Masukมือเรียวรีบคว้าแขนเขาลงจากเวทีแบบไม่คิดชีวิต ใบหน้าสวยแดงจัดด้วยความอับอาย เพราะสายตาหลายคู่ในผับจับจ้องมาที่พวกเขา บ้างยิ้มกรุ่มกริ่ม บ้างกระซิบกระซาบกันเบา ๆ แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน คือทั้งคู่ดูเหมาะสมราวกับหลุดออกมาจากพระนางในซีรีส์จีน
ตรัสสาลากเขากลับมาที่โต๊ะอย่างไว พอถึงปุ๊บก็รีบปล่อยมือแล้วทรุดตัวลงนั่งแทบจะทันที หวังหลบสายตาเพื่อนร่วมโต๊ะที่กำลังจ้องมาแบบจะเผากันให้มอด
“ต๊าย นังขิง แกไปแอบซ่อนพ่อเทพบุตรไว้ตอนไหนยะ” ณัฐวัชรโพล่งขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับ จนณณณที่ถูกจับจ้องอยู่ถึงกับเลิกคิ้ว
“นั่นสิ ถึงว่า ทำไมเมินอาจารย์เจมส์ได้หน้าตาเฉย เพราะมีของดี ของแรร์อยู่กับตัวนี่เอง” ศศิธรเสริมเสียงแซวอย่างรู้ทัน
ดวงตาคมของณณณตวัดมองใบหน้าสวยข้างตัวก่อนจะหันไปทางศศิธร “อาจารย์เจมส์… เหรอ” น้ำเสียงเยียบเย็นดังขึ้น
ตรัสสาก็รีบหันขวับไปห้ามเพื่อนแทบไม่ทัน หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีแบบไม่มีสัญญาณเตือน “พวกแกหยุดเลยนะ”
แล้วทำไมฉันต้องกลัวเขาด้วยเนี่ย…
ร่างเล็กสูดลมหายใจลึก แล้วพูดรวดเดียวจบแบบไม่ให้ใครแทรก “จำที่ฉันเคยเล่าไหม ว่ามีครอบครัวใจดีรับเลี้ยงฉันตอนเด็ก ๆ นี่คุณณณณ ลูกชายคุณปรางทิพย์กับคุณณิภพ ครอบครัวที่ฉันเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ”
“อ่อ…” ศศิธรลากเสียงยาว จ้องณณณตาไม่กะพริบ ความสนใจฉายชัดบนใบหน้า
“หล่อขนาดนี้… โสดไหมคะ”
ณณณหันมองเพื่อนของยัยเด็กดื้อที่ใจกล้าไม่เบา “โสดไหมเหรอ…” เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะตวัดแขนโอบร่างบางข้างตัวเข้ามาแนบอก
“เมียผมก็นั่งอยู่ตรงนี้ไงครับ”
“อะไรนะ!”
สามสาวร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ตาเบิกโพลงเหมือนเห็นยูเอฟโอลงจอดกลางผับ แม้แต่คนที่เพิ่งถูกประกาศสถานะว่าเป็นเมีย ยังอ้าปากค้าง มองหน้าเขาอย่างงุนงงก่อนจะตั้งสติได้แล้วแหวกลับไปทันที
“ฉันไปเป็นเมียคุณตอนไหน” แก้มแดงเถือก ทั้งจากความตกใจ และความเขินที่พุ่งขึ้นมาจุกอก
ณณณโน้มตัวกระซิบข้างหู ดวงตาเจ้าเล่ห์วาววับ “ต้องให้พี่ทวนความทรงจำไหมครับ” เขากระซิบเสียงเบาข้างหู เสียงทุ้มต่ำแทบไม่ต้องเปล่งดัง แต่กลับทำให้เธอสะดุ้ง ยิ่งลมหายใจร้อน ๆ ที่เป่ารดข้างหู ทำเอาเธอเผลอย่นคอหนีอย่างลืมตัว
ตรัสสากระซิบเสียงลอดไรฟันตอบกลับ “ไม่ต้องค่ะ คุณนนท์รู้ดีอยู่แล้ว ว่ามันไม่มีความทรงจำอะไรให้ทวน”
ทันใดนั้น ปัธนัยกับศรุตก็เดินมาถึงโต๊ะ พอเห็นตรัสสาในอ้อมแขนเพื่อนรัก ศรุตก็ชี้นิ้วทันที “ไอ้นนท์ น้องในกระเป๋าตังค์มึงนี่หว่า”
ตรัสสาขมวดคิ้วหันไปมองพวกเขาสองคน สลับกับมองหน้าณณณอย่างงุนงง “น้องในกระเป๋าตังค์อะไรคะ”
“ไม่มีอะไร” เขาตอบสั้น ๆ เบี่ยงสายตาหลบแบบผิดปกติสุด ๆ
ณัฐวัชรเห็นท่าไม่ดี รีบแทรกบทสนทนาแล้วเปลี่ยนบรรยากาศทันที “โอ๊ย จะเรื่องอะไรไม่สำคัญแล้วค่ะ มีหนุ่มหล่อมากันทั้งที โต๊ะเรากำลังสนุกอยู่เลย เชิญร่วมวงค่ะ พ่อเทพบุตรสุดหล่อทั้งสาม”
ทั้งสามหนุ่มพยักหน้ารับคำเชิญ พวกเขาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ปัธนัยแนะนำตัวเองคนแรกว่าเขาเป็นหมอฉุกเฉิน ส่วนศรุตเป็นหมอเฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ ส่วนณณณ เป็นศัลยแพทย์ทรวงอก
“โอ๊ย! โปรไฟล์ดีมากเว่อร์ คืนนี้มันคืนนัดบอดหมอหล่อชัด ๆ” ณัฐวัชรหันมากระซิบกับศศิธร ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ แต่เสียงกระซิบนั้นดังเกินไปเลยทำเอาหลุดขำกันทั้งโต๊ะ
บทสนทนาเริ่มไหลลื่นไปเรื่อยๆ มีเสียงหัวเราะสอดแทรกมาเป็นระยะ มีณัฐวัชร ศศิธร และปัธนัยเป็นตัวชงหลัก
ส่วนหญิงสาวตัวเล็กสุดในโต๊ะกลับนั่งเงียบกว่าปกติ ตรัสสารู้สึกกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งที่ต้องสบตากับณณณ เมื่อดวงตาคมจ้องมาที่เธอไม่ห่าง
“ยัยขิง หมดแก้ววว” ศศิธรส่งแก้วให้ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
คนตัวเล็กดื่มรวดเดียวโดยไม่ลังเล นับไม่ถ้วนแล้วว่านี่แก้วที่เท่าไหร่ จนกระทั่งมือแข็งแรงวางแตะหลังมือเธอเบา ๆ
“พอแล้ว เดี๋ยวเมา” เสียงทุ้มต่ำเรียบง่าย แต่ทำเอาเธอชะงัก รอยยิ้มจางหายจากใบหน้าสวยทันที
“ฉันจะเมา หรือไม่เมาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”
“อืม… ก็ลองเมาดูจะได้รู้ว่าเกี่ยวไม่เกี่ยว” เสียงทุ้มยังเรียบเหมือนเดิม แต่น้ำเสียงแบบนั้น… เธอรู้ดีว่าเขาหมายความตามนั้นทุกคำ
มือเล็กหยิบแก้วขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าไม่ยอมแพ้ “มูมู่ เติมให้ฉัน”
“เอ่อ...” ศศิธรเหลือบมองณณณแวบหนึ่ง แต่ก็ยื่นเหล้าให้ตามคำขอ
ณัฐวัชรเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตึงเครียด ก็รีบพูดแก้สถานการณ์ “พี่หมอนนท์ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้ายัยขิงเมาเดี๋ยวแนนนี่แบกกลับเองค่ะ เห็นร่างน้อยแบบนี้แต่แบกยัยขี้เมาสองตัวนี้กลับประจำค่า คริคริ”
“มึงก็อย่าห่วงนักเลย น้อง ๆ เขามาสนุกกัน” ศรุตช่วยเสริมอีกแรง
หญิงสาวต้นเรื่อง ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือความน้อยใจที่สะท้อนขึ้นมาในอก ไม่ว่ากี่แก้วที่รับมาเธอก็กระดกหมดแบบไม่คิดชีวิต
“ต๊าย อินี่ ก็ค่อย ๆ ดื่มสิยะ” ณัฐวัชรหยิกขายัยเพื่อนสุดดื้อที่ใต้โต๊ะแล้วกระซิบเสียงเบา “พี่หมอนนท์ดูทรงแล้วเหมือนจะรอเชือด แกก็อย่ายั่วให้เขาปรี๊ดสิยะ”
“เขาจะทำอะไรฉันได้ เหอะ!” ตรัสสาสวนกลับเสียงดัง แล้วถอดแจ็กเก็ตที่ลืมตัวใส่คลุมอยู่นานคืนให้เขา
ณณณเห็นเด็กดื้อกำลังเริ่มจะงัดข้อกับเขา คิ้วเข้มขมวดยุ่ง “ใส่ไว้”
“ไม่ค่ะ ร้อน”
ครึ่งชั่วโมงถัดมา เสียงเคาะประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอีกครั้ง“เชิญครับ” เสียงทุ้มเรียบขานอนุญาตโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากเอกสารที่อ่านอยู่ในมือประตูเปิดออกช้า ๆ ชายหนุ่มทำเพียงแค่เหลือบตาขึ้นมองผ่านกรอบแว่นเพียงแว่บเดียว ตามด้วยเสียงถอนหายใจที่แสดงออกถึงอาการเหนื่อยใจลึก ๆ ไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนเข้าหาใครกันแน่ ระหว่างแม่ของเขา หรือกิตติยานางเอกเบอร์ต้นที่มองดูแบบไม่ผ่านสมองให้ต้องเหนื่อยกลั่นกรอง ก็รู้ว่าอยากจะได้บทลูกสะใภ้ตระกูลเพทาพิทักษ์เต็มประดาแต่ก็ต้องถามเขาก่อน... ว่าเขาจะ ‘เอา’ ไหม!คนที่เดินนำเข้ามาก่อนคือบุคคลที่เขาไม่อยากเจอที่สุดในช่วงเวลานี้ มารดาบังเกิดเกล้าตามหลังมาคือหญิงสาวในชุดเดรสเรียบหรูสีฟ้าอ่อนราคาแพง ให้ความรู้สึกอ่อนหวาน เพราะเจ้าตัวต้องการให้ลุคของตัวเองในวันนี้แลดูประหนึ่งนางฟ้านางสวรรค์ผู้มีใจโอบอ้อมอารี สะโพกกลมมนพลิ้วไหวตามจังหวะ รองเท้าส้นสูงที่กระทบพื้นอย่างมั่นใจ มีผู้จัดการสาวร่างอวบเกาะชายกระโปรงตามมาติด ๆใบหน้าสวยคลี่ยิ้มละมุนถูกจัดไว้อย่างพอเหมาะพอดี ให้ดูอ่อนโยน และน่าทะนุถนอมให้มากที่สุด แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับช
ร่างสูงเปิดประตูเข้าห้องทำงานด้วยสภาพครึ่งคนครึ่งผี มองสภาพเพื่อนรักทั้งสองที่ดูดีกว่าเขาอยู่หน่อยหนึ่ง ทั้งคู่มารอเจอตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ตอนนี้กลับพากันงีบหลับอยู่คนละมุมของโซฟาณณณไม่คิดจะปลุก เป็นหมอเหมือนกัน ย่อมเข้าใจว่าการได้งีบหลับนั้น มันคือช่วงเวลาที่แสนวิเศษมากแค่ไหน ดวงตาคมมองเลยไปที่กองแฟ้มที่ถูกวางเรียงกันเต็มโต๊ะ แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่“แบบนี้จะให้มีเวลาอยู่กับเมียได้ยังไงวะ ไม่เป็นแล้วได้ไหมหมอ…” เขาบ่นกับตัวเองอย่างหัวเสียมือหนายกข้อมือดูเวลาบนหน้าปัด ตอนนี้สิบโมงแล้ว ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็นจนถึงเมื่อครู่นี้ เขาเข้าผ่าตัดติดกันมาสามเคส ไม่มีเวลาแม้แต่วินาทีเดียวที่จะหยิบมือถือขึ้นมาดูว่าภรรยาสุดที่รักแอบส่งอะไรน่ารักๆ มาอ้อนอีกหรือเปล่ามือหนาโยนเสื้อกาวน์ที่ถือติดมือมาด้วยพาดไว้บนพนักเก้าอี้ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำด้านใน เพื่อชำระร่างกาย ให้น้ำเย็นๆ ช่วยชะล้างความเครียดที่สะสมจากเคสผ่าตัดไม่นานนัก ร่างสูงก็เดินออกมาพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบสะอาด กางเกงสแล็กเข้ารูป มือหนึ่งถือผ้าขนหนูซับเส้นผมที่ยังเปียกหมาด เหลือบมองไปที่โซฟาอี
ตลอดสามวันที่ผ่านมา สองสามีภรรยาไม่ได้เจอหน้ากันเลย แม้แต่โอกาสจะคุยเรื่องของนัยนาที่ตั้งใจไว้ก็ไม่มี เวลาที่เธอว่าง เขาก็ติดผ่าตัด ทุกครั้งที่เขาว่าง เธอก็ต้องเข้าเวร และเธอไม่อยากคุยเรื่องสำคัญผ่านโทรศัพท์ยิ่งช่วงสองสามวันนี้ มีเคสอุบัติเหตุใหญ่ติดกันหลายเคส เมื่อวานก็มีรถทัวร์ที่พานักเรียนไปทัศนศึกษาพลิกคว่ำ คนเจ็บกระจายกันอยู่หลายวอร์ด ในโรงพยาบาลวุ่นวายจนเหมือนเป็นสนามรบย่อม ๆผู้ปกครองของเด็ก ๆ มากันเต็มหน้าโรงพยาบาล นักข่าวก็พากันแห่มาทำข่าว พื้นที่ที่ควรสงบเพื่อรักษาผู้ป่วย กลับวุ่นวายกว่าทุกวันและสามีสุดที่รัก... ในฐานะผู้อำนวยการ และศัลยแพทย์ทรวงอก ต้องรับบทหนักกว่าใคร ไม่มีเวลาแม้แต่จะพักผ่อนดี ๆ เธอทำได้เพียงส่งข้าว ส่งน้ำ ส่งของบำรุงผ่านทางเลขาส่วนตัวของเขาเท่านั้นคนอย่างน้ำขิงถือคติ ลืมอะไรก็ลืมได้ แต่จะลืมอ้อนหลัวไม่ได้!ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะกระจกดังขึ้นหน้าช่องติดต่อของห้องยาภานิกาที่กำลังจัดของเตรียมตัวลงเวรเช้าพลันหยุดมือ หันไปเปิดบานกระจกหน้าต่างเลื่อนออก“ติดต่อเรื่องอะไรคะ”หญิงวัยกลางค
เพราะมันเป็นไปไม่ได้น่ะสิ!!ปรางทิพย์ร้องลั่นในใจ ถ้าหาทางให้บุตรชายเอ่ยปากขอหย่าได้ จะถ่อมาให้เด็กมันถอนหงอกถึงที่เหรอ แต่ตอนนี้มีลูกสะใภ้ในใจแล้ว ต้องหาทางทำให้สองคนนี้แยกทางกันให้ได้แต่... เรื่องนี้ เอาไว้ก่อน เธอมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องคุย“ทำไมต้องคอยหาเรื่องแป้น”ตรัสสาขมวดคิ้ว “แป้น?” ใครกัน ชื่อคุ้นๆ แต่จำไม่เห็นได้ว่าเคยรู้จัก“ใครคะ น้ำขิงไม่รู้จัก”“ก็ หัวหน้าเธอ ยังไงล่ะ”“อ๋อออ…” ตรัสสาลากเสียงยาว ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก ที่ทำงานก็เรียกกันแต่หัวหน้า ไม่เห็นมีใครเรียกยัยหัวหน้าโรคจิตด้วยชื่อเล่นสักคน“หัวหน้าที่รักของน้ำขิงชื่อเล่นว่าแป้นนี่เอง” เธอยิ้มบาง หยิบแก้วน้ำขึ้นจิบอย่างใจเย็น“แต่… น้ำขิงไม่ได้คอยหาเรื่องค่ะ แค่กำลังหาหลักฐานที่เขาทำความผิดเฉย ๆ ”ตรัสสาเห็นแม่สามีขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจ ต้องเป็นเธอไหมล่ะ ที่ไม่เข้าใจมากกว่า “แล้วทำไมน้ำขิงต้องจ้องจับผิดเขาด้วยคะ”“เพราะเขาเป็นน้าของตานนท์ เธอเลยต้องการกำจัดคนที่จะคาบข่าวมาฟ้องฉันสินะ”“เดี๋ยวนะคะคุณป้า มโนเรื่องกันเก่งมากเลย ค
ตรัสสาลากร่างที่แทบจะเหลือแต่จิตวิญญาณลงจากรถแท็กซี่ สองขาสั้น ๆ ไร้เรี่ยวแรงจนเกือบลากไปกับพื้น ร่างกายล้าจนแทบจะล้มพับอยู่ตรงล็อบบี้ คงเพราะพลังชีวิตโดนสูบไปจนเกลี้ยงจากเวรดึกเมื่อคืนต้องโดนยัยหัวหน้าโรคจิตแอบสาปแช่งแน่ ๆ ถึงได้เปลี่ยนจาก เวรดึก กลายเป็น เวรเยิน ขนาดนี้ ปกติงานในห้องยาไม่ได้หนักขนาดนี้ แต่โดนตามตัวออกมาช่วยที่ห้องฉุกเฉินด้วย เพราะเมื่อคืนมีอุบัติเหตุใหญ่แผนของเธอวันนี้ไม่มีอะไรมาก นอกจาก... ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม ๆ นอน แล้วก็นอน แล้วก็นอน แล้วก็นอนนนนนชดเชยกับการเข้าเวรติดต่อกันมาหลายวัน แต่ดูเหมือนคำสาปแช่งจากยัยหัวหน้าโรคจิตจะยังไม่หมด เพราะสวรรค์ไม่เข้าข้างเธอแม้แต่น้อย ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง สิ่งแรกที่เห็นในสายตา คือเรือนร่างอันสง่างามของแม่สามี นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟากลางห้องนั่งเล่น คล้ายกับราชินีแม่มดที่กำลังรอเหยื่อให้เดินเข้ามาติดกับดักดวงตาคมเฉียบจับจ้องมาทางประตู… มองร่างเล็กที่ชะงักเท้าไว้กลางอากาศ ไม่ยอมก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องตรัสสาลังเลในใจ จะถอยเท้ากลับออกไป แล้วไปขอนอนห้องยัยสองเพื่อนซี้ตัวแสบดีไหม ยังไม
‘ขอร้องล่ะ… ช่วยยายหนูด้วยนะคะ’เข้าใจดีว่าความรู้สึกของการรอคอยที่ไม่อยากรับรู้จุดจบมันโหดร้ายแค่ไหน ตรัสสานั่งลงข้าง ๆ แล้วกดส่งข้อความไปหาภานิกา รุ่นพี่ที่เข้าเวรด้วยกันคืนนี้ เมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายมาถึงโรงพยาบาลแล้ว เลยอยากอยู่เป็นเพื่อนญาติผู้ป่วยคนนี้อีกสักครู่“พี่ชื่ออะไรคะ หนูชื่อน้ำขิง เป็นเภสัชกรที่เข้าเวรคืนนี้ค่ะ”วาสนาเม้มปากนิดๆ ก่อนตอบกลับเสียงเบา “…พี่ชื่อน้อย”“พี่น้อยเป็นภรรยาคนไข้หรือคะ”แม้จะดูเหมือนเสียมารยาทที่ถามเรื่องส่วนตัว แต่ร่างเล็กต้องการแค่ดึงคนตรงหน้าให้ออกจากความมืดมิดในจิตใจบ้าง ช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ยังดี และเลือกที่จะไม่ชวนคุยเรื่องอื่น เพราะเวลานี้เจ้าตัวคงไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องอะไร แค่อยากให้เจ้าตัวได้ระบายมันออกมาบ้างตอนเข้าไปส่งยาด้านในห้อง แว่บหนึ่งที่ดวงตากลมโตเหลือบมองผู้ป่วยบนเตียง เป็นชายวัยกลางคน ร่างกายผอมผิวเหลืองซีด แต่ช่วงท้องบวมโตคลาดว่าเกิดจากภาวะน้ำในช่องท้อง“ไม่ใช่… เขาเป็นพี่ชาย”“อ่อ... ค่ะ พี่ชายพี่น้อย เขาป่วยเป็นอะไรหรอคะ”วาสนาเม้มปากแน่นกว่าเดิม น้ำตาที่กลั้นไว้
แสงแดดอ่อนจากหน้าต่างเล็ดลอดเข้ามากระทบเปลือกตา ทำให้ร่างเล็กที่กำลังนอนหลับสบายต้องขมวดคิ้วน้อย ๆ เธอพยายามจะพลิกตัวหนีแสง แต่กลับทำไม่ได้ เพราะติดอะไรบางอย่าง พอก้มมองก็เห็นสาเหตุ ท่อนแขนวางพาดอยู่บนเอว ทั้งมือใหญ่ก็กำชายเสื้อนอนของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะหนีหายไปไหนดวงตากลมโตเบิกกว
“ปล่อยฉันนะ”มือเล็กพยายามแงะมือที่จับแขนเธอไว้แน่น แต่ยิ่งดึง เขาก็ยิ่งบีบแรงขึ้นจนรู้สึกเจ็บ “เจ็บนะ…” เธอร้องบอกเขาร่างสูงชะงักทันทีที่ได้ยิน เขาคลายแรงบีบลง… แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อย“ไม่ดื้อกับพี่… ได้ไหม” เสียงทุ้มฟัง
“ไม่ค่ะ ร้อน” เธอสะบัดเสียงอย่างดื้อรั้นบรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เพื่อน ๆ เห็นท่าไม่ดี จึงค่อย ๆ ทยอยลุกออกจากโต๊ะ ปล่อยให้ทั้งคู่อยู่เคลียร์ใจกันตามลำพัง ร่างเล็กเห็นเพื่อนตัวเองชิ่งหนี ก็เตรียมจะลุกหนีเหมือนกัน“ถ้าลุกขึ้นจากโต๊ะ พี่จะพากลับทันที”“คุณมีสิทธิ์อะไรมา
ร่างเล็กยิ้มบาง ส่ายหน้าให้เพื่อนอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย กระซิบเบา ๆ กับตัวเอง “ไม่ได้มีสเปคอะไร แค่ต้องเป็นเขาเท่านั้น…”“ว่าไงนะนังชะนี พูดอะไรนะ” ณัฐวัชรตะโกนถามย้ำ แต่เสียงเพลงกลบคำพูดไปหมดในอีกมุมหนึ่งของผับ โต๊ะที่ดูเงียบสงบกว่าบร







