Masukฉันชื่ออลิส อดีตเป็นเพียงครูอนุบาลธรรมดา ที่ชอบอ่านนิยายแฟนตาซีเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่ง ฉันช่วยเด็กชายวัยห้าขวบจากอุบัติเหตุรถชน และลืมตาตื่นขึ้นมาในโลกที่ไม่รู้จัก ที่นี่คือจักรวรรดิสัตว์อสูร โลกที่บุรุษสามารถวิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลัง ส่วนสตรีมีหน้าที่ปลอบประโลมแก่นวิญญาณของพวกเขา และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ฉันดันมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ทั้งหมู่บ้านรังเกียจ ไม่เพียงเป็นสตรีที่พลังระดับต่ำสุด ยังมีลูกสัตว์อสูรห้าตัวที่หวาดกลัวฉันยิ่งกว่าสัตว์ร้าย อัสลาน สิงโตเพลิงผู้ปกป้องน้อง ๆ เรนาร์ จิ้งจอกเก้าหางแดงผู้ไม่เชื่อใจใคร ไทรัน เสือขาวผู้เก็บทุกอย่างไว้ในใจ เอลเดน กวางน้อยผู้มองไม่เห็นคุณค่าของตนเอง และไครอส มังกรดำผู้หวาดกลัวการถูกทอดทิ้งมากที่สุด แน่นอนว่าสิ่งที่ฉันต้องทำก็คือพยายามหาทางกลับโลกเดิม ทว่าระบบลึกลับกลับปรากฏขึ้นพร้อมภารกิจ [เปลี่ยนชะตากรรมวายร้ายทั้งห้า] แก้ไขอนาคตไม่ให้เด็กทั้งห้าคนนี้กลายเป็นผู้ทำลายโลก
Lihat lebih banyakท้องฟ้าสีแดงฉานราวกับถูกแผดเผา เปลวเพลิงสีทองลุกลามสุดขอบฟ้า ภูเขาทั้งลูกพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เสียงกัมปนาทดังสนั่นไปทั่วโลกเอเธเรีย ผู้คนหลบลี้หนีตาย สัตว์อสูรแตกตื่น เมืองทั้งเมืองถูกกลืนกินด้วยไฟสงครามโดยไร้ผู้ใดอาจหยุดยั้ง
เหนือซากปรักหักพังของนครหลวงเซเรนเทีย เงาร่างทั้งห้ายืนหยัดอยู่ท่ามกลางพายุพลังวิญญาณ แต่ละคนแข็งแกร่งเสียจนเพียงก้าวเดินก็สั่นสะเทือนไปทั้งผืนดิน
คนแรก... บุรุษผมทองในชุดเกราะเพลิง เปลวไฟสีทองลุกโชนรอบกาย ราชันสิงโตเพลิง อัสลาน
คนที่สอง... บุรุษผมแดงสยาย หางจิ้งจอกทั้งเก้าพลิ้วไหวเบื้องหลัง ดวงตาสีชาดเย็นเยียบไร้อารมณ์ จักรพรรดิจิ้งจอกเก้าหาง เรนาร์
คนที่สาม... บุรุษผมสีเงินยวง ในมือกรีดกรายดาบยักษ์อาบโลหิต จอมพลเสือขาว ไทรัน
คนที่สี่... บุรุษผู้มีเขากวางสีเงินงดงาม แสงเยียวยาที่เคยต่อลมหายใจผู้คนบัดนี้กลับกลายเป็นพลังทำลายล้าง กวางศักดิ์สิทธิ์แห่งหายนะ เอลเดน
และคนสุดท้าย... บุรุษผมดำผู้ลอยตัวตระหง่านกลางฟ้า ดวงตาสีทองทอดมองอย่างเย็นชาพร้อมร่างมังกรดำมหึมาเบื้องหลัง จักรพรรดิมังกรทมิฬ ไครอส
พวกเขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ผู้ปกครองยุคสมัยที่มีอำนาจเหนือทุกสรรพชีวิต ทว่าในแววตาของทั้งห้ากลับไร้ซึ่งความยินดี... มีเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่กัดกินวิญญาณ
“จบสักทีสินะ...” อัสลานเอ่ยแผ่วเบา เสียงนั้นปลิวหายไปกับสายลม
“สุดท้าย... พวกเราก็ไม่เหลือใครเลยสินะ” เรนาร์แค่นหัวเราะในลำคอ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูปวดร้าวยิ่งกว่าการหลั่งน้ำตา
“ความจริง... พวกเราไม่เคยมีใครมาตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือ” ไทรันมองซากปรักหักพังเบื้องล่าง ก่อนฝ่ามือหนาจะกำด้ามดาบแน่น
“ถ้าตอนนั้น...” เอลเดนหลับตาลง หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นอาบแก้ม “ถ้าเรามีโอกาสอีกครั้ง... วันนี้คงไม่เป็นแบบนี้”
ในขณะที่ไครอสเพียงทอดสายตามองทุกสิ่งอย่างเงียบๆ ทว่าในใจของเขาและทุกคนต่างรู้ดีว่า โอกาส ที่เอลเดนหมายถึงคือสิ่งใด...
ภาพบ้านไม้หลังเล็กซอมซ่อ กับหญิงสาวผู้หนึ่งที่ทอดร่างอ่อนแรงจวนสิ้นใจ รอยยิ้มแรกและรอยยิ้มสุดท้ายปรากฏบนใบหน้าของเธอ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะปิดสนิทลงตลอดกาล ภาพนั้นยังคงสลักลึกในวิญญาณ ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา
ไครอสแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่กำลังปริร้าว เป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“แม่...” คำสั้นๆ ที่เบาราวกับเสียงกระซิบ กลับทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน นั่นเพราะคำนี้คือบาดแผลฉกรรจ์ที่ไม่อาจมีสิ่งใดเยียวยา
หากวันนั้น... เธอไม่ตาย
หากวันนั้น... พวกเขาได้รับความรักมากกว่านี้
หากวันนั้น... มีใครสักคนยื่นมือเข้ามาฉุดรั้ง
บางที... โลกใบนี้อาจไม่ต้องเป็นเช่นนี้
ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นกลางรอยแยกของท้องฟ้า ราวกับดวงดาวดวงใหม่กำลังถือกำเนิด พร้อมกับเสียงใสกังวานที่ดังกังวานราวกับเด็กหญิงวัยห้าขวบ
【ตรวจพบจุดสิ้นสุดของโลก】
【เงื่อนไขการรีเซ็ตเส้นเวลา: สมบูรณ์】
【เริ่มต้นโครงการแก้ไขชะตากรรม】
ดวงตาทั้งห้าคู่เบิกกว้าง มองความเปลี่ยนแปลงบนผืนฟ้าด้วยความสับสนระคนตกตะลึง ทว่ายังไม่ทันได้ประมวลผลเหตุการณ์ตรงหน้า เสียงเล็กใสนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
【กำลังค้นหาผู้เหมาะสม】
【ค้นหาสำเร็จ】
【อลิซ อริสเตอร์】
ร่างกายของทั้งห้าพลันแข็งค้างในทันทีที่ได้ยินเสียงใสกังวานเอ่ยชื่อนี้ขึ้นมา ชื่อที่พวกเขาไม่เคยลืมเลือนแม้เวลาจะผันผ่านไปกี่ร้อยปี
【เปิดใช้งานระบบเลี้ยงดูวายร้าย】
【ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้น】
สิ้นเสียงใสกังวาน โลกทั้งใบก็พลันสั่นสะเทือน กงล้อแห่งเวลาเริ่มหมุนทวนเข็ม ภูผาที่ทลายลงเริ่มประกอบเข้าด้วยกัน มหาสมุทรเดือดพล่านหวนคืนสู่ความสงบ ผู้คนที่ร่วงหล่นค่อยๆ ฟื้นคืน ก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะถูกแสงสว่างกลืนกินจนขาวโพลน
“ย้อนกลับสู่จุดเริ่มต้นอย่างนั้นหรือ...” เสียงของไครอสแผ่วเบาจนแทบจมหายไปกับแสงสว่าง “ครั้งนี้...ขอให้เธออยู่กับพวกเรานานขึ้นอีกสักหน่อย... ได้ไหม”
.......................................................................................................
“เราไปซื้อของแล้วกลับบ้านกันเถอะ”ฉันพูดพร้อมกับสบดวงตาสีชาดของลูกจิ้งจอกแดง เรนาร์พยักหน้าสั้น ๆ ก่อนจะเดินนำไปยังประตู ท่าทางยังคงระมัดระวังเช่นเคยทว่าก่อนที่ฉันจะก้าวออกจากบ้าน แม่เฒ่าเซฟราก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“อลิซ” ฉันหันกลับไปมองเธอหญิงชรายังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ตัวเดิม ใบหน้าเหี่ยวย่นจมอยู่ในเงามืดครึ่งหนึ่ง แต่ดวงตาสีเทาฝ้ากลับดูเหมือนส่องผ่านความมืดออกมาได้“อย่าบอกเด็กทุกคนเรื่องรอยประทับในตอนนี้” มือของฉันที่จับสายตะกร้าเกร็งขึ้นเล็กน้อย “ทำไมคะ”“เพราะความหวังเป็นสิ่งที่ทั้งอบอุ่นและโหดร้าย” เสียงของแม่เฒ่าเซฟราเบาลง “สำหรับเด็กที่ถูกทิ้งมานานเกินไป การรู้ว่าพ่ออาจยังมีชีวิตอยู่ อาจทำให้พวกเขายินดีและมีความหวัง แต่ถ้าสุดท้ายแล้วไม่มีใครกลับมา ความหวังนั้นก็อาจกลายเป็นมีดที่บาดลึกกว่าเดิม”ฉันนิ่งคิดตามคำของอีกฝ่าย ต้องยอมรับว่าสิ่งที่หญิงชราเอ่ยบอกนั้นถูกต้อง ทว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงฉันที่รับรู้ฉันเลื่อนสายตากลับมามองเรนาร์ซึ่งยืนหันหลังอยู่หน้าประตู ท่าทางนิ่งเงียบและหนักใจของเขาทำให้ฉันอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้พวกเขาทั้งห้าเติบโตมาด้วยกัน เรื่องดีร้าย ความยากลำบาก ล้วนเผช
【เจ้าของระบบโปรดระวังตัว】เสียงของระบบดังก้องอยู่ในหัว ทว่าฉันกลับนิ่งค้างไปชั่วขณะ ราวกับความเจ็บร้อนใต้กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายได้เผาเอาสติของฉันให้ว่างเปล่าไปจนหมดความร้อนนั้นจู่โจมเข้ามาอย่างรุนแรง แล้วจางหายไปอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นใต้ผิวหนังกลับยังคงชัดเจนฉันก้มหน้าลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยังคงวางกดที่ตำแหน่งใต้กระดูกไหปลาร้าด้านซ้ายเอาไว้แน่น ลมหายใจถี่กระชั้นโดยไม่รู้ตัว“คุณเป็นอะไร!”เสียงของเรนาร์ดังขึ้นด้วยความกังวล อุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างของเขาตะกุยชายกระโปรงของฉันอย่างร้อนรน หางทั้งเก้าฟูพองขึ้น ดวงตาสีชาดเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดหวั่น“เป็นอะไร! เจ็บตรงไหน คุณพูดสิ!!”น้ำเสียงที่เคยเย็นชาและระมัดระวังอยู่เสมอ บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างชัดเจนฉันกะพริบตาช้าๆ เมื่อได้สติกลับมา ก็หันไปทางลูกจิ้งจอกแดงตัวน้อย ท่าทางร้อนใจของเขาทำให้หัวใจที่ถูกความเจ็บปวดบีบรัดเมื่อครู่พลันเบาบางลงอย่างไม่รู้ตัว“ฉันไม่เป็นไร” เสียงของฉันแหบกว่าที่คิด “นายไม่ต้องกังวลนะ”เรนาร์ยังไม่ยอมคลายความระแวง ดวงตาสีชาดกวาดมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ราวกับกำลังตรวจส
หัวใจของฉันสั่นไหวขึ้นมาในทันที สามวันก่อน นั่นไม่ใช่ช่วงเวลาที่ฉันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้พอดีหรอกหรือ“แม่เฒ่าเซฟรา การตอบสนองที่คุณพูดถึง หมายความว่าอย่างไร” ฉันถามเสียงแผ่ว แม่เฒ่าเซฟราโน้มตัวเข้ามาใกล้เล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยเสียงแหบพร่า“หมายความว่า เจ้าของรอยประทับรอยนั้นยังมีชีวิตอยู่ และอยู่ในระยะไม่ไกลนัก” ความเย็นแล่นวาบไปทั่วแผ่นหลังของฉัน “เพียงแต่รอยประทับนี้เบาบางเกินไป เธอกับเขาจึงไม่อาจสัมผัสกันและกันได้”“เช่นนั้นฉันต้องทำอย่างไรจึงจะสัมผัสเขาได้”“มีเพียงการกระตุ้นรอยประทับบนแก่นวิญญาณของเธอ เธอจึงจะสัมผัสถึงเจ้าของรอยประทับได้ เพียงแต่วิธีนี้อาจจะเจ็บสักหน่อย”หากสัมผัสถึงอีกฝ่ายได้ เช่นนั้นการให้เขาลบรอยประทับบนแก่นวิญญาณของฉันก็คงไม่ใช่เรื่องยาก โดยไม่ต้องทบทวนให้มากความ ฉันก็พยักหน้ารับคำของแม่เฒ่าเซฟราในทันที“อย่างนั้นก็ยื่นมือมา หลับตาลง แล้วตั้งสมาธิให้ดี”ฉันทำตามอย่างว่าง่าย หลับตาและยื่นมือออกไป มือเหี่ยวย่นยื่นมากุมมือฉันอีกครั้ง พลังบางอย่างไหลผ่านเข้ามาที่กลางอก ก่อนที่ใต้กระดูกไหปลาร้าด้านซ้
“ฉันจะลบรอยประทับพวกนี้ เพื่อฟื้นฟูแก่นวิญญาณได้อย่างไร”“ไม่อาจลบได้” แม่เฒ่าเซฟราพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา“รอยประทับเหล่านั้น แม้จะกดทับแก่นวิญญาณของเธอจนไม่อาจฟื้นตัวได้ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ประคองแก่นวิญญาณของเธอไม่ให้แตกสลายเช่นกัน”หญิงชราหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงต่ำลง“ดังนั้น หากทำลายหรือลบรอยประทับเหล่านี้โดยตรง แก่นวิญญาณของเธอก็อาจแตกสลายจนไม่เหลือสิ่งใดให้แก้ไขอีก”แก่นวิญญาณแตกสลายก็จะกลายเป็นผู้ไร้พลังโดยสมบูรณ์ ในจักรวรรดิเอเธเรีย ผู้ไร้พลังคือชนชั้นต่ำสุด เป็นคนที่ถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือแม้แต่สิทธิ์จะปกป้องตัวเอง“อย่างนั้นฉันจะต้องทำอย่างไร จึงจะลบรอยประทับเหล่านี้โดยไม่กระทบแก่นวิญญาณของฉัน”“ต้องให้ผู้ที่สร้างรอยประทับเป็นผู้ลบด้วยตัวเอง” ฉันนิ่งงันไปชั่วขณะ ก่อนจะพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ในค่ายทหารของร่างเดิม เพื่อหาตัวเจ้าของรอยประทับทั้งห้าทว่าไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ภาพในความทรงจำก็มีเพียงเหตุการ
“เธอเนี่ยนะเป็นคนรักษานาย” อัสลานถามย้ำเสียงสูงอย่างไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง“อืม” ไทรันพยักหน้ายืนยัน ก่อนจะเริ่มเล่าเหตุการณ์ระทึกขวัญทั้งหมดให้พี่น้องทุกคนฟัง เด็กทั้งสี่คนยืนรับฟังเรื่องราวอย่างเงียบงัน แต่ยิ่งไทรันอธิบายลงลึกรายละเอียดมากเท่าไหร่ สี
“นายนี่ฉลาดจริงๆ”เมื่อได้ยินคำชมจากฉันและท่าทียอมวางไข่ไก่คืนตามคำแนะนำของเขา หูเสือสีขาวก็กระตุกเบาๆ ก่อนที่ไทรันรีบสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง แล้วก้าวเดินออกจากพุ่มไม้ไปโดยไม่เอ่ยปากตอบอะไร ทว่าปลายหางสีขาวพาดกลอนกลับเชิดตั้งชูชันขึ้นสูงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด【ตรวจพบความรู
หลังจากขุดมันฝรั่งป่าหัวสุดท้ายขึ้นมาจากดินจนสำเร็จ ไทรันก็ใช้อุ้งเท้าหน้าปัดเศษดินโคลนที่เกาะอยู่ตามเปลือกออกอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะใช้จมูกดันมันกลิ้งมารวมกับหัวอื่นๆ ที่กองอยู่ตรงหน้าฉันเมื่อลองนับจำนวนดูแล้ว วันนี้พวกเราได้มันฝรั่งมาทั้งหมดยี่สิบสองหัว แม้ว่าบางหัวจะมีขนาดเล็กจิ๋วและมีร
“เอาล่ะ เสร็จแล้ว” ฉันเอ่ยบอก พลางปล่อยมือจากขาเล็กๆ ของเขาลูกเสือขาวตัวน้อยยังคงจ้องหน้าฉันนิ่งงันด้วยความสับสน ก่อนจะค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นยืน เมื่อพบว่าตนเองยืนได้อย่างมั่นคงและไม่มีความเจ็บปวดแล้ว แววตาสีฟ้ากระจ่างคู่นั้นก็เงยขึ้นสบดวงตาของฉัน และทันใดนั้นเอง เสียงกลไกของระบบก็ดังขึ้นใน
Ulasan-ulasan