Se connecterเพราะความเครียดจากเรื่องเมื่อวาน เช้าวันนี้ลูกหว้าเลยขับรถไปหาเพื่อนสนิทอย่างหวานยี่หวา แต่ใครจะคาดคิดทันทีที่ก้าวลงจากรถบังเอิญเจอกับผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา นิสัยเจ้าชู้แบบกองทัพยืนพิงหลังกับรถ จ้องมองมายังเธอราวกับจะกลืนกินไปทั้งตัวทำเอาขนลุกซู่ทีเดียว
“สวัสดีคนสวย ไม่เจอกันนานเลย” โปรยยิ้มเสน่ห์แก่ลูกหว้า แต่หญิงสาวทำเมินแล้วย่างเท้าเข้าข้างใน ไม่สนใจกองทัพสักนิดจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
เขาไม่ละความพยายามแค่นั้นรีบตามหลังคนตัวเล็กให้ทัน ไปยังห้องรับรองแขกที่แม่บ้านเป็นคนนำทางพาไป
“ไม่เจอกันนานเลย ไม่ทักทายกันหน่อยเหรอ”
“ไม่จำเป็น เราไม่ได้สนิทกันสักหน่อย” ตอบเสียงเย็น
“อีกไม่นานก็สนิทกันแล้ว” เผยยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
“หมายความว่าไง” หันขวับมองคนตรงหน้า นัยน์ตาคู่หวานจ้องเขม็งคนตัวโตทำเหมือนมีลับลมคมใน
“เปล่าสักหน่อย” ทำเป็นไม่แยแสก่อนหลบสายตา
“น่ารำคาญ” เสียงหวานเอ่ยพึมพำแต่ดังพอกระทบใบหูของอีกคน
“บล็อกแชทผมทำไม”
“…” เธอเลือกไม่ตอบคำถามเขา เพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับคนแบบนั้น
“หยิ่งจังเลยคนสวย ผมอุตส่าห์พูดด้วย” ลอบมองหน้าจิ้มลิ้มของอีกฝ่าย ไม่เจอกันนานเธอสวยขึ้นเยอะยิ่งทำให้เขาอยากได้เธอมาครอบครองเร็ว ๆ
“นี่…”
“ลูกหว้า” เสียงบุคคลที่สามแทรกขึ้น ลูกหว้าหยุดการตอบโต้เพียงเท่านั้นและหันมองเพื่อนสนิท
“ยี่หวา” ลุกขึ้นเดินไปหาเพื่อนสนิทพร้อมทั้งฉีกยิ้มกว้าง
“มีอะไรหรือเปล่า”
“อยากคุยด้วยหน่อย สะดวกไหม”
“ได้สิ” พยักหน้ายืนยันคำตอบแก่ลูกหว้า ก่อนสะดุดกับเพื่อนของสามี “อ้าวพี่ทัพมาพร้อมลูกหว้าเหรอคะ”
“ไม่ใช่ ลูกหว้าจะมากับคนแบบนั้นได้ไง” ปฏิเสธทันขวับ กลัวหวานยี่หวาเข้าใจผิด
“พี่ไม่ได้มากับเพื่อนน้องยี่หวาหรอกครับ พอดีพี่มาหาไอ้อิน” ว่าพลางหรี่ตามองคนตัวเล็กข้างกายภรรยาเพื่อนสนิท
“อ๋อค่ะ งั้นพี่ทัพรอแป๊บหนึ่งนะคะ พี่อินอยู่ในห้องทำงานคงจะใกล้ลงมาแล้ว”
“ครับ” เผยยิ้มอ่อนแก่หวานยี่หวา
“รีบไปกันเถอะยี่หวา ลูกหว้าไม่อยากอยู่ตรงนี้” กระซิบบอกเพื่อน ปรายตามองคนตัวโตด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ขอตัวก่อนนะคะ” จบคำพูดหวานยี่หวาถูกลูกหว้าลากไปยังสวนหลังบ้านที่เป็นสวนดอกไม้และมีศาลาไว้สำหรับผ่อนคลาย
ลูกหว้าไม่พูดพร่ำทำเพลง หลังจากนั่งเธอถอนหายใจทิ้งหลายรอบ
“เป็นอะไรเหรอลูกหว้า” ท่าทางของเพื่อนอดไม่ได้จะเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“มีเรื่องนิดหน่อย” เอียงศีรษะซบหัวไหล่มนของหวานยี่หวา ปลดปล่อยใจให้ผ่อนคลายกับบรรยากาศรอบกาย สายลมพลิ้วเย็นสบาย
“ระบายมาเถอะลูกหว้า อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย”
ผงกหัวมองหวานยี่หวา เธอครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตัวเอง
“มีอะไรให้ยี่หวาช่วยไหม” ถามด้วยความห่วงใยหลังจากฟังเรื่องทั้งหมดจบ
“ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณที่รับฟังพอได้ระบายก็ดีขึ้นแล้ว” ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย เธอไม่ปรารถนาให้เพื่อนวุ่นวายใจกับเรื่องไม่เป็นเรื่องแค่รับฟังก็ดีมากพอ
“ถ้ามีอะไรที่ยี่หวาช่วยได้บอกมาเลยไม่ต้องเกรงใจ” ว่าพลางกุมมือบางเพื่อนสนิท
“ขอบใจนะ” แค่หวานยี่หวาคอยรับฟังเท่านี้ก็ดีมากเหลือเกิน
“อืม”
“น้องภูมิอยู่ไหน” เธอหมายถึงลูกชายหวานยี่หวาซึ่งหญิงสาวมักจะมาเล่นด้วยเป็นประจำเวลาเหงา
“หลับ”
“ว้า…เสียดายจังเลย คิดถึงหลาน”
“ว่าแต่ลูกหว้าเถอะเมื่อไรจะมีแฟนสักที” เหลือบมองใบหน้าลูกหว้าเพื่อสังเกตปฏิกิริยา
“จริง ๆ ลูกหว้าเริ่มออกเดตหลายรอบแล้วแหละ แต่ไม่ได้เลยสักคนมีแต่อะไรไม่รู้” ส่ายหัวไปมาอย่างผิดหวัง
“พี่ทัพล่ะไม่สนใจเหรอ จีบลูกหว้ามานานแล้วนะ”
“เหอะ! ถ้าเป็นเขาคนนั้นลูกหว้าขออยู่คนเดียวดีกว่า เขาเจ้าชู้นะยี่หวาดูไม่ออกเหรอ” สบตาหวานยี่หวาอย่างเค้นคำตอบ
“ไม่รู้สิ พี่ทัพก็ดูไม่ได้เป็นคนแบบนั้นนะ” ทำท่าครุ่นคิด
“ช่างมันเถอะ ไม่อยากพูดถึงผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว” เธอรีบตัดบท ไม่อยากนึกถึงผู้ชายเจ้าชู้คนนั้นพานอารมณ์เสียเปล่า ๆ
ทั้งคู่คุยเล่นพักหนึ่งก่อนลูกหว้าขอตัวกลับไปดูร้านกาแฟต่อ แต่ระหว่างนั้นบังเอิญเจอกับกองทัพเดินออกมาจากบ้านพอดีเตรียมจะขึ้นรถ หญิงสาวสบตาเขาแวบหนึ่งแล้วหันไปทางอื่น จากนั้นขึ้นรถจากไปอย่างไวไม่แม้เหลียวหลังมองเขาสักนิด
“วันนี้เท่านั้นที่ผมจะยอมปล่อยคุณไป” จ้องรถคันหรูค่อยลับหายไปเรื่อย ๆ
วันต่อมา
ร่างเล็กในเสื้อเชิ้ตสีหวาน กระโปรงสอบเหนือหัวเข่า มัดผมหางม้ากำลังแหงนหน้ามองโรงแรมแห่งหนึ่งตามโลเคชั่นที่มารดาส่งในเมื่อคืน
“ที่นี่เหรอ” เสียงหวานพึมพำ มองดูภาพถ่ายในโทรศัพท์สลับมองตึกสูงเบื้องหน้าเนื่องจากสถานที่จริงค่อนข้างหรูหราทีเดียว
หญิงสาวรวบรวมความกล้าเข้าข้างใน ตรงไปหาประชาสัมพันธ์
“สวัสดีค่ะ ติดต่อเรื่องอะไรคะ”
“มาหารองประธานค่ะ”
“คุณลูกหว้าหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ”
“เชิญทางนี้ค่ะ ดิฉันจะเป็นคนนำทางไปเอง” ประชาสัมพันธ์สาวเชื้อเชิญให้หญิงสาวเดินตามหลังเข้าไปในลิฟต์ด้วยกัน ก่อนพาไปหยุดยังห้องหนึ่ง
ก๊อก!
“ขออนุญาตค่ะท่านรอง ดิฉันพาคุณลูกหว้ามาพบ”
“เชิญ” คนภายในห้องตอบรับเพียงสั้น ๆ
“เข้าไปเถอะค่ะคุณลูกหว้า” เปิดประตูให้คนตรงหน้าพลางผายมือเชิญ
“ขอบคุณนะคะ” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อรวบความมั่นใจ จากนั้นย่างกรายเข้าไปหยุดกลางห้อง
“สวัสดีค่ะ ฉันลูกหว้าที่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยคุณ” ไม่รอช้าแนะนำตัวกับอีกฝ่าย
“เจอกันอีกแล้วนะครับคนสวย”
“คุณ!!” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง เมื่อคนที่เงยหน้าจากเอกสารคือใคร เธอตั้งสติได้เตรียมหมุนตัวออกจากห้องแต่ช้าไปกว่ากองทัพคว้าข้อมือเล็กและรวบเธอเข้าสู่วงแขน
“ปล่อยนะ” กำปั้นน้อยทุบแผงอกล่ำสัน แรงอันน้อยนิดไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้านใด ๆ หนำซ้ำยังกระชับกอดเธอ
“จะมาเป็นผู้ช่วยผมไม่ใช่เหรอ” ส่งยิ้มยียวนแก่คนตัวเล็กอย่างผู้ชนะ
“คุณรู้เหรอว่าฉันจะมาเป็นผู้ช่วย”
“อืม”
“ฉันขอปฏิเสธ” รวบแรงทั้งหมดผลักอกแกร่ง อาศัยจังหวะเขากำลังเซจับลูกบิด ขณะจะเปิดประตูออกกองทัพปิดประตูก่อนกดล็อกทันที
“นี่คุณ!!” มองค้อนใส่คนตัวโต
“อย่าใช้อารมณ์สิ เรามาคุยกันดี ๆ เถอะ”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยด้วย”
“ลืมไปแล้วเหรอ มาที่นี่ทำไม”
ถ้อยคำของชายหนุ่มส่งผลให้ลูกหว้าชะงัก เธอเพิ่งตระหนักได้ตัวเองมาที่นี่เพื่อมาทำงานเป็นผู้ช่วยเขา เพราะครอบครัวติดหนี้
“ไปนั่งเถอะ”
“อืม” เงยหน้ามองคนตรงหน้าแวบหนึ่ง แล้วตอบตกลง
กองทัพถือวิสาสะจูงข้อมือเล็กให้เดินตามหลังไปนั่งยังโซฟารับรองแขก
“หลังจากวันนี้คุณต้องมาเป็นผู้ช่วยผม คุณคงรู้เรื่องนี้แล้วใช่ไหม” ว่าพลางชำเลืองมองคนตัวเล็ก
“ค่ะ”
“งั้นก็เริ่มงานตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”
“ค่ะ”
“เป็นอะไร” คิ้วดำดกเลิกขึ้นเชิงสงสัยในท่าทีของลูกหว้า เธอคงไม่อยากทำงานกับเขาขนาดนั้นเลยเหรอ
“เปล่าค่ะ” ต่อให้มีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจ เขาก็ไม่จำเป็นต้องมารับรู้หรอก เรื่องของเธอ เธอจัดการเอง
“ไม่ชอบผมขนาดนั้นเลย” เหลือบมองหน้าสวยหวาน
“รู้แล้วจะถามอีกทำไม” คราวนี้เธอมองเขาแบบไม่หลบสายตา
“แต่หลังจากนี้ผมจะเป็นเจ้านายของคุณแล้วนะครับ ต่อให้คุณไม่ชอบยังไงเราต้องทำงานร่วมกันอยู่ดี”
“ที่นัดมาคุยเพราะเรื่องแค่นี้ใช่ไหม งั้นขอตัวก่อนละกัน” เธอไม่อยากอยู่นาน ประเดี๋ยวคงได้ปะทะคารมกับเขาไม่เลิกราจึงรีบชิงหนีดีที่สุด
“เดี๋ยวก่อนสิ” คว้าท่อนแขนเธอพร้อมออกแรงกระชาก จนเธอล้มเซนั่งบนตักเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ทำบ้าอะไรของคุณ!” จ้องเขม็งอย่างไม่พึงพอใจ “ปล่อยสิ” พยายามดิ้นสุดฤทธิ์
“ทำไมดื้อจัง”
“เรื่องของฉันไม่เกี่ยวกับคุณ ปล่อย!!”
“เถียงเก่งซะด้วย” ท่าทางของคนบนตักทำเอาอดไม่ได้จะเผยยิ้ม
“คุณต้องการอะไรกันแน่”
“หัวใจของคุณให้ผมได้ไหม” วาจาของกองทัพส่งผลให้หญิงสาวอึ้ง ใจสาวเต้นตึกตักราวกับจะปะทุออกนอกอก
“พูดบ้าอะไรของคุณ” เธอผลักเขาก่อนกระโดดลงจากตักแกร่งและรีบออกจากห้อง
“น่ารักจังเลย” มองตามหลังคนวิ่งออกจากห้องพลางส่ายหัวไปมา เขาไม่รู้สักนิดกำลังยิ้มให้กับพฤติกรรมของลูกหว้า
ท่ามกลางบรรยากาศตอนเย็นที่มีสายลมพัดพลิ้วเย็นสบาย สร้างความร่มรื่นยิ่งนักแก่สองแม่ลูกนั่งปูเสื่อใต้ต้นไม้ยังสวนดอกไม้หลังบ้านทุกวันตอนเย็นลูกหว้ามักจะพาลูกสาวตัวน้อยอย่างเดมี่วัยสี่ขวบมานั่งเล่นระหว่างรอคอยสามีกลับจากที่ทำงานเป็นประจำ เธอจะพาหนังสือนิทานมาอ่านให้เดมี่ฟังทุกวัน หนูน้อยชื่นชอบเรื่องเจ้าหญิงที่สุด“แม่คะ”“ว่าไงคะ” ช้อนตามองลูกสาวตัวน้อย ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ริมฝีปากอมชมพู ผิวขาวดุจดั่งไข่มุก ทำเอาคนเป็นแม่อย่างเธอหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น“เมื่อไรพ่อจะกลับมาคะ” หันมองแม่พร้อมกับยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอี“อีกสักพักค่ะ” พูดพร้อมลูบไล้หัวเล็กบุตรสาวก่อนหอมแก้มข้างละที“แม่ช่วยเล่านิทานให้หนูฟังต่ออีกได้ไหมคะ” มองมารดาด้วยสายตาอ้อนวอน“เรื่องไหนคะ” คิ้วเรียวโก่งสวยเลิกขึ้น ปรายตามองหนูน้อยเดมี่นับวันยิ่งพูดเก่งและยิ่งทำให้เธอหลง“เรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบได้ไหมคะ”“อ๋อเรื่องนั้นเองเหรอคะ” ลูกหว้าทำหน้านึกขึ้นได้เมื่อลูกสาวเอ่ยชื่อเรื่องให้ฟังเรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบเป็นเรื่องราวชีวิตของเธอและสามีซึ่งบอกเล่าให้ลูกสาวฟังผ่านนิทาน โดยมีการดัดแปลงตามความเหม
หลายเดือนต่อมาเรื่องราวมากมายผ่านเข้าในชีวิตลูกหว้ากับกองทัพคลี่คลายไปในทางที่ดี หญิงสาวได้ให้กำเนิดลูกสาวหน้าตาน่ารัก น่าชังนามว่าเดมี่ซึ่งเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนทั้งสองหลังจากหนูน้อยเดมี่อายุครบสามเดือน ลูกหว้าและกองทัพได้จัดงานแต่งขึ้นซึ่งเป็นงานเล็ก ๆ จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติก เชิญเพียงแค่ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นภายในงานแต่งงานเต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักที่เจ้าบ่าวมอบให้แก่ภรรยาสาวแสนรัก“พี่รักลูกหว้านะครับ”“รักพี่ทัพเช่นกัน” แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอแกร่งพร้อมเขย่งเท้าขึ้นสูงและยื่นหน้าจูบริมฝีปากหยักได้รูป ก่อนกองทัพจะรั้งท้ายทอยอีกคนและมอบจูบแสนหวานฉ่ำแก่เธอ ดูดดื่มกลีบปากอวบอิ่มทั้งล่างและบน จากนั้นสอดแทรกลิ้นร้อนอุ่นเข้าในโพรงปากเธอ กวาดต้อนชิมความหวานอย่างหลงใหล“อื้อ” นัยน์ตาคู่หวานหลับพริ้ม จูบของเขาทำเอาไร้เรี่ยวแรงทีเดียว เคลิ้มจนสติกระเจิดกระเจิง ไม่อาจรับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงร้องครางดังกระหึ่มและเสียงลมหายใจของกันและกันทั้งสองยังคงมอบจูบให้กันและกันไม่มีท่าทีผละออกง่ายดาย ต่างฝ่ายต่างตักตวงความสุขให้กัน“อะแฮ่ม” เสียงบุคคล
ร่างคนทั้งสองกอดกันกลมท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ แม้ลูกหว้าจะยืนกางร่มแต่ไม่วายโดนฝนสาดกระเด็นโดนเสื้อผ้า อากาศหนาวเหน็บไม่ได้ทำให้คนทั้งสองหวั่นแม้แต่น้อย ไออุ่นที่แผ่ซ่านออกจากตัวของกันและกันทำให้อบอุ่นยิ่งนัก“พี่ทัพเข้าบ้านกันเถอะค่ะ”“จริงด้วยสิ พี่ลืมไปเลยว่าฝนตกพี่ดีใจมากเกินไปหน่อยที่เจอหนู” ว่าพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเขินอาย“เข้าบ้านเถอะค่ะ เปียกหมดแล้ว”“พ่อแม่หนูให้พี่เข้าบ้านแล้วเหรอครับ”“ค่ะ รีบขึ้นอาบน้ำเถอะก่อนจะป่วย” ลูกหว้าคว้าท่อนแขนแกร่งจูงกองทัพให้เดินตามตัวเองขึ้นไปบนห้องนอนแล้วตรงไปยังห้องน้ำ“รีบอาบน้ำเถอะค่ะ” กล่าวจบเตรียมจะหมุนตัวหันหลังจากไปแต่โดนกองทัพรั้งซึ่งเขาสวมกอดจากด้านหลัง“อาบด้วยกันเถอะ หนูก็ตัวเปียกเหมือนกัน” วางคางบึกบึนบนหัวไหล่มนพร้อมลูบหน้าท้องนูนของคนรักด้วยความรักเปี่ยมล้น“แค่อาบน้ำนะคะ พ่อกับแม่รออยู่”“ครับ” กองทัพตอบรับง่ายดายชายหนุ่มช่วยถอดเสื้อให้คนตัวเล็กจนเสร็จต่อด้วยของตนเอง กระทั่งทั้งคู่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้สิ่งใดห่อหุ้ม“พี่ช่วยอาบน้ำให้นะครับ” กองทัพกดครีมใส่ฝ่ามือหนาแล้วลูบไล้ให้เกิดฟองก่อนนำไปถูตามเรือนร่างงดงามของหญิงสาว ล
นับจากกองทัพหายเป็นปกติแพทย์อนุญาตให้ชายหนุ่มกลับบ้านได้ เขาย้ายไปอยู่คอนโดกับลูกหว้าเนื่องจากอยากอยู่ใกล้ชิดคนตัวเล็ก“พี่ไปทำงานก่อนนะครับคนดี เจอกันเย็นนี้” “ค่ะ”“พี่จะรีบไปทำงานแล้วกลับมาหาหนูกับลูกนะครับ” โน้มจูบแก้มนุ่มหนึ่งที“เดินทางปลอดภัยค่ะพี่ทัพ” โบกมือลาคนตัวโต ดวงตากลมโตมองเขาจนลับหายก่อนหมุนตัวเข้าข้างในและปิดประตูติ่งต๊อง! ระหว่างหญิงสาวกำลังทำความสะอาดบ้านอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้นก่อนเดินไปเปิดและต้องตกใจเมื่อคนข้างนอกคือใคร“พ่อแม่มาได้ไง” พวกท่านไม่บอกกล่าวสักคำจะกลับมาไทย ทั้งที่เธอคุยโทรศัพท์กับมารดาแทบทุกคืนจึงค่อนข้างตกใจทีเดียวพวกท่านมายืนตรงหน้า“ลูกหว้ากลับบ้านเราเถอะ แม่กับพ่อกลับมารับหนูแล้ว” แม่ของเธอเอ่ยขึ้นพลางชำเลืองมองหน้าท้องนูนของลูกสาว“แม่คะ แต่หนูต้องอยู่รอพี่ทัพ”“กลับบ้านลูกหว้า” ปรินทร์พ่อของเธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงไม่สบอารมณ์“ไปเก็บของเถอะลูก”“ก็ได้ค่ะ” ยอมทำตามคำสั่งของคนทั้งสองอย่างว่าง่าย เพราะไม่อยากให้บุพการีโมโหไปมากกว่านี้หากกองทัพรู้เธอไม่อยู่คงไปตามที่บ้าน อีกอย่างอยากรู้เช่นกันชายหนุ่มจะฝ่าด่านของบิดาไ
หลังจากฟื้นขึ้นมา กองทัพกระวนกระวายใจอย่างมากที่ไม่ได้เห็นคนตัวเล็กในห้องพักฟื้น เขาแทบอยากจะไปหาเธออีกห้องทันทีที่รู้ว่าเธอตกเลือดจนต้องนอนดูอาการหนึ่งคืน“เมื่อไรลูกหว้าจะมาสักที” คนเจ็บบนเตียงคอยจ้องมองประตูห้องเป็นระยะ ๆ เฝ้าคอยให้ร่างเล็กปรากฏ แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ยังไร้วี่แววของคนตัวเล็ก“ไอ้อิน น้องยี่หวาบอกไหมลูกหว้ามาหากูตอนไหน” นัยน์ตาคู่คมจับจ้องร่างของเพื่อนสนิทอย่างอินทัช ซึ่งข้างกายมีภูทิปนั่งอยู่ด้วยตรงโซฟา“มึงถามกูรอบที่สามแล้วนะไอ้ทัพ”“ก็กูอยากเจอลูกหว้าเร็ว ๆ”แอ๊ด!เสียงประตูห้องดังขึ้นทำให้คนทั้งสามในห้องหยุดชะงัก หันมองตามต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน“ลูกหว้า” กองทัพเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจที่ได้เห็นแม่ของลูกเข้ามาพร้อมหวานยี่หวา จากหน้าหงอยเปลี่ยนเป็นสีหน้าดีใจลูกหว้าไม่ได้เดินไปหาคนตัวโตบนเตียง เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องด้วยอาการประหม่า ใบหน้าจิ้มลิ้มก้มมองพื้นห้องท่ามกลางความเงียบของทุกคนในห้องกำลังมองเธอเป็นตาเดียวกัน“ไปหาพี่ทัพสิลูกหว้า” หวานยี่หวากระซิบบอกเพื่อนสนิทข้างกาย ลูกหว้าปรายตามองเพื่อนตัวเองก่อนเหลือบมองคนตัวโต“ลูกหว้ามาหาพี่หน่อยสิ” เขาแทบขาดใจคนตัวเล็ก
“ฮือ ๆ พี่ทัพอย่าเป็นอะไรนะคะ” โอบกอดคนตัวโตแน่นด้วยความกลัวจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มนุ่มเปรอะเปื้อนทั่วหน้างดงาม“อย่าอยู่เลยแก” แพทตี้ยังคงไม่ละความพยายามจะฆ่าลูกหว้าให้ได้ เธอเล็งปืนไปยังคนบนพื้นปัง! กระสุนนัดนั้นแพทตี้ไม่ได้เป็นคนยิง แต่เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงใส่ร่างแพทตี้จนทรุดลงคาพื้นสถานการณ์ขณะนี้ชุลมุนยิ่งนัก แต่ลูกหว้าไม่สนใจอะไรเลย นอกจากเป็นห่วงกองทัพนอนสลบคาอ้อมแขนตนเอง“ฮือ ๆ พี่ทัพฟื้นมาเถอะ ลูกหว้ายอมอภัยให้แล้ว” กว่าจะรู้ตัวว่ารักเขามากแค่ไหนก็ตอนเห็นอีกฝ่ายสลบในอ้อมแขนตัวเอง ไม่อยากจินตนาการเลยหากเขาไม่ฟื้นขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เธอคงเสียใจตลอดชีวิตแน่นอน“ลูกหว้ารีบพาไอ้ทัพไปโรงพยาบาลเถอะ”“ช่วยด้วยนะคะ พี่อิน พี่ทิป” เงยหน้ามองเพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความหวังจะช่วยให้เขารอด“มาครับ เดี๋ยวพี่กับไอ้ทิปพยุงเอง” อินทัชเอ่ยบอกก่อนช่วยประคองร่างไร้สติของกองทัพคนละข้างกับภูทิป“หนักฉิบหายตัวไอ้ทัพ”“บ่นมากไอ้ทิปไม่เห็นเหรอ ลูกหว้าร้องไห้หนักขนาดนั้น รีบพามันไปหาหมอก่อนเมียมันจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด” อินทัชพลางว่าปรายตามองลูกหว้า
“เฮ้อ! ทำไมเป็นอย่างนี้ทุกทีเลย” เสียงหวานบ่นพึมพำพร้อมล้มตัวลงนอนบนเตียงขนาดคิงไซซ์ พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความผิดหวังกับเหตุการณ์เมื่อช่วงเย็นนัยน์ตาคู่สวยปรายตามองวิวนอกหน้าต่างกระจก ก่อนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆร่างอรชรของลูกหว้าสาวสวยวัยยี่สิบสามปี ย่างเท้าเข้าไปในห้องอาหารของ
ลิ้นร้อนอุ่นสอดแทรกเข้าในโพรงปากสาว เมื่อคนตัวเล็กยอมเผยอปากให้คนตัวโตเข้ามาเชยชิมความหวาน“อื้อ” ร่างเล็กถูกประคองให้นอนลงแนบแผ่นหลังกับโซฟามือหนาสอดเข้าใต้เสื้อของลูกหว้า ไต่เต้าไปยังดอกบัวตูมก่อนบีบขยำ ส่งผลให้คนตัวเล็กได้สติและเบิกตากว้าง“อย่าทำแบบนี้” มือเรียวดันแผงอกกำยำ ใบหน้างดงามหันหนีอย
หลังจากวันนั้นผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลูกหว้าพยายามเลี่ยงการไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเจ้านายหนุ่ม เพราะไม่อยากมีปัญหากับคู่ควงของกองทัพ บางวันคนที่มาหาเขาไม่เคยซ้ำหน้าเลย จนเธอนั่งทำงานในห้องร่วมกับเขารู้สึกรำคาญแทน“พี่ทัพคะ เย็นนี้ว่างไหม”“ไม่ว่าง” เอ่ยตอบขณะสายตาคมกริบจับจ้องร่างอรชรของลูกหว้า ใจหนึ่งอ
ในช่วงเวลาสี่ทุ่มครึ่ง สายลมพัดพลิ้วกระทบผิวกายคนตัวเล็กกำลังยืนมองบรรยากาศตอนกลางคืนบริเวณระเบียง มือน้อยยกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้าย นึกถึงเหตุการณ์ตอนกลางวันในห้องทำงานของกองทัพหัวใจดวงน้อยเต้นระรัวกระสับกระส่ายแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เธอไม่เข้าใจเลยมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับร่างกายนี้ ทำไมถึงรู้สึกหวั่นไ







![คุณหมอจองจำรัก [นิยายชุด จำยอมรัก 1]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)