Se connecterเนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ คือการได้นอนกลิ้งเกลือกบนกองเงินกองทองโดยไร้สามีมากวนใจ นางจึงลงทุนสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองกลายเป็นสตรีชั่วช้าอันดับหนึ่ง ทั้งหยาบคาย ไร้ยางอาย และจิตใจคับแคบ หวังให้บุรุษทั่วเมืองหลวงขยาด ทว่าแผนการอันสมบูรณ์แบบกลับพังทลาย เมื่อนางไปเตะตา มู่หรงจิ่ง ชินอ๋องผู้สำเร็จราชการที่มีฉายาว่ายมทูตหน้าหยก คนอื่นมองว่านางบ้า... แต่เขากลับมองเห็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ คนอื่นวิ่งหนีนาง... แต่เขากลับเดินหน้าไล่ต้อน "ในเมื่อเจ้าอยากเป็นสตรีชั่วช้า เปิ่นหวางก็จะส่งเสริม... เริ่มจากแต่งเข้ามาเป็นชายาจอมโหดของเปิ่นหวางเป็นอย่างไร?"
Voir plusยามอู่ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวเข้มของโรงน้ำชาจุ้ยเซียน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางถนนสายหลักของเมืองหลวง กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งชั้นดีลอยอบอวลผสมปนเปไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คน บรรยากาศภายในโรงน้ำชาคึกคักจอแจยิ่งกว่าตลาดสด ยามนี้ทุกโต๊ะที่นั่งล้วนถูกจับจองจนแน่นขนัด มิใช่เพราะรสชาติของชาหรือขนมกุ้ยฮวาอันเลื่องชื่อ หากแต่เป็นเพราะหัวข้อสนทนาที่นักเล่านิทานประจำโรงน้ำชากำลังป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงอันดังก้องกังวาน
"หากจะกล่าวถึงสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง ย่อมต้องยกให้บุตรสาวอัครเสนาบดี แต่หากจะเอ่ยถึงสตรีที่จิตใจคับแคบ หยาบกระด้าง และไร้ยางอายที่สุดในใต้หล้า... จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจาก คุณหนูใหญ่เนี่ยซวง บุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ตระกูลเนี่ย!" สิ้นเสียงตบไม้ปลุกใจของนักเล่านิทาน ผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บ้างส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจเมื่อได้ยินชื่อนั้น "ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานนางสั่งลงโทษสาวใช้ในเรือนเพียงเพราะสาวใช้ผู้นั้นทำน้ำแกงหกใส่ชุดใหม่ของนาง ถึงขั้นสั่งให้คุกเข่าตากแดดสามชั่วยามจนเป็นลมล้มพับไป" ชายร่างท้วมผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างออกรส "แค่นั้นยังน้อยไป" หญิงวัยกลางคนอีกโต๊ะหนึ่งเสริมขึ้นทันควัน "ข้าได้ยินมาจากบ่าวในจวนแม่ทัพว่า คุณหนูเนี่ยผู้นี้มีนิสัยริษยายิ่งนัก แม้แต่สุนัขที่เลี้ยงไว้ หากมันกระดิกหางให้ผู้อื่นมากกว่านาง นางยังสั่งงดอาหารมันถึงสองวัน จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตผิดมนุษย์มนา สตรีเช่นนี้ต่อให้งดงามปานเทพธิดา ก็คงไม่มีบุรุษบ้านไหนกล้าแต่งเข้าเรือนเป็นแน่" "จริงของเจ้า ผู้ใดได้นางไปเป็นภรรยา คงเหมือนเชิญดาวหายนะเข้าบ้าน ตระกูลแม่ทัพช่างโชคร้ายนักที่มีบุตรสาวเช่นนี้" ท่ามกลางเสียงก่นด่าสาปแช่งที่ดังระงมไปทั่วโรงน้ำชา บริเวณมุมอับสายตาบนชั้นสอง กลับมีสตรีร่างบอบบางในชุดผ้าไหมสีแดงสดนั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์ นางสวมหมวกที่มีผ้าโปร่งบดบังใบหน้า แต่ทว่าท่าทางการยกถ้วยชาขึ้นจิบนั้นกลับดูสง่างามและเยือกเย็น ขัดกับบรรยากาศโดยรอบอย่างสิ้นเชิง นิ้วเรียวยาวดุจลำเทียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ ริมฝีปากอิ่มสีชาดภายใต้ผ้าคลุมยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ "ปั้นเซี่ย" สตรีชุดแดงเอ่ยเรียกสาวใช้คนสนิทที่ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างกาย น้ำเสียงของนางหวานใสราวกับระฆังแก้ว ทว่าแฝงไว้ด้วยความเกียจคร้านอันเป็นเอกลักษณ์ "เจ้าค่ะ คุณหนู" สาวใช้ร่างเล็กนามว่า ปั้นเซี่ย ขยับตัวเข้ามาใกล้ ใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นเรียบเฉยไร้อารมณ์ราวกับรูปสลัก "นักเล่านิทานผู้นี้เล่าได้ไม่เลวเลย เก็บรายละเอียดเรื่องที่ข้าสั่งลงโทษสาวใช้เมื่อวานได้ครบถ้วน แต่น้ำเสียงยังขาดความเคียดแค้นไปสักหน่อย เจ้าว่าหรือไม่" เนี่ยซวงเอียงคอเล็กน้อย พลางเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ ปั้นเซี่ยพยักหน้าเล็กน้อย "บ่าวเห็นด้วยเจ้าค่ะ เรื่องที่ท่านสั่งให้สาวใช้คุกเข่า แท้จริงแล้วท่านให้พวกนางไปนั่งคัดอักษรในศาลาริมน้ำพร้อมขนมและน้ำชา แต่นักเล่านิทานกลับเล่าว่าตากแดดจนเป็นลม นับว่าใส่สีตีไข่ได้น่าประทับใจ แต่ยังขาดความสมจริงในเรื่องความโหดเหี้ยมไปบ้าง" "เช่นนั้นก็เพิ่มเงินให้เขาอีกสักสองตำลึง บอกให้เขาเน้นย้ำเรื่องที่ข้าจิตใจคับแคบให้มากกว่านี้ เอาให้บุรุษและเหล่าฮูหยินทุกคนในเมืองหลวงได้ยินชื่อข้าแล้วต้องขวัญหนีดีฝ่อ เก็บลูกเก็บหลานหนีแทบไม่ทัน" "รับทราบเจ้าค่ะ" ปั้นเซี่ยล้วงก้อนเงินออกจากอกเสื้ออย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเดินลงไปชั้นล่างเพื่อจัดการตามคำสั่งของผู้เป็นนายอย่างเงียบเชียบ เนี่ยซวงมองตามหลังสาวใช้ไปพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าที่หากผู้เป็นมารดามาเห็นคงถูกดุว่าไม่งามสมเป็นกุลสตรี แต่ใครจะสนกันเล่า ในเมื่อเป้าหมายของนางคือการเป็นสตรีที่ไม่มีใครต้องการ นางคือเนี่ยซวง บุตรสาวแม่ทัพผู้เกรียงไกร บิดาของนางกุมกำลังทหารนับแสน เป็นที่น่าเกรงขามไปทั่วแว่นแคว้น ด้วยอำนาจและบารมีของตระกูลเนี่ย ทำให้นางกลายเป็นที่หมายปองของเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางที่หวังจะใช้นางเป็นบันไดสู่อำนาจ การแต่งงานทางการเมืองเป็นสิ่งที่นางรังเกียจที่สุด ชีวิตที่ต้องแก่งแย่งชิงดีในวังหลังหรือเรือนหลังของขุนนาง เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและสิ้นเปลืองแรงกายและแรงใจโดยใช่เหตุ นางเพียงต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุข นอนตื่นสาย จิบชาดีๆ อ่านหนังสือประโลมโลก และใช้เงินทองที่บิดาหามาให้อย่างสบายใจไปจนแก่เฒ่า ดังนั้นหนทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงสมรสพระราชทานหรือการสู่ขอจากตระกูลใหญ่ได้ คือการทำตัวเองให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจนถึงที่สุด ให้คนทั่วหล้าตราหน้าว่านางเป็นสตรีชั่วช้า ยังดีกว่าต้องไปตบตีแย่งชิงความโปรดปรานกับสตรีอื่นเป็นไหนๆ ไม่นานนัก ปั้นเซี่ยก็เดินกลับขึ้นมาพร้อมกับเสียงไม้ตบโต๊ะของนักเล่านิทานที่ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เรื่องราวทวีความรุนแรงและเผ็ดร้อนยิ่งกว่าเดิม เนี่ยซวงฟังแล้วก็กลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ทว่านางหารู้ไม่ว่า การกระทำทั้งหมดของนาง ตกอยู่ในสายตาของบุรุษผู้หนึ่งที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งของชั้นสองมาตั้งแต่ต้น มู่หรงจิ่ง หรือ ชินอ๋อง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้น้อย นั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลาย ในมือถือถ้วยชาหมุนวนเล่นไปมา สายตาคมดุจพญาอินทรีจับจ้องไปยังสตรีชุดแดงที่นั่งอยู่ไม่ไกล แม้จะมีฉากกั้นไม้ฉลุบังอยู่บางส่วน แต่เขาก็เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน เขาเห็นสาวใช้ของนางเดินลงไปมอบเงินถุงใหญ่ให้นักเล่านิทาน เขาเห็นรอยยิ้มพึงพอใจภายใต้ผ้าคลุมหน้าของนางเมื่อได้ยินคำด่าทอ…ลมหนาวพัดกรรโชกหวีดหวิว หอบเอาเกล็ดหิมะสีขาวโพลนโปรยปรายลงมาปกคลุมทั่วเมืองหลวง หลังคาจวนชินอ๋องถูกย้อมจนกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ตัดกับสีแดงสดของโคมไฟที่แขวนประดับอยู่ตามระเบียงทางเดิน บ่งบอกถึงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงภายในห้องหนังสือที่อบอุ่นด้วยเตาถ่านมู่หรงจิ่ง นั่งอ่านฎีกาอยู่ที่โต๊ะทำงาน ทว่าสมาธิของเขามิได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษร หากแต่คอยลอบชำเลืองมองสตรีที่นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มริมหน้าต่างเนี่ยซวง กำลังจดจ่ออยู่กับการกิน... กินอย่างเอาเป็นเอาตายในมือของนางถือจานใส่ผลส้มจี๊ดดองเกลือและมะม่วง นางหยิบผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านั้นเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข ราวกับกำลังลิ้มรสอาหารทิพย์จากสวรรค์"เนี่ยซวง" มู่หรงจิ่งอดรนทนไม่ไหวต้องเอ่ยทัก "เจ้ากินของเปรี้ยวมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่เข็ดฟันบ้างหรือ"เนี่ยซวงกลืนส้มจี๊ดลงคอแล้วหันมาทำตาโตใส่สามี "ไม่เข็ดเพคะ ช่วงนี้หม่อมฉันรู้สึกเบื่ออาหารรสจืดชืด อยากกินแต่ของรสจัดจ้าน ท่านพี่... ท่านช่วยสั่งให้ห้องเครื่องทำมะม่วงคลุกพริกเกลือมาเพิ่มอีกสักจานได้หรือไม่"มู่หรงจิ่งขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาจำได้ว่าปกติเนี่ยซวงเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย แต
กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหล สามปีนับจากศึกสงครามครั้งใหญ่ที่ชายแดนด่านเหนือ ความสงบสุขได้หวนคืนสู่แคว้นต้าเยี่ยนอย่างแท้จริง บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ราษฎรอยู่ดีกินดี ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้หนุ่มผู้ปรีชาสามารถ และการสนับสนุนจากชินอ๋องผู้สำเร็จราชการทว่า... ความสงบสุขที่ว่านั้น ดูเหมือนจะยกเว้นไว้เพียงสถานที่เดียวณ จวนชินอ๋อง เสียงไก่ขันยามรุ่งสางยังไม่ทันจางหาย เสียงร้องโวยวายของบ่าวไพร่ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ"คุณชายน้อย! อย่าเพิ่งวิ่งไปทางนั้นขอรับ! ระวังตกสระบัว!""คุณชายน้อย! นั่นดาบอาญาสิทธิ์ของท่านอ๋องนะขอรับ นำไปขุดดินเล่นไม่ได้!"เงาร่างเล็กป้อมในชุดผ้าไหมสีแดงสดวิ่งหลบซ้ายขวาไปทั่วสวนหิน ด้วยความเร็วที่น่าตกใจสำหรับเด็กวัยเพียงสามขวบ ใบหน้ากลมป้อมขาวผ่องดุจซาลาเปานึ่งสุก ดวงตากลมโตสุกใสทอประกายซุกซน และรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ถอดแบบมาจากบิดาไม่มีผิดเพี้ยนมู่หรงเฉิง หรือ อาเฉิง บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของชินอ๋องมู่หรงจิ่งและพระชายาเนี่ยซวง"จับข้าให้ได้สิ เจ้าเต่าเชื่องช้า" อาเฉิงแลบลิ้นใส่พ่อบ้านที่วิ่งกระหืดกระหอบตามมา ในมือเล็กป้อมถือตราประทับหยกขาวประจำตำแหน่งชินอ๋องแกว่งไป
เนี่ยซวงโยนราชโองการให้แม่ทัพแคว้นอวี้ แม่ทัพผู้นั้นรับไปเปิดอ่าน มือไม้สั่นเทา“ราชโองการระบุว่าให้ปลดองค์หญิงอวี้หลันออกจากฐานันดรศักดิ์ คุมตัวกลับไปรับโทษ และให้ทหารทุกนายถอยทัพกลับทันที หากฝ่าฝืน... มีโทษฐานกบฏ”แม่ทัพแคว้นอวี้หน้าซีดเผือด เขารีบคุกเข่าลงหันไปทางทิศเมืองหลวงแคว้นอวี้“น้อมรับราชโองการ”“ไม่จริง” อวี้หลันกรีดร้อง “เจ้าโกหก นั่นเป็นของปลอม ข้าเป็นองค์หญิง พวกเจ้าต้องฟังข้า”“องค์หญิงจบสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเอ่ยเสียงเศร้า “พระองค์ทรงทำเกินไปจริงๆ”ทหารแคว้นอวี้ต่างพากันลดอาวุธลง เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นจากฝั่งต้าเยี่ยนอวี้หลันมองไปรอบๆ ด้วยความสิ้นหวัง นางสูญเสียทุกอย่างแล้ว ทั้งคนรัก อำนาจ และศักดิ์ศรี“มู่หรงจิ่ง...” นางหันไปมองบุรุษที่นางรักสุดหัวใจ เขาขี่ม้ามายืนเคียงข้างเนี่ยซวง สายตาที่มองนางมีเพียงความสมเพช“กลับไปรับโทษเถิดอวี้หลัน” มู่หรงจิ่งเอ่ย “ชีวิตเจ้ายังมีค่า อย่าทำลายมันไปมากกว่านี้เลย”“ชีวิตที่มีค่า?” อวี้หลันหัวเราะทั้งน้ำตา “ชีวิตที่ไม่มีท่าน จะมีค่าอันใด ข้าทำทุกอย่างเพื่อท่าน แต่ท่านกลับ... กลับเห็นข้าเป็นเพียงศัตรู”นางคว้ามีดสั้นที่ซ่อนไว้
สายลมหวีดหวิวพัดกรรโชกหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองคลุ้งตลบไปทั่วบริเวณชายแดนด่านเหนือ ธงรูปพยัคฆ์ทมิฬบนกำแพงเมืองโบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งราวกับจะขาดออกจากเสา เสียงกลองศึกดังกึกก้องสอดประสานไปกับเสียงโห่ร้องของทหารนับแสนนายที่ตั้งค่ายประชิดกำแพงเมืองเบื้องล่างกำแพงเมืองอันสูงตระหง่าน กองทัพแคว้นอวี้ดูดำมืดดุจเมฆฝนที่พร้อมจะถล่มทลายทุกสรรพสิ่ง นำทัพโดยสตรีในชุดเกราะสีเงินแวววาว บนศีรษะสวมหมวกเกราะประดับพู่สีแดงสด นางนั่งสงบนิ่งอยู่บนหลังม้าสีขาว ใบหน้างดงามบัดนี้เย็นชาและเต็มไปด้วยความอำมหิต“มู่หรงจิ่ง” อวี้หลันตะโกนก้อง เสียงของนางแฝงพลังยุทธ์ดังกังวานไปทั่วสมรภูมิ “ออกมาหาข้า หากท่านยังหดหัวอยู่หลังกำแพง ข้าจะสั่งทหารยิงธนูเพลิงเผาเมืองนี้ให้เป็นจุล และราษฎรทุกคนในเมืองจะต้องตายตกไปตามกัน”สิ้นเสียงคำขู่ ลูกธนูชุดแรกก็ถูกยิงขึ้นฟ้าเป็นเชิงข่มขวัญบนกำแพงเมือง ทหารรักษาการณ์ต่างหน้าซีดเผือด กำลังใจถดถอยด้วยจำนวนคนที่น้อยกว่าข้าศึกถึงห้าเท่าทันใดนั้น ประตูเมืองบานใหญ่ที่ปิดสนิทมาหลายวันก็ค่อยๆ เปิดแง้มออก เสียงเสียดสีของไม้และโลหะดังสนั่นหวั่นไหวเงาร่างของอาชาสีดำทมิฬควบตะบึงออกมาอย่างเชื่อง





