Mag-log inเนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้นอนกลิ้งเกลือกบนกองเงินกองทองโดยไร้สามีมากวนใจ นางจึงลงทุนสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองกลายเป็นสตรีชั่วช้าอันดับหนึ่ง ทั้งหยาบคาย ไร้ยางอาย และจิตใจคับแคบ หวังให้บุรุษทั่วเมืองหลวงขยาด ทว่าแผนการอันสมบูรณ์แบบกลับพังทลาย เมื่อนางไปเตะตา มู่หรงจิ่ง ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการที่มีฉายาว่ายมทูตหน้าหยก คนอื่นมองว่านางบ้า... แต่เขากลับมองเห็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ คนอื่นวิ่งหนีนาง... แต่เขากลับเดินหน้าไล่ต้อน "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นสตรีชั่วช้า เปิ่นหวางก็จะส่งเสริม... เริ่มจากแต่งเข้ามาเป็นชายาจอมโหดของเปิ่นหวางเป็นอย่างไร?"
view more"Tolong kasih aku kesempatan satu kali lagi, Bri. Aku menyesal sudah mengecewakan kamu. Aku tidak seharusnya melamar perempuan lain. Aku baru sadar kalau kamu adalah wanita terbaik," ujar Xander sembari berlutut di depanku. Kedua tangannya merapat. Mukanya memelas seolah-olah dia tidak bisa hidup kalau aku tidak memaafkannya.
Meski demikian, aku tetap menatapnya sinis. "Kenapa baru sekarang kamu sadar? Bukankah ini sudah terlambat? Sudah lima tahun kamu menikah dengan Carrie, dan kalian juga sudah punya anak."
"Tidak, Bri. Ini belum terlambat. Aku akan segera bercerai dengan Carrie. Setelah itu, kita bisa menikah dan menjalani hidup yang dulu pernah kita impikan. Aku janji akan membahagiakanmu, Bri," Xander mengangguk meyakinkan.
"Membahagiakan aku?" Aku bersedekap. Nada bicaraku mulai menanjak. "Dengan cara apa? Semua impianku sudah kamu kasih ke Carrie. Pernikahan di pantai, bulan madu di Lofoten, apartemen dekat rooftop dengan pemandangan yang cantik. Kau bahkan menamai anak kalian dengan nama yang kupilih."
"Justru itu, Bri," Xander mengguncang kakiku, "kamu bisa anggap dia sebagai anak kita. Aku memberinya nama itu karena aku tidak bisa melupakan kamu. Aku ingin kenangan dan harapan kita hidup dalam dirinya. Dan sekarang, kita bisa bersama lagi. Kita bisa mewujudkan impian kita yang tertunda."
Aku mendesah tak percaya. Kutarik kakiku mundur, menjauh dari sentuhan Xander. "Kau pikir aku seputus asa itu setelah putus darimu? Duniaku tidak berputar di sekitarmu, Xander. Aku sudah move on dan punya kekasih baru. Untuk apa aku kembali ke orang yang telah membuangku?"
"Aku tidak membuangmu, Bri. Aku hanya terlalu bodoh. Dulu itu, aku belum sadar kalau aku sungguh-sungguh mencintaimu. Aku—"
"Kalau memang cinta, kenapa baru sadar sekarang?" potongku dengan raut masam. "Apakah karena aku sudah punya karier dan prestasi yang bisa dibanggakan? Sehingga kau tidak perlu malu lagi bersanding denganku di depan orang-orang? Atau karena kau pikir aku tidak akan mengkhianatimu seperti yang istrimu lakukan?"
Belum sempat Xander menjawab, aku melanjutkan, "Aku bukan penampung sampah, Xander. Hanya karena istrimu membuangmu, bukan berarti aku harus memungutmu. Apalagi, aku sudah mendapatkan laki-laki yang mau menerimaku apa adanya dan jauh lebih baik darimu. Karena itu, bermimpi saja kalau kita bisa kembali seperti dulu."
Xander maju dan mengguncang kakiku lagi. "Tidak, Bri. Itu tidak benar. Aku kembali padamu karena aku sadar bahwa aku mencintaimu. Kau juga masih mencintaiku, kan? Kau pernah bilang kalau aku adalah laki-laki yang paling kau cintai di muka bumi. Impianmu adalah menikah denganku. Ayo kita wujudkan itu sekarang!"
Aku mendengus. Pipiku berkedut jijik. Aku tidak habis pikir dengan isi otak Xander. Bisa-bisanya dia mengulang janji yang jelas-jelas pernah dia ingkari? Berani-beraninya dia meminta maaf seolah aku tidak terlalu tersakiti? Lupakah dia akan dosa-dosanya terhadapku?
Padahal ....
Lima tahun yang lalu, kukira hubungan kami sempurna. Dia mencintaiku, dan aku mencintainya. Dia mendukung impianku, dan aku mendukung impiannya. Aku sampai mengerahkan segenap kemampuanku agar dia bisa merintis bisnisnya. Ya, dia bercita-cita menjadi pengusaha yang sukses, dan dia punya banyak janji-janji indah untuk diwujudkan.
"Nanti, kalau aku sudah sukses, ayo kita bangun keluarga harmonis yang bahagia dan sejahtera. Pernikahannya di pinggir pantai saja. Samakan dengan yang selama ini kamu bayangkan."
"Bulan madu kita di Lofoten saja. Itu impianmu, kan? Jangan pusingkan masalah biaya. Tabunganku pasti akan melebihi itu."
"Nanti aku pasti sanggup membeli apartemen itu. Kita dekorasi semua ruangan dengan penuh cinta. Aku yakin rumah kita akan terasa hangat dan nyaman."
Semua janji itu dia tujukan kepadaku, dan aku percaya. Aku dengan sabar menantikannya.
Tapi ternyata?
Begitu dia sukses, dia malah mencampakkan aku di depan banyak orang. Dia yang seharusnya melamarku, malah menyodorkan cincin kepada sahabatku yang baru kembali dari Eropa.
"Tunggu!" aku menginterupsi lamarannya. Kebingungan menyelimuti pikiranku kala itu. "Apakah ini prank? Aku berdiri di sini, Xander. Kenapa kamu malah berlutut di depan Carrie?"
Xander menatapku dingin. Untuk pertama kalinya, aku menangkap kebencian dari matanya.
"Kamu bahkan tidak diundang ke acara ini, Bri. Kenapa aku harus berlutut di depanmu?" Nada bicaranya juga dingin.
Aku tersentak. Lidahku terasa kelu, dadaku mulai sesak.
ลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วเมืองหลวง หลังคาจวนชินอ๋องถูกย้อมจนกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับสีแดงสดของโคมไฟที่แขวนประดับอยู่ตามระเบียงทางเดิน บ่งบอกถึงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงภายในห้องหนังสือที่อบอุ่นด้วยเตาถ่านมู่หรงจิ่ง นั่งอ่านฎีกาอยู่ที่โต๊ะทำงาน ทว่าสมาธิของเขามิได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษร หากแต่คอยลอบชำเลืองมองสตรีที่นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างเนี่ยซวง กำลังจดจ่ออยู่กับการกิน... กินอย่างเอาเป็นเอาตายในมือของนางถือจานใส่ผลส้มจี๊ดดองเกลือและมะม่วง นางหยิบผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารทิพย์จากสวรรค์"เนี่ยซวง" มู่หรงจิ่งอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยทัก "เจ้ากินของเปรี้ยวมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่เข็ดฟันบ้างหรือ"เนี่ยซวงกลืนส้มจี๊ดลงคอแล้วหันมาทำตาโตใส่สามี "ไม่เข็ดเพคะ ช่วงนี้หม่อมฉันรู้สึกเบื่ออาหารรสจืดชืด อยากกินแต่ของรสจัดจ้าน ท่านพี่... ท่านช่วยสั่งให้ห้องเครื่องทำมะม่วงคลุกพริกเกลือมาเพิ่มอีกสักจานได้หรือไม่"มู่หรงจิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่าปกติเนี่ยซวงเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย แต
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหล สามปีนับจากศึกสงครามครั้งใหญ่ที่ชายแดนด่านเหนือ ความสงบสุขได้หวนคืนสู่แคว้นต้าเยี่ยนอย่างแท้จริง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ราษฎรอยู่ดีกินดี ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หนุ่มผู้ปรีชาสามารถ และการสนับสนุนจากชินอ๋องผู้สำเร็จราชการทว่า... ความสงบสุขที่ว่านั้น ดูเหมือนจะยกเว้นไว้เพียงสถานที่เดียวณ จวนชินอ๋อง เสียงไก่ขันยามรุ่งสางยังไม่ทันจางหาย เสียงร้องโวยวายของบ่าวไพร่ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ"คุณชายน้อย! อย่าเพิ่งวิ่งไปทางนั้นขอรับ! ระวังตกสระบัว!""คุณชายน้อย! นั่นดาบอาญาสิทธิ์ของท่านอ๋องนะขอรับ นำไปขุดดินเล่นไม่ได้!"เงาร่างเล็กป้อมในชุดผ้าไหมสีแดงสดวิ่งหลบซ้ายขวาไปทั่วสวนหิน ด้วยความเร็วที่น่าตกใจสำหรับเด็กวัยเพียงสามขวบ ใบหน้ากลมป้อมขาวผ่องดุจซาลาเปานึ่งสุก ดวงตากลมโตสุกใสทอประกายซุกซน และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยนมู่หรงเฉิง หรือ อาเฉิง บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของชินอ๋องมู่หรงจิ่งและพระชายาเนี่ยซวง"จับข้าให้ได้สิ เจ้าเต่าเชื่องช้า" อาเฉิงแลบลิ้นใส่พ่อบ้านที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ในมือเล็กป้อมถือตราประทับหยกขาวประจำตำแหน่งชินอ๋องแกว่งไป
เนี่ยซวงโยนราชโองการให้แม่ทัพแคว้นอวี้ แม่ทัพผู้นั้นรับไปเปิดอ่าน มือไม้สั่นเทา“ราชโองการระบุว่าให้ปลดองค์หญิงอวี้หลันออกจากฐานันดรศักดิ์ คุมตัวกลับไปรับโทษ และให้ทหารทุกนายถอยทัพกลับทันที หากฝ่าฝืน... มีโทษฐานกบฏ”แม่ทัพแคว้นอวี้หน้าซีดเผือด เขารีบคุกเข่าลงหันไปทางทิศเมืองหลวงแคว้นอวี้“น้อมรับราชโองการ”“ไม่จริง” อวี้หลันกรีดร้อง “เจ้าโกหก นั่นเป็นของปลอม ข้าเป็นองค์หญิง พวกเจ้าต้องฟังข้า”“องค์หญิงจบสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเอ่ยเสียงเศร้า “พระองค์ทรงทำเกินไปจริงๆ”ทหารแคว้นอวี้ต่างพากันลดอาวุธลง เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากฝั่งต้าเยี่ยนอวี้หลันมองไปรอบๆ ด้วยความสิ้นหวัง นางสูญเสียทุกอย่างแล้ว ทั้งคนรัก อำนาจ และศักดิ์ศรี“มู่หรงจิ่ง...” นางหันไปมองบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ เขาขี่ม้ามายืนเคียงข้างเนี่ยซวง สายตาที่มองนางมีเพียงความสมเพช“กลับไปรับโทษเถิดอวี้หลัน” มู่หรงจิ่งเอ่ย “ชีวิตเจ้ายังมีค่า อย่าทำลายมันไปมากกว่านี้เลย”“ชีวิตที่มีค่า?” อวี้หลันหัวเราะทั้งน้ำตา “ชีวิตที่ไม่มีท่าน จะมีค่าอันใด ข้าทำทุกอย่างเพื่อท่าน แต่ท่านกลับ... กลับเห็นข้าเป็นเพียงศัตรู”นางคว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้
สายลมหวีดหวิวพัดกรรโชกหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณชายแดนด่านเหนือ ธงรูปพยัคฆ์ทมิฬบนกำแพงเมืองโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งราวกับจะขาดออกจากเสา เสียงกลองศึกดังกึกก้องสอดประสานไปกับเสียงโห่ร้องของทหารนับแสนนายที่ตั้งค่ายประชิดกำแพงเมืองเบื้องล่างกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน กองทัพแคว้นอวี้ดูดำมืดดุจเมฆฝนที่พร้อมจะถล่มทลายทุกสรรพสิ่ง นำทัพโดยสตรีในชุดเกราะสีเงินแวววาว บนศีรษะสวมหมวกเกราะประดับพู่สีแดงสด นางนั่งสงบนิ่งอยู่บนหลังม้าสีขาว ใบหน้างดงามบัดนี้เย็นชาและเต็มไปด้วยความอำมหิต“มู่หรงจิ่ง” อวี้หลันตะโกนก้อง เสียงของนางแฝงพลังยุทธ์ดังกังวานไปทั่วสมรภูมิ “ออกมาหาข้า หากท่านยังหดหัวอยู่หลังกำแพง ข้าจะสั่งทหารยิงธนูเพลิงเผาเมืองนี้ให้เป็นจุล และราษฎรทุกคนในเมืองจะต้องตายตกไปตามกัน”สิ้นเสียงคำขู่ ลูกธนูชุดแรกก็ถูกยิงขึ้นฟ้าเป็นเชิงข่มขวัญบนกำแพงเมือง ทหารรักษาการณ์ต่างหน้าซีดเผือด กำลังใจถดถอยด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าข้าศึกถึงห้าเท่าทันใดนั้น ประตูเมืองบานใหญ่ที่ปิดสนิทมาหลายวันก็ค่อยๆ เปิดแง้มออก เสียงเสียดสีของไม้และโลหะดังสนั่นหวั่นไหวเงาร่างของอาชาสีดำทมิฬควบตะบึงออกมาอย่างเชื่อง