LOGINลิ้นร้อนอุ่นสอดแทรกเข้าในโพรงปากสาว เมื่อคนตัวเล็กยอมเผยอปากให้คนตัวโตเข้ามาเชยชิมความหวาน
“อื้อ” ร่างเล็กถูกประคองให้นอนลงแนบแผ่นหลังกับโซฟา
มือหนาสอดเข้าใต้เสื้อของลูกหว้า ไต่เต้าไปยังดอกบัวตูมก่อนบีบขยำ ส่งผลให้คนตัวเล็กได้สติและเบิกตากว้าง
“อย่าทำแบบนี้” มือเรียวดันแผงอกกำยำ ใบหน้างดงามหันหนีอย่างอับอายกับการกระทำของตนเอง เผลอไผลให้คนเหนือร่างชั่วขณะ
“ผมชอบคุณจริง ๆ นะครับ” กระซิบข้างใบหูขาวสะอาด
“ขอบคุณสำหรับวันนี้นะคะ แต่เชิญคุณกลับไปได้แล้วค่ะ”
“ผมจะรอวันที่คุณเปิดใจให้ผมนะครับ” กดจูบข้างแก้มเธอก่อนผละออกห่าง
“ผมกลับก่อนนะครับ เจอกันพรุ่งนี้” ชำเลืองมองคนตัวเล็กแวบหนึ่ง จากนั้นสาวเท้าออกจากห้องไป
หลังจากพ้นร่างกองทัพ ลูกหว้ายังคงนอนนิ่งเหมือนเดิม ไม่มีท่าทีจะลุกขึ้นนั่ง ภายในสมองเต็มไปด้วยเรื่องว้าวุ่นใจ
เพราะจูบของเขาทำเอาใจสาวเต้นระรัวแทบทะลุออกนอกอก คาดไม่ถึงเลยจะเสียจูบแรกให้กับผู้ชายเจ้าชู้คนนั้น แถมมีศักดิ์เป็นถึงเจ้านาย
“ห้ามหวั่นไหวกับเขาคนนั้นนะยัยลูกหว้า”
มือเล็กกุมหน้าอกตนเอง พยายามระงับความรู้สึกไม่ให้เผลอคิดเกินเลยกับเจ้านายหนุ่ม
ตลอดการทำงานของลูกหว้า จิตใจเธอช่างกระสับกระส่ายยิ่งนัก พานคิดถึงจูบเมื่อคืนระหว่างเธอกับเขาแต่กองทัพกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลยยังคงทำงานเหมือนเดิม เธอคนเดียวเท่านั้นเผลอลอบมองเขาเป็นระยะ
“เฮ้อ…”
“เหนื่อยเหรอ” เพราะลูกหว้าถอนหายใจดังเกินเหตุ เรียกความสนใจจากกองทัพหันมองคนตัวเล็ก
“เปล่า” ส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่ชักช้ารีบสนใจงานเบื้องหน้า
“หรือว่า…”
“พี่ทัพ/ทัพ”
ไม่ทันกองทัพจะเอ่ยถามหญิงสาว ทันใดนั้นประตูห้องถูกผลักออกเผยให้เห็นแพทตี้และอองฟอง
“ดิฉันห้ามแล้วค่ะ แต่คุณทั้งสองไม่สนใจบอกว่าจะเข้ามาให้ได้” ข้าวหอมวิ่งตามหลังคนทั้งสองเข้ามาในห้อง เอ่ยแจ้งเจ้านายหนุ่มทันใดด้วยความกลัวจะโดนตำหนิ
“เดี๋ยวผมจัดการเอง คุณกลับไปทำงานเถอะ”
“ค่ะ” ตอบรับเจ้านายหนุ่ม หมุนตัวจากไปทันที
“พี่ทัพ” อองฟองแจ้นไปหาชายหนุ่มส่วนแพทตี้เดินตามหลังติด ๆ ประชิดกองทัพ
เสียงสองสาวดังปะทะกันกำลังยื้อแย่งเจ้าของห้อง สร้างความรำคาญปนความหงุดหงิดแก่ลูกหว้ายิ่งนัก
ปึง!
มือบางทั้งสองข้างของผู้ช่วยสาวตบโต๊ะดังสนั่น ก่อนเด้งตัวลุกขึ้นพรวดพราดอย่างไม่สบอารมณ์
“คุณกองทัพคะ ฉันขออนุญาตไปทำงานข้างนอกกับคุณข้าวหอม” ไม่รอให้คนตัวโตตอบรับ เธอเก็บข้าวของจำเป็นออกไปข้างนอก แต่ไม่วายได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งในสองสาวดังตามหลัง
“ไม่มีมารยาท”
ลูกหว้าไม่แยแส ก้าวเท้าเล็กออกจากห้องทันที
“อ้าวน้องลูกหว้า” ข้าวหอมมองผู้ช่วยสาวของเจ้านายมาหาตัวเอง
“ขอลูกหว้านั่งทำงานด้วยคนนะพี่ข้าวหอม” เพราะเริ่มสนิทกันทำให้คนทั้งสองเรียกด้วยสรรพนามแบบเป็นกันเอง
“ได้สิ มาเลย”
“ขอบคุณค่ะ” สาวเท้าไปนั่งตรงเก้าอี้ว่างข้างข้าวหอม
“เสียงดังใช่ไหม ถึงออกมาข้างนอก”
“ปกติก็แบบนี้เหรอคะ”
“ประมาณนี้แหละ แต่ไม่เคยมาพร้อมกันสองคน” ข้าวหอมเอ่ยตอบคนตัวเล็ก
“ท่านรองของพี่ข้าวหอมเนี่ย ผู้หญิงเยอะชะมัด”
“ปกติคนหล่อแหละ” ฉีกยิ้มกว้างแก่ลูกหว้า
“เหอะ” เธอหงุดหงิดมากไม่เข้าใจเลยแค่เห็นรอบกายเขารายล้อมด้วยผู้หญิง อารมณ์พลุ่งพล่านทันที
ตัดมาทางกองทัพหลังจากผู้ช่วยสาวหอบข้าวของออกจากห้อง เขารู้สึกไม่พอใจแพทตี้และอองฟองมาก
“พี่ทัพคะ”
“ทัพขา”
ปึง!
ฝ่ามือใหญ่ตบบนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับหันมองแพทตี้และอองฟองสลับไปมา ไม่วายพ่นคำพูดใส่คนทั้งสอง
“ออกไปจากห้องทำงานผมให้หมด”
“ทัพขา” แพทตี้รวบรวมความกล้าเอ่ยเรียกเจ้าของห้อง
“ออกไปแพทตี้” จ้องเขม็งคู่ควงสาวที่มีอายุเท่าตัวเอง ก่อนหันมองคนอายุน้อยกว่าสองปี “ออกไปอองฟอง”
“ค่ะ” ตอบรับพร้อมกัน
“หลังจากนี้ไม่ต้องมาหาผมที่บริษัทอีกถ้าผมไม่เรียกหาไม่ต้องมา” สั่งเสียงเข้ม แววตาคมฉายไปด้วยความดุเดือด บ่งบอกให้รับรู้ว่าคำพูดของเขาคำไหนคำนั้นอย่าคิดขัดขืน
หลังจากพ้นร่างคนทั้งสอง กองทัพทรุดกายนั่งบนเก้าอี้อย่างเบื่อหน่าย
“เฮ้อ วุ่นวายกันจริง ๆ” ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ช้อนตามองโต๊ะทำงานลูกหว้าที่ไร้ร่างเจ้าตัว
กองทัพย่างเท้าออกจากห้องเพื่อไปตามคนตัวเล็กให้กลับเข้ามาทำงานเหมือนเดิม
“ลูกหว้าตามผมเข้ามาข้างในมีงานด่วนให้ทำ” สั่งเสร็จหมุนตัวเข้าข้างใน
“รีบเข้าไปสิน้องลูกหว้า ท่าทางท่านรองจะอารมณ์ไม่ดี” ข้าวหอมเอ่ยบอกแก่ลูกหว้าที่ไม่ยอมขยับตัวสักที
“ค่ะ” รวบข้าวของเข้าข้างในห้องแต่ต้องหยุดชะงักเมื่อมาถึงในห้องกลับไร้ร่างเจ้าของห้อง “หายไปไหน” เสียงหวานพึมพำ
“ว้าย!”
ข้าวของในอ้อมแขนร่วงหล่นตกสู่พื้น จู่ ๆ โดนดันชิดกับผนังห้องโดยฝีมือเจ้านายหนุ่ม
“ทำอะไรของคุณ”
ไม่มีเสียงตอบโต้จากกองทัพ เขาอาศัยจังหวะคนตัวเล็กกำลังอ้าปากถามประกบปากจูบอย่างไว
“อื้อ” พยายามขัดขืนให้หลุดพ้นจากการเกาะกุมคนตัวโต
กองทัพจูบคนตัวเล็กหนักหน่วงยิ่งขึ้น หวังทำให้มีอารมณ์ร่วมและเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสของตัวเอง
เพียงไม่กี่นาทีเธอโอนอ่อนกับสิ่งที่ได้รับ ร่างกายอ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งลนไฟ แข้งขาไร้เรี่ยวแรงอยากทรุดลงคาพื้นเสียตอนนี้ แต่ยังดีมีแขนกำยำช่วยประคอง
“อื้อ” มือเล็กขยุ้มคอเสื้อกองทัพ ระบายความเสียวซ่าน
คนตัวสูงไม่หยุดแค่นั้น เลื่อนหน้าคมคายซุกซอกคอหอมกรุ่น ปลายลิ้นสากเลียวนกกหูและงับเบา ๆ อย่างมันเขี้ยว
“อื้อ อ๊ะ” ลูกหว้าไม่รู้ตัวสักนิด เผลอร้องครางต่ำในลำคอ เพราะตอนนี้กำลังติดอยู่ในห้วงอารมณ์หื่นกาม
เสียงดังเล็ดลอดจากริมฝีปากของลูกหว้า สร้างความพึงพอใจแก่เขามากเหลือเกิน เสียงเธอช่างหวานบาดหูทำเอาควบคุมร่างกายไม่ได้ทีเดียว ไม่อยากคิดเลยถ้าเธอนอนครางใต้ร่างจะดีแค่ไหน
“ผมชอบคุณ” เสียงทุ้มกระซิบบอกข้างหูคนตัวเล็ก จากนั้นเอื้อมมือขึ้นขยำทรวงอกอวบอั๋นห่อหุ้มด้วยเสื้อผ้า
“หยุดนะ” มือเรียวคว้าหมับข้อมือหนาอย่างสั่งห้าม ไม่ให้ล้ำเส้นไปมากกว่านี้
“ผมชอบคุณ”
“ฉันไม่ได้ชอบคุณ”
“ทำไมล่ะ ผมจูบได้ไม่ดีพอเท่ากับผู้ชายที่ผ่านมาของคุณเหรอ” เขาไม่รู้เธอไม่เคยมีแฟนมาก่อนเนื่องจากดูไม่ใช่สาวเรียบร้อยออกแนวเซ็กซี่ด้วยซ้ำ แต่บางครั้งก็มีมุมหวานแบบนั้นแหละทำให้เขาสนใจเธอเป็นพิเศษมากกว่าคนอื่น ๆ
“ไม่ใช่” นี่เขาเข้าใจว่าเธอเคยจูบกับคนอื่นมาก่อนเหรอ ถึงกระนั้นไม่คิดอธิบายให้ฟังอยู่ดี
“ผมไม่ดีตรงไหน” นิ้วแกร่งลูบไล้พวงแก้มสวย
“คุณเจ้าชู้”
“ถ้าผมมีคุณแค่คนเดียว รับปากไหมจะยอมคบกัน”
“ไม่” เบือนหน้าหนี
“ผมเสียใจนะลูกหว้า ได้ยินคำตอบแบบนั้นจากปากคุณ”
“เรื่องของคุณ” เกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ
“ไม่รู้สึกหึงหวงผมบ้างเหรอ ที่เห็นคนอื่นใกล้ชิดผมเมื่อกี้”
“เราไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ทำไมฉันต้องรู้สึกแบบนั้นด้วย” หลุบตาลงมองพื้นด้วยความกลัวอีกฝ่ายจะเห็นอาการผิดปกติจากสีหน้า ไม่ใช่ไม่รู้สึกแต่โคตรปวดใจเลย แต่นั่นแหละบอกเขาให้รู้ไม่ได้
“รู้ไหมว่าคุณเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายที่สุดเลย”
“อย่ายุ่งกับฉัน” ลูกหว้าผลักคนตัวโตจนเขาเซ วิ่งกลับไปยังโต๊ะทำงาน
“ผู้หญิงใจร้าย” กองทัพเดินมาหยุดตรงหน้าโต๊ะลูกหว้า ไม่วายพ่นคำด่าใส่ก่อนกลับไปโต๊ะทำงานตัวเอง
‘คุณจริงจังกับฉันจริงหรือเปล่า หรือหวังแค่เรื่องบนเตียง’
ชำเลืองมองเจ้านายหนุ่มอย่างครุ่นคิด ไม่ใช่ไม่อยากเปิดใจให้กองทัพแต่รู้ ๆ กันอยู่ว่าเขาเจ้าชู้มากเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น
จะให้เธอเอาตัวเองไปยุ่งได้ไง ขนาดคนมีประสบการณ์รักมาเยอะแยะยังไม่สามารถกุมหัวใจเขาได้ นับประสาอะไรกับเด็กอ่อนหัดที่ไร้ประสบการณ์ความรักเข้าขั้นติดลบอย่างเธอ คงไม่พ้นคำว่าเสียใจ
ท่ามกลางบรรยากาศตอนเย็นที่มีสายลมพัดพลิ้วเย็นสบาย สร้างความร่มรื่นยิ่งนักแก่สองแม่ลูกนั่งปูเสื่อใต้ต้นไม้ยังสวนดอกไม้หลังบ้านทุกวันตอนเย็นลูกหว้ามักจะพาลูกสาวตัวน้อยอย่างเดมี่วัยสี่ขวบมานั่งเล่นระหว่างรอคอยสามีกลับจากที่ทำงานเป็นประจำ เธอจะพาหนังสือนิทานมาอ่านให้เดมี่ฟังทุกวัน หนูน้อยชื่นชอบเรื่องเจ้าหญิงที่สุด“แม่คะ”“ว่าไงคะ” ช้อนตามองลูกสาวตัวน้อย ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ริมฝีปากอมชมพู ผิวขาวดุจดั่งไข่มุก ทำเอาคนเป็นแม่อย่างเธอหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น“เมื่อไรพ่อจะกลับมาคะ” หันมองแม่พร้อมกับยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอี“อีกสักพักค่ะ” พูดพร้อมลูบไล้หัวเล็กบุตรสาวก่อนหอมแก้มข้างละที“แม่ช่วยเล่านิทานให้หนูฟังต่ออีกได้ไหมคะ” มองมารดาด้วยสายตาอ้อนวอน“เรื่องไหนคะ” คิ้วเรียวโก่งสวยเลิกขึ้น ปรายตามองหนูน้อยเดมี่นับวันยิ่งพูดเก่งและยิ่งทำให้เธอหลง“เรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบได้ไหมคะ”“อ๋อเรื่องนั้นเองเหรอคะ” ลูกหว้าทำหน้านึกขึ้นได้เมื่อลูกสาวเอ่ยชื่อเรื่องให้ฟังเรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบเป็นเรื่องราวชีวิตของเธอและสามีซึ่งบอกเล่าให้ลูกสาวฟังผ่านนิทาน โดยมีการดัดแปลงตามความเหม
หลายเดือนต่อมาเรื่องราวมากมายผ่านเข้าในชีวิตลูกหว้ากับกองทัพคลี่คลายไปในทางที่ดี หญิงสาวได้ให้กำเนิดลูกสาวหน้าตาน่ารัก น่าชังนามว่าเดมี่ซึ่งเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนทั้งสองหลังจากหนูน้อยเดมี่อายุครบสามเดือน ลูกหว้าและกองทัพได้จัดงานแต่งขึ้นซึ่งเป็นงานเล็ก ๆ จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติก เชิญเพียงแค่ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นภายในงานแต่งงานเต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักที่เจ้าบ่าวมอบให้แก่ภรรยาสาวแสนรัก“พี่รักลูกหว้านะครับ”“รักพี่ทัพเช่นกัน” แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอแกร่งพร้อมเขย่งเท้าขึ้นสูงและยื่นหน้าจูบริมฝีปากหยักได้รูป ก่อนกองทัพจะรั้งท้ายทอยอีกคนและมอบจูบแสนหวานฉ่ำแก่เธอ ดูดดื่มกลีบปากอวบอิ่มทั้งล่างและบน จากนั้นสอดแทรกลิ้นร้อนอุ่นเข้าในโพรงปากเธอ กวาดต้อนชิมความหวานอย่างหลงใหล“อื้อ” นัยน์ตาคู่หวานหลับพริ้ม จูบของเขาทำเอาไร้เรี่ยวแรงทีเดียว เคลิ้มจนสติกระเจิดกระเจิง ไม่อาจรับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงร้องครางดังกระหึ่มและเสียงลมหายใจของกันและกันทั้งสองยังคงมอบจูบให้กันและกันไม่มีท่าทีผละออกง่ายดาย ต่างฝ่ายต่างตักตวงความสุขให้กัน“อะแฮ่ม” เสียงบุคคล
ร่างคนทั้งสองกอดกันกลมท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ แม้ลูกหว้าจะยืนกางร่มแต่ไม่วายโดนฝนสาดกระเด็นโดนเสื้อผ้า อากาศหนาวเหน็บไม่ได้ทำให้คนทั้งสองหวั่นแม้แต่น้อย ไออุ่นที่แผ่ซ่านออกจากตัวของกันและกันทำให้อบอุ่นยิ่งนัก“พี่ทัพเข้าบ้านกันเถอะค่ะ”“จริงด้วยสิ พี่ลืมไปเลยว่าฝนตกพี่ดีใจมากเกินไปหน่อยที่เจอหนู” ว่าพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเขินอาย“เข้าบ้านเถอะค่ะ เปียกหมดแล้ว”“พ่อแม่หนูให้พี่เข้าบ้านแล้วเหรอครับ”“ค่ะ รีบขึ้นอาบน้ำเถอะก่อนจะป่วย” ลูกหว้าคว้าท่อนแขนแกร่งจูงกองทัพให้เดินตามตัวเองขึ้นไปบนห้องนอนแล้วตรงไปยังห้องน้ำ“รีบอาบน้ำเถอะค่ะ” กล่าวจบเตรียมจะหมุนตัวหันหลังจากไปแต่โดนกองทัพรั้งซึ่งเขาสวมกอดจากด้านหลัง“อาบด้วยกันเถอะ หนูก็ตัวเปียกเหมือนกัน” วางคางบึกบึนบนหัวไหล่มนพร้อมลูบหน้าท้องนูนของคนรักด้วยความรักเปี่ยมล้น“แค่อาบน้ำนะคะ พ่อกับแม่รออยู่”“ครับ” กองทัพตอบรับง่ายดายชายหนุ่มช่วยถอดเสื้อให้คนตัวเล็กจนเสร็จต่อด้วยของตนเอง กระทั่งทั้งคู่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้สิ่งใดห่อหุ้ม“พี่ช่วยอาบน้ำให้นะครับ” กองทัพกดครีมใส่ฝ่ามือหนาแล้วลูบไล้ให้เกิดฟองก่อนนำไปถูตามเรือนร่างงดงามของหญิงสาว ล
นับจากกองทัพหายเป็นปกติแพทย์อนุญาตให้ชายหนุ่มกลับบ้านได้ เขาย้ายไปอยู่คอนโดกับลูกหว้าเนื่องจากอยากอยู่ใกล้ชิดคนตัวเล็ก“พี่ไปทำงานก่อนนะครับคนดี เจอกันเย็นนี้” “ค่ะ”“พี่จะรีบไปทำงานแล้วกลับมาหาหนูกับลูกนะครับ” โน้มจูบแก้มนุ่มหนึ่งที“เดินทางปลอดภัยค่ะพี่ทัพ” โบกมือลาคนตัวโต ดวงตากลมโตมองเขาจนลับหายก่อนหมุนตัวเข้าข้างในและปิดประตูติ่งต๊อง! ระหว่างหญิงสาวกำลังทำความสะอาดบ้านอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้นก่อนเดินไปเปิดและต้องตกใจเมื่อคนข้างนอกคือใคร“พ่อแม่มาได้ไง” พวกท่านไม่บอกกล่าวสักคำจะกลับมาไทย ทั้งที่เธอคุยโทรศัพท์กับมารดาแทบทุกคืนจึงค่อนข้างตกใจทีเดียวพวกท่านมายืนตรงหน้า“ลูกหว้ากลับบ้านเราเถอะ แม่กับพ่อกลับมารับหนูแล้ว” แม่ของเธอเอ่ยขึ้นพลางชำเลืองมองหน้าท้องนูนของลูกสาว“แม่คะ แต่หนูต้องอยู่รอพี่ทัพ”“กลับบ้านลูกหว้า” ปรินทร์พ่อของเธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงไม่สบอารมณ์“ไปเก็บของเถอะลูก”“ก็ได้ค่ะ” ยอมทำตามคำสั่งของคนทั้งสองอย่างว่าง่าย เพราะไม่อยากให้บุพการีโมโหไปมากกว่านี้หากกองทัพรู้เธอไม่อยู่คงไปตามที่บ้าน อีกอย่างอยากรู้เช่นกันชายหนุ่มจะฝ่าด่านของบิดาไ
หลังจากฟื้นขึ้นมา กองทัพกระวนกระวายใจอย่างมากที่ไม่ได้เห็นคนตัวเล็กในห้องพักฟื้น เขาแทบอยากจะไปหาเธออีกห้องทันทีที่รู้ว่าเธอตกเลือดจนต้องนอนดูอาการหนึ่งคืน“เมื่อไรลูกหว้าจะมาสักที” คนเจ็บบนเตียงคอยจ้องมองประตูห้องเป็นระยะ ๆ เฝ้าคอยให้ร่างเล็กปรากฏ แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ยังไร้วี่แววของคนตัวเล็ก“ไอ้อิน น้องยี่หวาบอกไหมลูกหว้ามาหากูตอนไหน” นัยน์ตาคู่คมจับจ้องร่างของเพื่อนสนิทอย่างอินทัช ซึ่งข้างกายมีภูทิปนั่งอยู่ด้วยตรงโซฟา“มึงถามกูรอบที่สามแล้วนะไอ้ทัพ”“ก็กูอยากเจอลูกหว้าเร็ว ๆ”แอ๊ด!เสียงประตูห้องดังขึ้นทำให้คนทั้งสามในห้องหยุดชะงัก หันมองตามต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน“ลูกหว้า” กองทัพเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจที่ได้เห็นแม่ของลูกเข้ามาพร้อมหวานยี่หวา จากหน้าหงอยเปลี่ยนเป็นสีหน้าดีใจลูกหว้าไม่ได้เดินไปหาคนตัวโตบนเตียง เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องด้วยอาการประหม่า ใบหน้าจิ้มลิ้มก้มมองพื้นห้องท่ามกลางความเงียบของทุกคนในห้องกำลังมองเธอเป็นตาเดียวกัน“ไปหาพี่ทัพสิลูกหว้า” หวานยี่หวากระซิบบอกเพื่อนสนิทข้างกาย ลูกหว้าปรายตามองเพื่อนตัวเองก่อนเหลือบมองคนตัวโต“ลูกหว้ามาหาพี่หน่อยสิ” เขาแทบขาดใจคนตัวเล็ก
“ฮือ ๆ พี่ทัพอย่าเป็นอะไรนะคะ” โอบกอดคนตัวโตแน่นด้วยความกลัวจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มนุ่มเปรอะเปื้อนทั่วหน้างดงาม“อย่าอยู่เลยแก” แพทตี้ยังคงไม่ละความพยายามจะฆ่าลูกหว้าให้ได้ เธอเล็งปืนไปยังคนบนพื้นปัง! กระสุนนัดนั้นแพทตี้ไม่ได้เป็นคนยิง แต่เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงใส่ร่างแพทตี้จนทรุดลงคาพื้นสถานการณ์ขณะนี้ชุลมุนยิ่งนัก แต่ลูกหว้าไม่สนใจอะไรเลย นอกจากเป็นห่วงกองทัพนอนสลบคาอ้อมแขนตนเอง“ฮือ ๆ พี่ทัพฟื้นมาเถอะ ลูกหว้ายอมอภัยให้แล้ว” กว่าจะรู้ตัวว่ารักเขามากแค่ไหนก็ตอนเห็นอีกฝ่ายสลบในอ้อมแขนตัวเอง ไม่อยากจินตนาการเลยหากเขาไม่ฟื้นขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เธอคงเสียใจตลอดชีวิตแน่นอน“ลูกหว้ารีบพาไอ้ทัพไปโรงพยาบาลเถอะ”“ช่วยด้วยนะคะ พี่อิน พี่ทิป” เงยหน้ามองเพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความหวังจะช่วยให้เขารอด“มาครับ เดี๋ยวพี่กับไอ้ทิปพยุงเอง” อินทัชเอ่ยบอกก่อนช่วยประคองร่างไร้สติของกองทัพคนละข้างกับภูทิป“หนักฉิบหายตัวไอ้ทัพ”“บ่นมากไอ้ทิปไม่เห็นเหรอ ลูกหว้าร้องไห้หนักขนาดนั้น รีบพามันไปหาหมอก่อนเมียมันจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด” อินทัชพลางว่าปรายตามองลูกหว้า
หลังจากวันนั้นผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลูกหว้าพยายามเลี่ยงการไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเจ้านายหนุ่ม เพราะไม่อยากมีปัญหากับคู่ควงของกองทัพ บางวันคนที่มาหาเขาไม่เคยซ้ำหน้าเลย จนเธอนั่งทำงานในห้องร่วมกับเขารู้สึกรำคาญแทน“พี่ทัพคะ เย็นนี้ว่างไหม”“ไม่ว่าง” เอ่ยตอบขณะสายตาคมกริบจับจ้องร่างอรชรของลูกหว้า ใจหนึ่งอ
ในช่วงเวลาสี่ทุ่มครึ่ง สายลมพัดพลิ้วกระทบผิวกายคนตัวเล็กกำลังยืนมองบรรยากาศตอนกลางคืนบริเวณระเบียง มือน้อยยกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้าย นึกถึงเหตุการณ์ตอนกลางวันในห้องทำงานของกองทัพหัวใจดวงน้อยเต้นระรัวกระสับกระส่ายแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เธอไม่เข้าใจเลยมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับร่างกายนี้ ทำไมถึงรู้สึกหวั่นไ
เพราะความเครียดจากเรื่องเมื่อวาน เช้าวันนี้ลูกหว้าเลยขับรถไปหาเพื่อนสนิทอย่างหวานยี่หวา แต่ใครจะคาดคิดทันทีที่ก้าวลงจากรถบังเอิญเจอกับผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา นิสัยเจ้าชู้แบบกองทัพยืนพิงหลังกับรถ จ้องมองมายังเธอราวกับจะกลืนกินไปทั้งตัวทำเอาขนลุกซู่ทีเดียว“สวัสดีคนสวย ไม่เจอกันนานเลย” โปรยยิ้มเสน่ห์แก่
ท่ามกลางเสียงเพลงดังสนั่นในผับหรู เจ้าของร่างสูงใหญ่ไม่ได้สนใจหันมองรอบข้าง นอกจากจ้องมองโทรศัพท์ที่มีข้อความจากใครบางคนส่งเข้ามา ทว่าตอนนี้เจ้าตัวดันบล็อกเขาเรียบร้อยแล้วทำเอาคาดไม่ถึงทีเดียว“โทรศัพท์เป็นอะไรวะไอ้ทัพ กูเห็นจ้องตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”“เปล่า” กองทัพยังคงไม่ละสายตาไปจากหน้าจอ“มีพิรุธ







