แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์의 모든 챕터: 챕터 1 - 챕터 10

21 챕터

บทที่ 1

เมื่อสามปีก่อนตอนที่นางให้กำเนิดโอรสองค์โต นางก็ไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกเลยแม้แต่น้อย เซียวเฉิงสี่อุ้มเด็กจากไปด้วยตัวเอง ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า“เด็กคนนี้ นับจากนี้ไปคือบุตรชายสายตรงของฮองเฮา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”ตอนนั้นนางยังมีเรี่ยวแรงร้องไห้อ้อนวอน พยายามดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อตามไป แต่กลับถูกนางกำนัลกดตัวเอาไว้แน่นต่อมานางก็ได้เรียนรู้กฎระเบียบ ทุกวันจะไปถวายพระพรที่ตำหนักฮองเฮา เพียงเพื่อจะได้ยินเสียงอ้อแอ้ของลูกผ่านฉากกั้นแรกเริ่มฮ่องเต้ยังทรงอนุญาต แต่ภายหลังฮองเฮากล่าวว่าองค์ชายต้องการการพักผ่อนอย่างสงบ ตั้งแต่นั้นมานางก็ไม่ได้พบหน้าลูกอีกเลยมาบัดนี้ ลูกคนที่สองก็ถูกอุ้มจากไปอีกแล้วนางนอนนิ่งอยู่บนเตียงคลอดที่เปรอะเปื้อน ราวกับซากเปล่ากลวงที่ถูกสูบวิญญาณออกไป แม้แต่น้ำตาก็ยังมิอาจไหลรินยังไม่ทันพ้นช่วงอยู่เดือน กูกูผู้ดูแลจากตำหนักฮองเฮาก็มาแจ้งให้นางไปเข้าเฝ้าถวายพระพรเช้าเย็นตามธรรมเนียมเหวินลิ่งอี๋ฝืนพยุงร่างกายที่ยังไม่หายดีไปจนถึงตำหนักเฟิ่งอี๋ฮองเฮามู่หรงซูกำลังอุ้มหยอกล้อองค์หญิงน้อยอยู่ เมื่อช้อนตาขึ้นเห็นใบหน้าซีดเซียวของนาง มุมปากก็ยกยิ้มบาง ๆ “
더 보기

บทที่ 2

คืนที่บุตรชายคนโตถูกพรากไปเมื่อสามปีก่อน เหวินลิ่งอี๋ก็เคยคิดอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดนางคือบุตรีเพียงคนเดียวของราชครูเหวิน ผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและแตกฉานในตำรามาตั้งแต่เยาว์วัย จนชื่อเสียงความเก่งกาจเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงหากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์จนราชสำนักยังสั่นคลอน และบิดาใช้เหตุผลที่ว่า “ขุนนางบุ๋นควรผูกสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับองค์กษัตริย์” ส่งนางเข้าวังแล้วล่ะก็ นางคงได้แต่งงานกับบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ ร่วมร่ายกวีร่ำสุรา และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอิสระเสรีไปทั้งชาติแล้วการเข้าวังมิใช่สิ่งที่นางปรารถนาเลยสักนิดทว่าในเวลานั้น ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ใช้กำลังทหารรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ราชสำนักยังระส่ำระสาย ใต้หล้ายังไม่สงบร่มเย็นบิดาของนางคือผู้นำแห่งขุนนางฝ่ายบุ๋น การแต่งงานในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพันธมิตรระหว่างสายเลือดกษัตริย์และขุนนาง ดังนั้นนางจึงยอมรับราชโองการแต่โดยดีทว่าในส่วนลึกของหัวใจ กลับมีความคาดหวังอันเร้นลับสายหนึ่งที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อยากจะยอมรับซ่อนอยู่ นั่นเป็นเพราะนางเคยหลงรักเซียวเฉิงสี่จริง ๆชื่นช
더 보기

บทที่ 3

คืนนั้นตอนที่เซียวเฉิงสี่มาเยือน เวลาล่วงเลยจนเกือบจะเข้ายามจื่อแล้วเหวินลิ่งอี๋ที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน เมื่อได้ยินเสียงขาน ก็ต้องหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วลุกขึ้นอีกครั้งชิงไต้ตั้งใจจะเกล้าผมให้ นางกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”เซียวเฉิงสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นเยือก เมื่อเห็นนางสวมเพียงชุดซับในและปล่อยผมสลวย ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย“ฝ่าบาท” เหวินลิ่งอี๋ย่อกายถวายพระพร“ลุกขึ้นเถิด” เขาทรุดตัวลงนั่งริมโต๊ะ รินชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง “ฮองเฮาประทานนามให้องค์หญิงแล้ว ชื่อว่าอันหนิง เราคิดว่าอย่างไรเสียเจ้าก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิด จึงควรมาถามความเห็นจากเจ้าเสียหน่อย”เหวินลิ่งอี๋หลุบตาลงต่ำ “ฮองเฮาทรงเป็นพระมารดาขององค์หญิง พระนามที่พระองค์ประทานให้ย่อมดีเลิศอยู่แล้วเพคะ”มือของเซียวเฉิงสี่ที่กุมจอกชาอยู่บีบแน่นขึ้นถ่านไฟในตำหนักปะทุเสียงดังเป๊าะ“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” เขาวางจอกชาลง “ที่เรามาวันนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง องค์ชายใหญ่ชันษาครบสามปี ถึงวัยที่ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว ฮองเฮาจะเป็นผู้คัดเลือกพระอาจารย์ให้เขาด้วยตนเอง”เหวินลิ่งอี๋รับฟังอย่างเงียบสงบเซียวเฉิงสี
더 보기

บทที่ 4

วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กูกูผู้ดูแลความเรียบร้อยของตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มาถึงแล้วนางกล่าวว่าเมื่อคืนตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากตำหนักซูเฟยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ย่อมเป็นเพราะซูเฟยปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ฮองเฮาจึงต้องการอบรมกฎระเบียบให้แก่ซูเฟยบนทางเดินในวังมีหิมะบาง ๆ กองทับถม ลมหนาวยามเช้าตรู่พัดบาดผิวราวกับใบมีดยามที่เหวินลิ่งอี๋เดินมาถึงลานกว้างหน้าตำหนักเฟิ่งอี๋ ฮองเฮากำลังสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอก กอดเตาพก นั่งประทับอยู่ตรงระเบียงทางเดิน“ซูเฟยรู้ความผิดของตนหรือไม่?” มู่หรงซูเอ่ยปากอย่างเนิบช้าณ ที่แห่งนั้นไม่ได้มีเพียงฮองเฮา แต่ยังมีเหล่าพระสนมที่มาถวายพระพร ตลอดจนเหล่านางกำนัลขันทีที่เดินผ่านไปมา“เมื่อวานซูเฟยล่วงเกินฝ่าบาท ทำให้ฝ่าบาทกริ้ว เป็นความจริงหรือไม่?” ฮองเฮาประทับนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ พลางลูบคลำปลอกเล็บอย่างเนิบช้าเหวินลิ่งอี๋คุกเข่าลง “หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”“มิกล้าหรือ?” ฮองเฮาแค่นหัวเราะเบา ๆ “เหตุใดข้าถึงได้ยินมาว่า เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จออกมาจากตำหนักของเจ้าด้วยสีหน้าย่ำแย่นัก เจ้าในฐานะสนม ไม่เพียงไม่อาจแบ่งเบาความกังวลพระทัย กลับทำให้ฝ่าบาทขุ่น
더 보기

บทที่ 5

“ที่นี่กำลังเอะอะอะไรกัน?!” เสียงตวาดทุ้มต่ำเจือโทสะดังแว่วมาเซียวเฉิงสี่มายืนอยู่ตรงประตูตำหนักตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับจากการว่าราชการช่วงเช้า ซ้ำยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนชุดฉลองพระองค์เลยด้วยซ้ำสายตาของเขากวาดมองเหวินลิ่งอี๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบด้วยพวงแก้มบวมแดง ก่อนจะตวัดไปมองมู่หรงซูที่มีสีหน้าเกรี้ยวกราด หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นมู่หรงซูเปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ขอบตาของนางแดงเรื่อ ขยับเข้าไปกราบทูลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ฝ่าบาท ทอดพระเนตรซูเฟยสิเพคะ! หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนนางเล็กน้อย นางกลับยกราชครูเหวินมาข่มหม่อมฉัน โต้เถียงทุกถ้อยคำ ไร้ซึ่งความสำนึกผิดแม้แต่น้อย! หม่อมฉันบันดาลโทสะชั่ววูบ ถึงได้...”เซียวเฉิงสี่มองดูรอยแผลบนใบหน้าของเหวินลิ่งอี๋ รอยบวมแดงนั้นดูน่าตระหนกยิ่งนักเมื่อทาบทับอยู่บนผิวที่ซีดเซียวหัวใจของเขากระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาอย่างเงียบเชียบทว่าเมื่อเขาหันไปมองดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาของมู่หรงซู แล้วนึกถึงความเสียสละที่นางมอบให้ตน จนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียความสามารถในการตั้งครรภ์ ความ
더 보기

บทที่ 6

ก่อนออกเดินทาง เซียวเฉิงสี่แวะมาที่ตำหนักฉางซิ่นเหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่ในลานตำหนัก เมื่อเห็นเขามาจึงลุกขึ้นถวายพระพร“เราจะไปเขาซีซานสักสองสามวัน เจ้า... พักฟื้นร่างกายให้ดีเถอะ”เขามองใบหน้าที่ยังคงบวมช้ำของนาง คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป“หม่อมฉันน้อมส่งเสด็จเพคะ”เซียวเฉิงสี่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กออกมาจากแขนเสื้อ “นี่คือยาลดรอยช้ำ เจ้าเอาไปทาเสีย”เหวินลิ่งอี๋รับเอาไว้โดยไม่ได้สบตาเขา “ขอบพระทัยเพคะ”เขาจากไปแล้วเหวินลิ่งอี๋กำขวดกระเบื้องเคลือบไว้แน่น กระทั่งเสียงขบวนเสด็จห่างไกลออกไปจนไม่ได้ยินแล้ว นางจึงยอมคลายมือออกขวดกระเบื้องร่วงหล่นลงพื้นจนแตกกระจาย เนื้อยาหกเลอะเทอะไปทั่ว“พระสนม!” ชิงไต้ร้องอุทานด้วยความตกใจ“กวาดทิ้งไปเถิด” เหวินลิ่งอี๋หันหลังเดินกลับเข้าห้องสามวันต่อมา ภายในวังก็เริ่มมีข่าวลือแพร่สะพัดบ้างก็ว่า ก่อนที่ซูเฟยจะเข้าวังนั้นนางมีชายในดวงใจอยู่แล้ว เป็นถึงคุณชายรูปงามผู้หนึ่ง ทั้งสองเคยแลกเปลี่ยนบทกวีแทนใจกันมาก่อนหากมิใช่เพราะมีราชโองการสายฟ้าแลบลงมา พวกเขาคงได้ครองคู่ก
더 보기

บทที่ 7

ค่ายที่ประทับชั่วคราวเขาซีซานห่างจากเมืองหลวงถึงสามร้อยลี้ เซียวเฉิงสี่ควบม้าตะบึงอย่างบ้าคลั่ง เขาทิ้งราชรถไว้เบื้องหลัง นำเพียงองครักษ์คนสนิทหลายสิบนายเร่งรุดเดินทางตลอดทั้งคืนยามที่มาถึงประตูวัง ท้องฟ้ายังไม่ทันสางดี ทิศทางของตำหนักฉางซิ่นยังคงมีควันดำลอยกรุ่น อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นไหม้เกรียมเขามุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักฉางซิ่นไฟถูกดับลงแล้ว ตำหนักรองถูกเผาผลาญจนเหลือเพียงโครงไม้ดำเป็นตอตะโก คานเสาบางจุดยังคงมีควันขาวลอยกรุ่นเหล่านางกำนัลและขันทีคุกเข่าหมอบกราบอยู่เต็มลาน สั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว“คนเล่า?” เซียวเฉิงสี่น้ำเสียงแหบพร่า สายตากวาดมองไปทั่วซากปรักหักพังหัวหน้าขันทีตัวสั่นเทาขณะก้าวออกมาข้างหน้า “ฝ่าบาท... เพลิงโหมกระหน่ำรุนแรงนัก กว่าจะพบเห็น ตำหนักรองก็...”“เราถามพวกเจ้าว่าคนอยู่ที่ไหน!” เซียวเฉิงสี่ยกเท้าถีบขันทีที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าจนล้มกลิ้ง “พวกเจ้าล้วนหนีรอดออกมาได้ แล้วเหตุใดซูเฟยถึงออกมาไม่ได้?!”ขันทีผู้นั้นถูกถีบจนกระอักเลือด ได้แต่หมอบราบกับพื้นไม่กล้าส่งเสียงนางกำนัลน้อยที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังร้องไห้เสียงสั่น “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตด้วยเพคะ เมื่อคืนฮ
더 보기

บทที่ 8

“แม้นต้องถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ก็มิอาจนึกละอาย”ยามที่นางเขียนประโยคนี้ลงไป ในใจรู้สึกเช่นไรกัน? นางล่วงรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วหรือว่าจะต้องถูกทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย แต่ก็ยังกอดเก็บความดื้อรั้นอันต่ำต้อยที่ว่า “มิอาจนึกละอายใจ” เอาไว้อีกหรือ?คืนนั้นที่เขาเอ่ยว่า “เรากับฮองเฮามีคำสาบานต่อกันมาก่อน” ยามที่นางได้ยินคำพูดนั้น พร้อมกับมองดูภาพวาดนี้ ในใจของนางจะเจ็บปวดรวดร้าวถึงเพียงใด?“ฝ่าบาท...”มู่หรงซูใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ก้าวเข้าไปหมายจะดึงแขนเสื้อของเขา “หม่อมฉันไม่ทราบว่าในภาพวาดนี้คือ...”“เจ้าไม่รู้หรือ?”เซียวเฉิงสี่สะบัดมือของนางออกอย่างแรง หันกลับมาจ้องมองนางด้วยดวงตาที่แดงก่ำ “มู่หรงซู เจ้าดูภาพวาดนี้สิ! ดูตัวอักษรพวกนี้! ทำเรื่องบัดสีในวังหลวงอันใดกัน? นี่คือเรา!”เขาปาภาพวาดใส่หน้านางอย่างแรง “เจ้าบอกเรามาสิ การที่นางซ่อนภาพวาดของเราไว้ แล้วเฝ้ามองเช้าค่ำ มันเป็นความผิดอันใด?!”มู่หรงซูซวนเซถอยหลัง ริมฝีปากสั่นระริก “หม่อมฉันเพียงแต่ได้ยินข่าวลือจากพวกนางกำนัล...”“ข่าวลือรึ?” เซียวเฉิงสี่แค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นย่ำแย่ยิ่งกว่าเสียงร้องไห้ “เพียงเพราะข่าวล
더 보기

บทที่ 9

เซียวเฉิงสี่นำภาพวาดนั้นกลับมายังตำหนักเฉียนชิงเขาสั่งให้คนจุดโคมไฟในตำหนักเพิ่มขึ้นอีกหลายดวง แล้วนำภาพวาดนั้นไปแขวนไว้ในจุดที่สะดุดตาที่สุดของห้องบรรทมแม่ทัพหนุ่มในภาพวาดกำลังควบม้าเหลียวหลัง นัยน์ตาคมกริบ องอาจห้าวหาญ—นั่นคือตัวเขาเมื่อสามปีก่อน และเป็นเขาในสายตาของนางทว่าบัดนี้ เขาสวมฉลองพระองค์ลายมังกรประทับอยู่บนบัลลังก์อันหนาวเหน็บ กลับไม่อาจตามหาประกายชีวิตชีวาเช่นในภาพวาดนั้นพบอีกเลยเขาไล่ข้ารับใช้ถอยออกไปจนหมด แล้วนั่งอยู่ใต้แสงโคมเพียงลำพัง ทอดพระเนตรภาพวาดนั้นมองไปมองมา ภาพเบื้องหน้าก็พลันพร่าเลือนเขาหวนนึกถึงเรื่องราวมากมายนึกถึงตอนที่นางเพิ่งเข้าวังมาใหม่ ๆ นางยังคงเด็ดดอกเหมยในอุทยานหลวงมาปักแจกัน พูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน แอบลอบมองเขาในงานเลี้ยงของวังหลวง และรีบหลบตาเป็นพัลวันเมื่อถูกเขาจับได้นึกถึงตอนที่นางตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก นางลูบหน้าท้องอย่างทะนุถนอม นัยน์ตาทอประกายระยิบระยับ เอ่ยถามเขาว่า “ฝ่าบาทหวังให้เป็นพระโอรสหรือพระธิดาเพคะ?”แล้วตอนนั้นเขาตอบกลับไปว่าอย่างไร?เขาตอบว่า “ฮองเฮาทรงโปรดพระโอรส หากเป็นพระโอรสก็คงจะดี”ประกายในตา
더 보기

บทที่ 10

ชานเมืองหลวง เรือนพักตระกูลเหวินยามดึกสงัดไร้สรรพเสียง ทว่าภายในห้องหนังสือกลับยังมีแสงตะเกียงสว่างไสวเหวินจ้งชิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ ทอดสายตามองบุตรสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้า นัยน์ตาที่มักจะเฉียบขาดอยู่เป็นนิจ บัดนี้กลับอัดแน่นไปด้วยความเจ็บปวดและกรุ่นโกรธเหวินลิ่งอี๋สวมอาภรณ์สีเรียบ บนใบหน้าไร้รอยบวมแดงแล้ว แต่ยังคงซีดเซียว ร่างกายบอบบางราวกับสายลมพัดผ่านก็พร้อมจะปลิวล้มแม้แผลโบยที่แผ่นหลังจะใส่ยาทำแผลแล้ว ทว่ายามขยับตัวก็ยังคงเห็นได้ชัดถึงความแข็งเกร็ง“ท่านพ่อ” นางเอ่ยเรียกเสียงแผ่วเหวินจ้งชิงลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาตรงหน้านาง ยกมือขึ้นหมายจะลูบใบหน้านั้น ทว่ากลับชะงักค้างอยู่กลางอากาศมือคู่นี้เคยตวัดกวัดแกว่งชี้นำเหล่าขุนนาง สั่งการกำหนดชะตาแว่นแคว้นในราชสำนัก แต่ยามนี้กลับสั่นสะท้าน กระทั่งจะแตะต้องบุตรสาวยังไม่กล้า“เป็นความผิดของพ่อเอง” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า “เป็นเพราะปีนั้นพ่อส่งเจ้าเข้าวัง คิดว่าจะปกป้องเจ้าได้ คิดว่าอย่างน้อยฝ่าบาทก็คงจะเห็นแก่หน้าพ่อ แล้วดีต่อเจ้าบ้าง”เขาหลับตาลง “เป็นพ่อที่ไร้เดียงสาเกินไป”“ไม่โทษท่านพ่อหรอกเจ้าค่ะ”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างเรี
더 보기
이전
123
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status