Share

บทที่ 2

Author: อาวรณ์อาภรณ์สีชาด
คืนที่บุตรชายคนโตถูกพรากไปเมื่อสามปีก่อน เหวินลิ่งอี๋ก็เคยคิดอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด

นางคือบุตรีเพียงคนเดียวของราชครูเหวิน ผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยรูปโฉมและแตกฉานในตำรามาตั้งแต่เยาว์วัย จนชื่อเสียงความเก่งกาจเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง

หากมิใช่เพราะฮ่องเต้พระองค์ใหม่เพิ่งขึ้นครองราชย์จนราชสำนักยังสั่นคลอน และบิดาใช้เหตุผลที่ว่า “ขุนนางบุ๋นควรผูกสัมพันธ์เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับองค์กษัตริย์” ส่งนางเข้าวังแล้วล่ะก็ นางคงได้แต่งงานกับบัณฑิตหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ ร่วมร่ายกวีร่ำสุรา และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและอิสระเสรีไปทั้งชาติแล้ว

การเข้าวังมิใช่สิ่งที่นางปรารถนาเลยสักนิด

ทว่าในเวลานั้น ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ใช้กำลังทหารรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ราชสำนักยังระส่ำระสาย ใต้หล้ายังไม่สงบร่มเย็น

บิดาของนางคือผู้นำแห่งขุนนางฝ่ายบุ๋น การแต่งงานในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งพันธมิตรระหว่างสายเลือดกษัตริย์และขุนนาง ดังนั้นนางจึงยอมรับราชโองการแต่โดยดี

ทว่าในส่วนลึกของหัวใจ กลับมีความคาดหวังอันเร้นลับสายหนึ่งที่แม้แต่ตัวนางเองก็ไม่อยากจะยอมรับซ่อนอยู่ นั่นเป็นเพราะนางเคยหลงรักเซียวเฉิงสี่จริง ๆ

ชื่นชมแม่ทัพหนุ่มผู้หวนคืนจากชายแดนเหนือ วีรบุรุษผู้ปราบปรามกบฏจนราบคาบ ผู้ซึ่งยืนหยัดอย่างสง่างามผ่าเผยอยู่กลางท้องพระโรงเพื่อรับการคารวะจากเหล่าขุนนาง

นางก้าวเข้าสู่ตำหนักในด้วยความคาดหวังอันเงียบงัน หลงคิดไปว่าอย่างน้อยก็คงจะได้รับความจริงใจกลับมาบ้าง

จวบจนกระทั่งตอนที่ตั้งครรภ์ได้สี่เดือน นางกลับบังเอิญได้ยินเซียวเฉิงสี่ตรัสกับฮองเฮาที่หลังภูเขาจำลองในอุทยานหลวงว่า

“อาซูวางใจเถิด ในใจของเรามีเพียงเจ้าผู้เดียว นางเหวินผู้นั้นเป็นเพียงเครื่องมือสืบสายเลือดให้ราชวงศ์เท่านั้น รอให้เด็กคลอดออกมาเมื่อใด ก็ค่อยอุ้มมาให้เจ้าเลี้ยงดูในฐานะลูกของเจ้าก็แล้วกัน”

ถ้อยคำเหล่านั้นกรีดลึกราวกับคมมีด กรีดกระชากทำลายภาพฝันทั้งหมดของนางจนย่อยยับ

คืนนั้นนางนั่งเหม่อลอยอยู่ในตำหนักจนย่ำรุ่ง โดยไม่มีน้ำตาไหลรินออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว

ที่แท้นางก็ไม่ได้แต่งงานกับวีรบุรุษ แต่กลับกลายเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง เป็นเพียงแค่ภาชนะรองรับสายเลือด

นางเคยคิดอยากจะตายให้พ้น ๆ ไป ทว่าในยามนั้นใต้หล้าเพิ่งจะสงบลงได้ไม่นาน ราชสำนักก็ยังไม่มั่นคงนัก

หากนางปลิดชีพตนเอง การที่พระสนมฆ่าตัวตายถือเป็นความผิดมหันต์ ซึ่งจะพลอยทำให้บิดาต้องเดือดร้อนไปด้วย

หรือหากนางแสร้งตายเพื่อหลบหนี ก็จะเป็นการทรยศต่อความเหนื่อยยากของบิดา กว่าจะสร้างความปรองดองระหว่างกษัตริย์และขุนนางเพื่อแผ่นดินนี้มาได้

นางจึงทำได้เพียงทนฝืนมีชีวิตอยู่ต่อไปในวังหลวงอันลึกล้ำแห่งนี้

ความหวังเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละวัน คือยามที่ไปถวายพระพรที่ตำหนักของฮองเฮา นางจะได้ยินเสียงอ้อแอ้ของลูกน้อยลอดผ่านฉากกั้นออกมา

ขอเพียงได้เห็นแค่เงาลาง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้นางมีแรงหยัดยืนต่อไปได้อีกวัน

จวบจนบัดนี้ เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปถึงสามปีแล้ว

ธิดาองค์เล็กก็คลอดออกมาแล้ว บุตรทั้งสองต่างกลายเป็นโอรสธิดาสายตรงของฮองเฮา

ใต้หล้าสงบร่มเย็น ราชสำนักมั่นคงเป็นปึกแผ่น

หมากทางการเมืองอย่างนางได้ถูกใช้งานจนคุ้มค่า และทิ้งสายเลือดสืบสกุลให้กับราชวงศ์แล้ว

ในที่สุดก็ถึงเวลาที่นางจะได้หลุดพ้นเสียที

เหวินลิ่งอี๋เอนกายลงบนเตียงตั่ง พลางนับวันเวลาในใจ

อีกเจ็ดวันให้หลัง บิดาของนางก็จะเดินทางกลับจากการไปตรวจราชการที่เจียงหนานเพื่อกลับคืนสู่ราชสำนัก

ตลอดสามปีที่ผ่านมา บิดาอยู่ภายนอกคอยช่วยเซียวเฉิงสี่ปลอบประโลมเหล่าขุนนางบุ๋นและจัดระเบียบการปกครอง ส่วนตัวนางก็สวมบทบาทเป็น “ซูเฟย” ผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรมจรรยาอยู่ภายในวังหลวง สองพ่อลูก คนหนึ่งอยู่ราชสำนักเบื้องหน้า อีกคนอยู่ตำหนักในเบื้องหลัง ร่วมกันงิ้วฉากกษัตริย์และขุนนางผู้สมานฉันท์นี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

บัดนี้ใต้หล้าสงบสุข ชายแดนเหนือไร้ศึก ภัยพาลทางใต้ถูกขจัด แม้ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ในราชสำนักจะยังมีข้อพิพาทกันบ้างเป็นบางครา ทว่าภาพรวมถือว่ามั่นคงแล้ว

ตัวหมากอย่างนาง ถือว่าหมดประโยชน์แล้ว

สามวันต่อมา เป็นวันครบรอบเดือนขององค์หญิงน้อย

พิธีฉลองพระชันษาครบเดือนถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ตระการตา

ภายในโถงหลักของตำหนักเฟิ่งอี๋สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ฮูหยินตราตั้งของขุนนางขั้นสามขึ้นไปในราชสำนักแทบจะมาร่วมงานกันจนหมดสิ้น

ยามที่เซียวเฉิงสี่จูงมือฮองเฮาเสด็จเข้ามาในตำหนัก ในอ้อมพระกรของพระองค์ยังอุ้มองค์ชายใหญ่อยู่ด้วย

เด็กน้อยวัยสามขวบในชุดคลุมตัวเล็กสีเหลืองซิ่ง โอบกอดลำคอของเซียวเฉิงสี่เอาไว้แน่นพลางส่งเสียงเรียก “เสด็จพ่อ”

ฮองเฮายื่นพระหัตถ์ออกไปรับ เด็กน้อยก็โผเข้าสู่อ้อมกอดของนางอย่างว่าง่าย พลางร้องเรียก “เสด็จแม่” ด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

ครอบครัวพ่อแม่ลูกทั้งสาม ช่างดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความสุขเสียจริง

เหวินลิ่งอี๋หลุบตาลง พลางยกถ้วยชาขึ้นมาถือไว้

น้ำชาในถ้วยร้อนจัดจนปลายนิ้วของนางสั่นเทาเล็กน้อย

“ซูเฟยมาแล้วหรือ?” เสียงของฮองเฮาดังแว่วมาเจือด้วยรอยยิ้ม “ข้ายังนึกว่าเจ้าไม่ค่อยสบายจนมาร่วมงานไม่ได้เสียอีก”

“งานฉลองครบเดือนขององค์หญิงถือเป็นงานมงคล หม่อมฉันย่อมต้องมาร่วมงานอยู่แล้วเพคะ” เหวินลิ่งอี๋ลุกขึ้นย่อกายถวายพระพรด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ฮองเฮากวักพระหัตถ์เรียก “อวี้เอ๋อร์ มานี่สิ มาคารวะสนมซูเฟย”

องค์ชายใหญ่เซียวอวี้ปีนลงจากเก้าอี้ วิ่งเตาะแตะด้วยขาสั้น ๆ ไปหยุดอยู่ข้างกายฮองเฮา เด็กน้อยแหงนหน้าขึ้นมองเหวินลิ่งอี๋ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแปลกหน้า

“อวี้เอ๋อร์ นี่คือสนมซูเฟย” ฮองเฮาตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เด็กน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเล็กใสเจื้อยแจ้ว “ถวายพระพรสนมซูเฟย”

มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อของเหวินลิ่งอี๋สั่นสะท้าน ทว่าบนใบหน้ากลับยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม “องค์ชายใหญ่ช่างรู้ความและมีมารยาทยิ่งนักเพคะ”

“ซูเฟยนั่งลงเถิด” เซียวเฉิงสี่ตรัสขึ้นมาบ้าง สายตาของพระองค์หยุดอยู่ที่นางเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเบือนหนีไปทางอื่น

งานเลี้ยงดำเนินต่อไป เหล่าฮูหยินตราตั้งต่างพากันเอ่ยคำป้อยอ ทั้งชื่นชมว่าองค์หญิงน้อยช่างน่ารักน่าชังดั่งหยกหิมะ ชื่นชมในความเมตตาปรานีของฮองเฮา และสรรเสริญพระปรีชาสามารถของฝ่าบาท

เหวินลิ่งอี๋นั่งนิ่งเงียบอย่างสงบเสงี่ยม นางเพียงแค่คีบอาหารเข้าปากเป็นบางครั้ง แม้จะกลืนกินแต่ก็ไม่อาจรับรู้ถึงรสชาติใด ๆ

เมื่อสุราถูกรินผ่านไปสามจอก จู่ ๆ ฮองเฮาก็ตรัสขึ้นมาว่า “จะว่าไปแล้ว ถึงอย่างไรซูเฟยก็เป็นพระมารดาผู้ให้กำเนิดองค์หญิง คงจะยังไม่เคยอุ้มลูกเลยกระมัง?”

ภายในตำหนักตกอยู่ในความเงียบงันไปชั่วขณะ

เหวินลิ่งอี๋ช้อนตาขึ้น สบเข้ากับแววตาที่เจือไปด้วยรอยยิ้มของฮองเฮา

“วันนี้เป็นวันฉลองครบเดือน ก็ควรจะให้เจ้าได้ลองอุ้มดูบ้าง”

ฮองเฮาตรัสจบ ก็ทรงอุ้มทารกน้อยลุกขึ้นยืน แล้วเสด็จมาทางนางจริง ๆ

เหล่าฮูหยินตราตั้งต่างพากันลอบชำเลืองมอง

เหวินลิ่งอี๋หยัดกายลุกขึ้นยืน พลางยื่นมือออกไปรับ

สัมผัสจากห่อผ้าอ้อมช่างอบอุ่น เผยให้เห็นดวงหน้าเล็กจิ๋วที่กำลังหลับตาพริ้มและจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอย่างแสนหวาน

นี่คือลูกสาวของนาง

ทว่านางอุ้มไว้ได้ไม่ถึงสามอึดใจ จู่ ๆ เด็กน้อยก็แผดเสียงร้องไห้จ้าออกมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูง

ฮองเฮารีบยื่นพระหัตถ์มาอุ้มเด็กกลับไปทันที พลางโยกตัวไกวเบา ๆ “โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง เสด็จแม่อยู่นี่แล้ว”

แต่ก็น่าประหลาดนัก พอเด็กน้อยได้กลับเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของฮองเฮา เสียงร้องไห้งอแงก็ค่อย ๆ เบาลงทันตา

ภายในตำหนักเริ่มมีเสียงซุบซิบนินทาดังแว่วขึ้นมา

“ถึงอย่างไร คนที่เลี้ยงดูมากับมือย่อมผูกพันกว่าอยู่แล้ว...”

“บุญคุณที่ให้กำเนิด ก็ยังมิสู้บุญคุณที่ชุบเลี้ยงมา”

“สนมซูเฟยยังสาวอยู่แท้ ๆ ย่อมอุ้มเด็กไม่เป็นหรอก”

ทุกถ้อยคำล้วนทิ่มแทงราวกับคมเข็ม กรีดลึกลงไปในหัวใจของเหวินลิ่งอี๋

นางยังคงยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ สองมือยังคงค้างอยู่ในท่าที่อุ้มเด็ก ทว่าบัดนี้กลับว่างเปล่า

ฮองเฮาปลอบเด็กน้อยไปพลาง ตรัสด้วยความรู้สึกผิดไปพลาง “ซูเฟยอย่าได้ถือสาเลย องค์หญิงตื่นคน”

“เป็นเพราะหม่อมฉันงุ่มง่ามเองเพคะ จึงทำให้องค์หญิงต้องตกใจ”

เหวินลิ่งอี๋หลุบตาลงต่ำ น้ำเสียงยังคงราบเรียบมั่นคง “ฮองเฮาเหน็ดเหนื่อยกับการเลี้ยงดูองค์หญิง หม่อมฉันซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้เพคะ”

เมื่อกล่าวจบ นางก็หันไปทางเซียวเฉิงสี่ “ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายนัก จึงอยากจะขอตัวกลับไปพักผ่อนก่อนเพคะ”

เซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรดวงหน้าซีดเผือดของนางแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง “ไปเถิด กลับไปพักผ่อนให้ดี”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ”

เหวินลิ่งอี๋ย่อกายถวายบังคม ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

นางสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาที่ทิ่มแทงมาจากเบื้องหลัง ทั้งสายตาที่เวทนาสงสาร สายตาที่เย้ยหยัน และสายตาที่สะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น

ยามที่ก้าวเท้าออกจากตำหนักเฟิ่งอี๋ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดลงแล้ว

ชิงไต้เข้ามาช่วยประคองนาง พลางกระซิบเสียงแผ่ว “พระสนม พวกเรากลับตำหนักกันเถิดเพคะ”

“อืม”

หลังจากเดินออกมาได้เพียงไม่กี่ก้าว จู่ ๆ เหวินลิ่งอี๋ก็หยุดชะงัก แล้วหันกลับไปมองเบื้องหลังอีกครั้ง

ภายในตำหนักยังคงสว่างไสว เสียงพูดคุยหัวเราะรื่นเริงดังเล็ดลอดผ่านบานหน้าต่างกรุกระดาษออกมา

นางมองเห็นเงาของเซียวเฉิงสี่เดินเข้าไปหาฮองเฮา พระองค์ก้มพระเศียรลงมองลูกน้อย ฮองเฮาแหงนพระพักตร์ขึ้นแย้มสรวลให้พระองค์ ส่วนองค์ชายใหญ่ก็กำลังโอบกอดขาของพระองค์เอาไว้

ช่างดูเหมือนครอบครัวเดียวกันเสียเหลือเกิน

ทว่านั่นเป็นความสุขสันต์พร้อมหน้าของผู้อื่นต่างหาก

มิได้มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนาง

นางหันหน้ากลับมา แล้วก้าวเดินต่อไปเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    “ข้าได้ยินมาว่า... เขาตายแล้ว”มู่หรงซูพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมที่พังยับเยิน “ตอนที่ตาย... เขาเรียกชื่อเจ้า”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบห้าปีมานี้... ข้าใช้ชีวิตมาอย่างไร?”มู่หรงซูจ้องเขม็งไปที่นาง “ข้ามองดูเจ้าก้าวขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว มองดูโอรสของเจ้าได้เป็นรัชทายาท มองดูเจ้าได้เป็นไทเฮา... ส่วนข้ากลับต้องมานอนเน่าตายอยู่ที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง!”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ” เหวินลิ่งอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?”มู่หรงซูกรีดร้องหัวเราะลั่น “ใช่! ข้าสมควรได้รับมัน! ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! แล้วเจ้าเล่า? เหวินลิ่งอี๋ สิบห้าปีมานี้ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”เหวินลิ่งอี๋มองนาง “สำคัญด้วยหรือ?”“สำคัญสิ!” มู่หรงซูเค้นเสียงแหบพร่า “ข้าอยากรู้ ถึงข้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป! ตำแหน่งไทเฮาของเจ้าอาจจะดูยิ่งใหญ่สว่างไสว แต่ในใจเจ้าเล่า? คนที่เจ้าเคยรักกลับชิงชังเจ้า คนที่เจ้าเกลียดชังก็ตายจากไปแล้ว ชาตินี้เจ้าถูกลิขิตให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง!”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไปเ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 20

    ข่าวการเสด็จกลับวังของเหวินลิ่งอี๋เปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์ที่ทิ้งลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั่วทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง วังหลังโกลาหลวุ่นวายทว่าเซียวเฉิงสี่กลับใช้ไม้แข็งปราบปรามทุกข้อกังขาจนหมดสิ้นเขากล่าวว่า ในอดีตฮองเฮาถูกคนชั่วปองร้าย จึงจำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดบัดนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว ย่อมสมควรไปรับตัวนางกลับคืนสู่วังหลวงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งนั่นก็เพราะฮองเฮาที่ถูกปลดอย่างนางมู่หรงยังคงถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็น ส่วนนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนถูกประหารชีวิตจนสิ้นไม่มีใครหน้าไหนอยากกลายเป็นศพรายต่อไปเหวินลิ่งอี๋ย้ายกลับเข้ามาประทับในตำหนักฉางชุนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ในสภาพเดิม เพียงแต่มีร่องรอยของเด็กน้อยสองคนเพิ่มเข้ามา ทั้งม้าไม้ของเซียวอวี้ และกลองป๋องแป๋งของหวยจิ่น วางระเกะระกะอยู่ตามมุมต่าง ๆ ภายในตำหนักในวันแรกที่นางกลับมา เซียวอวี้หลบซ่อนตัวอยู่หลังแม่นม พลางชำเลืองมองนางด้วยท่าทีหวาดกลัว“อวี้เอ๋อร์” เซียวเฉิงสี่ย่อตัวลง ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเสด็จแม่ของเจ้า”เด็กน้อยกะ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 19

    พิธีสถาปนารัชทายาทกำหนดจัดขึ้นในวันชิวเฟินในวันนั้น ขุนนางทั้งปวงต่างมาเข้าเฝ้าถวายพระพร ทวยราษฎรล้วนเฝ้าชมพิธีการเซียวอวี้ในวัยสามชันษาสวมฉลองพระองค์ชุดรัชทายาทสีเหลืองซิ่ง มีเซียวเฉิงสี่จูงมือพาเดินขึ้นบันไดหยกขาวหน้าตำหนักไท่เหอไปทีละก้าวแม้เด็กน้อยจะยังเยาว์วัย ทว่ากลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง หว่างคิ้วและแววตาทอประกายสงบนิ่งเกินวัยเซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรพระโอรส จู่ ๆ ก็ทรงนึกถึงเหวินลิ่งอี๋ขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนนางเหลือเกินหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็เป็นงานเลี้ยงในวังหลวงเสียงดนตรีบรรเลงร่ายรำเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างดื่มกินชนจอกสุรากันอย่างรื่นเริงเซียวเฉิงสี่ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทอดพระเนตรภาพความอึกทึกครึกครื้นกลางโถงตำหนัก ทว่าในใจกลับว่างเปล่าอ้างว้างเขารำลึกถึงช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เหวินลิ่งอี๋ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประมุขของเหล่าพระสนม นั่งชมการร่ายรำและฟังเสียงดนตรีอยู่อย่างเงียบสงบในเวลานั้น เขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองนางให้มากสักนิดมาบัดนี้เมื่อนึกอยากจะมอง คนกลับไม่อยู่เสียแล้วสามวันหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เหวินลิ่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 18

    “แล้วจากนั้นเล่า?”“จากนั้น ข้าจะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างชอบธรรม”เหวินลิ่งอี๋มองบิดา “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ในวันหน้าย่อมเป็นของบุตรชายข้า และเป็นของตระกูลเหวิน หากข้าไม่แก่งแย่ง หรือจะต้องยอมยกให้พวกเศษเดนของตระกูลมู่หรงกัน? ยกให้พระสนมคนอื่น ๆ ที่อาจจะโผล่มาในภายภาคหน้าหรือ?”เหวินจ้งชิงสะท้านไปทั้งหัวใจ“ดังนั้นที่ท่านถามว่าข้าคิดทบทวนดีแล้วหรือไม่”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถอยเพียงก้าวเดียวก็คือหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง หากก้าวต่อไป อาจจะยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางรอดมาได้”“เช่นนั้นทางรอดของเจ้า อยู่ในวังอย่างนั้นหรือ?”“ทางรอดของข้า อยู่ในมือของข้าเอง” เหวินลิ่งอี๋แย้มยิ้ม “ในวังหรือนอกวัง มีอันใดต่างกันหรือ? ขอเพียงมีอวี้เอ๋อร์ ขอเพียงตระกูลเหวินยังคงอยู่ ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนมีชีวิตที่ดีได้ทั้งสิ้น”นางเดินไปเบื้องหน้าบิดา ย่อกายลงและกุมมือเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่โปรดเชื่อข้าเถิด ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเนื้อบนเขียงให้ผู้ใดมาสับโขกตามอำเภอใจอีกแล้ว”เหวินจ้งชิงมองเปลวเพลิงอันเย็นเยียบที่ลุกโชนอยู่ในแววตาของบุต

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 17

    ยามที่ข่าวการปลดฮองเฮาส่งมาถึงเรือนพัก เหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่กลางลานเรือนชิงไต้ถือจดหมายลับกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความปีติที่ปิดไม่มิด “พระสนม ข่าวส่งมาจากในวังเพคะ…ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาแล้ว! นางมู่หรงถูกถอดยศเป็นสามัญชน และถูกสั่งขังในตำหนักเย็นแล้วเพคะ!”ม้วนตำราในมือของเหวินลิ่งอี๋ยังคงนิ่งสนิท นางเพียงปรายตาขึ้นเล็กน้อย “อืม”ชิงไต้ชะงักไป “พระสนม...ไม่ดีใจหรือเพคะ?”“ดีใจสิ” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดข้าจะไม่ดีใจเล่า?”ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับไร้ซึ่งวี่แววของความปีติยินดีอย่างแท้จริงชิงไต้มีท่าทีลังเล “พระสนม เช่นนี้ก็ดีแล้วนะเพคะ องค์ชายองค์น้อยกับองค์หญิงจะได้เรียกท่านว่าท่านแม่ได้อย่างเปิดเผยเสียที รออีกสักระยะ ให้เรื่องราวซาลงไปก่อน บางทีท่านอาจจะยังสามารถ...”“ยังสามารถอันใดอีก?” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยขัดขึ้น “กลับวังหรือ? กลับไปเป็นพระสนมของเขาต่องั้นหรือ?”ชิงไต้ถึงกับพูดไม่ออกเหวินลิ่งอี๋ปิดตำราลง ทอดสายตามองกองหิมะที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวในที่ไกลตา“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าข้าชนะแล้วหรือ?”“ย่อมต้องชนะแล้วสิเพคะ!” ชิงไต้เอ่ยอย่าง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 16

    สามวันต่อมา ในที่สุดเหวินจ้งชิงก็ “หายป่วย” และเข้าวังในที่สุดเซียวเฉิงสี่ให้เขาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงไม่ได้พบกันเพียงครึ่งเดือน ราชครูผู้นี้กลับมีผมหงอกที่จอนเพิ่มขึ้นมาก นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูซูบเซียวอิดโรยเซียวเฉิงสี่มองเขา ความรู้สึกผิดในใจยิ่งทวีความรุนแรง“ราชครูโปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถิด” เขาเป็นผู้รินชาด้วยตัวเอง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหวินจ้งชิงเหวินจ้งชิงกล่าวขอบพระทัย แต่กลับไม่แตะต้องถ้วยชานั้นเลย“ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมเข้าวัง ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวเฉิงสี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เราแต่งตั้งย้อนหลังให้ลิ่งอี๋เป็นฮองเฮา และให้ย้ายไปฝังที่สุสานหลวง ราชครูทราบเรื่องแล้วใช่หรือไม่?”“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเหวินจ้งชิงราบเรียบ “กระหม่อมขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแทนบุตรสาวด้วย”“เรา...” เซียวเฉิงสี่ชะงักไป “เราอยากรู้เรื่องของนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนที่นางจะเข้าวัง... นางเป็นคนอย่างไรหรือ?”เหวินจ้งชิงช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ฝ่าบาทอยากทรงสดับเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น” เซ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status