เสิ่นหลีมองท่าทางของเสี่ยวไป๋ที่รีบกระโดดเข้ามาขวางด้วยความซาบซึ้งใจ นางเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมีระบบแปลภาษา สัตว์วิญญาณตัวนี้คงผูกพันกับเจ้านายเก่าและรู้ดีว่ากลไกที่ปกป้องถุงสีดำใบนั้นน่ากลัวเพียงใด
“เข้าใจแล้ว ข้าไม่จับมันหรอก” เสิ่นหลีเอ่ยพลางลอบคิดในใจที่ตัวเองไม่ใช่พวกโลภมาก
นักโบราณคดีสาวรู้ดีจากประสบการณ์ขุดค้นว่า สิ่งของบางชิ้นหากยังไม่ถึงเวลาอันควร หรือไม่มีความรู้ในการจัดการที่ถูกต้อง การฝืนครอบครองก็ไม่ต่างจากการรนหาที่ตาย
ยิ่งระบบจากไม้บรรทัดเหล็กคู่ใจระบุชัดเจนถึงคำว่า ‘สายเลือดปฐมกาลไท่ชู’ ยิ่งทำให้นางตระหนักว่าเบื้องหลังร่างที่นางมาอาศัยอยู่นี้ และเทคโนโลยีโบราณที่แฝงอยู่ในไม้บรรทัดเหล็กสัมฤทธิ์ อาจมีความลับระดับสะเทือนฟ้าดินซ่อนอยู่
นางหันไปมองเสิ่นเหยาที่บัดนี้กำลังกอดเสี่ยวไป๋ไว้แน่นอีกครั้ง เด็กน้อยยังคงส่งยิ้มให้เจ้ากระต่ายอย่างอ่อนโยน โดยที่เสิ่นเหยาเองก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่าหลังจากที่นางกลืนโอสถชำระไขกระดูกปรับฐานรากเข้าไป พลังงานบริสุทธิ์สายหนึ่งได้เข้าไปปลุกดวงจิตวิญญาณบางอย่างในตัวของนางให้เริ่มขยับไหวอย่างเงียบเชียบ ที่ใจกลางจุดตันเถียนของเด็กหญิงปรากฏร่องรอยประกายแสงอ่อนคล้ายรูปดอกบัววิญญาณขนาดจิ๋วที่กำลังรอวันผลิบานในภายหลังเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม
“เหยาเอ๋อร์ มาร่วมมือกันเถอะ” เสิ่นหลีก้าวถอยออกมาจากแท่นหินเตี้ยแล้วเอ่ยเรียกน้องสาว
“ทำอะไรหรือเจ้าคะอาเจี่ย” เสิ่นเหยาเอียงคอถามอย่างสงสัยพรางอุ้มเสี่ยวไป๋เดินเข้ามาหาใกล้กว่าเดิม
“ทำสุสานให้ผู้อาวุโสท่านนี้อย่างไรเล่า ท่านมีพระคุณมอบโอสถและสิ่งประทังชีวิตให้พวกเรา ทั้งยังย้ำเตือนเรื่องอันตราย พวกเราพึ่งพาถ้ำของท่านพักแรม ก็ควรส่งร่างของท่านให้ไปสู่สุคติอย่างสงบ”
เสิ่นเหยาพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่ายทันที
“เจ้าค่ะ ข้าจะช่วยอาเจี่ยเอง”
เสิ่นหลีกระชับไม้บรรทัดเหล็กในมือ ตั้งจิตสมาธิเพื่อมองดูภาพจำลองผังโครงสร้างของถ้ำหินที่ระบบสีฟ้าฉายให้เห็นในสายตา นางมองหาพิกัดที่เหมาะสมที่สุด
จนกระทั่งสายตาไปหยุดอยู่ที่มุมโขดหินทางทิศใต้ ซึ่งเป็นจุดที่พื้นดินค่อนข้างอ่อนและไม่มีแนวข่ายอาคมใด ๆ พาดผ่านที่จะก่อให้เกิดอันตราย
นางออกคำสั่งในใจ ไม้บรรทัดเหล็กคู่ใจก็ขยายตัวหนาหนักและเปลี่ยนรูปร่างตรงส่วนปลายจนดูคล้ายจอบเหล็กชั้นดี เสิ่นหลีเริ่มลงมือขุดสร้างหลุมฝังศพอย่างประณีต
ทักษะการขุดสำรวจโบราณคดีที่ฝึกฝนมานับสิบปีทำให้นางขุดดินและหินได้อย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว โดยมีเสิ่นเหยาคอยช่วยเก็บเศษหินก้อนเล็ก ๆ ไปกองไว้ด้านข้างอย่างขยันขันแข็ง ส่วนเสี่ยวไป๋ก็นั่งเฝ้ามองดูการกระทำของสองพี่น้องด้วยดวงตากลมโต
ไม่นานนักหลุมศพที่ลึกและเรียบร้อยก็เสร็จสิ้น เสิ่นหลีเดินกลับไปที่โครงกระดูกขาวโพลน นางประคองร่างของผู้อาวุโสอย่างทะนุถนอมและเต็มไปด้วยความเคารพ ก่อนจะนำร่างของท่านไปวางลงในหลุมศพอย่างสงบ จากนั้นสองพี่น้องก็ช่วยกันกลบดินและนำหินมาวางเรียงล้อมรอบเป็นฮวงซุ้ยสำหรับผู้อาวุโสที่เสิ่นหลีไม่รู้แม้แต่ชื่อ
หลังจากจัดการกลบหลุมศพเรียบร้อย เสิ่นหลีก็ยืนตรงและโค้งคำนับให้แก่หลุมศพตรงหน้าสามครั้ง เสิ่นเหยาก็ทำตามพี่สาวอย่างตั้งใจเช่นกัน ไม้เว้นแม้แต่เสี่ยวไป๋ เจ้ากระต่ายน้อยก็กระโดดเข้าไปใกล้หลุมศพ จากนั้นมันก็ก้มหัวลงแนบพื้นดินคล้ายเป็นการบอกลาเจ้านายเก่าที่มันเฝ้ารักษาคำสั่งเสียมานานแสนนาน
ท่ามกลางความเงียบสงบ ก็ปรากฏว่าเสียงท้องของเสิ่นเหยา ส่งเสียงดังออกมาอีกครั้ง
“อาเจี่ย ข้าหิว”
เสิ่นหลีที่เพิ่งกำลังซาบซึ้งกับบรรยากาศอันสงบ ถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองน้องสาวที่ยกมือกุมท้องด้วยสีหน้าเขินอาย
เสิ่นเหยากะพริบตาปริบ ๆ “ข้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะ... แต่มันร้องเอง”
บรรยากาศหงอยเหงาเมื่อครู่พลันอ่อนลงหลายส่วน เสิ่นหลี หลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แล้วเอื้อมมือไปลูบศีรษะเด็กหญิง
“เช่นนั้นพวกเราก็มากินกันเถอะ น้ำแกงไก่ยังเหลืออยู่อีกมากในถุงมิติ”
เสี่ยวไป๋ที่เพิ่งก้มคารวะหลุมศพเจ้านายเก่าเสร็จสะบัดหูขึ้นทันที พอได้ยินคำว่า “กิน” เจ้ากระต่ายน้อยก็ราวกับฟื้นคืนชีพ มันกระโดดดุ๊กดิ๊กมาหาเสิ่นเหยา แล้วใช้หัวถูมือเด็กหญิงอย่างประจบ
เสิ่นหลีมองมันด้วยสายตาขบขัน “เมื่อครู่ยังเศร้าอยู่เลย พอได้ยินเรื่องกินก็กลับมาร่าเริงแล้วหรือ”
เสี่ยวไป๋เงยหน้ามองนาง ดวงตากลมสีแดงทับทิมใสซื่อยิ่งนัก ราวกับจะบอกว่าเรื่องเศร้าก็ส่วนเรื่องเศร้า แต่เรื่องกินก็สำคัญไม่แพ้กัน
เสิ่นหลีส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ ก่อนจะหันไปสำรวจของในถุงมิติที่ยึดมาได้จากศิษย์สำนักเมฆาคราม นอกจากหม้อน้ำแกงไก่ที่ต้มไว้ก่อนหน้า ก็มีข้าวสารหยาบที่เก็บมาจากกระท่อมเก่า และเห็ดวิญญาณที่เสี่ยวไป๋เคยแอบคาบมาเก็บไว้ตอนพวกนางเข้าใกล้ปากถ้ำ
“เอาละ เช่นนั้นเราก็มากินกันเถอะ” กล่าวจบนางก็เลือกมุมที่ลมถ่ายเทดีใกล้ทางออก ตั้งหม้อเหล็กใบเดิมขึ้นบนกองไฟที่เพิ่งก่อขึ้น จากนั้นเทน้ำแกงไก่ที่เหลือลงไป เติมน้ำสะอาดจากธารน้ำด้านนอก แล้วใส่ข้าวสารหยาบลงไปต้มเพื่อความอิ่มท้อง
กลิ่นหอมอ่อนของน้ำแกงไก่ผสมโสมโลหิตพฤกษายังคงหลงเหลืออยู่ แม้จะเจือจางลงมากแล้ว แต่สำหรับเด็กสองคนที่เคยอดอยากมานาน กลิ่นนี้ก็ยังหอมจนแทบทำให้ท้องร้องตามกันอีกหลายรอบ
“หอมมากเลยเจ้าค่ะ” เสิ่นเหยากล่าวพลางทำจมูกฟุดฟิด เหมือนกับเสี่ยวไป๋ไม่ผิดเพี้ยน
เสิ่นหลีมองท่าทางของน้องสาวกับกระต่ายหิมะจันทราที่แทบจะกลายเป็นภาพสะท้อนของกันแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“พวกเจ้าสองคนนี่เหมือนกันขึ้นทุกทีแล้วนะ”
เสิ่นเหยากะพริบตา ก่อนก้มลงมองเสี่ยวไป๋ในอ้อมแขน
“จริงหรือเจ้าคะ”
เสี่ยวไป๋เองก็เงยหน้าขึ้นมองนางเช่นกัน หนึ่งคนหนึ่งกระต่ายสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสิ่นเหยาจะหัวเราะคิกออกมา
“เช่นนั้นข้ากับเสี่ยวไป๋ก็เป็นสหายกันแล้ว”
เสี่ยวไป๋ส่งเสียงร้องออกมาแผ่วเบาคล้ายยอมรับคำพูดของนางอย่างยินดี เสิ่นหลีปล่อยให้เด็กหญิงเล่นกับกระต่ายระหว่างรอข้าวสุก ส่วนตัวเองก็ค่อย ๆ คนข้าวในหม้ออย่างใจเย็น
หลังจากข้าวสารเริ่มแตกตัว น้ำแกงในหม้อก็ค่อย ๆ ข้นขึ้นเป็นสีทองอ่อน กลิ่นหวานของเนื้อไก่ขนหยกผสมกับกลิ่นเย็นสดชื่นของโสมโลหิตพฤกษาและกลิ่นหอมของเห็ดวิญญาณ ทำให้ถ้ำแห่งนี้อบอวลไปด้วยความหอมละมุน
“ยังกินไม่ได้หรือเจ้าคะ” เสิ่นเหยาถามหลังจากเล่นกับเสี่ยวไป๋ไปครู่หนึ่ง
“รออีกสักหน่อยนะ” คนเป็นพี่ตอบ
กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของเสิ่นเหยาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“อาเจี่ย ตอนนี้น่าจะสุกแล้วนะเจ้าคะ กลิ่นมันหอมมากแล้ว”
เสิ่นหลีถึงกับหลุดหัวเราะ “เจ้าตัวตะกละน้อย” นางอดไม่ได้ที่จะยกนิ้วเคาะหน้าผากของน้องสาวเบา ๆ
เสิ่นเหยาเม้มปากอย่างเก้อเขิน ก่อนพยักหน้ารับอย่างซื่อสัตย์
“เจ้าค่ะ”
เสี่ยวไป๋ที่นั่งอยู่ข้างกันก็พยักหน้าตามทันที ราวกับจะช่วยยืนยันว่าความหิวของเสิ่นเหยาเป็นเรื่องเร่งด่วนระดับสูง เสิ่นหลีส่ายหน้าอย่างเอ็นดู จากนั้นก็ใช้ทัพพีคนโจ๊กในหม้ออีกสองสามครั้ง ก่อนตักขึ้นมาชิม
‘รสชาติยังจืดไปนิดหนึ่ง’ ไวเท่าความคิด นางจึงหยิบเกลือหยาบจากถุงมิติใส่ลงไปเพียงปลายนิ้ว แล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง คราวนี้รสหวานตามธรรมชาติของน้ำแกงถูกดึงออกมาชัดเจนขึ้น กลิ่นหอมของเห็ดวิญญาณกลมกลืนกับเนื้อไก่ได้อย่างพอดี
“เอาละ กินได้แล้ว”
เสิ่นเหยาดวงตาสว่างวาบทันที เสิ่นหลีตักโจ๊กใส่ถ้วยใบเล็กให้น้องสาวก่อน นางตั้งใจตักส่วนที่มีเนื้อไก่ชิ้นนุ่มกับเห็ดวิญญาณลงไปมากหน่อย จากนั้นจึงเป่าให้คลายร้อนแล้วส่งให้
“ค่อย ๆ กินไม่ต้องรีบ”
เสิ่นเหยารับถ้วยไปด้วยสองมืออย่างทะนุถนอม
“ขอบคุณเจ้าค่ะอาเจี่ย”
เด็กหญิงใช้ช้อนตักโจ๊กคำเล็ก ๆ เข้าปาก เพียงชั่วอึดใจ ดวงตากลมโตก็โค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
“อร่อย...”
เสียงของนางเบามาก แต่เต็มไปด้วยความสุขอย่างชัดเจน โจ๊กอุ่น ๆ นุ่มละมุนแทบละลายในปาก น้ำแกงซึมเข้าไปในเมล็ดข้าวจนหวานหอม เนื้อไก่ขนหยกนุ่มจนแทบไม่ต้องเคี้ยว ส่วนเห็ดวิญญาณนั้นกรอบนิด ๆ และมีกลิ่นหอมสดชื่น กินแล้วรู้สึกราวกับมีไออุ่นไหลลงไปถึงท้อง
เสิ่นเหยากินไปได้สองคำ ใบหน้าเล็กก็เริ่มแดงระเรื่ออีกคำรบ คราวนี้ไม่ใช่เพราะโอสถแต่เป็นเพราะอาหารร้อน ๆ และความสุขที่ได้กินอิ่ม
“อาเจี่ย ข้าชอบแบบนี้เจ้าค่ะ กินแล้วอุ่นมากเลย”
“ชอบก็กินให้หมด”
เสิ่นหลีตักโจ๊กอีกเล็กน้อยใส่ถ้วยให้เสี่ยวไป๋ แต่นางเลือกเฉพาะเห็ดวิญญาณกับน้ำแกงข้น ๆ มากกว่าเนื้อไก่ เพราะจากที่สังเกต เจ้ากระต่ายน้อยตัวนี้ดูจะชอบสมุนไพรกับเห็ดมากกว่าเนื้อสัตว์
“ของเจ้า”
เสี่ยวไป๋รีบกระโดดเข้ามา ใช้สองอุ้งเท้าประคองถ้วยแล้วก้มหน้ากินอย่างตั้งอกตั้งใจ หูยาวทั้งสองข้างขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ ราวกับทุกคำที่เข้าปากคือของล้ำค่าแห่งชีวิต
เสิ่นหลีมองภาพหนึ่งคนหนึ่งกระต่ายกินอย่างเอร็ดอร่อยแล้วจึงตักให้ตัวเองบ้าง
อาหารมื้อนี้เรียบง่ายมาก หากเทียบกับมื้อหรูในโลกเดิมของนาง เพราะมันก็เป็นเพียงโจ๊กหม้อหนึ่งเท่านั้น แต่ในเวลานี้ สำหรับเด็กสาวสองคนที่เพิ่งหนีตายและความอดอยากมา มันกลับอบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากกินไปได้ครึ่งถ้วย ความร้อนในท้องทำให้เสิ่นหลีรู้สึกว่าพละกำลังที่เสียไปจากการขุดหลุมและจัดการเรื่องทั้งหมดเริ่มฟื้นกลับมา
นางเหลือบมองเสิ่นเหยา เด็กหญิงกำลังนั่งกินโจ๊กอย่างตั้งใจ แก้มเล็ก ๆ พองขึ้นเล็กน้อยเพราะอมข้าวไว้เต็มปาก ดวงตาใสสะอาดไม่มีความหวาดกลัวเหมือนตอนอยู่กระท่อมอีกต่อไปเสิ่นหลีรู้สึกเหมือนหัวใจที่เคยแข็งกระด้างจากโลกเดิมอ่อนลงอย่างประหลาด
‘เสิ่นหลีคนเดิม เจ้าวางใจเถอะ’ นางคิดในใจอย่างเงียบงัน ‘น้องสาวของเจ้า ข้าจะเลี้ยงให้ดีเอง’
เมื่อกินเสร็จ เสิ่นเหยาก็ลูบท้องเล็ก ๆ ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
“อาเจี่ย ข้าอิ่มแล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นหลีเลิกคิ้วสูงมองนางพลางถามออกมาให้แน่ใจ
“อิ่มจริงหรือไม่ อีกเดี๋ยวอย่าร้องหิวอีกนะ”
เสิ่นเหยารีบส่ายหน้า
“คราวนี้อิ่มจริงเจ้าค่ะ”
เสี่ยวไป๋ที่กินเห็ดจนหมดก็ล้มตัวนอนหงายบนพื้นอย่างสบายใจ ท้องกลมเล็ก ๆ ขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เสิ่นเหยามองแล้วก็ถึงกับหัวเราะคิกคักออกมา
“เสี่ยวไป๋ก็คงอิ่มมากเหมือนกัน”
“ดูท่าจะอิ่มจนเดินไม่ไหวแล้ว” เสิ่นหลีกล่าวพลางเก็บหม้อและถ้วยอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงพาเสิ่นเหยาไปยังแอ่งน้ำตื้นหลังม่านน้ำตก เพื่อชำระคราบดำจากการขับสิ่งสกปรกออกจากร่างกายเมื่อครู่
น้ำตกเย็นจัด แต่ไม่หนาวจนทนไม่ได้ อาจเพราะร่างกายของทั้งสองเพิ่งได้รับโอสถและอาหารวิญญาณ ความเย็นจึงกลายเป็นความสดชื่นมากกว่าความทรมาน
เสิ่นเหยามองเงาตนเองในผืนน้ำแล้วนิ่งไป
“อาเจี่ย... ข้าดูไม่เหมือนเดิมเลยเจ้าค่ะ”
เสิ่นหลีหันไปมองน้องสาว หลังคราบสกปรกถูกชำระออก ผิวที่เคยซีดเหลืองของเสิ่นเหยาดูขาวสะอาดขึ้น แม้ว่าใบหน้าเล็กจะยังซูบตอบอยู่มาก แต่ดวงตากลับสดใสกว่าเดิมหลายส่วน ริมฝีปากเองก็เริ่มมีสีเลือดฝาด ไม่เหมือนเด็กที่อดอยากมานานเหมือนก่อนหน้า
“แบบนี้ดีกว่าเดิมหรือไม่”
เสิ่นเหยาพยักหน้ารับตอบตามตรง
“ดีเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่คุ้นเลย”
“เดี๋ยวก็ชิน ต่อไปเจ้าจะดีขึ้นมากกว่านี้อีก”
เสิ่นเหยาก้มมองแขนเล็ก ๆ ของตน ก่อนพูดอย่างจริงจัง
“ข้าจะกินเยอะ ๆ จะได้โตไว ๆ แล้วช่วยอาเจี่ยทำงาน”
“กินเยอะได้ แต่เรื่องทำงานหนักไม่ต้องรีบ” เสิ่นหลีใช้นิ้วแตะหน้าผากน้องสาวเบา ๆ
“หน้าที่ของเจ้าตอนนี้คือโตให้แข็งแรง เรียนรู้ให้มาก และอย่าป่วยก็พอ”
“แล้วฟาดคนชั่วล่ะเจ้าคะ”
เสิ่นหลีชะงักไปเพราะไม่คิดว่าน้องสาวจะพูดประโยคนี้ออกมา
“เรื่องนั้นพี่ทำเอง”
“แต่ข้าอยากช่วยอาเจี่ย”
“เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยด้วยการไม่ให้ตัวเองบาดเจ็บ หากเจ้าปลอดภัย พี่ก็สบายใจที่สุดแล้ว”
เสิ่นเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มกว้าง
“เจ้าค่ะ ข้าจะปลอดภัยเพื่ออาเจี่ย”
คำพูดใสซื่อของนางทำให้เสิ่นหลีรู้สึกจุกในอก นางยื่นมือไปลูบศีรษะน้องสาวเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรอีก เมื่อทั้งสองกลับเข้าไปในโถงถ้ำ เสี่ยวไป๋ก็วิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาเสิ่นเหยา มันสูดจมูกฟุดฟิดรอบตัวเด็กหญิงราวกับกำลังตรวจสอบว่า “กลิ่นเหม็น” เมื่อครู่หายไปหรือยัง พอแน่ใจว่านางสะอาดแล้วจึงกระโดดขึ้นสู่อ้อมแขนอย่างสบายใจ
เสิ่นเหยาหัวเราะคิก
“เมื่อครู่เจ้ารังเกียจข้าหรือ”
เสี่ยวไป๋รีบส่ายหัวอย่างแรงจนกระดิ่งหยิ่นหลิงส่งเสียงกริ๊ง ๆ รัวขึ้น
เสิ่นหลีมองแล้วก็ส่ายหน้าให้กับท่าทางของเจ้าขนปุย
“เจ้าตัวนี้ฉลาดมาก” หลังจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เสิ่นหลี จึงกลับไปยังแท่นหินด้านในสุดอีกครั้ง นางไม่แตะถุงดำปักลายดอกบัวเงิน แต่เริ่มสำรวจช่องลับเล็ก ๆ บริเวณฐานแท่นหินที่ระบบเคยชี้นำไว้ก่อนหน้านี้
ในช่องนั้นยังมีของใช้พื้นฐานอีกเล็กน้อย ได้แก่ แผนที่ผืนหนึ่ง ตำราฝึกปราณขั้นต้น และปิ่นหยกดอกบัวสีขาวนวล เมื่อเห็น ปิ่นหยกดอกบัว เสิ่นเหยาก็ชะงักไปทันที สายตาของเด็กหญิงจับจ้องไปยังปิ่นนั้นราวกับถูกดึงดูดโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นหลีเองก็สังเกตเห็นเช่นกัน
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าชอบหรือ”
“ข้า...” เสิ่นเหยาเกิดอาการลังเล “ข้าแค่รู้สึกว่ามันอบอุ่นเจ้าค่ะ เหมือนมันเรียกข้าอยู่”
เสิ่นหลีหยิบปิ่นหยกขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง คราวนี้ไม้บรรทัดไม่ได้แสดงหน้าจอใหญ่โต เพียงส่งข้อมูลสั้น ๆ ไหลเข้าสู่ความคิดของนางอย่างเงียบงัน
ปิ่นบัวหยกวิญญาณ วัตถุคุ้มกายระดับกลาง เหมาะกับผู้มีจิตวิญญาณธาตุไม้หรือรากวิญญาณบัวบริสุทธิ์ มีฤทธิ์ปกป้องจิตใจ สยบฝันร้าย และหล่อเลี้ยงรากฐานวิญญาณอย่างช้า ๆ
เสิ่นหลีหลุบตาลงต่ำ รากวิญญาณบัวบริสุทธิ์... นางหันไปมองเสิ่นเหยาอีกครั้ง เด็กหญิงยังคงไร้เดียงสาไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แต่เสิ่นหลีกลับเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าน้องสาวของร่างนี้อาจไม่ได้ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเคยคิด แต่ตอนนี้ยังไม่ควรพูดออกไป เมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งเริ่มแตกหน่อไม่ควรถูกบังคับให้ผลิบานก่อนเวลา
“มา พี่เสียบให้”
เสิ่นเหยาตาโต “ให้ข้าหรือเจ้าคะ”
“ใช่ ของชิ้นนี้เหมาะกับเจ้า”
เด็กหญิงดีใจจนยิ้มกว้าง ก่อนรีบนั่งนิ่งให้พี่สาวจัดผม เสิ่นหลีค่อย ๆ เสียบปิ่นหยกดอกบัวลงบนมวยผมเล็กของนาง ทันทีที่ปิ่นแตะเส้นผม แสงสีขาวนวลก็แผ่ออกมาบางเบา แล้วซึมเข้าสู่ร่างของเสิ่นเหยาอย่างเงียบงัน
เสิ่นเหยาหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว
“อาเจี่ย... ข้ารู้สึกเหมือนมีดอกไม้บานอยู่ในอกเลยเจ้าค่ะ”
เสิ่นหลีใจไหววูบ แต่สีหน้านางยังสงบนิ่ง
“เจ็บหรือไม่”
“ไม่เจ้าค่ะ สบายมาก เหมือนมีน้ำอุ่นไหลอยู่ในตัว”
“เช่นนั้นก็เก็บไว้ให้ดี ต่อไปห้ามถอดให้ใคร”
เสิ่นเหยาพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เจ้าค่ะ ข้าจะรักษาไว้ให้ดี”
เสี่ยวไป๋กระโดดวนรอบกายเด็กหญิงสองรอบ แล้วส่งเสียงร้องอย่างพึงพอใจราวกับเห็นด้วยว่าปิ่นดอกบัวนี้เหมาะกับเสิ่นเหยาที่สุด
เสิ่นหลียิ้มบางก่อนจะเก็บตำราฝึกปราณขั้นต้นเข้าถุงมิติหลังจากนั้นนางจึงกางแผนที่ออกดู บนแผนที่นั้นมีเส้นทางออกจากป่าหมอกลวงตา รวมถึงเส้นทางไปยังเมืองอีกหลายแห่งรวมถึงเมืองชิงหลานอวี้ด้วย อีกทั้งยังมีตำแหน่งของแหล่งน้ำหลายแห่งซึ่งถูกจดไว้ด้วยลายมือ แต่ทว่าตรงใจกลางของป่ากลับมีวงกลมสีแดงขีดทับไว้หลายชั้น
ข้างวงกลมนั้นมีตัวอักษรโบราณเขียนไว้เพียงสั้น ๆ ว่าอย่าเข้าใกล้รากมังกร เสิ่นหลีมองตัวอักษรนั้นนิ่งอยู่นาน รากมังกร... คำนี้ทำให้รอยตราที่ข้อมือซ้ายของนางเต้นตุบ ๆ ขึ้นมาอีกครั้ง
ในส่วนลึกของป่าหมอกลวงตาราวกับมีบางสิ่งกำลังหลับใหลอยู่ใต้พื้นดิน และบางสิ่งนั้นกำลังค่อย ๆ รับรู้ถึงการมาถึงของนาง เสิ่นหลีพับแผนที่เก็บเข้าถุงมิติอย่างใจเย็น
“คืนนี้เราพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทาง”
เสิ่นเหยาพยักหน้าอย่างว่าง่ายเช่นเคย
“เจ้าค่ะ”
ส่วนเสี่ยวไป๋หลังได้ยินคำตัดสินใจของหญิงสาวมันก็เดินไปนอนขดอยู่ข้างหลุมศพของเจ้านายเก่า ดวงตาสีแดงทับทิมของมันหม่นลง แต่ไม่เศร้าจนไร้ชีวิตเหมือนก่อนหน้าแล้ว เพราะอย่างน้อยมันก็ไม่ได้อยู่ลำพังอีกต่อไป
เสิ่นหลีเติมฟืนลงในกองไฟกองเล็ก ก่อนนั่งพิงผนังถ้ำ นางหยิบตำราฝึกปราณขั้นต้นออกมาเปิดดูอย่างเงียบ ๆ ตัวอักษรในตำราไม่ซับซ้อนมากนัก อธิบายวิธีรับรู้ไอปราณฟ้าดิน วิธีหายใจให้สอดคล้องกับเส้นลมปราณ และวิธีกักเก็บพลังไว้ในตันเถียน
สำหรับผู้ฝึกตนอาจเป็นเพียงพื้นฐานแสนธรรมดา แต่สำหรับเสิ่นหลีในเวลานี้ มันคือก้าวแรกของการเอาชีวิตรอด นางอ่านไปครู่หนึ่ง ก่อนหลับตาลงช้า ๆ หายใจเข้า ไอเย็นจากถ้ำไหลผ่านปลายจมูกเข้าสู่ร่าง หายใจออก ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ ถูกผลักออกไปทีละน้อย
ในความเงียบของถ้ำหลังม่านน้ำตก มีเพียงเสียงหายใจของสองพี่น้อง เสียงไม้ในกองไฟแตก และเสียงกระดิ่งหยิ่นหลิงที่ดังแผ่วเบาเป็นครั้งคราว ทุกสรรพสิ่งค่อย ๆ หลอมรวมเป็นจังหวะสงบ แต่ลึกลงไปกลางใจผืนป่าหมอกลวงตา เสียงโซ่เหล็กหนักอึ้งพลันดังขึ้นแม้ว่ามันจะเบามากและดังเพียงครั้งเดียว ก่อนทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความเงียบงัน ถึงกระนั้นเสิ่นหลีกลับได้ยินอย่างชัดเจน