LOGIN“เจ้าหนีมาเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควรที่จะอยู่กับข้าใช่หรือไม่”
คำถามตรงประเด็นของหญิงสาวทำเอาเจี่ยนอิงชะงัก ไม่ใช่แค่เขาที่รู้จักนางดีเท่านั้น แต่จูเสวี่ยหลินเองก็รู้เท่าทันความคิดของเขาเช่นกัน “ใช่”
“เจ้าดูแลข้าเพียงเพราะรับปากบิดาของข้าใช่หรือไม่”
คำถามนี้ของเจี่ยนอิงทำให้จูเสวี่ยหลินต้องเป็นฝ่ายสูดลมหายใจเข้าออกด้วยความเดือดดาลบ้าง ทว่าเมื่อคิดดูอย่างถี่ถ้วนนางกลับสงบใจลงได้
เขาไม่ผิดที่คิดเช่นนั้น เพราะตอนแรกที่นางออกตามหาเขานางคิดเช่นนั้นจริงๆ แต่ไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดที่ความคิดนั้นค่อยเปลี่ยนไป จนไม่เหลืออยู่ในหัวของนางแม้แต่น้อย
“มันเคยเป็นหนึ่งในเหตุผล ใช่” จูเสวี่ยหลินยอมรับออกมา
เจี่ยนอิงเพียงแค่ยิ้มจางๆ ทว่ามันกลับฉายแววเศร้าโศกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าโกรธข้าหรือไม่ที่ปิดบังอดีตของเจ้า” นางอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เมื่อมองเห็นรอยยิ้มที่มีร่องรอยของความโศกเศร้าบางอย่างแฝงอยู่
“ไม่ เพราะข้าเองก็อยากจะลืมมันเหลือเกิน อยากจะกลับไปเป็นคนเดิมที่คอยวิ่งตามเจ้าไปทุกที่”
น้ำเสียงสั่นสะท้านของเขา ทำให้จูเสวี่ยหลินสะท้อนใจ หญิงสาววางจอกสุราลง ดวงตาของนางแดงก่ำไม่รู้ว่าเป็นเพราะสุราหรือว่านางกำลังอยากจะร้องไห้จริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นางไม่ใช่สตรีที่เอะอะก็บีบน้ำตาง่ายๆ “อิง...เจ้าชอบข้าหรือไม่”
จบคำถามของจูเสวี่ยหลิน ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ใบหน้าจริงจังของหญิงสาวตรงหน้า ทำให้เจี่ยนอิงมั่นใจว่านางไม่ได้ล้อเล่นแม้แต่น้อย
จริงอยู่เขารู้จักนิสัยตรงไปตรงมาของนางเป็นอย่างดี แต่เรื่องเช่นนี้นางกลับกล้าเอ่ยถามออกมาหน้าตาเฉย คล้ายเป็นเรื่องธรรมดา ขนาดเขาที่เป็นบุรุษก็เกือบจะตั้งรับไม่ทัน
“ข้าชอบเจ้านะ” ไม่รอคำตอบจูเสวี่ยหลินเอ่ยต่อทันที
เจี่ยนอิงที่เป็นบุรุษกลับใบหน้าแดงก่ำ แต่ไม่ใช่เพราะฤทธิ์สุราแน่นอน ตลอดมาเขาไม่เคยใส่ใจ และไม่เคยให้ความสำคัญกับการหาความสำราญให้กับตัวเองเช่นบุรุษอื่นๆ แต่ตลอดสองปีที่เขาได้ใกล้ชิดสนิทสนม และยึดเหนี่ยวจูเสวี่ยหลินไว้เป็นคนสำคัญ ติดตามนาง คอยอยู่เคียงข้าง ดูแล ทำทุกอย่างเพื่อให้นางหัวเราะและเบิกบาน ทุกอย่างนั้นหลอมรวมให้เขาคิดเสมอว่าความสุขของนางคือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา
แต่ในวันที่ความทรงจำของเขากลับคืนมา เขากลับพบว่าเรื่องราวทุกอย่างมันซับซ้อนกว่าที่คิด นางให้เขาอยู่เคียงข้าง อนุญาตให้เขาติดตาม เพียงเพราะกังวลว่าเขาอาจจะกลับไปแก้แค้น นางกลัวว่าเขาอาจจะกลับไปทำร้ายพี่สาวร่วมสาบานของนาง เพื่อแก้แค้นให้มารดา
จริงอยู่เขาไม่เคยได้ยินนางพูดออกมาสักครั้ง แต่ในยามที่นางเห็นเขาพลั้งเผลอใช้วรยุทธ์ออกมา ดวงตาของนางที่มองมายังเขามันมักจะมีความเคลือบแคลง หวาดระแวง สงสัย
ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าทำไม ทว่าตอนที่ความทรงจำกลับมาเขาก็เข้าใจ เป็นเพราะเขาเป็นปีศาจร้ายที่เคยฆ่าคน เป็นศัตรูที่เคยคิดจะทำร้ายนางและคนที่นางรัก เป็นบุตรชายของสหายที่นางรับปากว่าจะดูแล
สำหรับนางเขา...เป็นเพียงภาระที่นางต้องแบกรับ
“เจ้าจะเอาแต่นิ่งเงียบหรือ” สุราในจอกของจูเสวี่ยหลินพร่องไปอีกแล้ว และนางก็ยื่นมือมาไขว่คว้าไหสุราจากเขาทว่าเขาไม่ยอม
“หากจะเดิมพันจนจบ ก็ไม่สมควรเมามายจนล้มพับไปเสียก่อนจริงหรือไม่” เจี่ยนอิงถอนหายใจออกมาในที่สุด ในใจก็ได้แต่คิดว่าทำเช่นที่นางเอ่ยก็ดีเหมือนกัน บุญคุณความแค้นทั้งหมดให้มันจบสิ้นกันในวันนี้ หลังจากนั้นไม่ว่าเขาหรือนางต่างไม่ติดค้างต่อกัน
และนั่นก็หมายถึงเขาจะทำอะไรต่อจากนี้ก็ได้ ในเมื่อเขาไม่ติดค้างนางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เขาจะลักพาตัวนางไปกับเขา บังคับให้นางยินยอมอยู่กับเขา ไม่กลับไปหุบเขามังกรหลับอะไรนั่นก็ได้
...นางจะมีเพียงเขาคนเดียว จะมีเพียงเจี่ยนอิงผู้นี้เท่านั้นที่เป็นคนสำคัญ!!!
เจี่ยนอิงวางจอกสุราลงบนโต๊ะ ดวงตาคมจ้องมองสบตากับหญิงสาวตรงหน้าโดยไม่พยายามปิดบังความรู้สึกอีกต่อไป “ข้า...”
เสียงฝีเท้าของกลุ่มนับยี่สิบคนที่ตีวงล้อมโดยรอบ ทำให้เจี่ยนอิงชะงัก คิ้วเข้มขมวดมุ่นเมื่อโดนขัดจังหวะ
ใบหน้าเคร่งขรึมของเขามองไปยังหน้าต่างของห้องด้วยแววครุ่นคิด ทั้งสองสานสบสานตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หญิงสาวจะพยักหน้าให้สัญญาณเพื่อให้เขาออกไปดู โดยที่ทั้งสองแม้แต่จะพูดออกมาเป็นถ้อยคำ
ช่วงเวลาที่ท่องเที่ยวไปทั่ว นางเข้าใจดีว่าหากรักที่จะเดินทางในยุทธภพ บางครั้งอาจพานพบกับเหล่าจอมยุทธ์ผู้เป็นยอดฝีมือ บางครั้งแม้ไม่อยากมีเรื่องแต่ก็จำเป็นต้องประมือ บางครั้งก็ตกเป็นสักขีพยานของการประมือโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
เจี่ยนอิงส่งสัญญาณมือให้จูเสวี่ยหลินรอเขาอยู่ภายในห้อง ซึ่งเขาแทบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่นางยอมพยักหน้าแต่โดยดี เนื่องจากปกติแล้วด้วยความอยากรู้อยากเห็นแล้ว หญิงสาวไม่มีทางยอมพลาดเรื่องเช่นนี้เป็นอันขาด และท้ายที่สุดแล้วเจี่ยนอิงก็ต้องยอมแพ้ให้นางติดตามออกไปดูจนได้
ทว่าสถานการณ์ของหญิงสาวตอนนี้ต่างออกไป ฐานะของนางในยุทธภพทำให้ทั้งคู่ไม่อาจประมาท เนื่องจากไม่รู้ว่าคนที่อยู่ด้านนอกกำลังค้นหาหรือต้องการสิ่งใด แต่ดูจากจำนวนคนและเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาของคนที่อยู่ด้านนอกโรงเตี๊ยม เจี่ยนอิงแทบจะมั่นใจได้เลยว่าพวกเขาทั้งหมดเป็นยอดฝีมือที่ไม่อาจประมาท
เงาร่างสูงคล่องแคล่วกระโดดออกมาจากหน้าต่างเงียบๆ โดยที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น เขาวิ่งแทรกตัวไปกับความมืดได้อย่างกลมกลืนโดยใช้ความเร็วและวิชาตัวเบา เงาร่างที่แฝงกายเข้ากับหลังคาชั้นสอง ลอยตัวข้ามไปยังหลังคาของบ้านอีกหลังซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้นจะถูกกลุ่มคนผู้มาใหม่ตีวงล้อมรอบโรงเตี๊ยมเอาไว้
เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นล้อมโรงเตี๊ยมเอาไว้ได้แล้ว ร่างสูงสง่าของบุรุษในชุดสีขาวสะอาดตาก็ปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าหล่อเหลาที่ให้ความรู้สึกคุ้นตา ทำให้ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น ในใจก็พยายามนึกว่าเขาเคยพบอีกฝ่ายที่ไหน
ทันทีที่บุรุษคนดังกล่าวปรากฏตัวขึ้น กลุ่มคนที่เข้าล้อมโรงเตี๊ยมก็ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ...คนผู้นี้คือหัวหน้าของกลุ่มคนเหล่านั้น
นามของข้าคือ ‘อู๋อิงสง’ข้าเป็นบิดาของอู๋ฉงเหยา บุตรสาวที่เพิ่งจะหนีออกจากบ้านไปผู้นั้นนับตั้งแต่ในอดีตชีวิตของข้า และสหายซึ่งตอนนี้กลายมาเป็นครอบครัวต้องผ่านอะไรมามาก กว่าที่พวกเราทั้งหมดจะได้มีชีวิตที่สงบสุขในหุบเขามังกรหลับเช่นทุกวันนี้ข้าคิดถึงค่ำคืนหนึ่งที่เหยาเอ๋อร์นอนซมเพราะเผลอทำมีดบาดตัวเอง นางเป็นคนที่หากมีแผลขึ้นมา เลือดของนางก็จะหยุดไหลช้ามาก หลายปีก่อนหน้านั้น เราทุกคนพยายามดูแลนางเป็นอย่างดี ทำให้ไม่ค่อยเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ครั้งนั้นจึงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ที่นางเสียเลือดไปมากข้าถูกน้องเล็กไล่กลับกระท่อม ก่อนนางจะรับปากว่าจะเป็นผู้ที่ดูแลเหยาเอ๋อร์ด้วยตัวเอง ซึ่งแน่นอนข้าวางใจในตัวน้องสาวผู้นี้มากกว่าผู้ใด หากว่าเหยาเอ๋อร์เจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บในคืนนั้นข้าหลับลงอย่างยากเย็นและฝันประหลาดมาก ข้าฝันว่าบุตรสาวของข้าอุ้มกระต่ายบาดเจ็บกลับบ้าน นางเฝ้าฟูมฟักดูแลและรักษาบาดแผลกระต่ายตัวนั้นเป็นอย่างดี กระทั่งกระต่ายตัวนั้นหายดีนางจึงเลี้ยงเอาไว้ แต่อยู่มาวันหนึ่งกระต่ายตัวนั้นกลับหนีหายไป นางเสียใจมากเฝ้าตามหากระต่ายตัวนั้นอยู่นานจนไม่ยอมกินไม่ยอมนอนข้าไม่อ
“เจ้าไม่สบายต้องนอนพัก”“ข้านอนมาทั้งวันแล้วเบื่อจะแย่ นะ...ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าอีกหน่อย”“เช่นนั้นเพียงครู่เดียวนะ”ข้าพยักหน้าด้วยความดีใจที่เขายอมอยู่เป็นเพื่อน ทั้งยังเอื้อมมือออกไปกุมมือเขาเอาไว้ เพราะกลัวเขาเปลี่ยนใจมือของเขาหยาบกร้านเล็กน้อยเหมือนมือท่านพ่อ เนื่องจากพวกเขาทั้งสองต่างก็เป็นผู้ที่ฝึกยุทธ์และจับอาวุธ ทว่าไม่รู้ว่าข้าคิดไปเองหรือไม่ว่าแม้ทั้งสองจะมีความอบอุ่นเหมือนๆ กัน แต่ในความอบอุ่นนั้น ก็ยังมีความแตกต่างที่ข้าไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้“ท่านเล่านิทานให้ข้าฟังได้หรือไม่”“เจ้าอยากฟังเรื่องอะไรเล่า”“เรื่องของท่าน”“เรื่องของข้าหรือ...อืม เอาเป็นข้าจะเล่าเรื่องของบุรุษผู้โดดเดี่ยวให้เจ้าฟังแทนดีหรือไม่ แต่มีข้อแม้ว่าเจ้าต้องหลับตาลงตอนที่ข้าเล่านะ”“ได้” ข้ารับปากและหลับตาลงทันที แต่มือของข้ายังคงยึดมือของเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย“กาลครั้งหนึ่งมีเด็กชายที่เกิดมาจากห้องทดลอง ไม่ใช่เด็กที่มารดาคลอดออกมาเช่นเด็กทั่วไป และเพราะเช่นนั้นเขาจึงมีดวงตาที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นทำให้เขากลายเป็นตัวประหลาด ไม่อาจเผชิญหน้ากับผู้คนโดยตรง เนื่องจากคนเหล่านั้นต่างก็กล่าวหาว่าเขา
ข้าควรทำเช่นไรดี ปล่อยมือฉงเหยาไปเช่นที่ข้าเลือกทำในอดีต หรือข้าควรทำตามใจปรารถนาด้วยการรั้งนางเอาไว้ข้างกาย...“หากเจ้าอยากไปป่าไผ่กับข้า ข้าจะส่งข่าวไปยังหุบเขามังกรหลับ ไม่เช่นนั้นบิดามารดาเจ้า และบรรดาท่านลุงท่านน้าทั้งหลายจะเป็นกังวลเอาได้”“ได้ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเอง”นางยิ้มร่าก่อนจะผละออกไปจากห้อง ชั่วขณะที่นางดึงตัวออกห่างจากข้า ข้าพลันรู้สึกว่างเปล่าจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือไปดึงนางกลับมาไม่ได้ข้าถามตัวเองซ้ำๆ หากวันหนึ่งบิดามารดาของนางยื่นคำขาดให้ข้าปล่อยมือจากนาง ข้าจะทำเช่นไรดี ...เสียงหนึ่งตอบกลับมาทันที ทั้งยังเป็นคำตอบที่น่ากลัวเหลือเกินคำตอบที่ว่า...ข้าคงจะพานางหนีไปให้ไกลแล้วไม่กลับมาอีกข้าหวังเหลือเกินว่าข้าคงไม่ต้องทำเช่นนั้น เพราะสิ่งที่ข้าต้องการจริงๆ คือพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ผู้อาวุโสทุกคนที่หุบเขามังกรหลับยอมรับตัวข้าไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ขอเพียงในที่สุดแล้วข้าไม่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัว และสตรีเดียวที่ข้ารักและหวงแหน ข้า...เจี่ยนอวิ๋นพร้อมจะทำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยเมื่อตัดสินใจได้ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจที่จะเขียนจดหมาย และแนบไปพร้อมกับจดห
ใบหน้าบึ้งตึงของนาง ไม่อาจทำอะไรข้าได้ เนื่องจากข้านั้นดีใจยิ่งนักที่อย่างน้อยนางยังมีน้ำใจนำเสื้อผ้ามาให้ข้าเปลี่ยน เห็นชัดว่านางไม่ได้โกรธข้ามากมายอย่างที่ข้าคิดข้าส่งยิ้มให้นางและเดินหลบไปอีกด้านเมื่อนางก้าวเข้ามาในห้อง ก่อนจะปิดประตูตามหลังทันทีที่นางก้าวเข้าห้อง ในใจวางแผนว่าหากพูดคุยกับนางไม่เข้าใจ ข้าจะไม่ปล่อยนางออกไปจากห้องโดยเด็ดขาด“เหยาเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงกล้าหนีออกมาจากหุบเพียงลำพัง รู้หรือไม่ว่ามันอันตรายเพียงใด หากเจ้าเกิดบาดเจ็บขึ้นมาแล้วไม่มีผู้ใดคอยช่วยจะว่าอย่างไร”“เอ๋ หนีออกมาจากหุบเขาเพียงลำพัง ท่านหมายความว่าอย่างไรกัน ข้ามากับพี่ซูแล้วก็พี่ชื่อ พวกเขาไม่มีทางปล่อยให้ข้าลำบากแม้แต่น้อย”“พวกเขา...ไม่ใช่ว่าพวกเขาสะกดรอยตามเจ้ามาหรือ”“พวกเขามากับข้า บอกว่าจะพาข้าออกมาท่องเที่ยว”ฉงเหยาเอ่ยตอบข้าด้วยใบหน้างงงัน ในยามนั้นข้าจึงรู้ว่าข้ากำลังถูกหลอก เด็กหนุ่มทั้งสี่คนโกหกข้า พวกเขาหลอกข้าว่าฉงเหยาหนีออกมาจากหุบเขา ทั้งที่พวกเขาเองใช้นางเป็นข้ออ้างในการหนีออกมาจากหุบเขาหากจะดูจากระยะทางและช่วงเวลาแล้ว นั่นแสดงว่าในขณะที่หม่าเยว่ชื่อและสือหยางซู พาฉงเหยาหนีออกมาจากห
หลังจากทนตกเป็นเป้าสายตาอยู่หน้าร้านขนมตระกูลอิ่นสักพัก ข้าก็ได้รับเพียงคำตอบให้เดินเข้าไปด้านใน เนื่องจากผู้คนที่เข้ามาซื้อขนมอยู่กันเต็มร้าน ดังนั้นเด็กรับใช้คนแล้วคนเล่าจึงนึกว่าข้ามาที่ตระกูลอิ่น เพื่อติดต่อกับเจ้าบ้านข้าเห็นความวุ่นวายที่ผู้คนเริ่มหันมามองข้าและซุบซิบขึ้น จึงได้แต่รีบเดินเข้าไปด้านในด้วยตัวเอง สายตาก็มองกวาดไปเพื่อมองหาร่างที่คุ้นตาสามปีแล้วนางจะเปลี่ยนไปเพียงใดหนอ ข้าได้แต่คิดเช่นนี้ในใจ กระทั่งสายตาของข้าสานสบเข้ากับดวงตาคู่งามดวงตาคู่นั้นดึงดูดข้าเอาไว้จนข้าไม่อาจละสายตาไปได้ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของดวงตาจ้องมองข้าเขม็ง ก่อนที่นางจะก้าวเดินเข้ามาหาข้าช้าๆข้ามั่นใจในทันทีว่านี่คือเหยาเอ๋อร์ของข้าจึงยื่นมืออกไปหานาง ทั้งยังส่งยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ข้าคาดการณ์เอาไว้ ฉงเหยาเดินผ่านข้าไปเฉยๆ ราวกับข้าไม่มีตัวตน นางไม่แม้แต่จะมองข้าทั้งที่ข้ามั่นใจว่านางจดจำข้าได้อย่างแน่นอน“เหยาเอ๋อร์”“คุณชายท่านนี้ได้โปรดระวังกิริยาด้วย”นางปรายตามองยังมือของข้าที่รั้งต้นแขนของนางเอาไว้ให้หยุดเดิน ข้าปล่อยแต่ก็ไม่อาจยอมให้นางเดินจากไป ข้ายืนขว
ข้าไม่อาจเอ่ยถ้อยคำที่ใจหวาดหวั่นออกมา ในใจลนลานจนไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน กระทั่งเด็กหนุ่มสองคนที่กำลังมองการกระทำของข้า ซึ่งไม่อยู่กับร่องกับรอยด้วยความงงงันข้าเดินเข้าออกกระท่อมหินหลายครั้ง เดินหาบางอย่างที่ข้าจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง ทว่าจนแล้วจนรอดข้ากลับเดินออกมามือเปล่าเนื่องจากไม่รู้ว่าต้องนำสิ่งใดติดตัวไปบ้างที่สำคัญไปกว่านั้น ข้ายังไม่รู้ว่าจะเริ่มออกตามหานางจากที่ใด“ท่านน้าท่านจะไปไหน”“ออกไปตามหาเหยาเอ๋อร์”“แต่ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านลุง ท่านอา ทุกคนให้ข้ามาหาท่านที่นี่ เพราะสงสัยว่านางจะมาหาท่าน”“หาข้า” ข้าเลิกคิ้วและเสียงสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ“ใช่ นางทิ้งจดหมายไว้บอกว่าคนเดียวที่นางจะแต่งให้คือท่าน ดังนั้นนางจะหนีตามท่านไปหากท่านลุงอิงสงไม่เห็นด้วย ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อดักพบนาง” เหยียนหย่งหลุนอธิบาย ทั้งยังมองข้าด้วยสายตาชอบกล“เจ้ามองข้าเช่นนั้นทำไม”“ท่านเองก็จะแต่งนางเป็นฮูหยินใช่หรือไม่”“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”“เพราะหากท่านไม่แต่งนางเป็นฮูหยิน ข้าจะจับท่านมัดแล้วโยนเข้าห้องเหยาเอ๋อร์ ให้นางปล้ำท่านเสียเลย สองปีที่ท่านจากมารู้หรือไม่ว่านางมีสภาพเช่นไร ท
“อ้ำอึ้งอะไรกัน ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมารบกวนตามใจชอบได้ กลับไปเสีย”“แต่ว่าท่านพี่...เสี่ยวโหยว”“ทำไม เขามาเกี่ยวอะไร” เฉิงอวี้ฉือขมวดคิ้ว“เขา...เขาอยู่ด้านในกับแม่นางเสวี่ย ข้าบอกเขาแล้วว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะสม เพราะจอมยุทธ์เจี่ยนเองก็ชอบพอแม่นางเสวี่ย แต่เสี่ยวโหยว...” กล่าวจบก็ก้มหน้าลงคล้ายก
“คุณชายรอง” เสี่ยงทุ้มราบเรียบของเจี่ยนอิงซึ่งดังอยู่ด้านหลัง ทำให้เฉิงเค่อฉวนอดที่จะขนลุกขึ้นมาไม่ได้ เหงื่อเย็นๆ หลั่งออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่ท่าทีของอีกฝ่ายก็ไม่ได้น่ากลัว ดังเช่นท่าทีที่แสดงออกต่อผู้เป็นพี่ชาย ในยามที่เฉิงเค่อโหยวพยายามเข้าใกล้จูเสวี่ยหลิน แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดเฉิงเค่อฉวนจึ
“ช่างเถิด” จูเสวี่ยหลินถอนหายใจก่อนจะนั่งลง “ทุกอย่างมีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายเสมอ พวกท่านเคยได้ยินหรือไม่ ทำสิ่งใดลงไปก็รอรับผลของสิ่งนั้นก็แล้วกัน”นางยังคงขมวดคิ้วด้วยท่าทีเคร่งเครียด ทว่ามือยังคงยื่นออกไปรินน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะ ในใจก็ได้แต่หวาดหวั่นอยู่ในใจ หากนี่เป็นแผนชายงามของเฉิงเค่อโหยว ก็เ
ชายหนุ่มก้าวลงจากเตียงได้ก็เดินตรงไปยังหลังฉากกั้นทันที เสื้อตัวใหญ่ของเขาพลันถูกโยนมายังร่างเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงนอน พร้อมกับเสียงทุ้มที่ฟังดูคล้ายคนกำลังหงุดหงิดดังขึ้น“ใช้เสื้อตัวนั้นปิดตาเจ้าเสีย ห้ามดึงออกเป็นอันขาด หากข้าจับได้ว่าเจ้าแอบดูข้าอาบน้ำ ข้าจะ...จะ...” เจี่ยนอิงครุ่นคิด“เจ้าจะแอ







