Mag-log in“ข้าได้ยินมาว่า... เขาตายแล้ว”มู่หรงซูพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมที่พังยับเยิน “ตอนที่ตาย... เขาเรียกชื่อเจ้า”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบห้าปีมานี้... ข้าใช้ชีวิตมาอย่างไร?”มู่หรงซูจ้องเขม็งไปที่นาง “ข้ามองดูเจ้าก้าวขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว มองดูโอรสของเจ้าได้เป็นรัชทายาท มองดูเจ้าได้เป็นไทเฮา... ส่วนข้ากลับต้องมานอนเน่าตายอยู่ที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง!”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ” เหวินลิ่งอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?”มู่หรงซูกรีดร้องหัวเราะลั่น “ใช่! ข้าสมควรได้รับมัน! ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! แล้วเจ้าเล่า? เหวินลิ่งอี๋ สิบห้าปีมานี้ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”เหวินลิ่งอี๋มองนาง “สำคัญด้วยหรือ?”“สำคัญสิ!” มู่หรงซูเค้นเสียงแหบพร่า “ข้าอยากรู้ ถึงข้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป! ตำแหน่งไทเฮาของเจ้าอาจจะดูยิ่งใหญ่สว่างไสว แต่ในใจเจ้าเล่า? คนที่เจ้าเคยรักกลับชิงชังเจ้า คนที่เจ้าเกลียดชังก็ตายจากไปแล้ว ชาตินี้เจ้าถูกลิขิตให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง!”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไปเ
ข่าวการเสด็จกลับวังของเหวินลิ่งอี๋เปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์ที่ทิ้งลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั่วทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง วังหลังโกลาหลวุ่นวายทว่าเซียวเฉิงสี่กลับใช้ไม้แข็งปราบปรามทุกข้อกังขาจนหมดสิ้นเขากล่าวว่า ในอดีตฮองเฮาถูกคนชั่วปองร้าย จึงจำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดบัดนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว ย่อมสมควรไปรับตัวนางกลับคืนสู่วังหลวงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งนั่นก็เพราะฮองเฮาที่ถูกปลดอย่างนางมู่หรงยังคงถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็น ส่วนนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนถูกประหารชีวิตจนสิ้นไม่มีใครหน้าไหนอยากกลายเป็นศพรายต่อไปเหวินลิ่งอี๋ย้ายกลับเข้ามาประทับในตำหนักฉางชุนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ในสภาพเดิม เพียงแต่มีร่องรอยของเด็กน้อยสองคนเพิ่มเข้ามา ทั้งม้าไม้ของเซียวอวี้ และกลองป๋องแป๋งของหวยจิ่น วางระเกะระกะอยู่ตามมุมต่าง ๆ ภายในตำหนักในวันแรกที่นางกลับมา เซียวอวี้หลบซ่อนตัวอยู่หลังแม่นม พลางชำเลืองมองนางด้วยท่าทีหวาดกลัว“อวี้เอ๋อร์” เซียวเฉิงสี่ย่อตัวลง ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเสด็จแม่ของเจ้า”เด็กน้อยกะ
พิธีสถาปนารัชทายาทกำหนดจัดขึ้นในวันชิวเฟินในวันนั้น ขุนนางทั้งปวงต่างมาเข้าเฝ้าถวายพระพร ทวยราษฎรล้วนเฝ้าชมพิธีการเซียวอวี้ในวัยสามชันษาสวมฉลองพระองค์ชุดรัชทายาทสีเหลืองซิ่ง มีเซียวเฉิงสี่จูงมือพาเดินขึ้นบันไดหยกขาวหน้าตำหนักไท่เหอไปทีละก้าวแม้เด็กน้อยจะยังเยาว์วัย ทว่ากลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง หว่างคิ้วและแววตาทอประกายสงบนิ่งเกินวัยเซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรพระโอรส จู่ ๆ ก็ทรงนึกถึงเหวินลิ่งอี๋ขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนนางเหลือเกินหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็เป็นงานเลี้ยงในวังหลวงเสียงดนตรีบรรเลงร่ายรำเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างดื่มกินชนจอกสุรากันอย่างรื่นเริงเซียวเฉิงสี่ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทอดพระเนตรภาพความอึกทึกครึกครื้นกลางโถงตำหนัก ทว่าในใจกลับว่างเปล่าอ้างว้างเขารำลึกถึงช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เหวินลิ่งอี๋ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประมุขของเหล่าพระสนม นั่งชมการร่ายรำและฟังเสียงดนตรีอยู่อย่างเงียบสงบในเวลานั้น เขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองนางให้มากสักนิดมาบัดนี้เมื่อนึกอยากจะมอง คนกลับไม่อยู่เสียแล้วสามวันหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เหวินลิ่
“แล้วจากนั้นเล่า?”“จากนั้น ข้าจะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างชอบธรรม”เหวินลิ่งอี๋มองบิดา “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ในวันหน้าย่อมเป็นของบุตรชายข้า และเป็นของตระกูลเหวิน หากข้าไม่แก่งแย่ง หรือจะต้องยอมยกให้พวกเศษเดนของตระกูลมู่หรงกัน? ยกให้พระสนมคนอื่น ๆ ที่อาจจะโผล่มาในภายภาคหน้าหรือ?”เหวินจ้งชิงสะท้านไปทั้งหัวใจ“ดังนั้นที่ท่านถามว่าข้าคิดทบทวนดีแล้วหรือไม่”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถอยเพียงก้าวเดียวก็คือหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง หากก้าวต่อไป อาจจะยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางรอดมาได้”“เช่นนั้นทางรอดของเจ้า อยู่ในวังอย่างนั้นหรือ?”“ทางรอดของข้า อยู่ในมือของข้าเอง” เหวินลิ่งอี๋แย้มยิ้ม “ในวังหรือนอกวัง มีอันใดต่างกันหรือ? ขอเพียงมีอวี้เอ๋อร์ ขอเพียงตระกูลเหวินยังคงอยู่ ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนมีชีวิตที่ดีได้ทั้งสิ้น”นางเดินไปเบื้องหน้าบิดา ย่อกายลงและกุมมือเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่โปรดเชื่อข้าเถิด ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเนื้อบนเขียงให้ผู้ใดมาสับโขกตามอำเภอใจอีกแล้ว”เหวินจ้งชิงมองเปลวเพลิงอันเย็นเยียบที่ลุกโชนอยู่ในแววตาของบุต
ยามที่ข่าวการปลดฮองเฮาส่งมาถึงเรือนพัก เหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่กลางลานเรือนชิงไต้ถือจดหมายลับกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความปีติที่ปิดไม่มิด “พระสนม ข่าวส่งมาจากในวังเพคะ…ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาแล้ว! นางมู่หรงถูกถอดยศเป็นสามัญชน และถูกสั่งขังในตำหนักเย็นแล้วเพคะ!”ม้วนตำราในมือของเหวินลิ่งอี๋ยังคงนิ่งสนิท นางเพียงปรายตาขึ้นเล็กน้อย “อืม”ชิงไต้ชะงักไป “พระสนม...ไม่ดีใจหรือเพคะ?”“ดีใจสิ” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดข้าจะไม่ดีใจเล่า?”ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับไร้ซึ่งวี่แววของความปีติยินดีอย่างแท้จริงชิงไต้มีท่าทีลังเล “พระสนม เช่นนี้ก็ดีแล้วนะเพคะ องค์ชายองค์น้อยกับองค์หญิงจะได้เรียกท่านว่าท่านแม่ได้อย่างเปิดเผยเสียที รออีกสักระยะ ให้เรื่องราวซาลงไปก่อน บางทีท่านอาจจะยังสามารถ...”“ยังสามารถอันใดอีก?” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยขัดขึ้น “กลับวังหรือ? กลับไปเป็นพระสนมของเขาต่องั้นหรือ?”ชิงไต้ถึงกับพูดไม่ออกเหวินลิ่งอี๋ปิดตำราลง ทอดสายตามองกองหิมะที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวในที่ไกลตา“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าข้าชนะแล้วหรือ?”“ย่อมต้องชนะแล้วสิเพคะ!” ชิงไต้เอ่ยอย่าง
สามวันต่อมา ในที่สุดเหวินจ้งชิงก็ “หายป่วย” และเข้าวังในที่สุดเซียวเฉิงสี่ให้เขาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงไม่ได้พบกันเพียงครึ่งเดือน ราชครูผู้นี้กลับมีผมหงอกที่จอนเพิ่มขึ้นมาก นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูซูบเซียวอิดโรยเซียวเฉิงสี่มองเขา ความรู้สึกผิดในใจยิ่งทวีความรุนแรง“ราชครูโปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถิด” เขาเป็นผู้รินชาด้วยตัวเอง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหวินจ้งชิงเหวินจ้งชิงกล่าวขอบพระทัย แต่กลับไม่แตะต้องถ้วยชานั้นเลย“ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมเข้าวัง ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวเฉิงสี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เราแต่งตั้งย้อนหลังให้ลิ่งอี๋เป็นฮองเฮา และให้ย้ายไปฝังที่สุสานหลวง ราชครูทราบเรื่องแล้วใช่หรือไม่?”“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเหวินจ้งชิงราบเรียบ “กระหม่อมขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแทนบุตรสาวด้วย”“เรา...” เซียวเฉิงสี่ชะงักไป “เราอยากรู้เรื่องของนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนที่นางจะเข้าวัง... นางเป็นคนอย่างไรหรือ?”เหวินจ้งชิงช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ฝ่าบาทอยากทรงสดับเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น” เซ