LOGINในช่วงเวลาสี่ทุ่มครึ่ง สายลมพัดพลิ้วกระทบผิวกายคนตัวเล็กกำลังยืนมองบรรยากาศตอนกลางคืนบริเวณระเบียง มือน้อยยกขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้าย นึกถึงเหตุการณ์ตอนกลางวันในห้องทำงานของกองทัพ
หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวกระสับกระส่ายแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เธอไม่เข้าใจเลยมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่กับร่างกายนี้ ทำไมถึงรู้สึกหวั่นไหวกับผู้ชายเจ้าชู้คนนั้นแค่เขาพูดประโยคเดียว ทั้งที่เมื่อก่อนเขาป้อนคำหวานมากกว่านี้แต่ดันรำคาญ
“เราเริ่มชอบเขาเหรอ” มองเบื้องหน้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้เธอไม่ควรรู้สึกกับเขาเด็ดขาด เพราะเขาอันตราย
“ห้ามคิดบ้า ๆ นะลูกหว้า” สลัดความคิดในหัวทิ้ง ก้าวเดินเข้าในห้องนอน
ระหว่างกำลังเอนกายแนบหลังกับเตียงนุ่ม จู่ ๆ เสียงข้อความดังขึ้น ไม่รอช้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นดู
กองทัพ : นอนยัง
“เชอะ!! พอปลดบล็อกรีบส่งข้อความทันทีเลยนะ” ย่นจมูกใส่ข้อความปรากฏในหน้าจอ
ลูกหว้า : นอนแล้ว
กองทัพ : นอนยังไงถึงตอบแชทผมได้
ลูกหว้า : กำลังจะนอนแล้วไง
ครืด!
“โทรมาทำไม” คิ้วโก่งสวยขมวดเข้าหากัน ถึงอย่างนั้นเธอก็กดรับสายอยู่ดี
“มีธุระอะไร ฉันกำลังจะนอน” บอกแบบไม่สบอารมณ์
(ผมคิดถึงคุณ)
“ถ้าคุณเหงามากก็เรียกสาว ๆ ของคุณสิ ยุ่งอะไรกับฉันด้วย”
(หึงผมเหรอ)
“บ้า! ใครหึงคุณ” ตะโกนบอกคนปลายสาย ก่อนได้ยินอีกฝ่ายหัวเราะอย่างขบขัน
“มีธุระอะไร”
(อยากคุยด้วย คิดถึง)
“ฉันจะนอนแล้วแค่นี้แหละ” เธอไม่รอให้คนในสายตอบโต้อะไร กดวางทันที
“ผู้ชายบ้า!” พูดจบ ไม่สนใจโทรศัพท์อีกต่อไปก่อนล้มตัวลงนอนทันใดด้วยความง่วง
เปลือกตาบางของลูกหว้าขยับขึ้นเชื่องช้า หลังจากปรับสภาพคุ้นชินกับแสงแยงตา ไม่ชักช้าจัดการธุระส่วนตัวเพื่อเตรียมทำงานวันแรกจึงไม่อยากไปสาย
ทันทีที่มาถึงบริษัทกลับพบว่ากองทัพให้คนจัดโต๊ะทำงานของตนเองอยู่ในห้องทำงานเดียวกับเขา
“มั่นใจเหรอคะ โต๊ะทำงานของลูกหว้าอยู่ในห้องนี้” เธอหันไปถามข้าวหอมเลขาของชายหนุ่ม ที่เป็นคนพาตัวเองมาอยู่ในห้องนี้
“ใช่ค่ะ เมื่อวานท่านรองแจ้งดิฉันอย่างนี้”
“แล้วถ้าลูกหว้าอยู่ในห้องนี้จะทำงานกับคุณข้าวหอมยังไงคะ” เธอหมายถึงอีกฝ่ายจะสอนงานอย่างไร ไหนจะงานต่าง ๆ ที่ต้องเรียนรู้ในฐานะผู้ช่วย
“งานของคุณลูกหว้า ท่านรองจะเป็นคนจัดการเองค่ะ”
“อะไรนะ!! ลูกหว้าต้องรับงานกับเขาโดยตรงเหรอ” เอ่ยถามเสียงดัง
“ใช่แล้ว” ไม่ใช่เสียงตอบข้าวหอมแต่เป็นเสียงทุ้มของกองทัพซึ่งเดินเข้ามาพอดี
“ขอตัวก่อนนะคะ” ข้าวหอมผละออกจากห้อง ปล่อยให้คนทั้งสองพูดคุยกันตามความสะดวก
“นี่คุณจะเอายังไงกับฉันกันแน่”
“คุณนั่นแหละ รังเกียจอะไรผมขนาดนั้น” ค่อย ๆ เดินเข้าประชิดคนตัวเล็กจนลูกหว้าเกือบล้มเซ โชคดีแขนกำยำคว้าเอวคอดกิ่วได้ทัน
“จะทำอะไร” เอ่ยถามเสียงแผ่ว มือเล็กยกขึ้นดันอกแกร่งเพื่อเว้นระยะห่าง
“ทำอะไรดีล่ะครับ อยู่ด้วยกันสองต่อสอง” เขาแค่อยากแกล้งคนตัวเล็กเล่นเท่านั้น ได้เห็นเธอแสดงท่าทางหวาดกลัวรู้สึกอารมณ์ดี
“อย่าทำอะไรบ้า ๆ นะ”
“ไม่บ้าหรอก” ยังคงไม่เลิกแกล้ง
“นี่คุณทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัดเหรอ”
“ที่นี่ไม่มีไก่นอกจากแมวน้อยในอ้อมแขนผม” ฝ่ามือใหญ่เชยคางกลมกลึงขึ้นเพื่อสบตากัน แรงดึงดูดบางอย่างทำให้กองทัพโน้มหน้าเข้าใกล้ริมฝีปากอวบอิ่ม
“อย่าทำแบบนี้” เบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“รีบไปนั่งโต๊ะคุณเถอะ ขาดเหลืออะไรบอกผมได้” เขาปล่อยเธอเป็นอิสระแล้วเดินไปยังโต๊ะทำงานตัวเอง
“อะไรของเขา” เอ่ยเสียงแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน เธอมองเขาครู่หนึ่งก่อนเดินไปนั่ง
งานที่ได้รับมอบหมายจากกองทัพเป็นงานง่าย ๆ ซึ่งเขายังไม่ได้ให้เธอเรียนรู้อะไรมากนักนอกจากจัดเอกสาร แต่สิ่งที่ทำให้เธอหงุดหงิดมากที่สุดในขณะนี้คือการเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาสะสวยนั่งคลอเคลียกับกองทัพไม่ห่าง ตั้งแต่เช้าจนใกล้เที่ยงยังไม่ยอมกลับสักที
“ทัพขา…เที่ยงนี้กินอะไรดี แพทอยากกินอาหารญี่ปุ่นจัง”
“แล้วแต่คุณเลย” เขาตอบโดยไม่สบตาคู่ควงข้างกายที่ลากเก้าอี้มานั่งข้าง ๆ ตั้งแต่เข้ามาในห้อง
“งานยุ่งเหรอคะ”
“อืม”
“ไม่น่ารับผู้ช่วยเพิ่ม” ปรายตามองลูกหว้ารู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลยเพราะอีกฝ่ายเด็กกว่า แถมหน้าตาและรูปร่างตรงสเปกกองทัพทุกอย่าง จนกลัวชายหนุ่มจะคว้าเด็กนั้นแล้วเขี่ยเธอทิ้ง
“ทัพขา…คืนนี้แพทไปหานะคะ คิดถึงจังเลยไม่ได้เจอตั้งหลายวัน” เธอจงใจเน้นประโยคให้ลูกหว้าได้ยิน เพื่อบ่งบอกให้รับรู้กองทัพคือผู้ชายของเธอ ใครหน้าไหนห้ามแตะต้อง
“…” กองทัพไม่ตอบแต่เหลือบมองลูกหว้า เขาอยากเห็นท่าทีของคนตัวเล็กจะเป็นอย่างไร แต่เธอดันเงียบสงบจนตัวเขาเองนี่แหละเป็นฝ่ายไม่ชอบใจที่เธอไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมาให้เห็น
“ทัพขา แพทรักคุณนะคะ”
จังหวะเดียวกันลูกหว้าบังเอิญเงยหน้าขึ้นจากเอกสารและเห็นภาพตรงหน้า แพทตี้ขึ้นนั่งคร่อมตักแกร่ง ประกบปากจูบกองทัพ
เธอหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกปวดหนึบตรงหัวใจ มือนุ่มกุมหน้าอกข้างซ้ายอย่างทรมาน เหมือนใจดวงน้อยกำลังถูกบีบรัดทำเอาหายใจไม่ค่อยสะดวก
‘เป็นอะไรกันนะ ทำไมเหมือนหายใจไม่ออกเลย’ เธอพูดในใจ
“ทำอะไรของคุณ แพทตี้” กองทัพดันคนบนตักออกด้วยความรวดเร็ว ชำเลืองมองอีกคนในห้องซึ่งไม่ยอมหันมามองทางนี้
“อะไรกันคะทัพ มากกว่านี้เราก็เคยทำมาแล้ว” จงใจเน้นเสียงให้ดังขึ้น
“ผมไม่ชอบอย่ามาทำแบบนี้กับผมในที่ทำงาน” สั่งเสียงเข้ม
“งั้นแสดงว่าถ้าเราอยู่กันสองต่อสอง สามารถทำอะไรกันก็ได้ใช่ไหมคะ” ปรายตามองลูกหว้า ยกยิ้มมุมปากอย่างคนเหนือกว่า
“แพทตี้!” จ้องเขม็งคนตรงหน้าปานจะกินเลือดกินเนื้อ
“ขอโทษค่ะ แพทแค่ล้อเล่นเองดุจังเลย” ว่าแล้วกลับไปนั่งเก้าอี้ด้านข้างเขาเหมือนเดิม
จากนั้นภายในห้องอยู่ในความเงียบ ทว่าในใจกองทัพกลับร้อนรุ่มกับการกระทำของแพทตี้ เขากลัวลูกหว้าคิดมากและรู้สึกไม่ดี ทั้งที่ความจริงไม่จำเป็นต้องสนใจความรู้สึกของเธอเลย เพราะเขากับเธอยังไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย แค่คนที่เขาตามจีบ
“ทัพคะ เที่ยงแล้วไปกินข้าวกันเถอะ”
“อืม” ตอบรับคนข้างกายพร้อมชำเลืองมองลูกหว้า
กองทัพผละออกจากเก้าอี้ตรงไปยังโต๊ะผู้ช่วยสาว มือหนาเคาะลงบนโต๊ะสองสามทีเพื่อส่งสัญญาณแก่เธอ
“ไปกินข้าวกัน”
“อะไรกันคะทัพ ทำไมถึงชวนคนอื่นไปด้วยล่ะ” แพทตี้รีบเดินมาหยุดข้างกองทัพอย่างไวพร้อมคล้องแขนกำยำแสดงความเป็นเจ้าของ
“คนอื่นที่ไหน นี่ผู้ช่วยผม”
“แต่แพทอยากไปกินข้าวกับคุณแค่สองคน” ทำน้ำเสียงออดอ้อน ดันหน้าอกอวบอั๋นแนบแขนแกร่ง
“พวกคุณไปเถอะ” ลูกหว้าตัดความรำคาญโดยการปฏิเสธชายหนุ่ม เธอไม่อยากเอาตัวเองไปใกล้ชิดกับคนทั้งสอง
“ห้ามปฏิเสธลูกหว้า นี่เป็นคำสั่งของเจ้านาย”
“เผด็จการ!”
“ทัพคะ ถ้าผู้ช่วยของคุณไม่อยากไป เราไปสองคนก็ได้นี่คะ”
“อยู่เฉย ๆ แพทตี้ห้ามแทรกตอนผมพูด” หันขวับมองคนข้างกาย
“ขอโทษค่ะ” แอบหงอยนิดหน่อยโดนตำหนิจากเขา
“ไปกินข้าวกันลูกหว้า คุณอยากกินอะไร” ถามอย่างรอลุ้นในคำตอบ
“ทัพคะ แต่แพทอยากกินอาหารญี่ปุ่น”
“แพทตี้!! ผมบอกแล้วอย่าพูดแทรก” จ้องเขม็งหญิงสาวข้างกาย
“แต่คุณกำลังผิดสัญญากับแพท” แพทตี้มองกองทัพอย่างแง่งอน การกระทำของชายหนุ่มยิ่งทำให้ไม่ชอบลูกหว้า
“พวกคุณไปกันเถอะ ฉันมีนัดแล้ว” ลูกหว้าคว้ากระเป๋าบนโต๊ะก่อนหนีออกจากห้อง ทิ้งกองทัพและแพทตี้โต้เถียงตรงนั้น
“ลูกหว้า!!” ตะโกนไล่หลังคนตัวเล็กแต่จะวิ่งตามไม่ได้เพราะแพทตี้รั้งแขนไว้
“ทัพคะ”
“แพทตี้เริ่มทำตัวน่ารำคาญแล้วนะ” ปรายตามองมือเรียวจับท่อนแขนแกร่ง เขาสะบัดอย่างไม่ไยดีและก้าวยาว ๆ หมายจะตามลูกหว้าให้ทัน
“ทัพ ทัพ” สุดท้ายกองทัพไม่เหลียวมองทำให้เธอเจ็บใจ
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ฉันเอาคืนนังเด็กเมื่อวานซืนอย่างแกแน่นอน” กำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์โทสะ
ท่ามกลางบรรยากาศตอนเย็นที่มีสายลมพัดพลิ้วเย็นสบาย สร้างความร่มรื่นยิ่งนักแก่สองแม่ลูกนั่งปูเสื่อใต้ต้นไม้ยังสวนดอกไม้หลังบ้านทุกวันตอนเย็นลูกหว้ามักจะพาลูกสาวตัวน้อยอย่างเดมี่วัยสี่ขวบมานั่งเล่นระหว่างรอคอยสามีกลับจากที่ทำงานเป็นประจำ เธอจะพาหนังสือนิทานมาอ่านให้เดมี่ฟังทุกวัน หนูน้อยชื่นชอบเรื่องเจ้าหญิงที่สุด“แม่คะ”“ว่าไงคะ” ช้อนตามองลูกสาวตัวน้อย ดวงตากลมโต ปากนิดจมูกหน่อย ริมฝีปากอมชมพู ผิวขาวดุจดั่งไข่มุก ทำเอาคนเป็นแม่อย่างเธอหลงใหลจนโงหัวไม่ขึ้น“เมื่อไรพ่อจะกลับมาคะ” หันมองแม่พร้อมกับยิ้มกว้างจนตาเป็นสระอี“อีกสักพักค่ะ” พูดพร้อมลูบไล้หัวเล็กบุตรสาวก่อนหอมแก้มข้างละที“แม่ช่วยเล่านิทานให้หนูฟังต่ออีกได้ไหมคะ” มองมารดาด้วยสายตาอ้อนวอน“เรื่องไหนคะ” คิ้วเรียวโก่งสวยเลิกขึ้น ปรายตามองหนูน้อยเดมี่นับวันยิ่งพูดเก่งและยิ่งทำให้เธอหลง“เรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบได้ไหมคะ”“อ๋อเรื่องนั้นเองเหรอคะ” ลูกหว้าทำหน้านึกขึ้นได้เมื่อลูกสาวเอ่ยชื่อเรื่องให้ฟังเรื่องเจ้าชายเสเพลกับเจ้าหญิงจอมแสบเป็นเรื่องราวชีวิตของเธอและสามีซึ่งบอกเล่าให้ลูกสาวฟังผ่านนิทาน โดยมีการดัดแปลงตามความเหม
หลายเดือนต่อมาเรื่องราวมากมายผ่านเข้าในชีวิตลูกหว้ากับกองทัพคลี่คลายไปในทางที่ดี หญิงสาวได้ให้กำเนิดลูกสาวหน้าตาน่ารัก น่าชังนามว่าเดมี่ซึ่งเปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของคนทั้งสองหลังจากหนูน้อยเดมี่อายุครบสามเดือน ลูกหว้าและกองทัพได้จัดงานแต่งขึ้นซึ่งเป็นงานเล็ก ๆ จัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและโรแมนติก เชิญเพียงแค่ญาติพี่น้องและเพื่อนสนิทของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นภายในงานแต่งงานเต็มไปด้วยกลิ่นอายความรักที่เจ้าบ่าวมอบให้แก่ภรรยาสาวแสนรัก“พี่รักลูกหว้านะครับ”“รักพี่ทัพเช่นกัน” แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอแกร่งพร้อมเขย่งเท้าขึ้นสูงและยื่นหน้าจูบริมฝีปากหยักได้รูป ก่อนกองทัพจะรั้งท้ายทอยอีกคนและมอบจูบแสนหวานฉ่ำแก่เธอ ดูดดื่มกลีบปากอวบอิ่มทั้งล่างและบน จากนั้นสอดแทรกลิ้นร้อนอุ่นเข้าในโพรงปากเธอ กวาดต้อนชิมความหวานอย่างหลงใหล“อื้อ” นัยน์ตาคู่หวานหลับพริ้ม จูบของเขาทำเอาไร้เรี่ยวแรงทีเดียว เคลิ้มจนสติกระเจิดกระเจิง ไม่อาจรับรู้อะไรทั้งนั้นนอกจากเสียงร้องครางดังกระหึ่มและเสียงลมหายใจของกันและกันทั้งสองยังคงมอบจูบให้กันและกันไม่มีท่าทีผละออกง่ายดาย ต่างฝ่ายต่างตักตวงความสุขให้กัน“อะแฮ่ม” เสียงบุคคล
ร่างคนทั้งสองกอดกันกลมท่ามกลางสายฝนกระหน่ำ แม้ลูกหว้าจะยืนกางร่มแต่ไม่วายโดนฝนสาดกระเด็นโดนเสื้อผ้า อากาศหนาวเหน็บไม่ได้ทำให้คนทั้งสองหวั่นแม้แต่น้อย ไออุ่นที่แผ่ซ่านออกจากตัวของกันและกันทำให้อบอุ่นยิ่งนัก“พี่ทัพเข้าบ้านกันเถอะค่ะ”“จริงด้วยสิ พี่ลืมไปเลยว่าฝนตกพี่ดีใจมากเกินไปหน่อยที่เจอหนู” ว่าพลางยกมือขึ้นลูบท้ายทอยอย่างเขินอาย“เข้าบ้านเถอะค่ะ เปียกหมดแล้ว”“พ่อแม่หนูให้พี่เข้าบ้านแล้วเหรอครับ”“ค่ะ รีบขึ้นอาบน้ำเถอะก่อนจะป่วย” ลูกหว้าคว้าท่อนแขนแกร่งจูงกองทัพให้เดินตามตัวเองขึ้นไปบนห้องนอนแล้วตรงไปยังห้องน้ำ“รีบอาบน้ำเถอะค่ะ” กล่าวจบเตรียมจะหมุนตัวหันหลังจากไปแต่โดนกองทัพรั้งซึ่งเขาสวมกอดจากด้านหลัง“อาบด้วยกันเถอะ หนูก็ตัวเปียกเหมือนกัน” วางคางบึกบึนบนหัวไหล่มนพร้อมลูบหน้าท้องนูนของคนรักด้วยความรักเปี่ยมล้น“แค่อาบน้ำนะคะ พ่อกับแม่รออยู่”“ครับ” กองทัพตอบรับง่ายดายชายหนุ่มช่วยถอดเสื้อให้คนตัวเล็กจนเสร็จต่อด้วยของตนเอง กระทั่งทั้งคู่อยู่ในสภาพเปลือยเปล่าไร้สิ่งใดห่อหุ้ม“พี่ช่วยอาบน้ำให้นะครับ” กองทัพกดครีมใส่ฝ่ามือหนาแล้วลูบไล้ให้เกิดฟองก่อนนำไปถูตามเรือนร่างงดงามของหญิงสาว ล
นับจากกองทัพหายเป็นปกติแพทย์อนุญาตให้ชายหนุ่มกลับบ้านได้ เขาย้ายไปอยู่คอนโดกับลูกหว้าเนื่องจากอยากอยู่ใกล้ชิดคนตัวเล็ก“พี่ไปทำงานก่อนนะครับคนดี เจอกันเย็นนี้” “ค่ะ”“พี่จะรีบไปทำงานแล้วกลับมาหาหนูกับลูกนะครับ” โน้มจูบแก้มนุ่มหนึ่งที“เดินทางปลอดภัยค่ะพี่ทัพ” โบกมือลาคนตัวโต ดวงตากลมโตมองเขาจนลับหายก่อนหมุนตัวเข้าข้างในและปิดประตูติ่งต๊อง! ระหว่างหญิงสาวกำลังทำความสะอาดบ้านอย่างเพลิดเพลิน ทันใดนั้นเสียงกริ่งหน้าประตูห้องดังขึ้นก่อนเดินไปเปิดและต้องตกใจเมื่อคนข้างนอกคือใคร“พ่อแม่มาได้ไง” พวกท่านไม่บอกกล่าวสักคำจะกลับมาไทย ทั้งที่เธอคุยโทรศัพท์กับมารดาแทบทุกคืนจึงค่อนข้างตกใจทีเดียวพวกท่านมายืนตรงหน้า“ลูกหว้ากลับบ้านเราเถอะ แม่กับพ่อกลับมารับหนูแล้ว” แม่ของเธอเอ่ยขึ้นพลางชำเลืองมองหน้าท้องนูนของลูกสาว“แม่คะ แต่หนูต้องอยู่รอพี่ทัพ”“กลับบ้านลูกหว้า” ปรินทร์พ่อของเธอเอ่ยขึ้นด้วยเสียงไม่สบอารมณ์“ไปเก็บของเถอะลูก”“ก็ได้ค่ะ” ยอมทำตามคำสั่งของคนทั้งสองอย่างว่าง่าย เพราะไม่อยากให้บุพการีโมโหไปมากกว่านี้หากกองทัพรู้เธอไม่อยู่คงไปตามที่บ้าน อีกอย่างอยากรู้เช่นกันชายหนุ่มจะฝ่าด่านของบิดาไ
หลังจากฟื้นขึ้นมา กองทัพกระวนกระวายใจอย่างมากที่ไม่ได้เห็นคนตัวเล็กในห้องพักฟื้น เขาแทบอยากจะไปหาเธออีกห้องทันทีที่รู้ว่าเธอตกเลือดจนต้องนอนดูอาการหนึ่งคืน“เมื่อไรลูกหว้าจะมาสักที” คนเจ็บบนเตียงคอยจ้องมองประตูห้องเป็นระยะ ๆ เฝ้าคอยให้ร่างเล็กปรากฏ แต่ไม่ว่าจะรอนานแค่ไหนก็ยังไร้วี่แววของคนตัวเล็ก“ไอ้อิน น้องยี่หวาบอกไหมลูกหว้ามาหากูตอนไหน” นัยน์ตาคู่คมจับจ้องร่างของเพื่อนสนิทอย่างอินทัช ซึ่งข้างกายมีภูทิปนั่งอยู่ด้วยตรงโซฟา“มึงถามกูรอบที่สามแล้วนะไอ้ทัพ”“ก็กูอยากเจอลูกหว้าเร็ว ๆ”แอ๊ด!เสียงประตูห้องดังขึ้นทำให้คนทั้งสามในห้องหยุดชะงัก หันมองตามต้นเสียงเป็นตาเดียวกัน“ลูกหว้า” กองทัพเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจที่ได้เห็นแม่ของลูกเข้ามาพร้อมหวานยี่หวา จากหน้าหงอยเปลี่ยนเป็นสีหน้าดีใจลูกหว้าไม่ได้เดินไปหาคนตัวโตบนเตียง เธอยืนนิ่งอยู่กลางห้องด้วยอาการประหม่า ใบหน้าจิ้มลิ้มก้มมองพื้นห้องท่ามกลางความเงียบของทุกคนในห้องกำลังมองเธอเป็นตาเดียวกัน“ไปหาพี่ทัพสิลูกหว้า” หวานยี่หวากระซิบบอกเพื่อนสนิทข้างกาย ลูกหว้าปรายตามองเพื่อนตัวเองก่อนเหลือบมองคนตัวโต“ลูกหว้ามาหาพี่หน่อยสิ” เขาแทบขาดใจคนตัวเล็ก
“ฮือ ๆ พี่ทัพอย่าเป็นอะไรนะคะ” โอบกอดคนตัวโตแน่นด้วยความกลัวจะสูญเสียเขาไปตลอดกาล หยาดน้ำตาหลั่งไหลอาบแก้มนุ่มเปรอะเปื้อนทั่วหน้างดงาม“อย่าอยู่เลยแก” แพทตี้ยังคงไม่ละความพยายามจะฆ่าลูกหว้าให้ได้ เธอเล็งปืนไปยังคนบนพื้นปัง! กระสุนนัดนั้นแพทตี้ไม่ได้เป็นคนยิง แต่เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงใส่ร่างแพทตี้จนทรุดลงคาพื้นสถานการณ์ขณะนี้ชุลมุนยิ่งนัก แต่ลูกหว้าไม่สนใจอะไรเลย นอกจากเป็นห่วงกองทัพนอนสลบคาอ้อมแขนตนเอง“ฮือ ๆ พี่ทัพฟื้นมาเถอะ ลูกหว้ายอมอภัยให้แล้ว” กว่าจะรู้ตัวว่ารักเขามากแค่ไหนก็ตอนเห็นอีกฝ่ายสลบในอ้อมแขนตัวเอง ไม่อยากจินตนาการเลยหากเขาไม่ฟื้นขึ้นมาจะเป็นอย่างไร เธอคงเสียใจตลอดชีวิตแน่นอน“ลูกหว้ารีบพาไอ้ทัพไปโรงพยาบาลเถอะ”“ช่วยด้วยนะคะ พี่อิน พี่ทิป” เงยหน้ามองเพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนสลับไปมาด้วยความหวังจะช่วยให้เขารอด“มาครับ เดี๋ยวพี่กับไอ้ทิปพยุงเอง” อินทัชเอ่ยบอกก่อนช่วยประคองร่างไร้สติของกองทัพคนละข้างกับภูทิป“หนักฉิบหายตัวไอ้ทัพ”“บ่นมากไอ้ทิปไม่เห็นเหรอ ลูกหว้าร้องไห้หนักขนาดนั้น รีบพามันไปหาหมอก่อนเมียมันจะร้องไห้จนน้ำตาเป็นสายเลือด” อินทัชพลางว่าปรายตามองลูกหว้า
ลิ้นร้อนอุ่นสอดแทรกเข้าในโพรงปากสาว เมื่อคนตัวเล็กยอมเผยอปากให้คนตัวโตเข้ามาเชยชิมความหวาน“อื้อ” ร่างเล็กถูกประคองให้นอนลงแนบแผ่นหลังกับโซฟามือหนาสอดเข้าใต้เสื้อของลูกหว้า ไต่เต้าไปยังดอกบัวตูมก่อนบีบขยำ ส่งผลให้คนตัวเล็กได้สติและเบิกตากว้าง“อย่าทำแบบนี้” มือเรียวดันแผงอกกำยำ ใบหน้างดงามหันหนีอย
หลังจากวันนั้นผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ลูกหว้าพยายามเลี่ยงการไปไหนมาไหนสองต่อสองกับเจ้านายหนุ่ม เพราะไม่อยากมีปัญหากับคู่ควงของกองทัพ บางวันคนที่มาหาเขาไม่เคยซ้ำหน้าเลย จนเธอนั่งทำงานในห้องร่วมกับเขารู้สึกรำคาญแทน“พี่ทัพคะ เย็นนี้ว่างไหม”“ไม่ว่าง” เอ่ยตอบขณะสายตาคมกริบจับจ้องร่างอรชรของลูกหว้า ใจหนึ่งอ
เพราะความเครียดจากเรื่องเมื่อวาน เช้าวันนี้ลูกหว้าเลยขับรถไปหาเพื่อนสนิทอย่างหวานยี่หวา แต่ใครจะคาดคิดทันทีที่ก้าวลงจากรถบังเอิญเจอกับผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา นิสัยเจ้าชู้แบบกองทัพยืนพิงหลังกับรถ จ้องมองมายังเธอราวกับจะกลืนกินไปทั้งตัวทำเอาขนลุกซู่ทีเดียว“สวัสดีคนสวย ไม่เจอกันนานเลย” โปรยยิ้มเสน่ห์แก่
ท่ามกลางเสียงเพลงดังสนั่นในผับหรู เจ้าของร่างสูงใหญ่ไม่ได้สนใจหันมองรอบข้าง นอกจากจ้องมองโทรศัพท์ที่มีข้อความจากใครบางคนส่งเข้ามา ทว่าตอนนี้เจ้าตัวดันบล็อกเขาเรียบร้อยแล้วทำเอาคาดไม่ถึงทีเดียว“โทรศัพท์เป็นอะไรวะไอ้ทัพ กูเห็นจ้องตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”“เปล่า” กองทัพยังคงไม่ละสายตาไปจากหน้าจอ“มีพิรุธ





![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

