Share

แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์
แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์
Author: อาวรณ์อาภรณ์สีชาด

บทที่ 1

Author: อาวรณ์อาภรณ์สีชาด
เมื่อสามปีก่อนตอนที่นางให้กำเนิดโอรสองค์โต นางก็ไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกเลยแม้แต่น้อย เซียวเฉิงสี่อุ้มเด็กจากไปด้วยตัวเอง ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า

“เด็กคนนี้ นับจากนี้ไปคือบุตรชายสายตรงของฮองเฮา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”

ตอนนั้นนางยังมีเรี่ยวแรงร้องไห้อ้อนวอน พยายามดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อตามไป แต่กลับถูกนางกำนัลกดตัวเอาไว้แน่น

ต่อมานางก็ได้เรียนรู้กฎระเบียบ ทุกวันจะไปถวายพระพรที่ตำหนักฮองเฮา เพียงเพื่อจะได้ยินเสียงอ้อแอ้ของลูกผ่านฉากกั้น

แรกเริ่มฮ่องเต้ยังทรงอนุญาต แต่ภายหลังฮองเฮากล่าวว่าองค์ชายต้องการการพักผ่อนอย่างสงบ ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ได้พบหน้าลูกอีกเลย

มาบัดนี้ ลูกคนที่สองก็ถูกอุ้มจากไปอีกแล้ว

นางนอนนิ่งอยู่บนเตียงคลอดที่เปรอะเปื้อน ราวกับซากเปล่ากลวงที่ถูกสูบวิญญาณออกไป แม้แต่น้ำตาก็ยังมิอาจไหลริน

ยังไม่ทันพ้นช่วงอยู่เดือน กูกูผู้ดูแลจากตำหนักฮองเฮาก็มาแจ้งให้นางไปเข้าเฝ้าถวายพระพรเช้าเย็นตามธรรมเนียม

เหวินลิ่งอี๋ฝืนพยุงร่างกายที่ยังไม่หายดีไปจนถึงตำหนักเฟิ่งอี๋

ฮองเฮามู่หรงซูกำลังอุ้มหยอกล้อองค์หญิงน้อยอยู่ เมื่อช้อนตาขึ้นเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาง มุมปากก็ยกยิ้มบาง ๆ “ซูเฟยมาแล้วหรือ? สีหน้าย่ำแย่ถึงเพียงนี้ หรือว่ามีความไม่พอใจอันใดต่อข้ากัน?”

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

“เช่นนั้นก็ดี” ฮองเฮาส่งเด็กให้แม่นม แล้วจัดระเบียบปลายแขนเสื้อของตนอย่างเนิบนาบ

“ในเมื่อเจ้าเข้าวังมาแล้ว ก็ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ฝ่าบาทแต่งเจ้าเข้ามา เป็นเพราะเล็งเห็นชื่อเสียงของราชครูเหวินในหมู่ขุนนางบุ๋น ทรงต้องการให้ตระกูลเหวินของพวกเจ้าช่วยสร้างความมั่นคงในราชสำนัก ส่วนเจ้านั้น—”

นางทิ้งช่วงไปเล็กน้อย รอยยิ้มกดลึกลงกว่าเดิม “ก็เป็นแค่เครื่องมือผลิตทายาท การให้กำเนิดพระโอรสพระธิดาแทนข้า นั่นคือคุณค่าเพียงหนึ่งเดียวของเจ้า”

ภายนอกตำหนัก หิมะเริ่มโปรยปรายลงมา

จู่ ๆ ฮองเฮาก็หุบรอยยิ้ม “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าเข้ามา คิ้วขมวดเล็กน้อย ถือเป็นการไม่เคารพต่อข้า ไปคุกเข่าที่ลานตำหนักเพื่อเรียกสติเสียหน่อยเถิด”

หิมะบนแผ่นหินสีเขียวค่อย ๆ ก่อตัวทับถมกันเป็นชั้น

เหวินลิ่งอี๋ถูกบังคับให้คุกเข่าลงท่ามกลางหิมะ มองดูฮองเฮาในตำหนักที่กำลังอุ้มลูกสาวที่เพิ่งจะครบเดือนของนาง ฮัมเพลงเบา ๆ ด้วยท่าทีเชี่ยวชาญราวกับเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดจริง ๆ

หัวเข่าเริ่มจากปวดแปลบ เปลี่ยนเป็นชาหนึบ และกลายเป็นไร้ความรู้สึกไปโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ดวงตาของเหวินลิ่งอี๋เริ่มพร่ามัว ก็ได้ยินเสียงแหลมเล็กของขันทีร้องกราบทูล “ฝ่าบาทเสด็จ—”

ชายฉลองพระองค์สีเหลืองสว่างพัดผ่านข้างกายของนาง มุ่งตรงเข้าไปในตำหนัก

“เหตุใดจึงให้นางไปคุกเข่าท่ามกลางหิมะ?” เป็นเสียงของเซียวเฉิงสี่

ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออย่างแง่งอนว่า “หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนกฎระเบียบนางเล็กน้อย นางก็ทำท่าทางอ่อนแอปวกเปียกเยี่ยงนี้ ฝ่าบาทก็ทรงทราบ หม่อมฉันเกิดในตระกูลแม่ทัพ นิสัยตรงไปตรงมา ไม่มีเจตนาร้ายคิดคดอ้อมค้อมหรอกเพคะ”

สติเฮือกสุดท้ายของเหวินลิ่งอี๋ก่อนจะสลบไป คือประโยคของฮ่องเต้ที่ตรัสว่า “ช่างเถิด พานางกลับไป”

เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

เซียวเฉิงสี่นั่งอยู่ริมเตียง เมื่อเห็นนางลืมตา หัวคิ้วที่ขมวดอยู่ก็คลายลง “ตื่นแล้วหรือ? หมอหลวงบอกว่าเจ้าร่างกายอ่อนแอหลังคลอด ทั้งยังโดนความเย็น ฮองเฮาเองก็ทำไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เจ้าอย่าเก็บเอาไปใส่ใจเลย”

เหวินลิ่งอี๋มองเขาอย่างเงียบงัน

บุรุษผู้นี้เคยเป็นวีรบุรุษผู้ควบม้าตะลุยสนามรบในความฝันวัยแรกรุ่นของนาง นางเคยเขียนบทกวีให้เขา เคยวาดภาพเหมือนให้เขา

บัดนี้เขาอยู่ตรงหน้า สวมชุดหลงเปา กล่าววาจาที่ทำร้ายจิตใจที่สุดออกมา

“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ” น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ “ฮองเฮาเป็นพระชายาเอกของฝ่าบาท หม่อมฉันย่อมต้องเคารพยำเกรง มิกล้ามีความขุ่นเคืองใดแม้แต่น้อย”

ทุกถ้อยคำ ล้วนหนักแน่นและนบนอบ

เซียวเฉิงสี่ชะงักไปเล็กน้อย

เหวินลิ่งอี๋ในความทรงจำของเขามิใช่คนเช่นนี้

นางมักจะน้ำตาคลอเบ้าอ้อนวอนขอให้เขาอนุญาตให้นางได้พบลูก มักจะเม้มริมฝีปากเงียบงันหลังจากถูกเขาปฏิเสธ แววตาค่อย ๆ หม่นหมองลงทีละน้อย ทว่าตอนนี้ ในดวงตาของนางกลับว่างเปล่า ราวกับบ่อน้ำนิ่งสนิทที่ไร้ชีวิตชีวา

“เรื่องของเด็ก…” เขาเอ่ยปาก พยายามหาเรื่องคุย “ให้เลี้ยงดูในนามของฮองเฮา ย่อมได้เป็นบุตรสายตรง ภายภาคหน้า...”

“นับเป็นวาสนาขององค์ชายเพคะ”

เหวินลิ่งอี๋กล่าวรับคำ ซ้ำยังหยักยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นได้สัดส่วนงดงามทว่าเย็นเยียบ “หม่อมฉันต่ำต้อย การที่ฮองเฮาทรงเมตตาเลี้ยงดูองค์ชาย ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาทและฮองเฮาเพคะ”

พระมหากรุณาธิคุณ

เซียวเฉิงสี่รู้สึกจุกที่ลำคอ

นอกตำหนักมีเสียงขันทีดังขึ้น “ฝ่าบาท ฮองเฮาทรงตุ๋นน้ำแกงโสมด้วยพระองค์เอง ทรงรับสั่งว่าอากาศยามหิมะตกนั้นหนาวเย็น ขอเชิญฝ่าบาทเสด็จไปอบอุ่นพระวรกาย องค์ชายน้อยเองก็กำลังรอฝ่าบาทอยู่พ่ะย่ะค่ะ”

เซียวเฉิงสี่ลุกขึ้นยืน ปรายตามองร่างบนเตียง

เหวินลิ่งอี๋หลับตาลงแล้ว คล้ายกับว่าหลับไปอีกครั้ง

เขาเดินไปถึงหน้าประตูแล้วหันกลับมา “ซูเฟย ฮองเฮานางไม่อาจตั้งครรภ์ได้ เรามักจะรู้สึกติดค้างนางอยู่เสมอ เจ้านั้นรู้ความ ก็จงเห็นใจนางให้มากหน่อยเถิด”

“เจ้าก็พักผ่อนรักษาตัวให้ดี” จู่ ๆ เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ “หากตั้งครรภ์อีกครั้ง เด็กคนนั้นก็จะให้อยู่ข้างกายเจ้า ให้เจ้าเป็นคนเลี้ยงดู”

เหวินลิ่งอี๋ไม่ได้เอ่ยคำใด นางเพียงมองจ้องยอดมุ้งเงียบ ๆ ฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป

เนิ่นนานผ่านไป จู่ ๆ นางก็เอ่ยถามชิงไต้ สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฝ่าบาททรงครองราชย์มาสามปีแล้วใช่หรือไม่?”

“เพคะ พระสนม”

“ใต้หล้าสงบสุขดีแล้วหรือยัง?”

“ชายแดนเหนือสงบร่มเย็น อุทกภัยทางใต้ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ในราชสำนักท่านราชครูเป็นผู้นำเหล่าขุนนางบุ๋น แม้จะมีข้อพิพาทกับฝั่งขุนนางบู๊อยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่ามั่นคงเพคะ”

เหวินลิ่งอี๋ค่อย ๆ ระบายยิ้มออกมา

รอยยิ้มนั้นช่างดูแห้งแล้งน่าเวทนา ราวกับใบไม้แห้งใบสุดท้ายในฤดูหนาว

“เช่นนั้นก็ดี”

นางกล่าว “ในที่สุด ข้าก็สามารถไปตายได้เสียที”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    “ข้าได้ยินมาว่า... เขาตายแล้ว”มู่หรงซูพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมที่พังยับเยิน “ตอนที่ตาย... เขาเรียกชื่อเจ้า”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบห้าปีมานี้... ข้าใช้ชีวิตมาอย่างไร?”มู่หรงซูจ้องเขม็งไปที่นาง “ข้ามองดูเจ้าก้าวขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว มองดูโอรสของเจ้าได้เป็นรัชทายาท มองดูเจ้าได้เป็นไทเฮา... ส่วนข้ากลับต้องมานอนเน่าตายอยู่ที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง!”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ” เหวินลิ่งอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?”มู่หรงซูกรีดร้องหัวเราะลั่น “ใช่! ข้าสมควรได้รับมัน! ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! แล้วเจ้าเล่า? เหวินลิ่งอี๋ สิบห้าปีมานี้ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”เหวินลิ่งอี๋มองนาง “สำคัญด้วยหรือ?”“สำคัญสิ!” มู่หรงซูเค้นเสียงแหบพร่า “ข้าอยากรู้ ถึงข้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป! ตำแหน่งไทเฮาของเจ้าอาจจะดูยิ่งใหญ่สว่างไสว แต่ในใจเจ้าเล่า? คนที่เจ้าเคยรักกลับชิงชังเจ้า คนที่เจ้าเกลียดชังก็ตายจากไปแล้ว ชาตินี้เจ้าถูกลิขิตให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง!”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไปเ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 20

    ข่าวการเสด็จกลับวังของเหวินลิ่งอี๋เปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์ที่ทิ้งลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั่วทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง วังหลังโกลาหลวุ่นวายทว่าเซียวเฉิงสี่กลับใช้ไม้แข็งปราบปรามทุกข้อกังขาจนหมดสิ้นเขากล่าวว่า ในอดีตฮองเฮาถูกคนชั่วปองร้าย จึงจำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดบัดนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว ย่อมสมควรไปรับตัวนางกลับคืนสู่วังหลวงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งนั่นก็เพราะฮองเฮาที่ถูกปลดอย่างนางมู่หรงยังคงถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็น ส่วนนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนถูกประหารชีวิตจนสิ้นไม่มีใครหน้าไหนอยากกลายเป็นศพรายต่อไปเหวินลิ่งอี๋ย้ายกลับเข้ามาประทับในตำหนักฉางชุนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ในสภาพเดิม เพียงแต่มีร่องรอยของเด็กน้อยสองคนเพิ่มเข้ามา ทั้งม้าไม้ของเซียวอวี้ และกลองป๋องแป๋งของหวยจิ่น วางระเกะระกะอยู่ตามมุมต่าง ๆ ภายในตำหนักในวันแรกที่นางกลับมา เซียวอวี้หลบซ่อนตัวอยู่หลังแม่นม พลางชำเลืองมองนางด้วยท่าทีหวาดกลัว“อวี้เอ๋อร์” เซียวเฉิงสี่ย่อตัวลง ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเสด็จแม่ของเจ้า”เด็กน้อยกะ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 19

    พิธีสถาปนารัชทายาทกำหนดจัดขึ้นในวันชิวเฟินในวันนั้น ขุนนางทั้งปวงต่างมาเข้าเฝ้าถวายพระพร ทวยราษฎรล้วนเฝ้าชมพิธีการเซียวอวี้ในวัยสามชันษาสวมฉลองพระองค์ชุดรัชทายาทสีเหลืองซิ่ง มีเซียวเฉิงสี่จูงมือพาเดินขึ้นบันไดหยกขาวหน้าตำหนักไท่เหอไปทีละก้าวแม้เด็กน้อยจะยังเยาว์วัย ทว่ากลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง หว่างคิ้วและแววตาทอประกายสงบนิ่งเกินวัยเซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรพระโอรส จู่ ๆ ก็ทรงนึกถึงเหวินลิ่งอี๋ขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนนางเหลือเกินหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็เป็นงานเลี้ยงในวังหลวงเสียงดนตรีบรรเลงร่ายรำเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างดื่มกินชนจอกสุรากันอย่างรื่นเริงเซียวเฉิงสี่ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทอดพระเนตรภาพความอึกทึกครึกครื้นกลางโถงตำหนัก ทว่าในใจกลับว่างเปล่าอ้างว้างเขารำลึกถึงช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เหวินลิ่งอี๋ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประมุขของเหล่าพระสนม นั่งชมการร่ายรำและฟังเสียงดนตรีอยู่อย่างเงียบสงบในเวลานั้น เขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองนางให้มากสักนิดมาบัดนี้เมื่อนึกอยากจะมอง คนกลับไม่อยู่เสียแล้วสามวันหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เหวินลิ่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 18

    “แล้วจากนั้นเล่า?”“จากนั้น ข้าจะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างชอบธรรม”เหวินลิ่งอี๋มองบิดา “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ในวันหน้าย่อมเป็นของบุตรชายข้า และเป็นของตระกูลเหวิน หากข้าไม่แก่งแย่ง หรือจะต้องยอมยกให้พวกเศษเดนของตระกูลมู่หรงกัน? ยกให้พระสนมคนอื่น ๆ ที่อาจจะโผล่มาในภายภาคหน้าหรือ?”เหวินจ้งชิงสะท้านไปทั้งหัวใจ“ดังนั้นที่ท่านถามว่าข้าคิดทบทวนดีแล้วหรือไม่”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถอยเพียงก้าวเดียวก็คือหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง หากก้าวต่อไป อาจจะยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางรอดมาได้”“เช่นนั้นทางรอดของเจ้า อยู่ในวังอย่างนั้นหรือ?”“ทางรอดของข้า อยู่ในมือของข้าเอง” เหวินลิ่งอี๋แย้มยิ้ม “ในวังหรือนอกวัง มีอันใดต่างกันหรือ? ขอเพียงมีอวี้เอ๋อร์ ขอเพียงตระกูลเหวินยังคงอยู่ ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนมีชีวิตที่ดีได้ทั้งสิ้น”นางเดินไปเบื้องหน้าบิดา ย่อกายลงและกุมมือเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่โปรดเชื่อข้าเถิด ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเนื้อบนเขียงให้ผู้ใดมาสับโขกตามอำเภอใจอีกแล้ว”เหวินจ้งชิงมองเปลวเพลิงอันเย็นเยียบที่ลุกโชนอยู่ในแววตาของบุต

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 17

    ยามที่ข่าวการปลดฮองเฮาส่งมาถึงเรือนพัก เหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่กลางลานเรือนชิงไต้ถือจดหมายลับกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความปีติที่ปิดไม่มิด “พระสนม ข่าวส่งมาจากในวังเพคะ…ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาแล้ว! นางมู่หรงถูกถอดยศเป็นสามัญชน และถูกสั่งขังในตำหนักเย็นแล้วเพคะ!”ม้วนตำราในมือของเหวินลิ่งอี๋ยังคงนิ่งสนิท นางเพียงปรายตาขึ้นเล็กน้อย “อืม”ชิงไต้ชะงักไป “พระสนม...ไม่ดีใจหรือเพคะ?”“ดีใจสิ” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดข้าจะไม่ดีใจเล่า?”ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับไร้ซึ่งวี่แววของความปีติยินดีอย่างแท้จริงชิงไต้มีท่าทีลังเล “พระสนม เช่นนี้ก็ดีแล้วนะเพคะ องค์ชายองค์น้อยกับองค์หญิงจะได้เรียกท่านว่าท่านแม่ได้อย่างเปิดเผยเสียที รออีกสักระยะ ให้เรื่องราวซาลงไปก่อน บางทีท่านอาจจะยังสามารถ...”“ยังสามารถอันใดอีก?” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยขัดขึ้น “กลับวังหรือ? กลับไปเป็นพระสนมของเขาต่องั้นหรือ?”ชิงไต้ถึงกับพูดไม่ออกเหวินลิ่งอี๋ปิดตำราลง ทอดสายตามองกองหิมะที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวในที่ไกลตา“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าข้าชนะแล้วหรือ?”“ย่อมต้องชนะแล้วสิเพคะ!” ชิงไต้เอ่ยอย่าง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 16

    สามวันต่อมา ในที่สุดเหวินจ้งชิงก็ “หายป่วย” และเข้าวังในที่สุดเซียวเฉิงสี่ให้เขาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงไม่ได้พบกันเพียงครึ่งเดือน ราชครูผู้นี้กลับมีผมหงอกที่จอนเพิ่มขึ้นมาก นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูซูบเซียวอิดโรยเซียวเฉิงสี่มองเขา ความรู้สึกผิดในใจยิ่งทวีความรุนแรง“ราชครูโปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถิด” เขาเป็นผู้รินชาด้วยตัวเอง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหวินจ้งชิงเหวินจ้งชิงกล่าวขอบพระทัย แต่กลับไม่แตะต้องถ้วยชานั้นเลย“ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมเข้าวัง ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวเฉิงสี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เราแต่งตั้งย้อนหลังให้ลิ่งอี๋เป็นฮองเฮา และให้ย้ายไปฝังที่สุสานหลวง ราชครูทราบเรื่องแล้วใช่หรือไม่?”“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเหวินจ้งชิงราบเรียบ “กระหม่อมขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแทนบุตรสาวด้วย”“เรา...” เซียวเฉิงสี่ชะงักไป “เราอยากรู้เรื่องของนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนที่นางจะเข้าวัง... นางเป็นคนอย่างไรหรือ?”เหวินจ้งชิงช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ฝ่าบาทอยากทรงสดับเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น” เซ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 2

    คืนที่บุตรชายคนโตถูกพรากไปเมื่อสามปีก่อน เหวินลิ่งอี๋ก็เคยคิดอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดนางคือบุตรีเพียงคนเดียวของราชครูเหวิน ผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและแตกฉานในตำรามาตั้งแต่เยาว์วัย จนชื่อเสียงความเก่งกาจเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงหากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์จนราชสำนักยัง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 6

    ก่อนออกเดินทาง เซียวเฉิงสี่แวะมาที่ตำหนักฉางซิ่นเหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่ในลานตำหนัก เมื่อเห็นเขามาจึงลุกขึ้นถวายพระพร“เราจะไปเขาซีซานสักสองสามวัน เจ้า... พักฟื้นร่างกายให้ดีเถอะ”เขามองใบหน้าที่ยังคงบวมช้ำของนาง คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป“หม่อมฉันน้อมส่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 4

    วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กูกูผู้ดูแลความเรียบร้อยของตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มาถึงแล้วนางกล่าวว่าเมื่อคืนตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากตำหนักซูเฟยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ย่อมเป็นเพราะซูเฟยปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ฮองเฮาจึงต้องการอบรมกฎระเบียบให้แก่ซูเฟยบนทางเดินในวังมีหิมะบาง ๆ กองทับถม ลมหนาวยา

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 3

    คืนนั้นตอนที่เซียวเฉิงสี่มาเยือน เวลาล่วงเลยจนเกือบจะเข้ายามจื่อแล้วเหวินลิ่งอี๋ที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน เมื่อได้ยินเสียงขาน ก็ต้องหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วลุกขึ้นอีกครั้งชิงไต้ตั้งใจจะเกล้าผมให้ นางกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”เซียวเฉิงสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นเยือก เมื่อเห็นนางสวมเพียงชุดซับ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status