เข้าสู่ระบบหลินจือเสี้ยว นักศึกษาสาวจากคณะวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ต้องจบชีวิตลงอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวันสอบจบมหาวิทยาลัย ทว่าวิญญาณของเธอกลับไม่ได้ไปสู่สุคติ แต่กลับทะลุมิติมาในยุคจีนโบราณ! ซ้ำยังต้องสวมรอยเป็น หลินจือเสี้ยว นางคณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอจันทร์กระจ่าง ผู้มีรูปโฉมงดงามและทระนงตน ทว่าก่อนที่เจ้าของร่างเดิมจะสิ้นใจ นางถูกลอบทำร้ายและถูกวางยาจนสูญเสียความจำช่วงสำคัญไป หลินจือเสี้ยวคนใหม่จึงต้องสวมรอยเป็นดาวเด่นแห่งหอนางโลมเพื่อสืบหาตัวฆาตกรที่แท้จริง!
ดูเพิ่มเติมตูม!
เสียงวัตถุขนาดใหญ่ชนกันดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ถึงกับตกใจตื่นขึ้นมา เธอสะดุ้งจนตัวโยน ก่อนที่จะใช้มือข้างหนึ่งจับที่หน้าอกด้านซ้าย เพื่อข่มใจที่กำลังเต้นแรงให้สงบลง แล้วพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ
“ใครทำบ้าอะไรกันเนี่ย ถ้าฉันหัวใจวายตายละก็ ฉันจะไปเข้าฝันบอกพ่อให้มาเอาเรื่องให้ถึงที่สุดเลย คอยดูสิ”
หลังจากได้พูดระบายอารมณ์ไปแล้ว เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ทว่ายังไม่ทันได้ถอนจนสุดลมหายใจ ก็มีเหตุให้ต้องตกตะลึงอีกครั้ง เมื่อภาพตรงหน้าแปลกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหญิงสาวคิดว่ากำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของตัวเอง
แต่ที่ไหนได้ เมื่อเบิกตาดูชัด ๆ กลับกลายเป็นว่าเธอกำลังนั่งอยู่ในห้องนอนของใครก็ไม่รู้ ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่ห้องนอนแบบทั่วไปด้วย
เพราะที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเรือนรูปแบบจีนโบราณหลังหนึ่ง บรรยากาศค่อนข้างสงบ ผนังไม้สีเข้มขัดมัน ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนเป็นไม้แกะสลักแบบโบราณ
บนโต๊ะเตี้ยข้างเตียงมีชุดน้ำชาดินเผาวางอยู่อย่างเรียบร้อย กลิ่นหอมอ่อนของชาและสมุนไพรลอยปะปนอยู่ในอากาศ ใกล้มุมห้องมีฉากกั้นวาดภาพภูเขาและสายน้ำ ส่วนด้านข้างเก้าอี้ที่เธอกำลังนั่งอยู่นั้น คือโต๊ะเครื่องแป้งที่มีเครื่องประทินผิววางอยู่เต็มไปหมด
“ที่นี่มันที่ไหน? แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกัน” หญิงสาวถามตัวเองอย่างงุนงง
ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้จึงค่อย ๆ หันมองไปทางโต๊ะเครื่องแป้งแล้วมาหยุดที่กระจก และเมื่อเห็นตัวเองในนั้นก็ต้องเบิกตากว้างและตื่นตกใจอีกครั้ง
เนื่องจากภาพในกระจกดันเห็นตัวเองอยู่ในชุดจีนโบราณ ที่ทำจากผ้าไหมเนื้อบางสีแดงเข้ม ปักลายดอกโบตั๋นและนกหงส์ด้วยด้ายทองระยิบระยับ ตัวเสื้อออกแบบเปิดไหล่ เผยผิวเนียนขาวนวลตัดกับสีผ้าอย่างโดดเด่น ชายผ้าคลอเคลียไปตามลำแขนอย่างอ่อนช้อย สาบเสื้อเย็บแต่งด้วยผ้ามันเงา เพิ่มความอ่อนหวานและแฝงความเย้ายวนเอาไว้
เมื่อความแน่ใจแล้วว่านี่คือตัวเอง จึงยืนขึ้นเต็มตัว แล้วพูดกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ร้อนรน
“นี่มันอะไรกันเนี่ย หลินจือเสี้ยว เธอมาที่นี่ได้ยังไง แถมยังแต่งชุดอะไรก็ไม่รู้ เหมือนตัวละครจีนโบราณเลย อย่าบอกนะว่า....”
ทว่าเพียงครู่เดียวก็ตั้งสติได้ เพราะคิดว่าต่อให้ร้อนรนไป ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร
หลินจือเสี้ยวพยายามคิดปะติดปะต่อเรื่องราวไม่เข้าใจว่าเวลานี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“จำได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันรีบไปสอบวิชาสุดท้ายแล้วดันตื่นสายนิดหน่อย เพราะเมื่อคืนดื่มฉลองกับเหล่าเพื่อน ๆ จนเมา เหลือเวลาเพียงแค่สามสิบนาที ที่จะต้องไปให้ถึงห้องสอบ ฉันรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากอพาร์ตเมนท์...”
หญิงสาวพูดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นช้า ๆ และพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จำได้ว่าเธอวิ่งมาถึงหน้าอพาร์ตเมนท์ จากนั้นโบกแท็กซี่คันที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อเปิดประตูเข้าไปนั่งก็ได้บอกกับคนขับอย่างเร่งรีบ “ไปมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ ด่วนที่สุดเลยนะคะคุณลุง หนูต้องเข้าห้องสอบก่อนแปดโมงเช้า”
“แบบนั้นไม่ดีหรอกมั้งหนู ขับรถเร็วเกินไป ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา พวกเราจะไม่เหลือเอาน่า อะไหล่อย่างลุงหายากเสียด้วย” คนขับแท็กซี่ตอบกลับมาอย่างไม่เห็นด้วย และพยายามมพูดติดตลกเพราะไม่อยากเคร่งเครียดเกินไป“หนูเข้าใจที่คุณลุงพูดนะคะ แต่ช่วยหนูหน่อยเถอะนะคะ หนูรีบจริง ๆ วันนี้เป็นสอบวันสุดท้าย ถ้าผ่านการสอบวันนี้ไปแล้วหนูก็จะเรียนจบ แต่ถ้าหนูไปไม่ทันสอบวันนี้ หนูต้องลงทะเบียนเรียนใหม่ กว่าจบอีกทีปีหน้าเลยนะคะ ถ้าคุณลุงโดนปรับก็ติดต่อหาหนูได้เลย หนูจะจ่ายค่าปรับให้ทั้งหมดเอง คุณลุงช่วยหนูหน่อยนะคะ”
หลินจือเสี้ยวพยายามรบเร้าลุงคนขับแท็กซี่ นั่นเพราะเธอไม่มีหาทางอื่นแล้วจริง ๆ ถ้าหากหายตัวแล้วไปโผล่ที่ห้องสอบได้ เธอก็คงทำไปแล้ว
คนขับได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างเสียมิได้ รู้ก็รู้ว่าการขับรถเร็วเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่เมื่อเห็นเด็กรุ่นลูกมีความตั้งใจในการเรียนแล้ว เขาก็อดที่จะช่วยไม่ได้
ในที่สุดลุงคนขับยอมทำตามความต้องการของเธอ
“ก็ได้ ๆ ลุงจะพยายามนะ นั่งดี ๆ ก็แล้วกัน”
หลังจากพูดจบรถแท็กซี่ก็เคลื่อนตัวออกไปด้วยความเร็ว คนขับพยายามทำเวลาอย่างสุดฤทธิ์ เพื่อที่จะไปส่งผู้โดยสารให้ถึงเป้าหมายทันเวลาให้ได้ ถึงแม้ว่าจะต้องใช้ความเร็วที่มากกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ระมัดระวังน้อยลงไปเลย
เวลาผ่านมาแล้วสิบนาที หลินจือเสี้ยวก็ยังคงมีความกังวลมาก เธอนั่งแทบจะไม่ติดเบาะ ในใจคิดว่าถ้าไม่ทันขึ้นมาจริง ๆ จะไปขอร้องอาจารย์ประจำรายวิชายังไงดี เพื่อขอสิทธิ์สอบอีกครั้ง
“คุณลุงคะ ช่วยเร่งให้อีกหน่อยได้ไหมคะ หนูกลัวว่าจะไม่ทันค่ะ เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีแล้ว” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่ร้อนรน สายตามองไปนอกถนนเพื่อดูว่าตอนนี้ถึงไหนแล้ว
“เร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ มันอันตรายมากรู้ไหม ต่อให้เราจะระมัดระวังขนาดไหน หากว่าคนอื่นเขาไม่ระวัง เราก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน ถ้าเร่งความเร็วมากนี้ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริง ๆ ลุงรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ” ลุงคนขับเองก็ตอบกลับมาอย่างกังวลใจเช่นกัน นี่เขาก็ทำเกินที่กฎหมายกำหนดแล้ว หากยังเร่งเครื่องอีก แล้วเกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบกันล่ะ
“เร่งให้หนูหน่อยเถอะนะคะคุณลุง หนูขอร้อง อีกอย่างเราคงไม่โชคร้ายขนาดนั้นมั้งคะ” หลินจือเสี้ยวยังคงดื้อรั้นที่จะรบเร้าต่อ เป็นเพราะว่าเธอเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริง ๆ
ทว่าพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ เมื่อรถแท็กซี่ที่หลินจือเสี้ยวนั่งอยู่ขับไปดี ๆ กลับมีรถจากเลนฝั่งตรงข้ามกำลังแซงรถบรรทุกขึ้นมาอย่างเร็ว รถคันที่แซงมานั้นขนานมากับรถบรรทุก โดยไม่ลดความเร็วเลยแม้แต่น้อย และสุดท้ายก็เสียหลักพุ่งเข้าข้ามฝั่งมาหารถแท็กซี่ทันที
ตอนพิเศษ 2 ครอบครัวที่อบอุ่นถึงกำหนดวันที่จะต้องเดินทางเอาสินค้าไปเสนอที่ร้านค้าใหญ่ในต่างแคว้นหลิน หลินจือเสี้ยวเตรียมตัวจะออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างดี รถม้าคันใหญ่จอดรออยู่หน้าจวนแม่ทัพอย่างพร้อมสรรพ หีบสัมภาระถูกขนขึ้นไปจนเต็มคันรถ ทั้งเสื้อผ้า หนังสือการค้า และตัวอย่างสินค้า ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างรอบคอบตามนิสัยของนาง ที่ไม่เคยปล่อยให้รายละเอียดใดตกหล่น“ตรวจดูอีกครั้ง อย่าให้มีอะไรขาดตก” หลินจือเสี้ยวเอ่ยกับสาวใช้ที่จะติดตามไปด้วย น้ำเสียงนางราบเรียบ แต่แฝงด้วยความจริงจัง“เจ้าค่ะฮูหยิน” สาวใช้ก้มหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะทำการตรวจดูอีกครั้งหลินจือเสี้ยวสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวขึ้นบันไดรถม้า แต่เพียงก้าวแรกที่เหยียบขึ้นไป โลกทั้งใบกลับหมุนคว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว ภาพตรงหน้าพร่าเลือน ร่างกายเบาหวิวราวกับไร้น้ำหนัก“ฮูหยิน!” เสียงร้องอย่างตื่นตกใจดังขึ้นรอบด้านนางรู้สึกเพียงว่าร่างของตนเองเอนลง ก่อนที่สติจะดับวูบไปเมื่อหลินจือเสี้ยวลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องที่คุ้นเคย กลิ่นยาสมุนไพรลอยอ่อน ๆ อยู่ในอากาศ แสงที่ลอดผ่านผ้าม่านมา ส่องสว่างให้เห็นใบห
ตอนพิเศษ 1 ร้านค้าของฮูหยินท่านแม่ทัพในช่วงเวลาเดียวกัน หลินจือเสี้ยวเองก็ไม่ได้เลือกใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่เพียงในจวนแม่ทัพเท่านั้น หากแต่นางเริ่มต้นเส้นทางของตนเองอย่างจริงจังเช่นกัน สิ่งแรกที่นางสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงที่เพิ่งทะลุมิติมา นั่นคือเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ซึ่งในยุคนี้ยังห่างไกลจากคำว่ามีคุณภาพอยู่มาก ทั้งหยาบ ทั้งไม่สะอาด และบางชนิดยังใช้แล้ว ทำให้ผิวเกิดผดผื่นและสิวเสียด้วยซ้ำความรู้จากโลกเดิมของนาง ที่เคยศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในยุคนี้อย่างคาดไม่ถึง“น้ำมันทาผิวเช่นนี้ หากใช้ไปนาน ๆ ผิวต้องเสียแน่ แทนที่จะได้บำรุง กลับกลายเป็นว่าผิวถูกทำลาย” นางเคยบอกกับหยางตงจือ ในขณะหยิบแป้งผงหยาบขึ้นมาดู “เนื้อแป้งทั้งหยาบ ทั้งมีสิ่งเจือปน ไม่มีการกรองให้ดีเลย” นางยังบ่นไม่หยุดหยางตงจือฟังแล้วก็เพียงยิ้ม แล้วเอ่ยถามออกไป “เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไรเล่า นี่คือน้ำมันทาผิวและแป้งที่ดีที่สุดแล้วนะ”“ข้าจะทำของที่ดีกว่านี้ออกมาใช้เองเจ้าคะ” นางเงยหน้ามองเขาดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะกล่าวอย่างหนักแน่นคำกล่าวนั้นไม่ได้เป็นเพียงลมปาก เพราะหลังจากนั้นไม
บทส่งท้าย บุตรชายของเรา (จบ)เพียงสองเดือนหลังจากพิธีแต่งงานผ่านพ้นไป ความสงบสุขที่เพิ่งตั้งหลักในจวนแม่ทัพ ก็ถูกสั่นคลอนด้วยข่าวด่วนจากชายแดน กองทัพของแคว้นข้างเคียงเคลื่อนไหวผิดปกติ เกิดการปะทะกันประปราย จากนั้นในเวลาไม่นาน ก็ลุกลามเป็นความไม่สงบที่ยากจะควบคุมในห้องโถงใหญ่จวนแม่ทัพหยางตงจือยืนฟังรายงานด้วยสีหน้าจริงจัง แผนที่ถูกคลี่ออกบนโต๊ะยาว เส้นทางการเคลื่อนทัพถูกขีดเขียนไว้ชัดเจน บรรยากาศหนักอึ้งด้วยกลิ่นอายของสงครามที่ใกล้เข้ามาเขาไม่มีทางเลือก การนำทัพออกไปครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปราบปรามเล็กน้อย แต่เป็นศึกที่อาจยืดเยื้อยาวนานก่อนออกเดินทาง หยางตงจือมาหาหลินจือเสี้ยวที่เรือน นางยืนอยู่ใต้ชายคา สีหน้าเรียบสงบ แต่แววตากลับซ่อนความกังวลไว้ไม่มิด“ครั้งนี้ข้าคงต้องไปนาน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนหลินจือเสี้ยวพยักหน้าและตอบกลับเบา ๆ “ข้ารู้เจ้าค่ะ”สายลมพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง ความเงียบช่วงสั้น ๆ กลับหนักแน่นยิ่งกว่าคำกล่าวลาใด ๆ“เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดี” เขากล่าวเสียงต่ำด้วยความเป็นห่วง“ท่านก็เช่นกัน” หลินจือเสี้ยวกล่าวพลางมองหน้าเขา น้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อยด้วยความเป็นห่วงเช่
ตอนที่ 48 คืนเจ้าหอแสนหวาน (ตอนปลาย)“อ่าร์สสส ท่านพี่ ข้าไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวร้องลั่นแล้วก็ปล่อยน้ำออกมาจากร่องรัก น้ำรักไหลอาบลงมาจนเปียกคนใต้ร่างหยางตงจือยกยิ้มออกมาเมื่อรู้ได้ว่าเมียรักไปฝั่งฝันแล้ว เขาหยุดนิ่งลงและโอบกอดนางไว้ มือหนาลูบหลังนางเบา ๆ“เจ้ามีความสุขหรือไม่” หยางตงจือกระซิบถามคนที่อยู่ในอ้อมแขน“เจ้าค่ะ ข้ามีความสุขยิ่งนัก” นางตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระเส่าเพราะเหนื่อยอ่อน“เช่นนั้นข้าจะมอบความสุขให้เจ้าอีก ข้าจะมอบให้เจ้าทุกวันคืน ข้าอยากมีลูกกับเจ้า” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยขึ้นมาเบา ๆจากนั้นเขาก็โยกตัวนางที่นั่งคร่อมเขาอยู่ให้หงายหลังลงไปนอนที่เตียงทั้ง ๆ ที่มังกรร้ายยังอยู่ในร่องรัก โดยเขาเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมนางไว้ขาของนางข้างหนึ่งถูกจับพาดไว้ที่ข้างคอของเขา อีกข้างถูกฉีกออกไปให้กว้างขึ้น จากนั้นสะโพกหนาก็อัดกระแทกมังกรร้ายใส่ร่องรักอย่างหนักหน่วงรุนแรง จนตัวเองกระเพื่อมขึ้นลง“อ่าร์ส เสียวมาก แน่นดีที่สุด” หยางตงจือจับขาที่พาดคอตัวเองไว้แล้วกระแทกมังกรใส่ร่องรักอย่างมัวเมาก็ถึงกับครางออกมาอย่างเสียวซ่าน“กรี๊ดดด ท่านพี่ ..ข้า..” หลินจือเสี้ยวครางออกมาเสียงหลง เมื่อจังหวะรัก

















