LOGINเนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้นอนกลิ้งเกลือกบนกองเงินกองทองโดยไร้สามีมากวนใจ นางจึงลงทุนสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองกลายเป็นสตรีชั่วช้าอันดับหนึ่ง ทั้งหยาบคาย ไร้ยางอาย และจิตใจคับแคบ หวังให้บุรุษทั่วเมืองหลวงขยาด ทว่าแผนการอันสมบูรณ์แบบกลับพังทลาย เมื่อนางไปเตะตา มู่หรงจิ่ง ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการที่มีฉายาว่ายมทูตหน้าหยก คนอื่นมองว่านางบ้า... แต่เขากลับมองเห็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ คนอื่นวิ่งหนีนาง... แต่เขากลับเดินหน้าไล่ต้อน "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นสตรีชั่วช้า เปิ่นหวางก็จะส่งเสริม... เริ่มจากแต่งเข้ามาเป็นชายาจอมโหดของเปิ่นหวางเป็นอย่างไร?"
View Moreลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วเมืองหลวง หลังคาจวนชินอ๋องถูกย้อมจนกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับสีแดงสดของโคมไฟที่แขวนประดับอยู่ตามระเบียงทางเดิน บ่งบอกถึงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงภายในห้องหนังสือที่อบอุ่นด้วยเตาถ่านมู่หรงจิ่ง นั่งอ่านฎีกาอยู่ที่โต๊ะทำงาน ทว่าสมาธิของเขามิได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษร หากแต่คอยลอบชำเลืองมองสตรีที่นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างเนี่ยซวง กำลังจดจ่ออยู่กับการกิน... กินอย่างเอาเป็นเอาตายในมือของนางถือจานใส่ผลส้มจี๊ดดองเกลือและมะม่วง นางหยิบผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารทิพย์จากสวรรค์"เนี่ยซวง" มู่หรงจิ่งอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยทัก "เจ้ากินของเปรี้ยวมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่เข็ดฟันบ้างหรือ"เนี่ยซวงกลืนส้มจี๊ดลงคอแล้วหันมาทำตาโตใส่สามี "ไม่เข็ดเพคะ ช่วงนี้หม่อมฉันรู้สึกเบื่ออาหารรสจืดชืด อยากกินแต่ของรสจัดจ้าน ท่านพี่... ท่านช่วยสั่งให้ห้องเครื่องทำมะม่วงคลุกพริกเกลือมาเพิ่มอีกสักจานได้หรือไม่"มู่หรงจิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่าปกติเนี่ยซวงเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย แต
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหล สามปีนับจากศึกสงครามครั้งใหญ่ที่ชายแดนด่านเหนือ ความสงบสุขได้หวนคืนสู่แคว้นต้าเยี่ยนอย่างแท้จริง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ราษฎรอยู่ดีกินดี ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หนุ่มผู้ปรีชาสามารถ และการสนับสนุนจากชินอ๋องผู้สำเร็จราชการทว่า... ความสงบสุขที่ว่านั้น ดูเหมือนจะยกเว้นไว้เพียงสถานที่เดียวณ จวนชินอ๋อง เสียงไก่ขันยามรุ่งสางยังไม่ทันจางหาย เสียงร้องโวยวายของบ่าวไพร่ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ"คุณชายน้อย! อย่าเพิ่งวิ่งไปทางนั้นขอรับ! ระวังตกสระบัว!""คุณชายน้อย! นั่นดาบอาญาสิทธิ์ของท่านอ๋องนะขอรับ นำไปขุดดินเล่นไม่ได้!"เงาร่างเล็กป้อมในชุดผ้าไหมสีแดงสดวิ่งหลบซ้ายขวาไปทั่วสวนหิน ด้วยความเร็วที่น่าตกใจสำหรับเด็กวัยเพียงสามขวบ ใบหน้ากลมป้อมขาวผ่องดุจซาลาเปานึ่งสุก ดวงตากลมโตสุกใสทอประกายซุกซน และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยนมู่หรงเฉิง หรือ อาเฉิง บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของชินอ๋องมู่หรงจิ่งและพระชายาเนี่ยซวง"จับข้าให้ได้สิ เจ้าเต่าเชื่องช้า" อาเฉิงแลบลิ้นใส่พ่อบ้านที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ในมือเล็กป้อมถือตราประทับหยกขาวประจำตำแหน่งชินอ๋องแกว่งไป
เนี่ยซวงโยนราชโองการให้แม่ทัพแคว้นอวี้ แม่ทัพผู้นั้นรับไปเปิดอ่าน มือไม้สั่นเทา“ราชโองการระบุว่าให้ปลดองค์หญิงอวี้หลันออกจากฐานันดรศักดิ์ คุมตัวกลับไปรับโทษ และให้ทหารทุกนายถอยทัพกลับทันที หากฝ่าฝืน... มีโทษฐานกบฏ”แม่ทัพแคว้นอวี้หน้าซีดเผือด เขารีบคุกเข่าลงหันไปทางทิศเมืองหลวงแคว้นอวี้“น้อมรับราชโองการ”“ไม่จริง” อวี้หลันกรีดร้อง “เจ้าโกหก นั่นเป็นของปลอม ข้าเป็นองค์หญิง พวกเจ้าต้องฟังข้า”“องค์หญิงจบสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเอ่ยเสียงเศร้า “พระองค์ทรงทำเกินไปจริงๆ”ทหารแคว้นอวี้ต่างพากันลดอาวุธลง เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากฝั่งต้าเยี่ยนอวี้หลันมองไปรอบๆ ด้วยความสิ้นหวัง นางสูญเสียทุกอย่างแล้ว ทั้งคนรัก อำนาจ และศักดิ์ศรี“มู่หรงจิ่ง...” นางหันไปมองบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ เขาขี่ม้ามายืนเคียงข้างเนี่ยซวง สายตาที่มองนางมีเพียงความสมเพช“กลับไปรับโทษเถิดอวี้หลัน” มู่หรงจิ่งเอ่ย “ชีวิตเจ้ายังมีค่า อย่าทำลายมันไปมากกว่านี้เลย”“ชีวิตที่มีค่า?” อวี้หลันหัวเราะทั้งน้ำตา “ชีวิตที่ไม่มีท่าน จะมีค่าอันใด ข้าทำทุกอย่างเพื่อท่าน แต่ท่านกลับ... กลับเห็นข้าเป็นเพียงศัตรู”นางคว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้
สายลมหวีดหวิวพัดกรรโชกหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณชายแดนด่านเหนือ ธงรูปพยัคฆ์ทมิฬบนกำแพงเมืองโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งราวกับจะขาดออกจากเสา เสียงกลองศึกดังกึกก้องสอดประสานไปกับเสียงโห่ร้องของทหารนับแสนนายที่ตั้งค่ายประชิดกำแพงเมืองเบื้องล่างกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน กองทัพแคว้นอวี้ดูดำมืดดุจเมฆฝนที่พร้อมจะถล่มทลายทุกสรรพสิ่ง นำทัพโดยสตรีในชุดเกราะสีเงินแวววาว บนศีรษะสวมหมวกเกราะประดับพู่สีแดงสด นางนั่งสงบนิ่งอยู่บนหลังม้าสีขาว ใบหน้างดงามบัดนี้เย็นชาและเต็มไปด้วยความอำมหิต“มู่หรงจิ่ง” อวี้หลันตะโกนก้อง เสียงของนางแฝงพลังยุทธ์ดังกังวานไปทั่วสมรภูมิ “ออกมาหาข้า หากท่านยังหดหัวอยู่หลังกำแพง ข้าจะสั่งทหารยิงธนูเพลิงเผาเมืองนี้ให้เป็นจุล และราษฎรทุกคนในเมืองจะต้องตายตกไปตามกัน”สิ้นเสียงคำขู่ ลูกธนูชุดแรกก็ถูกยิงขึ้นฟ้าเป็นเชิงข่มขวัญบนกำแพงเมือง ทหารรักษาการณ์ต่างหน้าซีดเผือด กำลังใจถดถอยด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าข้าศึกถึงห้าเท่าทันใดนั้น ประตูเมืองบานใหญ่ที่ปิดสนิทมาหลายวันก็ค่อยๆ เปิดแง้มออก เสียงเสียดสีของไม้และโลหะดังสนั่นหวั่นไหวเงาร่างของอาชาสีดำทมิฬควบตะบึงออกมาอย่างเชื่อง





