Masukมือเรียวรีบคว้าแขนเขาลงจากเวทีแบบไม่คิดชีวิต ใบหน้าสวยแดงจัดด้วยความอับอาย เพราะสายตาหลายคู่ในผับจับจ้องมาที่พวกเขา บ้างยิ้มกรุ่มกริ่ม บ้างกระซิบกระซาบกันเบา ๆ แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกัน คือทั้งคู่ดูเหมาะสมราวกับหลุดออกมาจากพระนางในซีรีส์จีน
ตรัสสาลากเขากลับมาที่โต๊ะอย่างไว พอถึงปุ๊บก็รีบปล่อยมือแล้วทรุดตัวลงนั่งแทบจะทันที หวังหลบสายตาเพื่อนร่วมโต๊ะที่กำลังจ้องมาแบบจะเผากันให้มอด
“ต๊าย นังขิง แกไปแอบซ่อนพ่อเทพบุตรไว้ตอนไหนยะ” ณัฐวัชรโพล่งขึ้นทันที ดวงตาเป็นประกายวิบวับ จนณณณที่ถูกจับจ้องอยู่ถึงกับเลิกคิ้ว
“นั่นสิ ถึงว่า ทำไมเมินอาจารย์เจมส์ได้หน้าตาเฉย เพราะมีของดี ของแรร์อยู่กับตัวนี่เอง” ศศิธรเสริมเสียงแซวอย่างรู้ทัน
ดวงตาคมของณณณตวัดมองใบหน้าสวยข้างตัวก่อนจะหันไปทางศศิธร “อาจารย์เจมส์… เหรอ” น้ำเสียงเยียบเย็นดังขึ้น
ตรัสสาก็รีบหันขวับไปห้ามเพื่อนแทบไม่ทัน หัวใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีแบบไม่มีสัญญาณเตือน “พวกแกหยุดเลยนะ”
แล้วทำไมฉันต้องกลัวเขาด้วยเนี่ย…
ร่างเล็กสูดลมหายใจลึก แล้วพูดรวดเดียวจบแบบไม่ให้ใครแทรก “จำที่ฉันเคยเล่าไหม ว่ามีครอบครัวใจดีรับเลี้ยงฉันตอนเด็ก ๆ นี่คุณณณณ ลูกชายคุณปรางทิพย์กับคุณณิภพ ครอบครัวที่ฉันเคยเล่าให้ฟังนั่นแหละ”
“อ่อ…” ศศิธรลากเสียงยาว จ้องณณณตาไม่กะพริบ ความสนใจฉายชัดบนใบหน้า
“หล่อขนาดนี้… โสดไหมคะ”
ณณณหันมองเพื่อนของยัยเด็กดื้อที่ใจกล้าไม่เบา “โสดไหมเหรอ…” เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะตวัดแขนโอบร่างบางข้างตัวเข้ามาแนบอก
“เมียผมก็นั่งอยู่ตรงนี้ไงครับ”
“อะไรนะ!”
สามสาวร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ตาเบิกโพลงเหมือนเห็นยูเอฟโอลงจอดกลางผับ แม้แต่คนที่เพิ่งถูกประกาศสถานะว่าเป็นเมีย ยังอ้าปากค้าง มองหน้าเขาอย่างงุนงงก่อนจะตั้งสติได้แล้วแหวกลับไปทันที
“ฉันไปเป็นเมียคุณตอนไหน” แก้มแดงเถือก ทั้งจากความตกใจ และความเขินที่พุ่งขึ้นมาจุกอก
ณณณโน้มตัวกระซิบข้างหู ดวงตาเจ้าเล่ห์วาววับ “ต้องให้พี่ทวนความทรงจำไหมครับ” เขากระซิบเสียงเบาข้างหู เสียงทุ้มต่ำแทบไม่ต้องเปล่งดัง แต่กลับทำให้เธอสะดุ้ง ยิ่งลมหายใจร้อน ๆ ที่เป่ารดข้างหู ทำเอาเธอเผลอย่นคอหนีอย่างลืมตัว
ตรัสสากระซิบเสียงลอดไรฟันตอบกลับ “ไม่ต้องค่ะ คุณนนท์รู้ดีอยู่แล้ว ว่ามันไม่มีความทรงจำอะไรให้ทวน”
ทันใดนั้น ปัธนัยกับศรุตก็เดินมาถึงโต๊ะ พอเห็นตรัสสาในอ้อมแขนเพื่อนรัก ศรุตก็ชี้นิ้วทันที “ไอ้นนท์ น้องในกระเป๋าตังค์มึงนี่หว่า”
ตรัสสาขมวดคิ้วหันไปมองพวกเขาสองคน สลับกับมองหน้าณณณอย่างงุนงง “น้องในกระเป๋าตังค์อะไรคะ”
“ไม่มีอะไร” เขาตอบสั้น ๆ เบี่ยงสายตาหลบแบบผิดปกติสุด ๆ
ณัฐวัชรเห็นท่าไม่ดี รีบแทรกบทสนทนาแล้วเปลี่ยนบรรยากาศทันที “โอ๊ย จะเรื่องอะไรไม่สำคัญแล้วค่ะ มีหนุ่มหล่อมากันทั้งที โต๊ะเรากำลังสนุกอยู่เลย เชิญร่วมวงค่ะ พ่อเทพบุตรสุดหล่อทั้งสาม”
ทั้งสามหนุ่มพยักหน้ารับคำเชิญ พวกเขาแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ปัธนัยแนะนำตัวเองคนแรกว่าเขาเป็นหมอฉุกเฉิน ส่วนศรุตเป็นหมอเฉพาะทางด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ ส่วนณณณ เป็นศัลยแพทย์ทรวงอก
“โอ๊ย! โปรไฟล์ดีมากเว่อร์ คืนนี้มันคืนนัดบอดหมอหล่อชัด ๆ” ณัฐวัชรหันมากระซิบกับศศิธร ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ แต่เสียงกระซิบนั้นดังเกินไปเลยทำเอาหลุดขำกันทั้งโต๊ะ
บทสนทนาเริ่มไหลลื่นไปเรื่อยๆ มีเสียงหัวเราะสอดแทรกมาเป็นระยะ มีณัฐวัชร ศศิธร และปัธนัยเป็นตัวชงหลัก
ส่วนหญิงสาวตัวเล็กสุดในโต๊ะกลับนั่งเงียบกว่าปกติ ตรัสสารู้สึกกระอักกระอ่วนใจทุกครั้งที่ต้องสบตากับณณณ เมื่อดวงตาคมจ้องมาที่เธอไม่ห่าง
“ยัยขิง หมดแก้ววว” ศศิธรส่งแก้วให้ ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
คนตัวเล็กดื่มรวดเดียวโดยไม่ลังเล นับไม่ถ้วนแล้วว่านี่แก้วที่เท่าไหร่ จนกระทั่งมือแข็งแรงวางแตะหลังมือเธอเบา ๆ
“พอแล้ว เดี๋ยวเมา” เสียงทุ้มต่ำเรียบง่าย แต่ทำเอาเธอชะงัก รอยยิ้มจางหายจากใบหน้าสวยทันที
“ฉันจะเมา หรือไม่เมาก็ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”
“อืม… ก็ลองเมาดูจะได้รู้ว่าเกี่ยวไม่เกี่ยว” เสียงทุ้มยังเรียบเหมือนเดิม แต่น้ำเสียงแบบนั้น… เธอรู้ดีว่าเขาหมายความตามนั้นทุกคำ
มือเล็กหยิบแก้วขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าไม่ยอมแพ้ “มูมู่ เติมให้ฉัน”
“เอ่อ...” ศศิธรเหลือบมองณณณแวบหนึ่ง แต่ก็ยื่นเหล้าให้ตามคำขอ
ณัฐวัชรเห็นบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตึงเครียด ก็รีบพูดแก้สถานการณ์ “พี่หมอนนท์ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้ายัยขิงเมาเดี๋ยวแนนนี่แบกกลับเองค่ะ เห็นร่างน้อยแบบนี้แต่แบกยัยขี้เมาสองตัวนี้กลับประจำค่า คริคริ”
“มึงก็อย่าห่วงนักเลย น้อง ๆ เขามาสนุกกัน” ศรุตช่วยเสริมอีกแรง
หญิงสาวต้นเรื่อง ไม่รู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือความน้อยใจที่สะท้อนขึ้นมาในอก ไม่ว่ากี่แก้วที่รับมาเธอก็กระดกหมดแบบไม่คิดชีวิต
“ต๊าย อินี่ ก็ค่อย ๆ ดื่มสิยะ” ณัฐวัชรหยิกขายัยเพื่อนสุดดื้อที่ใต้โต๊ะแล้วกระซิบเสียงเบา “พี่หมอนนท์ดูทรงแล้วเหมือนจะรอเชือด แกก็อย่ายั่วให้เขาปรี๊ดสิยะ”
“เขาจะทำอะไรฉันได้ เหอะ!” ตรัสสาสวนกลับเสียงดัง แล้วถอดแจ็กเก็ตที่ลืมตัวใส่คลุมอยู่นานคืนให้เขา
ณณณเห็นเด็กดื้อกำลังเริ่มจะงัดข้อกับเขา คิ้วเข้มขมวดยุ่ง “ใส่ไว้”
“ไม่ค่ะ ร้อน”
ตรัสสาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องประชุมของแผนกเภสัชกรรมผู้ป่วยใน ดวงตากลมโตไล่มองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว วันนี้เป็นวันแรกของการฝึกงานที่นี่ แต่จากบรรยากาศตึงเครียดที่เห็นแล้วก็รู้ได้ทันที... ว่าอีกสองเดือนต่อจากนี้คงจะไม่ง่ายสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่ร่างบอบบางของนักศึกษาฝึกงาน ทุกคนในห้องเงียบกริบ ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความเย็นชา เหยียดหยาม และความไม่เป็นมิตรที่แผ่กระจายอยู่ทั่วห้องหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ “สวัสดีค่ะ ดิฉันตรัสสา หรือเรียกน้ำขิงก็ได้ค่ะ นักศึกษาเภสัชศาสตร์ปีที่หก ขอฝากตัวด้วยนะคะ”มือเล็กยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม พยายามรักษาสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดนัยนา หัวหน้าแผนกเภสัชกรรมผู้ป่วยใน วัยห้าสิบปี กวาดตามองหญิงสาวที่พึ่งเข้ามาใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ริมฝีปากเหยียดยิ้มเสี้ยววินาที“หืม… เธออยากฝึกงานที่นี่จริงหรือเปล่า ทำไมถึงได้มาสายตั้งแต่วันแรกแบบนี้!”ตรัสสาสะดุ้งเล็กน้อย กับเสียงกึ่งตวาดนั้น เธอยกข้อมือดูเวลาสายไปห้านาที… แต่จะกี่นาทีก็เรียกว่าสาย เธอรู้ตัวว่าตนเองผิด ก็ยกมือไหว้ขอโทษแ
เธอจำทุกอย่างได้แล้ว...ตอนนั้นที่เธอก้าวออกจากรั้วบ้านเพทาพิทักษ์ ยังเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำ เด็กผู้หญิงอายุสิบเจ็ดที่ไม่มีใครเหลืออยู่ข้าง ๆ แม่ผู้ให้กำเนิดก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย พ่อผู้ให้กำเนิดเป็นใครก็ไม่รู้ ยายที่เป็นญาติที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวก็ตายลงเงินเก็บติดตัวมีเพียงไม่กี่พันบาท ต้องเลือกพักโรงแรมราคาถูกที่สุดแสนจะน่ากลัวเพื่อตั้งหลัก ตอนนั้นเธอเคว้งคว้างสิ้นดี จนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อด้วยซ้ำแต่ไม่ทันข้ามคืน... ก็มีสายจากเจ้าหน้าที่ห้องธุรการของโรงเรียนที่เธอเคยไปช่วยงาน โทรมาแจ้งว่าเธอได้รับทุนเรียนฟรี แลกกับการทำงานเสียงกระจายสายในตอนเช้า และต้องช่วยงานโรงเรียนอีกสารพัดแบบ แล้วแต่โรงเรียนจะใช้มอบหมาย ทั้งยังอนุญาตให้อยู่หอพักอาจารย์หลังโรงเรียนได้ตอนนั้น… เธอคิดว่ามันคือปาฏิหาริย์ตอนสอบติดมหาวิทยาลัยก็เหมือนกัน อยู่ ๆ ก็มีคอนโดราคาถูกเกินจริงมาวางตรงหน้า ตอนที่ล้มหมดสติหน้าคอนโด ก็มีคนพาไปส่งโรงพยาบาลทันทีทุกครั้งที่ปัญหาเกิดขึ้น… แล้วคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดายเธอคิดมาตลอดว่าเป็นเพราะโชคช่วยแต่เปล่าเลย…
ในดวงตาคมที่ทอดมองมา ไม่ได้มีเพียงแค่ความอ่อนโยน มันเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนมันลึกซึ้ง… หนักแน่น บรรจุความในใจเป็นพันเป็นหมื่นข้อความที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ มือหนาลูบศีรษะเล็กแผ่วเบา ปลายนิ้วค้างอยู่นาน คล้ายกับว่า เขากำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างที่เป็นเรื่องยาก“ถ้าพี่จะบอกว่า… ทุกเรื่องที่พี่ทำไป พี่ตั้งใจล่ะ”ตรัสสารู้สึกผิดคาดในคำตอบที่ได้ยินจากปากเขา และคำตอบนี้มันดึงหัวใจดวงน้อยของเธอให้สั่นไหว ร่างเล็กเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาจับจ้องเขาแน่นิ่งเต็มไปด้วยคำถาม“หมายความว่ายังไงคะ”ณณณไม่ได้ตอบในทันที ปลายนิ้วไล้ลงบนหลังมือขาวเนียน ใช้ความคิดอย่างหนักว่าเขาจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับคนตรงหน้าอย่างไรดี แต่เดิมเขาก็เป็นคนพูดไม่เก่ง ถนัดลงมือทำมากกว่าใช้ปาก“ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน...” เสียงทุ้มเกริ่นขึ้นช้า ๆ เนิบนาบแต่สำหรับเธอ… เวลาราวกับหยุดนิ่ง รอคอยสิ่งที่จะได้ยินต่อไปจากเขา จนอดจะแขวะเขาเล็กน้อยไม่ได้“เดี๋ยวก่อน! น้ำขิงไม่ได้อยากทำลายบรรยากาศนะ แต่พี่นนท์ช่วยพูดแบบต่อประโยคเร็ว ๆ ได้ไหมอ่ะ”ณณณก
ตัดกลับมาที่ปัจุบัน... ภาพในวันนั้นยังแจ่มชัดไม่เคยจาง...ชายคนเดียวกัน ที่ครั้งหนึ่งเคยทิ้งเธอไว้ข้างหลังโดยไม่เหลียวกลับมามอง แต่วันนี้กลับยืนอยู่ในครัว กำลังทำมื้อเช้าที่กำลังจะกลายเป็นมื้อกลางวันให้เธอกินกลิ่นไข่เจียวหอมฟุ้งไปทั่วห้อง แต่กลิ่นนั้น… ไม่ได้ทำให้เธอหิวเท่ากับความรู้สึกที่กำลังแล่นพล่านในอกในตอนนี้... เขาอบอุ่นเหลือเกิน อบอุ่นจนเธอรู้สึกใจหวิว รอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปากเขา ทำให้เธออยากจะเชื่อว่าทุกอย่างที่ผ่านมา... มันเป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งใช่… เธอรู้ตัวดี ว่าตัวเองรักเขามากแค่ไหน เขาเปรียบเสมือนโลกทั้งใบของเธอ รักมาตลอด รักไม่เคยเปลี่ยน และมันไม่เคยลดลงเลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียวแต่… อีกใจหนึ่งก็ยังกังวล และกังขาในตัวเขา เป็นเส้นกลางที่เธอยังไม่กล้าก้าวผ่าน ความรักที่เต็มเปี่ยม ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีช่องว่าง เพราะความเชื่อใจที่เคยแน่นหนา มันเคยถูกทำลายลงในชั่วพริบตาคืนนั้น… เมื่อหกปีก่อน…เป็นเหมือนม่านหมอกที่บดบังทุกภาพฝันในวัยเยาว์ ไม่ว่าจะพยายามผลักมันออกไปแค่ไหน มันก็ยังวนกลับมาเสมอ
หญิงสาวตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดระบมไปทั้งตัว ผลพวงจากความเอาแต่ใจของใครบางคนเมื่อคืนนี้ หลังจากเขาเช็ดตัวให้เธอเสร็จแล้ว… พ่อคนหน้ามึนก็ไม่ยอมใส่ชุดนอนกลับเข้าที่ให้ตามเดิม“นาน ๆ ที พี่จะว่าง ขอเก็บเกี่ยวหน่อยนะครับ” นั้นคือประโยคสุดท้ายที่เจ้าคนตะกละไม่รู้จักพอพูดกับเธอเมื่อคืนนี้ ก่อนบทรักจะยาวต่อเนื่อง จนเธอต้องเธอต้องขู่หนีไปนอนกับเพื่อนเขาถึงจะหยุด ตากลมโตปรือปรอย มองเพดานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปยังข้างกายที่ว่างเปล่า“อดนอนจนเคยชินสินะ…”ตรัสสาปรายตามองนาฬิกาบนหัวเตียง สิบเอ็ดโมงกว่าให้ตายเถอะ… กว่าเขาจะหยุดยุ่มย่ามกับร่างกายเธอก็เกือบตีสี่ แล้วเมื่อคืนนี้ผีลามกตัวไหนมันสิงร่างเธออีกแล้ว!!! ยางอายบนหน้าเธอไม่มีเหลือแล้ว ฮือ...เธอถอนหายใจพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ฝืนพาตัวเองลุกขึ้นนั่ง แต่ทันทีที่ขยับ ร่างกายก็ส่งเสียงประท้วงอย่างรุนแรง“อูยยย… อย่าหวังว่ารอบหน้าจะได้เอาง่าย ๆ เลย ตาบ้า”ร่างเล็กบ่นพึมพำ กัดฟันลากตัวเองลุกจากเตียงอย่างทุลักทุเล วันนี้นัดอาจารย์ที่ปรึกษาเอาไว้ เธอต้องเข้ามหา
เพล้ง!เสียงแก้วไวน์กระทบพื้นดังสนั่น เศษแก้วแตกกระจายเกลื่อนทั่วพื้นพรม สะท้อนถึงอารมณ์เดือดพล่านของเจ้าของมือที่ปามันลงไปอย่างแรง“ยังนัดคุณหมอณณณไม่ได้อีกเหรอ!” เสียงแหลมสูงของ กิตติยา นางเอกสาวดาวรุ่งแห่งวงการบันเทิง ดังขึ้นด้วยความขุ่นเคืองร่างระหงในชุดเดรสสีแดงเพลิงระยิบระยับ ขับเน้นความเย้ายวน และแรงดึงดูดที่เจ้าตัวภาคภูมิใจ แต่ใบหน้าสวยจัดในตอนนี้ กลับบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ดวงตาวาวโรจน์ราวเปลวไฟ ขัดกับภาพลักษณ์อ่อนหวานที่เธอสร้างไว้ต่อสายตาคนภายนอกอย่างสิ้นเชิงกิตติยาหันขวับไปยังผู้จัดการส่วนตัวที่ยืนตัวแข็งไม่ห่าง“พี่พยายามแล้วค่ะ แต่คุณหมอติดเคสเข้าผ่าตัดแทบตลอด ...เลยค่ะ” คนตอบเสียงเบาหวิว ด้านหนึ่งเต็มไปด้วยความกลัว ด้านหนึ่งก็มีความอัดอั้นที่ยากจะกดกลืน“พี่ชมพู่...” เสียงเรียกชื่อชวนขนลุกจนคนถูกเรียกสะดุ้งเฮือก “มีสมองไว้คั่นหูอย่างเดียวหรือไง! คิดอะไรเองเป็นบ้างไหม ต้องให้ฉันสั่งทุกเรื่องเลยหรือยังไง!”เจนจิรา ผู้จัดการสาวร่างอวบ เม้มปากแน่นสุดแรงกลั้น ข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านขึ้นมาอย่างเต็มที่ เธอพยายามถอนหายใจออกมาใ
ตรัสสาเลิกสนใจข่าวลือที่แพร่สะพัด เธอยืนประจำเคาน์เตอร์จ่ายยา หยิบถุงยา และตรวจสอบรายละเอียดอย่างรอบคอบตามหน้าที่ เสียงเรียกของสรวิทย์ หัวหน้าแผนกที่ดูแลระหว่างฝึกงานดังขึ้น“น้ำขิง มาคุยกับพี่หน่อย”“สักครู่นะคะ ขอน้ำขิงจัดยาชุดนี้ก่อน” หลังจัดยาเสร็จ เธอรีบตามเข้าไปในห้องเก็บยาด้า
เช้าวันใหม่ในโรงพยาบาล...ร่างแบบบางเดินเข้ามาในโรงพยาบาลแต่เช้าตรู่ ในมือหิ้วปิ่นโตใบเล็กที่ป้าแหววเตรียมไว้ให้เหมือนกับเมื่อวาน มุ่งตรงไปรอยัยเพื่อนตัวดีทั้งสองที่โรงอาหารตลอดทางเดิน ตรัสสารู้สึกแปลก ๆ ...มีสายตาหลายคู่จ้องตรงมาที่เธอ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบประตูโรงพยาบาล
เขา... หล่อกว่าพระเอกที่เคยร่วมงานมากทั้งหมดอีกณณณพยักหน้ารับเล็กน้อย ส่งรอยยิ้มบางตามมารยาทก่อนเริ่มอธิบาย “การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดีครับ คนไข้มีหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดจากอุบัติเหตุ ซึ่งถือว่าเป็นภาวะฉุกเฉินร้ายแรง ตอนนี้เราซ่อมหลอดเลือดเรียบร้อย ใช้ทั้งการเย็บ และใส่หลอดเลือดเทียมร่วมกัน
ห้องตรวจ…เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่ เปรสินี พยาบาลประจำห้องจะผลักเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน“อาจารย์หมอคะ มีคนไข้ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บรุนแรง หลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดค่ะ ตอนนี้ทีม ER ส่งตัวคนไข้ไปเตรียมเข้าห้องผ่าตัดเรียบร้อยแล้วค่ะ”ณณณวางปากกาในมือลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมใ







