공유

บทที่ 3

작가: อาวรณ์อาภรณ์สีชาด
คืนนั้นตอนที่เซียวเฉิงสี่มาเยือน เวลาล่วงเลยจนเกือบจะเข้ายามจื่อแล้ว

เหวินลิ่งอี๋ที่กำลังเตรียมตัวเข้านอน เมื่อได้ยินเสียงขาน ก็ต้องหยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วลุกขึ้นอีกครั้ง

ชิงไต้ตั้งใจจะเกล้าผมให้ นางกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”

เซียวเฉิงสี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับไอเย็นเยือก เมื่อเห็นนางสวมเพียงชุดซับในและปล่อยผมสลวย ฝีเท้าของเขาก็ชะงักไปเล็กน้อย

“ฝ่าบาท” เหวินลิ่งอี๋ย่อกายถวายพระพร

“ลุกขึ้นเถิด” เขาทรุดตัวลงนั่งริมโต๊ะ รินชาให้ตัวเองจอกหนึ่ง “ฮองเฮาประทานนามให้องค์หญิงแล้ว ชื่อว่าอันหนิง เราคิดว่าอย่างไรเสียเจ้าก็เป็นมารดาผู้ให้กำเนิด จึงควรมาถามความเห็นจากเจ้าเสียหน่อย”

เหวินลิ่งอี๋หลุบตาลงต่ำ “ฮองเฮาทรงเป็นพระมารดาขององค์หญิง พระนามที่พระองค์ประทานให้ย่อมดีเลิศอยู่แล้วเพคะ”

มือของเซียวเฉิงสี่ที่กุมจอกชาอยู่บีบแน่นขึ้น

ถ่านไฟในตำหนักปะทุเสียงดังเป๊าะ

“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีแล้ว” เขาวางจอกชาลง “ที่เรามาวันนี้ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง องค์ชายใหญ่ชันษาครบสามปี ถึงวัยที่ต้องเริ่มเรียนหนังสือแล้ว ฮองเฮาจะเป็นผู้คัดเลือกพระอาจารย์ให้เขาด้วยตนเอง”

เหวินลิ่งอี๋รับฟังอย่างเงียบสงบ

เซียวเฉิงสี่เว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง “เราคิดว่า... ต่อไปเจ้าพบองค์ชายใหญ่ให้น้อยลงหน่อยจะดีกว่า เด็กยังเล็กนัก หากรู้ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดเป็นอีกคน เกรงว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นได้ ให้เขาจำว่าฮองเฮาเป็นพระมารดาเพียงผู้เดียว ย่อมส่งผลดีต่อทุกฝ่าย”

นางเงยหน้าขึ้น จ้องมองเขาเขม็ง

ภายใต้แสงเทียน แววตาของนางนิ่งสงบราวกับสระน้ำลึกในปลายฤดูร่วง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นใด ๆ

“หม่อมฉันรับสนองพระราชโองการเพคะ”

เซียวเฉิงสี่พลันรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมา

เขายอมให้นางร้องไห้ โวยวาย หรือเอ่ยถามเขาทั้งน้ำตาว่าเพราะเหตุใดเหมือนเมื่อก่อนเสียยังดีกว่า

ไม่ใช่เป็นแบบนี้ ว่านอนสอนง่ายราวกับหุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ

“ในใจเจ้ากำลังเคียดแค้นชิงชังอยู่ใช่หรือไม่?” น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบลง

“หม่อมฉันมิกล้าเพคะ”

เซียวเฉิงสี่รู้สึกจุกแน่นในอก ท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามทว่าดื้อรั้นไม่ฟังใครเช่นนี้ กลับทำให้เขาอึดอัดใจยิ่งกว่าการร้องไห้อ้อนวอนในอดีตเสียอีก “เหวินลิ่งอี๋ ที่เจ้าทำท่าทีเช่นนี้ เป็นเพราะเก็บความคับแค้นไว้ในใจใช่หรือไม่? ในเมื่อมีใจเคียดแค้น แล้วจะสามารถให้กำเนิดทายาทแก่ราชวงศ์อย่างสงบใจต่อไปได้อย่างไร?”

มุมปากของเหวินลิ่งอี๋คล้ายจะกระตุกขึ้นเล็กน้อย ราวกับกำลังเย้ยหยัน ทว่าก็เหมือนกับด้านชาไปแล้วจริง ๆ “หากฝ่าบาททรงกังวลเรื่องทายาท ก็ย่อมเปิดรับสนมเข้าวังหลัง คัดเลือกสตรีผู้เพียบพร้อมเข้าวังได้เพคะ หม่อมฉันไร้ความสามารถ เกรงว่าจะทำให้พระองค์ต้องผิดหวังแล้ว”

“เจ้า!” เซียวเฉิงสี่ผุดลุกขึ้นพรวด “เรากับฮองเฮาเคยมีคำสาบานต่อกัน! แค่รับเจ้าเข้ามาเพียงคนเดียว ก็ถือว่าผิดคำสาบาน ‘หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีเคียงคู่ชั่วนิรันดร์’ ในวันวานแล้ว เราจะทรยศนางอีกได้อย่างไร!”

สิ้นคำกล่าวนั้น ภายในตำหนักก็เงียบสงัดลงราวกับป่าช้า

แม้แต่ตัวเซียวเฉิงสี่เองก็ยังชะงักงัน

เขามองดูใบหน้าของเหวินลิ่งอี๋ที่พลันซีดเผือดลงกว่าเดิม มองดูริมฝีปากล่างที่นางขบกัดไว้แน่นจนแทบไร้สีเลือด มองดูหยาดน้ำตาที่ส่องประกายวาบผ่านใต้ม่านตาที่สั่นระริก รวดเร็วเสียจนเขาคิดว่าตนเองตาฝาดไป

เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเผลอพูดจาบัดซบอะไรออกไป

เขาเพิ่งจะตอกย้ำถึงความรักอันลึกซึ้งมั่นคงที่เขามีต่อสตรีอีกคน ต่อหน้าสตรีที่เพิ่งให้กำเนิดบุตรถึงสองคนแก่เขา และกำลังนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงในยามนี้

ความเงียบอันน่าอึดอัดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

เหวินลิ่งอี๋พยุงกายลุกขึ้น ขยับไปที่ขอบเตียงอย่างเชื่องช้า แล้วหมอบคำนับจนหน้าผากจรดพื้น “หม่อมฉัน... ปากพล่อยเองเพคะ ความรักอันลึกซึ้งระหว่างฝ่าบาทและฮองเฮา นับเป็นเรื่องราวอันงดงามตราบชั่วฟ้าดินสลาย หม่อมฉันขอน้อมส่งเสด็จเพคะ”

นางยังคงรักษาท่าหมอบกราบเอาไว้ เรือนร่างบอบบางสั่นเทิ้มระริกอยู่ท่ามกลางแสงสลัว ทว่ากลับไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาอีก

เซียวเฉิงสี่มองดูเงาร่างชุดสีครามที่หมอบกราบอยู่บนพื้น ความหงุดหงิดและความเจ็บปวดอันยากจะอธิบายได้ตีรวนปะปนกันมั่วไปหมดในใจของเขา

จู่ ๆ เขาก็นึกถึงเมื่อสามปีก่อน ตอนที่นางเพิ่งเข้าวังมาใหม่

ในตอนนั้นนางยังคงรู้จักยิ้มแย้ม ยังเคยเด็ดกิ่งเหมยในอุทยานหลวงมาจัดใส่แจกัน และคอยฝนหมึกให้เขาเงียบ ๆ ในยามที่เขากำลังตรวจฎีกา

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่านางกำลังลอบมองเขาอยู่ พอสบตากัน นางก็รีบก้มหน้าหนีด้วยความตื่นตระหนก ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ

แล้วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่นางไม่ยอมมองหน้าเขาอีกเลย?

เขาอยากจะยื่นมือออกไปประคองนาง อยากจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพื่อชดเชย ทว่าทิฐิของความเป็นกษัตริย์และความรู้สึกผิดที่มีต่อมู่หรงซูกลับตอกตรึงร่างของเขาเอาไว้แน่น

สุดท้าย เขาก็ทำเพียงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง แล้วหันหลังก้าวอาด ๆ จากไป พร้อมกับโทสะที่ยังไม่จางหาย และความรู้สึกละอายใจที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับ

ประตูตำหนักเปิดออกแล้วปิดลง ปล่อยให้ไอเย็นยะเยือกทะลักเข้ามา

ชิงไต้รีบถลันตัวเข้ามา ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพยุงเหวินลิ่งอี๋ขึ้น “พระสนม เหตุใดท่านต้องทำร้ายจิตใจตัวเองถึงเพียงนี้ด้วย...”

เหวินลิ่งอี๋ปล่อยให้อีกฝ่ายพยุงเอนกายลงนอน นางเบิกตาโพลง เหม่อมองหลังคาเตียงอย่างเลื่อนลอย

เนิ่นนานผ่านไป หยาดน้ำตาสองสายก็ร่วงเผาะลงมาจากหางตาโดยไร้ซึ่งสัญญาณเตือนใด ๆ ไหลซึมหายไปในไรผม

ในคราแรกนางเพียงแค่ร้องไห้เงียบ ๆ ไหล่บอบบางสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าหลังจากนั้น เสียงสะอื้นไห้ที่แตกร้าวและอัดอั้นก็หลุดลอดออกมาจากลำคอ ราวกับเสียงกู่ร้องอันโศกสลดของสัตว์ร้ายตัวน้อยที่บาดเจ็บ

นางคว้าผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาอย่างแรง กัดมุมผ้าเอาไว้แน่นจนสุดกำลังเพื่อกลั้นเสียงร้องไห้ทั้งหมดไว้ข้างใน หลงเหลือเพียงเรือนร่างที่สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

“พระสนม พระสนมร้องไห้ออกมาเถอะเพคะ อย่ากลั้นเอาไว้เลย...” ชิงไต้รู้สึกปวดใจราวกับถูกมีดกรีด

ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด อาการสั่นเทาก็ค่อย ๆ สงบลง

เหวินลิ่งอี๋เลิกผ้าห่มออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ทว่ากลับดูสงบนิ่งอย่างประหลาด

นางจ้องมองชิงไต้ที่กำลังร้องไห้จนตาพร่ามัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า หากแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “ชิงไต้ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น”

“อะไรหรือเพคะ?”

“ข้าจะร้องไห้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว” นางยกมือขึ้น ปาดเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าออกอย่างแรง ปลายนิ้วเย็นเฉียบ “วันข้างหน้า ห้ามร้องไห้อีกเป็นอันขาด”

สายตาของนางมองข้ามชิงไต้ ทอดจ้องไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า พลางเอ่ยซ้ำไปซ้ำมา ไม่รู้ว่าบอกชิงไต้ หรือบอกตัวเองกันแน่ “ไม่คุ้มค่าเลย”

“ทำเพื่อเขา มันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด”

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 21

    “ข้าได้ยินมาว่า... เขาตายแล้ว”มู่หรงซูพลันหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั้นแหบพร่าราวกับเครื่องสูบลมที่พังยับเยิน “ตอนที่ตาย... เขาเรียกชื่อเจ้า”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไม่เอื้อนเอ่ย“เจ้ารู้หรือไม่ว่าสิบห้าปีมานี้... ข้าใช้ชีวิตมาอย่างไร?”มู่หรงซูจ้องเขม็งไปที่นาง “ข้ามองดูเจ้าก้าวขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว มองดูโอรสของเจ้าได้เป็นรัชทายาท มองดูเจ้าได้เป็นไทเฮา... ส่วนข้ากลับต้องมานอนเน่าตายอยู่ที่นี่เหมือนสุนัขตัวหนึ่ง!”“นั่นคือสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ” เหวินลิ่งอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“สมควรได้รับอย่างนั้นหรือ?”มู่หรงซูกรีดร้องหัวเราะลั่น “ใช่! ข้าสมควรได้รับมัน! ข้าทำตัวเองทั้งนั้น! แล้วเจ้าเล่า? เหวินลิ่งอี๋ สิบห้าปีมานี้ เจ้ามีความสุขหรือไม่?”เหวินลิ่งอี๋มองนาง “สำคัญด้วยหรือ?”“สำคัญสิ!” มู่หรงซูเค้นเสียงแหบพร่า “ข้าอยากรู้ ถึงข้าจะพ่ายแพ้ แต่เจ้าก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ชนะเสมอไป! ตำแหน่งไทเฮาของเจ้าอาจจะดูยิ่งใหญ่สว่างไสว แต่ในใจเจ้าเล่า? คนที่เจ้าเคยรักกลับชิงชังเจ้า คนที่เจ้าเกลียดชังก็ตายจากไปแล้ว ชาตินี้เจ้าถูกลิขิตให้ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง!”เหวินลิ่งอี๋นิ่งเงียบไปเ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 20

    ข่าวการเสด็จกลับวังของเหวินลิ่งอี๋เปรียบเสมือนหินก้อนยักษ์ที่ทิ้งลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ก่อให้เกิดคลื่นลูกใหญ่ซัดสาดไปทั่วทั่วทั้งราชสำนักต่างตกตะลึง วังหลังโกลาหลวุ่นวายทว่าเซียวเฉิงสี่กลับใช้ไม้แข็งปราบปรามทุกข้อกังขาจนหมดสิ้นเขากล่าวว่า ในอดีตฮองเฮาถูกคนชั่วปองร้าย จึงจำใจต้องแกล้งตายเพื่อหลบหนีเอาตัวรอดบัดนี้ความจริงกระจ่างชัดแล้ว ย่อมสมควรไปรับตัวนางกลับคืนสู่วังหลวงไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้งนั่นก็เพราะฮองเฮาที่ถูกปลดอย่างนางมู่หรงยังคงถูกคุมขังอยู่ในตำหนักเย็น ส่วนนางกำนัลและขันทีที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนถูกประหารชีวิตจนสิ้นไม่มีใครหน้าไหนอยากกลายเป็นศพรายต่อไปเหวินลิ่งอี๋ย้ายกลับเข้ามาประทับในตำหนักฉางชุนทุกสิ่งทุกอย่างยังคงถูกจัดวางไว้ในสภาพเดิม เพียงแต่มีร่องรอยของเด็กน้อยสองคนเพิ่มเข้ามา ทั้งม้าไม้ของเซียวอวี้ และกลองป๋องแป๋งของหวยจิ่น วางระเกะระกะอยู่ตามมุมต่าง ๆ ภายในตำหนักในวันแรกที่นางกลับมา เซียวอวี้หลบซ่อนตัวอยู่หลังแม่นม พลางชำเลืองมองนางด้วยท่าทีหวาดกลัว“อวี้เอ๋อร์” เซียวเฉิงสี่ย่อตัวลง ตรัสด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นี่คือเสด็จแม่ของเจ้า”เด็กน้อยกะ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 19

    พิธีสถาปนารัชทายาทกำหนดจัดขึ้นในวันชิวเฟินในวันนั้น ขุนนางทั้งปวงต่างมาเข้าเฝ้าถวายพระพร ทวยราษฎรล้วนเฝ้าชมพิธีการเซียวอวี้ในวัยสามชันษาสวมฉลองพระองค์ชุดรัชทายาทสีเหลืองซิ่ง มีเซียวเฉิงสี่จูงมือพาเดินขึ้นบันไดหยกขาวหน้าตำหนักไท่เหอไปทีละก้าวแม้เด็กน้อยจะยังเยาว์วัย ทว่ากลับก้าวเดินได้อย่างมั่นคงยิ่ง หว่างคิ้วและแววตาทอประกายสงบนิ่งเกินวัยเซียวเฉิงสี่ทอดพระเนตรพระโอรส จู่ ๆ ก็ทรงนึกถึงเหวินลิ่งอี๋ขึ้นมา ดวงตาของเด็กคนนี้ช่างเหมือนนางเหลือเกินหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีก็เป็นงานเลี้ยงในวังหลวงเสียงดนตรีบรรเลงร่ายรำเฉลิมฉลอง ผู้คนต่างดื่มกินชนจอกสุรากันอย่างรื่นเริงเซียวเฉิงสี่ประทับอยู่บนพระที่นั่ง ทอดพระเนตรภาพความอึกทึกครึกครื้นกลางโถงตำหนัก ทว่าในใจกลับว่างเปล่าอ้างว้างเขารำลึกถึงช่วงเวลาเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว เหวินลิ่งอี๋ยังคงนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งประมุขของเหล่าพระสนม นั่งชมการร่ายรำและฟังเสียงดนตรีอยู่อย่างเงียบสงบในเวลานั้น เขาไม่เคยแม้แต่จะปรายตามองนางให้มากสักนิดมาบัดนี้เมื่อนึกอยากจะมอง คนกลับไม่อยู่เสียแล้วสามวันหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีสถาปนารัชทายาท เหวินลิ่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 18

    “แล้วจากนั้นเล่า?”“จากนั้น ข้าจะทำให้อวี้เอ๋อร์ได้เป็นองค์รัชทายาทอย่างชอบธรรม”เหวินลิ่งอี๋มองบิดา “ท่านพ่อ ใต้หล้านี้ในวันหน้าย่อมเป็นของบุตรชายข้า และเป็นของตระกูลเหวิน หากข้าไม่แก่งแย่ง หรือจะต้องยอมยกให้พวกเศษเดนของตระกูลมู่หรงกัน? ยกให้พระสนมคนอื่น ๆ ที่อาจจะโผล่มาในภายภาคหน้าหรือ?”เหวินจ้งชิงสะท้านไปทั้งหัวใจ“ดังนั้นที่ท่านถามว่าข้าคิดทบทวนดีแล้วหรือไม่”เหวินลิ่งอี๋กล่าวอย่างราบเรียบ “ข้าคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ถอยเพียงก้าวเดียวก็คือหุบเหวลึกไร้ก้นบึ้ง หากก้าวต่อไป อาจจะยังดิ้นรนไขว่คว้าหาทางรอดมาได้”“เช่นนั้นทางรอดของเจ้า อยู่ในวังอย่างนั้นหรือ?”“ทางรอดของข้า อยู่ในมือของข้าเอง” เหวินลิ่งอี๋แย้มยิ้ม “ในวังหรือนอกวัง มีอันใดต่างกันหรือ? ขอเพียงมีอวี้เอ๋อร์ ขอเพียงตระกูลเหวินยังคงอยู่ ไม่ว่าข้าจะอยู่ที่ใด ก็ล้วนมีชีวิตที่ดีได้ทั้งสิ้น”นางเดินไปเบื้องหน้าบิดา ย่อกายลงและกุมมือเขาเอาไว้ “ท่านพ่อ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่โปรดเชื่อข้าเถิด ครั้งนี้ ข้าจะไม่ยอมเป็นเนื้อบนเขียงให้ผู้ใดมาสับโขกตามอำเภอใจอีกแล้ว”เหวินจ้งชิงมองเปลวเพลิงอันเย็นเยียบที่ลุกโชนอยู่ในแววตาของบุต

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 17

    ยามที่ข่าวการปลดฮองเฮาส่งมาถึงเรือนพัก เหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่กลางลานเรือนชิงไต้ถือจดหมายลับกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนไปด้วยความปีติที่ปิดไม่มิด “พระสนม ข่าวส่งมาจากในวังเพคะ…ฝ่าบาททรงปลดฮองเฮาแล้ว! นางมู่หรงถูกถอดยศเป็นสามัญชน และถูกสั่งขังในตำหนักเย็นแล้วเพคะ!”ม้วนตำราในมือของเหวินลิ่งอี๋ยังคงนิ่งสนิท นางเพียงปรายตาขึ้นเล็กน้อย “อืม”ชิงไต้ชะงักไป “พระสนม...ไม่ดีใจหรือเพคะ?”“ดีใจสิ” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดข้าจะไม่ดีใจเล่า?”ทว่าบนใบหน้าของนาง กลับไร้ซึ่งวี่แววของความปีติยินดีอย่างแท้จริงชิงไต้มีท่าทีลังเล “พระสนม เช่นนี้ก็ดีแล้วนะเพคะ องค์ชายองค์น้อยกับองค์หญิงจะได้เรียกท่านว่าท่านแม่ได้อย่างเปิดเผยเสียที รออีกสักระยะ ให้เรื่องราวซาลงไปก่อน บางทีท่านอาจจะยังสามารถ...”“ยังสามารถอันใดอีก?” เหวินลิ่งอี๋เอ่ยขัดขึ้น “กลับวังหรือ? กลับไปเป็นพระสนมของเขาต่องั้นหรือ?”ชิงไต้ถึงกับพูดไม่ออกเหวินลิ่งอี๋ปิดตำราลง ทอดสายตามองกองหิมะที่หลงเหลืออยู่บนกิ่งไม้แห้งเหี่ยวในที่ไกลตา“ชิงไต้ เจ้าคิดว่าข้าชนะแล้วหรือ?”“ย่อมต้องชนะแล้วสิเพคะ!” ชิงไต้เอ่ยอย่าง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 16

    สามวันต่อมา ในที่สุดเหวินจ้งชิงก็ “หายป่วย” และเข้าวังในที่สุดเซียวเฉิงสี่ให้เขาเข้าเฝ้าที่ตำหนักเฉียนชิงไม่ได้พบกันเพียงครึ่งเดือน ราชครูผู้นี้กลับมีผมหงอกที่จอนเพิ่มขึ้นมาก นัยน์ตาแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้าดูซูบเซียวอิดโรยเซียวเฉิงสี่มองเขา ความรู้สึกผิดในใจยิ่งทวีความรุนแรง“ราชครูโปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถิด” เขาเป็นผู้รินชาด้วยตัวเอง แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเหวินจ้งชิงเหวินจ้งชิงกล่าวขอบพระทัย แต่กลับไม่แตะต้องถ้วยชานั้นเลย“ฝ่าบาททรงเรียกกระหม่อมเข้าวัง ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”เซียวเฉิงสี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “เราแต่งตั้งย้อนหลังให้ลิ่งอี๋เป็นฮองเฮา และให้ย้ายไปฝังที่สุสานหลวง ราชครูทราบเรื่องแล้วใช่หรือไม่?”“ทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงของเหวินจ้งชิงราบเรียบ “กระหม่อมขอขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณแทนบุตรสาวด้วย”“เรา...” เซียวเฉิงสี่ชะงักไป “เราอยากรู้เรื่องของนางให้มากขึ้นอีกสักหน่อย ก่อนที่นางจะเข้าวัง... นางเป็นคนอย่างไรหรือ?”เหวินจ้งชิงช้อนตาขึ้นมองเขาด้วยสายตาที่ซับซ้อน“ฝ่าบาทอยากทรงสดับเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”“เรื่องใดก็ได้ทั้งนั้น” เซ

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 6

    ก่อนออกเดินทาง เซียวเฉิงสี่แวะมาที่ตำหนักฉางซิ่นเหวินลิ่งอี๋กำลังนั่งผึ่งแดดอยู่ในลานตำหนัก เมื่อเห็นเขามาจึงลุกขึ้นถวายพระพร“เราจะไปเขาซีซานสักสองสามวัน เจ้า... พักฟื้นร่างกายให้ดีเถอะ”เขามองใบหน้าที่ยังคงบวมช้ำของนาง คล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป“หม่อมฉันน้อมส่

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 5

    “ที่นี่กำลังเอะอะอะไรกัน?!” เสียงตวาดทุ้มต่ำเจือโทสะดังแว่วมาเซียวเฉิงสี่มายืนอยู่ตรงประตูตำหนักตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ เห็นได้ชัดว่าเพิ่งกลับจากการว่าราชการช่วงเช้า ซ้ำยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยนชุดฉลองพระองค์เลยด้วยซ้ำสายตาของเขากวาดมองเหวินลิ่งอี๋ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอันเย็นเฉียบด้วยพวงแก้มบวมแดง

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 4

    วันรุ่งขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสาง กูกูผู้ดูแลความเรียบร้อยของตำหนักเฟิ่งอี๋ก็มาถึงแล้วนางกล่าวว่าเมื่อคืนตอนที่ฝ่าบาทเสด็จออกจากตำหนักซูเฟยมีสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ย่อมเป็นเพราะซูเฟยปรนนิบัติไม่ดีจนทำให้ฝ่าบาทกริ้ว ฮองเฮาจึงต้องการอบรมกฎระเบียบให้แก่ซูเฟยบนทางเดินในวังมีหิมะบาง ๆ กองทับถม ลมหนาวยา

  • แค้นรักสลักใจใต้แสงจันทร์   บทที่ 1

    เมื่อสามปีก่อนตอนที่นางให้กำเนิดโอรสองค์โต นางก็ไม่มีโอกาสได้มองหน้าลูกเลยแม้แต่น้อย เซียวเฉิงสี่อุ้มเด็กจากไปด้วยตัวเอง ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า“เด็กคนนี้ นับจากนี้ไปคือบุตรชายสายตรงของฮองเฮา เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย”ตอนนั้นนางยังมีเรี่ยวแรงร้องไห้อ้อนวอน พยายามดิ้นรนจะลงจากเตียงเพื่อตามไป แต่ก

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status