไรเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่อาจลบล้าง กระทั่งในที่สุดผู้ครอบครองพัดวารีก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียน หลงเหลือเอาไว้เพียงผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงให้เดียวดายเพียงลำพัง
แม้ถือตนเป็นเซียนในใจกลับไม่อาจละกิเลส ในที่สุดผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงก็ทูลต่อสวรรค์ ปิดผนึกแดนเซียนและประตูสามภพภูมิ ละทิ้งแดนเซียนกลับไปยังแดนมนุษย์เพื่อเวียนว่ายตายเกิดเฉกเช่นมนุษย์ ด้วยตระหนักว่าตนไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในแดนเซียนอีกต่อไป
“ว่ากันว่าของวิเศษทั้งสามยังคงอยู่ที่โลกมนุษย์ กระบี่หวงหลง พัดวารี หยกอันอวี่ หากได้ครอบครองก็จะมีชีวิตเป็นอมตะไม่มีวันตาย สมปรารถนาในทุกๆ สิ่ง”
เสียงกล่าวด้วยความฮึกเหิมดังขึ้นกลางโรงเตี๊ยม “หลายปีมานี้มีข่าวลือมากมายว่ามีคนพบเห็นพัดวารี แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเพียงข่าวลือที่ไม่มีมูล”
“ข้าเองก็เคยได้ยินว่ามีคนพบเห็นกระบี่หวงหลง”
“แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นกระบี่หวงหลง?”
“นั่นน่ะสิ?”
“ก็ผู้คนบอกต่อกันมาว่ามีจอมยุทธ์สามคนกำลังประลองกันเพื่อแย่งชิงกระบี่หวงหลง”
“แย่งชิง? เช่นนั้นก็หมายความว่ามีผู้ที่เคยเป็นเจ้าของ เช่นนั้นหากถูกแย่งไปได้ ตำนานที่ว่าสมปรารถนาก็ไม่เป็นจริงน่ะสิ หากสมปรารถนาจะถูกแย่งชิงไปง่ายๆ ได้อย่างไร”
“ก็จริงของเจ้า”
มันนานมากแล้วจริงๆ นานจนนางจดจำความรู้สึกโกรธขึ้งตอนที่เลือกจากมาแทบไม่ได้แล้ว มันเลือนรางจนวันหนึ่งนางกลับเพิ่งตระหนักว่าหัวใจของนาง...ไม่หลงเหลือความรู้สึกลึกซึ้งในวันนั้นอีกกลางดึกคืนนั้นเสวียนเหยาเดินออกมาเพราะชอบความเงียบ หน้าเรือนหลักของบ้านแบบซานเหอย่วน[1]มีโต๊ะเก้าอี้เอาไว้นั่งชมจันทร์ หญิงสาวเดินไปนั่งตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งกำลังส่องสว่าง แม้รอบกายเงียบงันแต่นางกลับรับรู้ถึงองครักษ์ที่กำลังคุ้มกันโดยรอบ“พรุ่งนี้ข้าต้องไปแล้ว” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าว“นอกด่าน?” นางถาม“ผู้อื่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น”นางเงียบไม่ได้ถามต่อ“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะอยู่ที่นี่...สักพัก อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายของท่านจะหายดี หรือหากเป็นไปได้จนกว่าข้าจะกลับมา”“เจ้าทำเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของบิดามารดาเจ้าหรือ” อยู่ๆ นางก็ถามเขาเช่นนั้น นึกอย่างไรก็มองเห็นเพียงสาเหตุนี้หลังจากนางหลบเร้นออกมามารดาของเขา...หนิงเหอ อีกฝ่ายก็หลบเร้นออกมาจากแดนเซียน ข่าวว่าบิดาของชายหนุ่มออกตามหาจนท้อใจ กระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนเช่นกัน“ท่านจะคิดเช่นนั้นก็ย่อมได้”เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเ
เสวียนเหยาเดินไปถึงกลางห้องฉีฮูหยินก็ส่งเสียงขึ้น “เจ้า...เจ้ากล้า?! เด็กๆ ขวางพวกเขาไว้!” ฉีฮูหยินรู้สึกเสียหน้าจนโกรธกรุ่น นางตะโกนเรียกคนของจวนแม่ทัพ เสียงรับคำดังขึ้นคนของฉีเฟิงเยี่ยนเองก็เร่งรุดมาขวางเสวียนเหยาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง นางหันไปมองฉีฮูหยินจากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด นึกไม่ถึงพลังขุมหนึ่งแล่นปราด ฝ่ามือที่นางฟาดลงกลับทำให้โต๊ะไม้หนาหนักแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ!!!ทุกคนสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดหวั่น ฉีเฟิงเยี่ยนเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุด เขาถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มกำลังจะคว้ามือของนางมาดูว่าไม้นั่นทิ่มมือนางหรือไม่...เสวียนเหยาเลิกคิ้วมองเขา มือข้างที่เพิ่งฟาดโต๊ะคว้าสาบเสื้อของเขาดึงเข้าหาตัว “หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดข้าจึงยัง...”เขาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เหตุใดต้องโมโหขนาดนี้ ไม่มีใครขวางท่านเอาไว้ได้อยู่แล้ว คนในจวนนี้ไม่มีใครมีฝีมือขนาดนั้น”ไม่สิ...นางไม่สมควรใช้วรยุทธ์ได้ ปราณเซียนของนางถูกทำลายไปแล้ว นางสมควรเป็นเช่นคนพิการเหมือนเขา เจ็บออดๆ แอดๆ ร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อครู่ที่นางหงุดหงิดกลับเผลอเดินพลังในกาย ฝ่ามือนั้นทรงพลังพอ
เสวียนเหยาหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” หญิงสาวหันไปมองฉีซวงซวงจากนั้นหันไปสบตากับฉีฮูหยิน “ที่แท้สตรีสูงศักดิ์ก็ไม่แตกต่างกับสตรีทั่วไปในตลาด ทำผิดไม่ยอมรับผิดก็ว่าหนักหนาแล้ว แต่การดูถูกดูแคลนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสตรีที่ไร้ซึ่งการอบรม เป็นคนอื่นก็ว่าแล้วไปแต่นี่เป็นผู้ที่เติบใหญ่ภายใต้จวนเดียวกันแท้ๆ แม่ทัพฉีเป็นผู้กล้าที่ได้รับการยกย่องไปทั่วหล้า แต่เบื้องหลังกลับ...” นางถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “นึกไม่ถึงจริงๆ ท่ามกลางเลือดเนื้อที่บิดาสูญเสีย บุตรสาวของเขากลับเติบโตมาเป็นสตรีเช่นนี้” นางแค่นหัวเราะ “ฉีเฟิงเยี่ยนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้า ปล่อยให้เจ้าลำบากถึงขั้นต้องมาทนอยู่กับคนเหล่านี้เลยหรือ เจ้าไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วหรือไร”ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งในขณะที่สตรีตระกูลฉีหน้าแดงด้วยความโกรธและอับอาย “แม่นางเสวียนวาจาของเจ้าไม่คิดว่าเกินไปหรอกหรือ...”เสวียนเหยามองฉีฮูหยินด้วยสายตาเย็นชา “ข้อแรก...ใช่ข้าเป็นผู้ที่มาอาศัย แต่ก็เคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะจวนขุนนางว่าผู้มาย่อมเป็นแขก
ด้านนอกมีสาวใช้สองคนคุกเข่าก้มหน้า ถัดไปมีเสี่ยวซุนยืนอยู่ข้างๆ ไป๋เสวี่ย อา...นางไม่ต้องเดาแล้วว่าตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น เกรงว่าเสี่ยวซุนคงกลัวจนเป็นคนไปบอกเรื่องนี้ให้ฉีเฟิงเยี่ยนรับรู้กระมัง“ฮูหยินหาต้องใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ ข้าเองก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพียงแต่นับจากวันนี้หากข้าต้องการแยกเรือนครัวท่านคงไม่ตำหนิข้า”อยู่ในจวนเดียวกันแต่กลับขอแยกเรือนครัว! เขาเสียสติไปแล้วหรือ มิใช่ว่าเขาเป็นผู้อาศัยหรือไร เป็นเพียงบุตรบุญธรรมแต่กลับขอแยกครัว รู้ไปถึงที่ใดฉีฮูหยินไม่ถูกตำหนิติฉินก็แปลกแล้ว!!“มากไปแล้วนะ เจ้าเป็นเพียงผู้อาศัยมีสิทธิ์อะไรขอแยกเรือนครัว หากเจ้ากล้าดีก็แยกจวนไปเลยสิ!!”เพี๊ยะ! นั่นเป็นเสียงซีกแก้มของคนพูดถูกมารดาตบเข้าให้ คนพูดประโยคโง่งมผู้นั้นก็คือคุณหนูเก้าฉีซวงซวง“ท่านแม่ ท่านตีข้าเพราะเขา?” ฉีซวงซวงเม้มปากน้ำตาคลอ มือกุมแก้มที่คงมีรอยแดงขึ้นชัดเจนเพราะน้ำหนักมือของฉีฮูหยินนั้นไม่เบาเลย “ก็แค่ปาโต้ว[1]ไม่ถึงตายเสียหน่อย”“คุณหนูเก้า” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าวเสียงเรียบ “แม่นางเสวียนช่วยชีวิตข้าเอาไว้หลายครั้ง นางบาดเจ็บจนแทบเดินไม่ได้ก่อนมาถึงที่นี่ ข้ารอดกลับมาส่งข่าว

















