Se connecterการพักแรมบางครามีโรงเตี๊ยมบางคราก็ต้องนอนในป่า ทว่าบุรุษผู้นี้ก็ยังคงมีท่าทีสง่างาม ทุกอิริยาบถของเขาน่ามอง ใบหน้าหล่อเหลาแม้ขาวซีด แต่ดวงตาคมกริบและรอยยิ้มหล่อเหลากลับน่ามองยิ่ง
หญิงสาวรับน่องไก่ที่เขาส่งมาให้จากนั้นกินอย่างเอร็ดอร่อย ตอนกินก็ลอบมองเขาไปด้วย
...ขนาดแทะน่องไก่มันแผล็บเขาก็ยังน่ามองอยู่ดี
เฮ้อ ไม่รู้เพราะอะไรนางจึงรู้สึกว่าตัวเขาช่างน่าดึงดูดใจเหลือเกิน ทั้งใบหน้าหล่อเหลา ทั้งกิริยาท่าทางสุภาพอ่อนโยน ผิดก็แต่ท่าทางอ่อนแอนั่นที่ดูขัดหูขัดตาอยู่บ้าง
“เช็ดมือหรือไม่” เขาส่งผ้าเช็ดหน้ามาให้ หญิงสาวมองผ้าเช็ดหน้าปักลายด้วยความประณีตนั้นแล้วส่ายหน้า ตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปล้างมือข้างลำธาร
“ข้าถามได้หรือไม่” นึกไม่ถึงว่าเขาจะเดินตามมา
“ถามเรื่องใด”
“ท่านกำลังจะไปที่ใดหรือ”
“จริงๆ แล้วข้ากำลังชั่งใจว่าจะไปเมืองหลวงหรือไปทางตะวันออก”
“ตะวันออก?”
“ใช่ ข้าเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วหล้า ขึ้นเหนือลงใต้จากนั้นไปตะวันออกและต่อด้วยตะวันตก ข้าเพิ่งลงมาจากแดนเหนือเพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสงคราม”
เขาพยักหน้าจุ่มมือลงล้างในลำธารเช่นกันกับนาง “ชายแดนเหนือกำลังคุกรุ่นด้วยไฟสงครามจริงๆ แต่เมืองหลวงก็วุ่นวายไม่ต่างกัน”
“ก็อาจเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าที่ใดยิ่งมากคนก็ยิ่งมากด้วยปัญหา” นางเห็นด้วยทว่าตอนกำลังยืนขึ้นคิ้วเรียวก็ขมวดมุ่น “กลับไปที่รถม้า!” เพิ่งพูดจบมือสังหารก็จู่โจมเข้ามาทันที
ลูกธนูมากมายพุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง เสวียนเหยาผลักฉีเฟิงเยี่ยนหลบทว่าเขากลับลื่นตกลงไปในลำธาร นางควานมือลงไปดึงสาบเสื้อเขาพร้อมลากขึ้นมาจากน้ำ ครั้งนี้จำนวนมือสังหารมีมากกว่าสามสิบ ในขณะที่นางกับองครักษ์รวมกันมีเพียงแปดคนเท่านั้น นับว่าเสียเปรียบอยู่มากจริงๆ
เสวียนเหยานับเป็นยอดยุทธ์หญิงเมื่อเทียบกับมนุษย์ ด้วยนางเป็นเซียนที่ฝึกตนมาเป็นเวลานาน ทั้งฝีมือ ความคล่องแคล่ว บวกกับพลังจากของวิเศษอย่างหยกอันอวี่ มือสังหารมากมายล้วนตายตกไปภายใต้กระบี่ที่นางแย่งมาจากมือสังหารเหล่านั้น
หญิงสาวกันฉีเฟิงเยี่ยนเอาไว้ด้านหลัง คุ้มครองเขาอย่างสุดความสามารถ กระทั่งเวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูปมือสังหารเริ่มล่าถอย...
“ข้าว่าท่านไม่เป็นไรแล้ว...”
เพิ่งพูดจบเบื้องหลังกลับเจ็บแปลบกระทั่งความเจ็บไล่ลามไปทั่วเรือนกาย เสวียนเหยาก้มลงมองหน้าอกด้านขวาที่ปลายกระบี่คมกริบแทงทะลุออกมาเล็กน้อย
อา...ร่างกายคล้ายถูกเปลวไฟแผดเผา ความเจ็บปวดแล่นลามไปยังแขนขาจนรู้สึกชาไม่อาจขยับ ร่างทั้งร่างค่อยๆ ล้มหงายหลังจากกระบี่เล่มนั้นถูกดึงออกอย่างแรง
นางได้แต่มึนงงสับสน แต่เมื่อผู้รู้ว่าที่ลงมือกับนางก็คือฉีเฟิงเยี่ยน “เจ้า!!!”
เขาประคองนางนอนราบลงกับพื้นท่ามกลางการล่าถอยของมือสังหาร ก้มลงมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน รอยยิ้มหล่อเหลาทำให้นางงุนงงยิ่งกว่าเดิม “เพราะเหตุใด เจ้าเป็นใคร!...”
“สงสัยหรือว่าเหตุใดข้ารู้ว่าปราณเซียนของท่านอยู่ที่หน้าอกด้านขวา...ผู้ครอบครองหยกอันอวี่”
นางเบิกตามองเขาขณะดวงตากำลังพร่ามัวด้วยความเจ็บปวด มีเพียงคนเดียวที่ล่วงรู้เรื่องนี้...อดีตคู่หมายของนาง ผู้ครอบครองกระบี่หวงหลง!!
“เจ้าเป็นอะไรกับเขา!”
“ข้าคือบุตรชายของเขา...กับนาง”
เสวียนเหยาคว้าสาบเสื้อของเขาแน่น ความโกรธปะทุขึ้นทว่าร่างกายกลับสิ้นไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ความสับสนงุนงงแต่ปะปนมากับความโกรธทำให้ในดวงตาแฝงประกายไม่ยินยอม
ตลอดมาคิดว่าตัวเองหลบเร้นและซ่อนตัวได้ดี ทว่าเพราะเหตุใด...กว่าพันปีผันผ่านเหตุใดนางจึงถูกจับได้ อีกทั้งยังถูกทำร้ายซ้ำๆ จากอดีตที่นางพยายามวิ่งหนีมาครึ่งชีวิต
นางหนีพ้นจากผู้ครอบครองกระบี่หวงหลงและผู้ครอบครองพัดวารี ทว่าวันนี้กลับเสียท่าให้กับบุตรชายของสองคนนั่นอย่างนั้นหรือ!!
สาบเสื้อของนางถูกแหวกออกเล็กน้อย เชือกที่ใช้ห้อยแหวนหยกถูกดึงออก เสวียนเหยาพยายามตั้งสติด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึก มือพยายามยื้อเชือกเส้นนั้นจากเขา ทว่าเมื่อเห็นว่าเขาทำอะไรนางก็ได้แต่ตื่นตระหนก
เสวียนเหยากำลังจะเดินพ้นประตูวังหลวง รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งมาจอด ผู้มาก็คือฉีฮูหยินและฉีซวงซวงบุตรสาว ทั้งสองลงจากรถม้าและชะงักไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเห็นนาง“นึกไม่ถึงว่าจะพบเจ้าที่นี่” ฉีฮูหยินกล่าวทั้งยังเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาว ฉีซวงซวงมองนางตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าจากนั้นแค่นยิ้ม“สตรีบ้านป่าไม่รู้กาลเทศะ แต่งกายราวกับผู้ไม่ได้รับการอบรมเข้าวังหลวง โชคดีจริงๆ ที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเจ้าเคยอาศัยจวนตระกูลฉีช่วงหนึ่ง หาไม่ตระกูลฉีคงขายหน้าแย่”เสวียนเหยาหันไปมองอีกฝ่ายโดยไม่ได้กล่าวอะไร และนั่นทำให้ฉีซวงซวงอึดอัดทนไม่ไหว “เจ้ามองอะไร”“มองไก่ป่าที่คิดว่าตัวเองคือหงส์” หญิงสาวกล่าวพร้อมกับมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า “แพรพรรณฉูดฉาด เครื่องประดับสักแต่ประโคมความหรูหรา ไร้รสนิยมสิ้นดี แม้แต่สีสันจัดจ้านไม่เข้ากันสักนิดยังกล้าสวมใส่ ไม่เรียกไก่ป่าหรือยังมีสิ่งอื่นให้เรียก”“เจ้า!”รถม้าอีกคันวิ่งเข้ามาจอดเช่นกันเป็นรถม้าหรูหรามีป้ายตำหนักหนิงหวงแขวนเอาไว้ ทว่าผู้ที่ก้าวลงมากลับเป็นสตรีในชุดสีเขียวอ่อนน่ามอง เครื่องหยกน้อยชิ้นทว่าดูหรูหรา กิริยาที่ก้าวลงมาจากรถม้าอ่อนช้อยทว่าคล่องแคล่วน่ามอง“
“จริงคือเท็จ เท็จคือจริง ข้าต้องการให้ผู้คนเข้าใจว่าเขาไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง”“เริ่มต้นขึ้นแล้วหรือ”“ใช่ เริ่มต้นขึ้นแล้ว”การแก่งแย่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว องค์ชายกำลังห้ำหั่นเพื่อบัลลังก์มังกร เห็นท่าทางเหนื่อยล้าของฮ่องเต้ นางเองก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเห็นใจ แม้เป็นบิดาก็ไม่อาจควบคุมความกระหายในอำนาจของโอรส อำนาจก็เหมือนของน้ำหวานที่ทั้งดึงดูดและยั่วเย้า ขอเพียงมีโอกาสผู้ใดเล่าจะไม่อยากลิ้มลอง“มีผู้ใดล่วงรู้เรื่องในห้องนี้อีก”“องค์ชายเก้า”นางเงียบไปนานมากคล้ายกำลังครุ่นคิดใคร่ครวญอย่างละเอียด “ข้าขอเตือน ไม่ว่าเรื่องนี้จะจบอย่างที่ท่านหวังหรือไม่ สิ่งที่เขาติดค้างท่านก็จะจบลงที่การแก่งแย่งครั้งนี้”“แต่เฟิงเยี่ยนกับองค์ชายเก้าเป็นสหายที่ดีต่อกันเสมอมา การจะพาเฟิงเยี่ยนไปจากที่นี่...”นางแค่นหัวเราะ “ไม่ใช่ท่านเพียงคนเดียวที่เขาติดค้าง ในเมื่อข้อแลกเปลี่ยนของท่านจะจบลงตรงที่องค์ชายเก้าขึ้นครองบัลลังก์ เช่นนั้นไม่ว่าเรื่องนี้จะจบลงโดยดีหรือไม่ ข้าจะพาเขาไปจากซย่าเทียน”นางพูดจบก็เดินออกมาจากห้องนั้น ทว่าระหว่างออกมาจากตำหนักหลงคุน องค์ชายเก้าหลงเส้าเทียนก็ยืนรอนางอยู่แล้ว บุรุษหล่อเหลา
ใบหน้าแก่ชรายิ้มให้นางบางๆ ท่าทางอ่อนแอของอีกฝ่ายทำให้นางนึกถึงคำพูดของฉีเฟิงเยี่ยน บัลลังก์กำลังจะเปลี่ยนมือแล้วในอีกไม่ช้า“แม่นางเสวียนในที่สุด”อีกฝ่ายยกมือขึ้นกวักมือเรียกนางให้เข้าไปใกล้ เสวียนเหยาเดินเข้าไปอีกห้าก้าวหยุดตรงหน้าเก้าอี้มังกร สีหน้าราบเรียบไม่ได้คุกเข่า ไม่ได้แสดงการคำนับ ตรงกันข้ามกลับยืดหลังตรงด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง“ข้าไม่ประหลาดใจสักนิดที่ท่านแสดงท่าทีเช่นนี้กับ...ฮ่องเต้ซย่าเทียน”เสวียนเหยาแค่นหัวเราะ “แล้วท่านยังคาดหวังสิ่งใดกับผู้ที่ถูกทรยศหักหลัง” มันเริ่มต้นมาจากอดีตฮ่องเต้แคว้นซย่าเทียน ปีนั้นฮ่องเต้ปรารถนาในสามของวิเศษ แผ่นดินวุ่นวายแตกแยก ของวิเศษและผู้ครอบครองหลบเร้น นางพลัดหลงกับกระบี่หวงหลงและพัดวารี ทำให้สองคนนั้นสนิทสนมจนก่อเกิดเป็นความใกล้ชิด...“ข้าไม่อาจปฏิเสธว่าบรรพบุรุษของข้าทำผิดต่อสามผู้ครอบครองของวิเศษ ทว่าก็ไม่อาจแบกรับความผิดที่ตัวข้ากำลังพยายามแก้ไข”เสวียนเหยามองอีกฝ่ายนิ่ง“ข้ารอ...รอว่าเมื่อไหร่เขาจะหาท่านพบ ในที่สุดก็มีโอกาสได้พบท่านก่อนตาย ในที่สุดก็ได้พบผู้ครอบครองของวิเศษครบทั้งสามคน ได้มีโอกาสคุกเข่ายอมรับผิด...” เขาลงจากเก้าอี้มัง
มันนานมากแล้วจริงๆ นานจนนางจดจำความรู้สึกโกรธขึ้งตอนที่เลือกจากมาแทบไม่ได้แล้ว มันเลือนรางจนวันหนึ่งนางกลับเพิ่งตระหนักว่าหัวใจของนาง...ไม่หลงเหลือความรู้สึกลึกซึ้งในวันนั้นอีกกลางดึกคืนนั้นเสวียนเหยาเดินออกมาเพราะชอบความเงียบ หน้าเรือนหลักของบ้านแบบซานเหอย่วน[1]มีโต๊ะเก้าอี้เอาไว้นั่งชมจันทร์ หญิงสาวเดินไปนั่งตรงนั้น เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ซึ่งกำลังส่องสว่าง แม้รอบกายเงียบงันแต่นางกลับรับรู้ถึงองครักษ์ที่กำลังคุ้มกันโดยรอบ“พรุ่งนี้ข้าต้องไปแล้ว” ฉีเฟิงเยี่ยนกล่าว“นอกด่าน?” นางถาม“ผู้อื่นคิดว่าเป็นเช่นนั้น”นางเงียบไม่ได้ถามต่อ“เป็นไปได้หรือไม่ที่ท่านจะอยู่ที่นี่...สักพัก อย่างน้อยก็จนกว่าร่างกายของท่านจะหายดี หรือหากเป็นไปได้จนกว่าข้าจะกลับมา”“เจ้าทำเพียงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดในใจของบิดามารดาเจ้าหรือ” อยู่ๆ นางก็ถามเขาเช่นนั้น นึกอย่างไรก็มองเห็นเพียงสาเหตุนี้หลังจากนางหลบเร้นออกมามารดาของเขา...หนิงเหอ อีกฝ่ายก็หลบเร้นออกมาจากแดนเซียน ข่าวว่าบิดาของชายหนุ่มออกตามหาจนท้อใจ กระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจละทิ้งแดนเซียนเช่นกัน“ท่านจะคิดเช่นนั้นก็ย่อมได้”เสวียนเหยาถอนหายใจออกมาเสียงเ
เสวียนเหยาเดินไปถึงกลางห้องฉีฮูหยินก็ส่งเสียงขึ้น “เจ้า...เจ้ากล้า?! เด็กๆ ขวางพวกเขาไว้!” ฉีฮูหยินรู้สึกเสียหน้าจนโกรธกรุ่น นางตะโกนเรียกคนของจวนแม่ทัพ เสียงรับคำดังขึ้นคนของฉีเฟิงเยี่ยนเองก็เร่งรุดมาขวางเสวียนเหยาเดินไปหยุดอยู่หน้าโต๊ะกลางห้อง นางหันไปมองฉีฮูหยินจากนั้นฟาดฝ่ามือลงไปบนโต๊ะด้วยความหงุดหงิด นึกไม่ถึงพลังขุมหนึ่งแล่นปราด ฝ่ามือที่นางฟาดลงกลับทำให้โต๊ะไม้หนาหนักแตกละเอียดเป็นชิ้นๆ!!!ทุกคนสะดุ้งตกใจด้วยความหวาดหวั่น ฉีเฟิงเยี่ยนเป็นคนเดียวที่สงบนิ่งที่สุด เขาถอนหายใจเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว ชายหนุ่มกำลังจะคว้ามือของนางมาดูว่าไม้นั่นทิ่มมือนางหรือไม่...เสวียนเหยาเลิกคิ้วมองเขา มือข้างที่เพิ่งฟาดโต๊ะคว้าสาบเสื้อของเขาดึงเข้าหาตัว “หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดข้าจึงยัง...”เขาถอนหายใจออกมาเสียงเบา “เหตุใดต้องโมโหขนาดนี้ ไม่มีใครขวางท่านเอาไว้ได้อยู่แล้ว คนในจวนนี้ไม่มีใครมีฝีมือขนาดนั้น”ไม่สิ...นางไม่สมควรใช้วรยุทธ์ได้ ปราณเซียนของนางถูกทำลายไปแล้ว นางสมควรเป็นเช่นคนพิการเหมือนเขา เจ็บออดๆ แอดๆ ร่างกายอ่อนแอ ทว่าเมื่อครู่ที่นางหงุดหงิดกลับเผลอเดินพลังในกาย ฝ่ามือนั้นทรงพลังพอ
เสวียนเหยาหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่เกรงใจผู้ใด “ข้านับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” หญิงสาวหันไปมองฉีซวงซวงจากนั้นหันไปสบตากับฉีฮูหยิน “ที่แท้สตรีสูงศักดิ์ก็ไม่แตกต่างกับสตรีทั่วไปในตลาด ทำผิดไม่ยอมรับผิดก็ว่าหนักหนาแล้ว แต่การดูถูกดูแคลนผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลังเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับสตรีที่ไร้ซึ่งการอบรม เป็นคนอื่นก็ว่าแล้วไปแต่นี่เป็นผู้ที่เติบใหญ่ภายใต้จวนเดียวกันแท้ๆ แม่ทัพฉีเป็นผู้กล้าที่ได้รับการยกย่องไปทั่วหล้า แต่เบื้องหลังกลับ...” นางถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า “นึกไม่ถึงจริงๆ ท่ามกลางเลือดเนื้อที่บิดาสูญเสีย บุตรสาวของเขากลับเติบโตมาเป็นสตรีเช่นนี้” นางแค่นหัวเราะ “ฉีเฟิงเยี่ยนบิดามารดาผู้ให้กำเนิดของเจ้า ปล่อยให้เจ้าลำบากถึงขั้นต้องมาทนอยู่กับคนเหล่านี้เลยหรือ เจ้าไม่มีที่อื่นให้ไปแล้วหรือไร”ชายหนุ่มเพียงยืนนิ่งในขณะที่สตรีตระกูลฉีหน้าแดงด้วยความโกรธและอับอาย “แม่นางเสวียนวาจาของเจ้าไม่คิดว่าเกินไปหรอกหรือ...”เสวียนเหยามองฉีฮูหยินด้วยสายตาเย็นชา “ข้อแรก...ใช่ข้าเป็นผู้ที่มาอาศัย แต่ก็เคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงธรรมเนียมปฏิบัติของชนชั้นสูงในเมืองหลวง โดยเฉพาะจวนขุนนางว่าผู้มาย่อมเป็นแขก







