หลังอาหารเช้าของวันใหม่ผ่านพ้น เสิ่นหลีก็คุกเข่าลงตรงหน้าสุสานของชายชราอีกครั้ง ภายในถ้ำเงียบสงบ มีเพียงเสียงน้ำตกด้านนอกที่ดังแว่วคลออยู่ไม่ขาดสาย แสงสีทองอ่อนของยามเช้าส่องผ่านม่านน้ำเข้ามาตกกระทบสุสานเจ้าของถ้ำราวกับกำลังส่งเขาเป็นครั้งสุดท้ายเช่นกัน เสิ่นหลีประสานมือคำนับอย่างจริงจัง
‘ผู้อาวุโส แม้ข้าจะมิใช่คนของโลกนี้ แต่ในเมื่อได้รับวาสนาจากท่าน ข้าย่อมไม่ลืมบุญคุณ’ นางเอ่ยในใจ ก่อนจะหยุดไปเล็กน้อย และกล่าวต่อเสียงเบา
“เสี่ยวไป๋ ข้าจะดูแลมันให้ดีที่สุด”
เสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่ข้างเสิ่นเหยากระดิกหูไปมาพลางก้มศีรษะลงคล้ายทำความเคารพเจ้าของเดิมอย่างสำนึกในบุญคุณเก่าก่อน
เสิ่นเหยามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาแดงเรื่อขึ้นเล็กน้อย แม้ไม่เข้าใจเรื่องความเป็นความตายมากนัก หลังคำนับเสร็จเสิ่นหลีก็ลุกขึ้น ก่อนกวาดสายตามองถ้ำแห่งนี้อีกครั้ง เมื่อคืนมันเป็น “ที่หลบภัย” แต่ตอนนี้นางเริ่มรู้สึกว่ามันคล้าย “จุดเริ่มต้น” มากกว่า
ทว่าต่อให้ปลอดภัยเพียงใด พวกนางก็ไม่อาจอยู่ที่นี่ตลอดไป โลกภายนอกยังรออยู่ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ พวกนางต้องมีเงิน ต้องมีที่อยู่ ต้องเรียนรู้กฎของโลกเซียนแห่งนี้ เสิ่นหลีไม่คิดจะใช้ชีวิตหลบซ่อนในป่าไปตลอด
นางเคยลำบาก เคยอดอยาก และเคยเห็นสายตาที่คนอ่อนแอถูกเหยียบย่ำมาแล้ว และนางรู้ดีว่าในโลกนี้คนไม่มีพลังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะปกป้องอาหารของตัวเองและนางไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองและเสิ่นเหยา
“เหยาเอ๋อร์” เสิ่นหลีหันไปเรียกน้องสาว
“เราออกจากป่ากันเถอะ”
เด็กหญิงรีบลุกขึ้นพลางตอบกลับอย่างกระตือรือร้นทันที
“เจ้าค่ะ!”
เด็กหญิงอุ้มเสี่ยวไป๋ไว้ในอ้อมแขนแน่น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความคาดหวัง ดวงตาเป็นประกายเมื่อคิดว่ากำลังจะได้ออกไปเห็นโลกภายนอกที่กว้างใหญ่
เสิ่นหลียิ้มบางก่อนเก็บของทุกอย่างลงในถุงมิติ ไม่ว่าจะเป็นตำราฝึกปราณ แผนที่ ขวดยา รวมถึงเสบียงที่เหลืออยู่ ของทุกอย่างถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ นางตรวจสอบรอบ ๆ ถ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีสิ่งใดตกหล่น
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย สองพี่น้องจึงเดินออกจากถ้ำหลังม่านน้ำตก... แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า สายหมอกที่เคยหนาทึบเมื่อวานนี้กลับบางเบาลงมาก ราวกับป่าหมอกลวงตากำลังยอมรับการมีอยู่ของพวกนาง
เสิ่นหลีหยุดยืนอยู่บนโขดหินสูงบริเวณหน้าถ้ำ เบื้องหน้าคือผืนป่ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยอดไม้สีเขียวมรกตทอดยาวเป็นคลื่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไกลออกไปมีแนวภูเขาสูงชันตระหง่านทะลุทะเลหมอก ราวกับมีกระบี่สวรรค์ปักอยู่ระหว่างฟ้ากับดิน
“งดงามจังเลย...” เสิ่นเหยาพึมพำ
เสิ่นหลีเองก็อดตื่นตะลึงไม่ได้ แม้นางจะเคยเห็นภูเขาและผืนป่ามากมายในโลกเดิม แต่ไม่มีแห่งใดให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่เช่นนี้ และก็อีกเช่นกันเพราะความงดงามตรงหน้าก็คล้ายเป็นการตอกย้ำให้นางได้เข้าใจอย่างชัดเจนว่าโลกใบใหม่นี้คือโลกของผู้ฝึกตนอย่างแท้จริง โลกที่ผู้คนสามารถเหาะเหินเดินอากาศ มีสัตว์อสูร มีโอสถวิเศษ และมีพลังที่เหนือกว่าความเข้าใจของวิทยาศาสตร์ โลกที่อันตราย... แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาส
“ไปกันเถอะ”
เสิ่นหลีกล่าวเสียงเบาหลังจากสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ตามข้อมูลในแผนที่ หากเดินทางออกจากป่าหมอกลวงตาไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พวกนางจะพบเส้นทางการค้าเล็ก ๆ ที่มุ่งหน้าไปยังเมืองชิงหลานอวี้
ซึ่งที่นั่นคือเป้าหมายแรกของนาง อย่างน้อยพวกนางต้องหาที่พักและสร้างหลักแหล่งให้ได้ก่อน ระหว่างทางเสิ่นหลีก็ถือโอกาสฝึกตามตำราปราณขั้นต้นไปด้วย นางหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พยายามรับรู้ไอปราณฟ้าดินที่ล่องลอยอยู่รอบตัว ไม่นานนักนางก็เริ่มสัมผัสได้ถึงละอองพลังงานบางเบาสีเขียวและสีทองที่ลอยอยู่ในอากาศแม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่กลับชัดเจนอย่างประหลาดในสัมผัสของจิตวิญญาณ
‘นี่หรือ... ไอปราณ’ เสิ่นหลีรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยเพราะในโลกเดิม เรื่องแบบนี้มีเฉพาะในนิยายเท่านั้น แต่ตอนนี้นางกำลังสัมผัสมันได้ แต่ทันใดนั้นเองหูของเสี่ยวไป๋ก็ชูขึ้นทั้งสองข้าง
“อาเจี่ย... เสียงอะไรหรือเจ้าคะ มันน่ากลัวมากเลย” เสิ่นเหยา กระซิบถามพลางกอดกระต่ายหิมะน้อยแน่นขึ้น ซึ่งเจ้าตัวขนปุยก็ยอมให้เด็กหญิงกอดเอาไว้แต่โดยดี
“อยู่หลังพี่ไว้!” เสิ่นหลีสั่งเสียงเฉียบ เพราะสัญชาตญาณของนางบอกว่าสิ่งที่กำลังกู่ร้องอยู่ท่ามกลางดงทึบเบื้องหน้านั้น มิใช่สัตว์อสูรระดับล่างที่นางเคย ‘ฟาด’ มาก่อนหน้านี้ แม้ว่านางอยากจะหลีกหนีแต่ด้วยรอยตราประทับทำให้นางจำยอมต้องเดินหน้า
เสิ่นหลีกระชับไม้บรรทัดเหล็กในมือขวาแน่น สองเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงมุ่งหน้าสู่ต้นเสียง ยิ่งเข้าใกล้ กลิ่นอายโบราณที่แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งก็ยิ่งเข้มข้นจนอากาศรอบตัวคล้ายจะหนักอึ้งขึ้น จนกระทั่งนางแหวกกอพงหญ้าวิญญาณสูงท่วมหัวออก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้นางถึงกับต้องชะงักฝีเท้า
เพราะท่ามกลางหลุมยุบที่เกิดจากค่ายกลตรงหน้าที่พังทลาย ใจกลางของมันมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่มีขนสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกกำลังดิ้นรนอยู่ ขนของมันยาวสลวยส่งกลิ่นอายโบราณ ทว่าขาข้างหนึ่งของมันกลับถูกเถาวัลย์อาคมที่มีหนามแหลมคมพันธนาการไว้จนเลือดสีทองไหลซึมออกมา
“ไป๋หู่...” เสิ่นหลีพึมพำชื่อที่แว่วเข้ามาในจิตใต้สำนึกอย่างไม่รู้ตัว
‘อย่าเข้ามานะ มนุษย์ชั้นต่ำ!’ เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดเจนในโสตประสาทของนาง มันเป็นเสียงที่หยิ่งทะนงและดูแคลนทุกสรรพสิ่ง
เสิ่นหลีเบิกตากว้าง
“เจ้า... พูดได้?”
‘ข้าคือ ไป๋หู่ จิ้งจอกวิญญาณโบราณระดับกลาง เหตุใดข้าจะสื่อสารกับเจ้ามิได้!’ จิ้งจอกขาวแยกเขี้ยวขู่ ทว่าดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลของมันกลับสั่นระริกเมื่อสบเข้ากับตรามังกรที่ข้อมือซ้ายของเสิ่นหลี ร่างกายของมันแข็งค้างไปชั่วขณะด้วยสัญชาตญาณความเกรงกลัวต่อ ‘กลิ่นอายเทพมังกร’ ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ถึงกระนั้นจิ้งจอกขาวก็ยังคงพยายามเชิดหน้าขึ้นอย่างไว้เชิง ‘เจ้ามนุษย์! อย่าคิดว่ากลิ่นอายประหลาดที่ติดตัวเจ้าจะทำให้ข้ากลัวนะ!’
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นหลีเห็นสัตว์หน้าขนแถอย่างข้าง ๆ คู ๆ แม้ว่าจะไม่เข้าใจก็ตามว่ามันหมายถึงสิ่งใด แต่ที่แน่ ๆ สิ่งที่เจ้าตัวนี้กล่าวย่อมเกี่ยวกับตัวนาง
เสิ่นหลียกยิ้มมุมปากขึ้นสูงอย่างนึกสนุก นางเดินเข้าไปใกล้มันอย่างมิเกรงกลัว
“ถ้ามิกลัว แล้วทำไมเจ้าถึงตัวสั่นเช่นนั้นล่ะ?” คำกล่าวของนางทำให้จิ้งจอกวิญญาณถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออกไปนานทีเดียว
เมื่อมันทำสิ่งใดไม่ได้เจ้าตัวจึงได้แยกเขี้ยวขู่ฟ่อพลางขยับตัวถอยหนี แต่ทว่าบาดแผลที่ขาซึ่งถูกเถาวัลย์อาคมบาดลึกกลับทำให้มันต้องส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเรียวรีจ้องมองเสิ่นหลีสลับกับไม้บรรทัดเหล็กในมือนางด้วยความระแวดระวัง
ขณะเดียวกัน อักขระสีทองบนไม้บรรทัดเหล็กสัมฤทธิ์ในมือขวาของเสิ่นหลีก็พลันสว่างวาบขึ้นมาเอง หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าขยับกะพริบถี่ขึ้นก่อนจะปรากฏข้อมูลของสัตว์อสูรตรงหน้า
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตวิญญาณ ชื่อ: จิ้งจอกหิมะโบราณ (ไป๋หู่) ระดับ: สัตว์อสูรขั้นกลาง สภาพปัจจุบัน: บาดเจ็บสาหัสจากค่ายกลพันธนาการ กำลังตื่นตระหนก คำแนะนำ: ค่ายกลเถาวัลย์หนามเป็นค่ายกลอักขระโบราณขั้นต่ำ สามารถใช้เครื่องมือวัดสวรรค์ตัดขาดโครงสร้างเพื่อปลดปล่อยได้]
เสิ่นหลีอ่านข้อความตรงหน้าพลางยกไม้บรรทัดเหล็กขึ้นมาเคาะบนฝ่ามือเบา ๆ ท่าทางนิ่งสงบของนางยิ่งทำให้จิ้งจอกขาวตึงเครียดมากขึ้นจากเดิม
‘คิดจะทำอะไรของเจ้า! ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าห้ามเข้ามาใกล้!’ เสียงเย่อหยิ่งทว่าแฝงความตื่นกลัวยังคงดังขึ้นในโสตประสาทของเสิ่นหลีไม่หยุด
“เจ้าส่งเสียงโวยวายดังลั่นป่าขนาดนี้ หากข้าไม่เข้ามาป่านนี้ศิษย์สำนักเมฆาครามหรือสัตว์อสูรตัวอื่นคงลากเจ้าไปกินแล้ว” เสิ่นหลีเอ่ยเสียงเรียบพลางก้าวเท้าเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลุมค่ายกล
‘มนุษย์หน้าเหม็น! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสั่งสอนข้า... อ๊ะ!’
จิ้งจอกขาวไป๋หู่ยังไม่ทันจะกล่าวจบประโยค เสิ่นหลีก็ตวัดไม้บรรทัดเหล็กในมือฟาดลงไปที่โคนเถาวัลย์หนามอย่างแม่นยำ ทักษะการคำนวณและกะระยะของนักโบราณคดีทำงานสอดประสานกับระบบนำทางสีฟ้าที่ชี้จุดอ่อนของค่ายกลได้อย่างพอดิบพอดี
ปลายแท่งเหล็กกระแทกเข้ากับใจกลางอักขระค่ายกลที่ฝังอยู่บนเถาวัลย์จนเกิดเสียงเปรี๊ยะแผ่วเบา ก่อนที่เถาวัลย์หนามที่เคยเหนียวแน่นจะคลายตัวออกแล้วแห้งเหี่ยวกลายเป็นผงดินไปในพริบตา
จิ้งจอกขาวหลุดพ้นจากพันธนาการทันที มันรีบชักขาข้างที่บาดเจ็บกลับมา พลางเบิกตากว้างจ้องมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อ ค่ายกลโบราณที่แม้แต่ตัวมันยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด กลับถูกคนธรรมดาคนหนึ่งทำลายลงอย่างง่ายดายด้วยการฟาดเพียงครั้งเดียว
เสิ่นเหยาที่แอบอยู่ด้านหลังเห็นว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว จึงค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา พลางกระซิบถามพี่สาวเสียงเบา
“อาเจี่ย... เจ้าจิ้งจอกตัวนี้ปลอดภัยแล้วใช่ไหมเจ้าคะ ขนของมันขาวสวยจังเลย”
เสี่ยวไป๋ในอ้อมแขนของเสิ่นเหยาชะโงกหน้ามองจิ้งจอกโบราณตาแป๋ว มันส่งเสียงร้องคล้ายกำลังทักทายสหายร่วมป่า
เสิ่นหลีไม่ได้ตอบน้องสาวในทันที แต่นางกลับย่อตัวลงต่อหน้าจิ้งจอกขาวที่ยามนี้เอาแต่หมอบนิ่ง ร่างกายของมันยังคงสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อต้องอยู่ใกล้กับรอยตราประทับที่ข้อมือซ้ายของนางในระยะประชิด
“แผลของเจ้าเลือดไหลไม่หยุดเลยนะ” นางกล่าวพลางล้วงเข้าไปในถุงมิติ นำเอาขวดยาหยกแดงสีชาดซึ่งระบบเคยระบุว่าเป็น ‘โอสถห้ามเลือดระดับกลาง’ ออกมาแล้วดึงจุกของมันออก ก่อนจะเทผงยาสีแดงที่มีกลิ่นหอมประหลาดลงบนบาดแผลที่ขาของไป๋หู่ทันที
ไป๋หู่ที่ตอนแรกทำท่าจะแยกเขี้ยวใส่ กลับต้องหุบปากลงฉับพลันเมื่อผงยาสัมผัสบาดแผล ความเจ็บปวดที่เคยแล่นไปทั่วทั้งขาหายวับไปในพริบตา ซึ่งบาดแผลฉกรรจ์เองก็เริ่มสมานตัวเข้าหากัน เลือดสีทองหยุดไหลทันควันราวกับปาฏิหาริย์
มันเงยหน้าขึ้นมองเสิ่นหลีด้วยแววตาที่สับสนปนเป ทั้งหยิ่งทะนง ทั้งทึ่งในความสามารถ และหวาดกลัวในกลิ่นอายลึกลับที่แผ่ออกมาจากตัวของเด็กสาวจนอยากจะคุกเข่าหมอบกราบตามสัญชาตญาณ
“ในเมื่อแผลหายดีแล้ว ก็รีบไปซะเถอะ ต่อไปก็ระวังตัวให้มากกว่านี้ด้วยล่ะ เจ้าจิ้งจอกปากดี” เสิ่นหลีเอ่ยกลั้วหัวเราะพลางลุกขึ้นยืนตรง หมุนตัวเตรียมจะพาน้องสาวเดินมุ่งหน้าต่อไปตามเส้นทางบนแผนที่เพื่อไปยังเมืองชิงหลานอวี้
ทว่าเดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังตามหลังมา เสิ่นหลีหันกลับไปมองก็พบว่าจิ้งจอกขาวไป๋หู่กำลังเดินกะเผลกตามพวกนางมาไม่ห่าง โดยที่ใบหน้าของมันยังคงเชิดขึ้นอย่างพยายามรักษาเกียรติของสัตว์อสูรโบราณระดับกลาง
“มีอะไรอีกงั้นหรือ?” เสิ่นหลีถามอย่างไม่อ้อมค้อม
‘ข้า... ข้าเพียงแค่ไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณมนุษย์ชั้นต่ำอย่างเจ้า!’ เสียงของไป๋หู่ดังขึ้นในหัวของนางอีกครั้ง มันสะบัดหน้าไปทางอื่นเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาขบขันของเสิ่นหลี
‘จนกว่าข้าจะตอบแทนค่ายาขวดนี้ ข้าจะยอมเดินไปเป็นเพื่อนพวกเจ้าก็แล้วกัน!’
เสิ่นหลีที่ได้ยินคำพูดของมันก็หลุดยิ้มออกมา แววตาของนักโบราณคดีสาวฉายประกายเอ็นดูสัตว์หน้าขนตัวใหม่นี้ไม่น้อย พร้อมกับคิดว่าโลกใบใหม่นี้ช่างมีเรื่องให้ประหลาดใจได้ทุกวันเสียจริง
“ตกลง ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกันเถอะ” นางเอ่ยชวน ก่อนจะจูงมือน้องสาวเดินหน้าต่อไป โดยมีหนึ่งเด็กหญิง หนึ่งกระต่ายวิญญาณ และหนึ่งจิ้งจอกโบราณปากแข็ง ก้าวเดินร่วมทางมุ่งสู่จุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในโลกเซียนพร้อมกัน!