Share

บทที่ 5

Penulis: อาวรณ์อาภรณ์สีชาด
“ที่นี่กำลังเอะอะอะไรกัน?!” เสียงตวาดทุ้มต่ำเจือโทสะดังแว่วมา

เซียวเฉิงสี่มายืนอยู่ตรงประตูตำหนักตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับจากการว่าราชการช่วงเช้า ซ้ำยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนชุดฉลองพระองค์เลยด้วยซ้ำ

สายตาของเขากวาดมองเหวินลิ่งอี๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบด้วยพวงแก้มบวมแดง ก่อนจะตวัดไปมองมู่หรงซูที่มีสีหน้าเกรี้ยวกราด หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น

มู่หรงซูเปลี่ยนสีหน้าในชั่วพริบตา ขอบตาของนางแดงเรื่อ ขยับเข้าไปกราบทูลด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ฝ่าบาท ทอดพระเนตรซูเฟยสิเพคะ! หม่อมฉันเพียงแค่สั่งสอนนางเล็กน้อย นางกลับยกราชครูเหวินมาข่มหม่อมฉัน โต้เถียงทุกถ้อยคำ ไร้ซึ่งความสำนึกผิดแม้แต่น้อย! หม่อมฉันบันดาลโทสะชั่ววูบ ถึงได้...”

เซียวเฉิงสี่มองดูรอยแผลบนใบหน้าของเหวินลิ่งอี๋ รอยบวมแดงนั้นดูน่าตระหนกยิ่งนักเมื่อทาบทับอยู่บนผิวที่ซีดเซียว

หัวใจของเขากระตุกวูบ ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ

ทว่าเมื่อเขาหันไปมองดวงตาที่เอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาของมู่หรงซู แล้วนึกถึงความเสียสละที่นางมอบให้ตน จนต้องเผชิญกับความเจ็บปวดจากการสูญเสียความสามารถในการตั้งครรภ์ ความเจ็บปวดเล็ก ๆ ในใจนั้นก็ถูกกดข่มลงไปอีกครา

เขาไม่อาจหักหน้าฮองเฮาต่อหน้าธารกำนัล อันจะเป็นการบั่นทอนอำนาจและบารมีของนางได้

ดังนั้น เขาจึงหันไปมองเหวินลิ่งอี๋ น้ำเสียงเย็นชาและแข็งกร้าว “ซูเฟย เจ้าตระหนักถึงความผิดของตนหรือไม่? ฮองเฮาปกครองหกตำหนัก การอบรมสั่งสอนเหล่าสนมถือเป็นหน้าที่ของนาง เจ้ากล่าววาจาล่วงเกิน ตีตนเสมอหน้า และทำให้ฮองเฮาพิโรธ สมควรรับโทษสถานใด?”

เหวินลิ่งอี๋ค่อย ๆ ช้อนสายตาขึ้นมองเขา

สายตานั้นเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งบนพื้น และแหลมคมยิ่งกว่าสายลมหนาวในยามนี้ มันทิ่มแทงทะลุเข้าไปในก้นบึ้งดวงตาของเซียวเฉิงสี่โดยตรง

ปราศจากความเคียดแค้น ปราศจากการวิงวอนขอร้อง มีเพียงความกระจ่างแจ้งอันว่างเปล่าเท่านั้น

เหวินลิ่งอี๋ค่อย ๆ โน้มตัวลง นำหน้าผากแนบชิดกับพื้นอันเย็นเฉียบ น้ำเสียงของนางราบเรียบเสียจนน่ากลัว “หม่อมฉัน...ยอมรับผิดเพคะ สุดแท้แต่ฝ่าบาทและฮองเฮา...จะทรงลงอาญา”

คำว่า “ลงอาญา” สองคำนั้นช่างเบาหวิว ทว่ากลับกระแทกใจของเซียวเฉิงสี่ราวกับค้อนเหล็กหนักอึ้ง

จู่ ๆ เขาก็หวนนึกถึงคำพูดของนางเมื่อคืนนี้

“ฝ่าบาทสามารถรับพระสนมเพิ่มได้อีกเพคะ”

เปลวเพลิงไร้นามในใจพลันปะทุขึ้นมาอีกระลอก

เขาหลับตาลง เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็กลับมาสวมมาดฮ่องเต้ผู้เย็นชาดังเดิม “ซูเฟยวาจากริยาไม่เหมาะสม ล่วงเกินตำหนักกลาง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ย้ายไปอยู่ที่ตำหนักฉางซิ่น ปิดประตูสำนึกผิด หากไม่มีราชโองการห้ามก้าวออกมาเป็นอันขาด”

ตำหนักฉางซิ่นตั้งอยู่ ณ มุมที่ห่างไกลที่สุดของหกตำหนักตะวันตก ร้างผู้คนมาเนิ่นนาน แทบจะไม่ต่างอะไรกับตำหนักเย็น

แววตาของมู่หรงซูฉายประกายความสะใจวาบหนึ่ง

เหวินลิ่งอี๋โขกศีรษะ “ขอบพระทัยฝ่าบาทในพระมหากรุณาธิคุณเพคะ”

เซียวเฉิงสี่มองดูแผ่นหลังของนางที่หมอบกราบอยู่บนพื้น ความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาอย่างกะทันหัน

เขาสะบัดแขนเสื้อ “กลับ!”

ขบวนเสด็จเคลื่อนคล้อยห่างออกไป

เหวินลิ่งอี๋ค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน หัวเข่าปวดร้าวลึกถึงกระดูก

ชิงไต้ปรี่เข้ามาประคองนาง น้ำตาร่วงหล่นลงมาเป็นสาย

“พระสนม พวกเรากลับตำหนักกันเถิดเพคะ...”

“อืม” น้ำเสียงของเหวินลิ่งอี๋แผ่วเบายิ่งนัก “เก็บข้าวของ ย้ายตำหนัก”

ตำหนักฉางซิ่นทรุดโทรมมากจริง ๆ

ลานกว้างเต็มไปด้วยหญ้ารกชัฏ ภายในตำหนักก็มีหยากไย่เกาะอยู่ทุกหนทุกแห่ง

ชิงไต้พานางกำนัลขันทีเก็บกวาดอยู่ตลอดทั้งวัน กว่าจะพอให้คนอยู่อาศัยได้บ้าง

ยามค่ำคืน ชิงไต้ประคบใบหน้าให้เหวินลิ่งอี๋

เหวินลิ่งอี๋จ้องมองใบหน้าที่บวมเป่งในกระจกทองเหลือง ซีกหน้าด้านหนึ่งบวมแดง มุมปากมีสะเก็ดเลือดเกาะอยู่ ช่างดูอนาถใจยิ่งนัก

ทว่าดวงตาของนางกลับนิ่งสงบ สงบเงียบราวกับท้องทะเลก่อนพายุหิมะจะโหมกระหน่ำ

“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าหลายปีมานี้ ข้าอดกลั้นและยอมจำนนมากเกินไปหรือเปล่า?”

ชิงไต้ชะงักงันไป

“ท่านพ่อสอนให้ข้าใช้ความอ่อนโยนสยบความแข็งกร้าว สอนให้ข้าเห็นแก่ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”

น้ำเสียงของเหวินลิ่งอี๋เบาหวิว คล้ายกำลังรำพึงรำพันกับตนเอง “ข้าอดทนมาถึงสามปี ทนจนกระทั่งลูกถูกอุ้มจากไป ทนจนต้องคุกเข่ากลางหิมะรับความอัปยศ ทนมาจนถึงการตบหน้าในวันนี้...”

นางหันหน้าไปมองชิงไต้ “แต่แล้วข้าได้อะไรกลับมาบ้าง?”

ชิงไต้อึ้งงัน มองแววตาอันแปลกตาของเจ้านายในกระจก หัวใจพลันบีบรัดแน่นอย่างไม่มีสาเหตุ “พระสนมทำเพื่อนายท่าน ทำเพื่อส่วนรวมนะเพคะ...”

“เพื่อท่านพ่อ เพื่อส่วนรวมงั้นหรือ...”

เหวินลิ่งอี๋ทวนคำเสียงแผ่ว ปลายนิ้วลากผ่านผิวหน้ากระจกอันเย็นเฉียบ “ดังนั้นจึงต้องยอมเป็นเนื้อบนเขียงตลอดไป ปล่อยให้ผู้คนเชือดเฉือนตามใจชอบ แม้แต่ลูกของตนเองยังปกป้องไว้ไม่ได้ กระทั่งชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของท่านพ่อก็ยังต้องถูกคนเหยียบย่ำย่ำยีตามอำเภอใจอย่างนั้นหรือ?”

นางดึงนิ้วกลับมา ปลายนิ้วเย็นเยียบ

“ความอดทนยอมจำนน แลกมาได้เพียงการหยามหมิ่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการลิดรอนแย่งชิงที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

นางหันกลับไปมองชิงไต้ ในดวงตามีบางสิ่งกำลังแตกสลาย และก่อตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

“ไปยกหีบไม้จันทน์แดงใบนั้นของข้ามาที”

หีบใบนั้นเป็นหนึ่งในสินเดิมที่นำติดตัวจากจวนสกุลเหวินเข้ามาในวัง และถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของมาโดยตลอด

ชิงไต้ยกมาให้แล้วเปิดออก ภายในมีข้าวของเก่า ๆ อยู่บ้าง ทั้งหนังสือสองสามเล่ม ปึกบทกวี และตราประทับอีกสองสามอัน

ที่ก้นหีบล่างสุด มีภาพวาดม้วนหนึ่งวางอยู่

เหวินลิ่งอี๋หยิบภาพวาดนั้นออกมา คลี่คลายลงบนโต๊ะอย่างเชื่องช้า

ภาพวาดนั้นคือแม่ทัพหนุ่มควบม้าย่ำหิมะ ซึ่งก็คือเซียวเฉิงสี่ยามมีชัยชนะกลับมาเมื่อสามปีก่อน

นี่คือภาพที่นางวาดขึ้นในคืนก่อนหน้าที่จะเข้าวัง

ยามนี้เมื่อได้มองดูอีกครา กลับรู้สึกน่าขันเสียเหลือเกิน

นางเดินไปที่โต๊ะหนังสือ กางกระดาษและฝนหมึก จับพู่กันเขียนตัวอักษรลงบนภาพวาด

ตัวอักษรนั้นเล็กมาก มันถูกเขียนไว้ตรงชายเสื้อของคนในภาพ หากไม่สังเกตให้ดีก็มองไม่ออก

เหวินลิ่งอี๋เป่ารอยหมึกให้แห้งเบา ๆ ก่อนจะม้วนภาพกลับดังเดิม แล้วส่งคืนให้ชิงไต้ “เก็บเอาไว้เถิด ระวังให้ดี อย่าให้เปรอะเปื้อนหรือเสียหาย”

ชิงไต้ได้แต่งุนงงสับสน

“เก็บรักษาไว้ให้ดี” เหวินลิ่งอี๋ทอดสายตามองความมืดมิดของราตรีกาลนอกหน้าต่าง แววตาลึกล้ำยาวไกล “วันข้างหน้ายังมีเวลาที่ต้องได้ใช้มัน”

สายตานั้นทำให้ชิงไต้ใจสั่นขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“พระสนม ท่านวางแผนจะ...”

“ไม่ได้วางแผนอะไรทั้งนั้น” เหวินลิ่งอี๋ลุกขึ้นยืน เดินไปที่ริมหน้าต่าง “ฝ่าบาทจะเสด็จไปตรวจพลที่เขาซีซานเมื่อใด?”

“อีกสามวันเพคะ”

“ดี” นางจ้องมองกิ่งไม้แห้งกรังนอกหน้าต่าง “เจ้าไปจัดการเรื่องเรื่องหนึ่งให้ข้าที”

ในคืนนั้น เหวินลิ่งอี๋ให้ชิงไต้ลอบออกจากวังไปอย่างเงียบ ๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    “ข้าได้ยินมาว่า... เขาตายแล้ว”มู่หรงซูพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมที่พังยับเยิน “ตอนที่ตาย... เขาเรียกชื่อเจ้า”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบห้าปีมานี้... ข้าใช้ชีวิตมาอย่างไร?”มู่หรงซูจ้องเขม็งไปที่นาง “ข้ามองดูเจ้าก้าวขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว มองดูโอรสของเจ้าได้เป็นรัชทายาท มองดูเจ้าได้เป็นไทเฮา... ส่วนข้ากลับต้องมานอนเน่าตายอยู่ที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง!”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ” เหวินลิ่งอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?”มู่หรงซูกรีดร้องหัวเราะลั่น “ใช่! ข้าสมควรได้รับมัน! ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! แล้วเจ้าเล่า? เหวินลิ่งอี๋ สิบห้าปีมานี้ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”เหวินลิ่งอี๋มองนาง “สำคัญด้วยหรือ?”“สำคัญสิ!” มู่หรงซูเค้นเสียงแหบพร่า “ข้าอยากรู้ ถึงข้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป! ตำแหน่งไทเฮาของเจ้าอาจจะดูยิ่งใหญ่สว่างไสว แต่ในใจเจ้าเล่า? คนที่เจ้าเคยรักกลับชิงชังเจ้า คนที่เจ้าเกลียดชังก็ตายจากไปแล้ว ชาตินี้เจ้าถูกลิขิตให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง!”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไปเ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 20

    ข่าวการเสด็จกลับวังของเหวินลิ่งอี๋เปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์ที่ทิ้งลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั่วทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง วังหลังโกลาหลวุ่นวายทว่าเซียวเฉิงสี่กลับใช้ไม้แข็งปราบปรามทุกข้อกังขาจนหมดสิ้นเขากล่าวว่า ในอดีตฮองเฮาถูกคนชั่วปองร้าย จึงจำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดบัดนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว ย่อมสมควรไปรับตัวนางกลับคืนสู่วังหลวงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งนั่นก็เพราะฮองเฮาที่ถูกปลดอย่างนางมู่หรงยังคงถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็น ส่วนนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนถูกประหารชีวิตจนสิ้นไม่มีใครหน้าไหนอยากกลายเป็นศพรายต่อไปเหวินลิ่งอี๋ย้ายกลับเข้ามาประทับในตำหนักฉางชุนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ในสภาพเดิม เพียงแต่มีร่องรอยของเด็กน้อยสองคนเพิ่มเข้ามา ทั้งม้าไม้ของเซียวอวี้ และกลองป๋องแป๋งของหวยจิ่น วางระเกะระกะอยู่ตามมุมต่าง ๆ ภายในตำหนักในวันแรกที่นางกลับมา เซียวอวี้หลบซ่อนตัวอยู่หลังแม่นม พลางชำเลืองมองนางด้วยท่าทีหวาดกลัว“อวี้เอ๋อร์” เซียวเฉิงสี่ย่อตัวลง ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเสด็จแม่ของเจ้า”เด็กน้อยกะ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 19

    พิธีสถาปนารัชทายาทกำหนดจัดขึ้นในวันชิวเฟินในวันนั้น ขุนนางทั้งปวงต่างมาเข้าเฝ้าถวายพระพร ทวยราษฎรล้วนเฝ้าชมพิธีการเซียวอวี้ในวัยสามชันษาสวมฉลองพระองค์ชุดรัชทายาทสีเหลืองซิ่ง มีเซียวเฉิงสี่จูงมือพาเดินขึ้นบันไดหยกขาวหน้าตำหนักไท่เหอไปทีละก้าวแม้เด็กน้อยจะยังเยาว์วัย ทว่ากลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง หว่างคิ้วและแววตาทอประกายสงบนิ่งเกินวัยเซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรพระโอรส จู่ ๆ ก็ทรงนึกถึงเหวินลิ่งอี๋ขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนนางเหลือเกินหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็เป็นงานเลี้ยงในวังหลวงเสียงดนตรีบรรเลงร่ายรำเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างดื่มกินชนจอกสุรากันอย่างรื่นเริงเซียวเฉิงสี่ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทอดพระเนตรภาพความอึกทึกครึกครื้นกลางโถงตำหนัก ทว่าในใจกลับว่างเปล่าอ้างว้างเขารำลึกถึงช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เหวินลิ่งอี๋ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประมุขของเหล่าพระสนม นั่งชมการร่ายรำและฟังเสียงดนตรีอยู่อย่างเงียบสงบในเวลานั้น เขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองนางให้มากสักนิดมาบัดนี้เมื่อนึกอยากจะมอง คนกลับไม่อยู่เสียแล้วสามวันหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เหวินลิ่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 18

    “แล้วจากนั้นเล่า?”“จากนั้น ข้าจะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างชอบธรรม”เหวินลิ่งอี๋มองบิดา “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ในวันหน้าย่อมเป็นของบุตรชายข้า และเป็นของตระกูลเหวิน หากข้าไม่แก่งแย่ง หรือจะต้องยอมยกให้พวกเศษเดนของตระกูลมู่หรงกัน? ยกให้พระสนมคนอื่น ๆ ที่อาจจะโผล่มาในภายภาคหน้าหรือ?”เหวินจ้งชิงสะท้านไปทั้งหัวใจ“ดังนั้นที่ท่านถามว่าข้าคิดทบทวนดีแล้วหรือไม่”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถอยเพียงก้าวเดียวก็คือหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง หากก้าวต่อไป อาจจะยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางรอดมาได้”“เช่นนั้นทางรอดของเจ้า อยู่ในวังอย่างนั้นหรือ?”“ทางรอดของข้า อยู่ในมือของข้าเอง” เหวินลิ่งอี๋แย้มยิ้ม “ในวังหรือนอกวัง มีอันใดต่างกันหรือ? ขอเพียงมีอวี้เอ๋อร์ ขอเพียงตระกูลเหวินยังคงอยู่ ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนมีชีวิตที่ดีได้ทั้งสิ้น”นางเดินไปเบื้องหน้าบิดา ย่อกายลงและกุมมือเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่โปรดเชื่อข้าเถิด ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเนื้อบนเขียงให้ผู้ใดมาสับโขกตามอำเภอใจอีกแล้ว”เหวินจ้งชิงมองเปลวเพลิงอันเย็นเยียบที่ลุกโชนอยู่ในแววตาของบุต

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 17

    ยามที่ข่าวการปลดฮองเฮาส่งมาถึงเรือนพัก เหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่กลางลานเรือนชิงไต้ถือจดหมายลับกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความปีติที่ปิดไม่มิด “พระสนม ข่าวส่งมาจากในวังเพคะ…ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาแล้ว! นางมู่หรงถูกถอดยศเป็นสามัญชน และถูกสั่งขังในตำหนักเย็นแล้วเพคะ!”ม้วนตำราในมือของเหวินลิ่งอี๋ยังคงนิ่งสนิท นางเพียงปรายตาขึ้นเล็กน้อย “อืม”ชิงไต้ชะงักไป “พระสนม...ไม่ดีใจหรือเพคะ?”“ดีใจสิ” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดข้าจะไม่ดีใจเล่า?”ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับไร้ซึ่งวี่แววของความปีติยินดีอย่างแท้จริงชิงไต้มีท่าทีลังเล “พระสนม เช่นนี้ก็ดีแล้วนะเพคะ องค์ชายองค์น้อยกับองค์หญิงจะได้เรียกท่านว่าท่านแม่ได้อย่างเปิดเผยเสียที รออีกสักระยะ ให้เรื่องราวซาลงไปก่อน บางทีท่านอาจจะยังสามารถ...”“ยังสามารถอันใดอีก?” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยขัดขึ้น “กลับวังหรือ? กลับไปเป็นพระสนมของเขาต่องั้นหรือ?”ชิงไต้ถึงกับพูดไม่ออกเหวินลิ่งอี๋ปิดตำราลง ทอดสายตามองกองหิมะที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวในที่ไกลตา“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าข้าชนะแล้วหรือ?”“ย่อมต้องชนะแล้วสิเพคะ!” ชิงไต้เอ่ยอย่าง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 16

    สามวันต่อมา ในที่สุดเหวินจ้งชิงก็ “หายป่วย” และเข้าวังในที่สุดเซียวเฉิงสี่ให้เขาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงไม่ได้พบกันเพียงครึ่งเดือน ราชครูผู้นี้กลับมีผมหงอกที่จอนเพิ่มขึ้นมาก นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูซูบเซียวอิดโรยเซียวเฉิงสี่มองเขา ความรู้สึกผิดในใจยิ่งทวีความรุนแรง“ราชครูโปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถิด” เขาเป็นผู้รินชาด้วยตัวเอง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหวินจ้งชิงเหวินจ้งชิงกล่าวขอบพระทัย แต่กลับไม่แตะต้องถ้วยชานั้นเลย“ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมเข้าวัง ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวเฉิงสี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เราแต่งตั้งย้อนหลังให้ลิ่งอี๋เป็นฮองเฮา และให้ย้ายไปฝังที่สุสานหลวง ราชครูทราบเรื่องแล้วใช่หรือไม่?”“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเหวินจ้งชิงราบเรียบ “กระหม่อมขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแทนบุตรสาวด้วย”“เรา...” เซียวเฉิงสี่ชะงักไป “เราอยากรู้เรื่องของนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนที่นางจะเข้าวัง... นางเป็นคนอย่างไรหรือ?”เหวินจ้งชิงช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ฝ่าบาทอยากทรงสดับเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น” เซ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 6

    ก่อนออกเดินทาง เซียวเฉิงสี่แวะมาที่ตำหนักฉางซิ่นเหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่ในลานตำหนัก เมื่อเห็นเขามาจึงลุกขึ้นถวายพระพร“เราจะไปเขาซีซานสักสองสามวัน เจ้า... พักฟื้นร่างกายให้ดีเถอะ”เขามองใบหน้าที่ยังคงบวมช้ำของนาง คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป“หม่อมฉันน้อมส่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 4

    วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กูกูผู้ดูแลความเรียบร้อยของตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มาถึงแล้วนางกล่าวว่าเมื่อคืนตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากตำหนักซูเฟยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ย่อมเป็นเพราะซูเฟยปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ฮองเฮาจึงต้องการอบรมกฎระเบียบให้แก่ซูเฟยบนทางเดินในวังมีหิมะบาง ๆ กองทับถม ลมหนาวยา

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 3

    คืนนั้นตอนที่เซียวเฉิงสี่มาเยือน เวลาล่วงเลยจนเกือบจะเข้ายามจื่อแล้วเหวินลิ่งอี๋ที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน เมื่อได้ยินเสียงขาน ก็ต้องหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วลุกขึ้นอีกครั้งชิงไต้ตั้งใจจะเกล้าผมให้ นางกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”เซียวเฉิงสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นเยือก เมื่อเห็นนางสวมเพียงชุดซับ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 2

    คืนที่บุตรชายคนโตถูกพรากไปเมื่อสามปีก่อน เหวินลิ่งอี๋ก็เคยคิดอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดนางคือบุตรีเพียงคนเดียวของราชครูเหวิน ผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและแตกฉานในตำรามาตั้งแต่เยาว์วัย จนชื่อเสียงความเก่งกาจเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวงหากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์จนราชสำนักยัง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status