การใช้ชีวิตอยู่ในคฤหาสน์หลังนี้ ตรีวิทย์จึงยังอยู่ไกลของคำว่าอิสระมาก จะทำอะไร หรือไปที่ไหนก็มักจะมีพริริมาตามติดอยู่เสมอ หากขัดใจ เธอก็มักจะเอาน้ำตามาเรียกคะแนนสงสาร เพราะฉะนั้นการออกไปจากที่นี่โดยไม่รู้สึกผิดต่อลุงพีระ มีอยู่อย่างเดียวก็คือ เขาต้องสอบติดหมอให้ได้
ช่วงเวลาหลายเดือนก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนการเข้าสู่สมรภูมิรบที่ตรีวิทยทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเข้าแลก กองหนังสือเรียนและตำราอ้างอิงสูงท่วมโต๊ะ จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง แสงจากโคมไฟดวงเล็กมักจะส่องสว่างอยู่จนดึกดื่นแทบทุกวัน
ทว่าสมรภูมิสอบนี้ก็ยังคงมี ‘ตัวป่วน’ ที่คอยกวนสมาธิเขาอยู่เสมอ พริริมายังคงทำหน้าที่เป็นเงาตามตัวเขาไม่ห่าง
“แพง อย่าเสียงดังได้ไหม พี่อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง”
“ก็พี่ตรีไม่พาแพงไปกินไอศกรีมที่ห้างนี่คะ”
“ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าพี่ต้องอ่านหนังสือสอบ อีกไม่กี่วันพี่ต้องสอบแล้วนะ”
เด็กหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาอย่างเอื้อมระอา ใบหน้ากลมเริ่มงอง้ำขึ้นมา สองแขนเล็กยกขึ้นกอดอก แม้จะไม่ได้เหวี่ยงวินเหมือนที่ทำกับคนอื่นแต่สี่หน้าที่แสดงออกมาชัดเจนขนาดนั้น บ่งบอกความไม่พอใจได้เป็นอย่างดี
“ก็พี่ตรีเคยบอกว่าจะพาไปกินนี่คะ” เสียงเล็กยังคงทวงคำสัญญา
“แต่วันก็ไม่ใช่วันนี้ ถ้าอยากกินก่อนก็ให้ลุงหมีพาไป”
ว่าจบคนตัวสูงก็หันกลับไปสนใจกองหนังสือตรงหน้าต่อ โดยปล่อยให้พรริมายืนหน้างอคอง้ำอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าคนเป็นพี่ไม่ได้สนใจ ร่างป้อมจึงเดินกระทีบเท้าออกไป
“ไปกวนอะไรพี่เขามาอีกล่ะ พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปกวน พี่เขากำลังอ่านหนังสืออยู่”
พีระวางไอแพตในมือลง หลังจากดูตารางงานในวันหยุดแล้วไม่มีอะไรสำคัญ เขาจึงเลือกที่จะคุยกันงานผ่านการประชุมออนไลน์แทน
“ก็พี่ตรีเคยบอกว่าจะพาไปกินไอศรีมนี่คะ”
“แต่พี่เขาติดอ่านหนังสือ เอาอย่างงี้ไหม เดี๋ยวพ่อพาไป แล้วเราก็ซื้อของอร่อยมาให้พี่ตรีแทน แบบนั้นพี่ตรีน่าจะดีใจมากกว่านะ”
“วันนี้คุณพ่อว่างด้วยเหรอคะ”
พริริมาหันไปมองหน้าผู้เป็นบิดา ดวงตากลมโตมีแววสงสัยอยู่ในนั้น สีหน้าระคนแปลกใจทำให้พีระสะท้อนอยู่ในอกไม่น้อย มือหนาเอื้อมไปลูบหัวลูกสาวด้วยความเอ็นดู
“วันนี้พ่อจะทำตัวว่างเพื่อลูกเลย บอกมาว่าอยากไปเที่ยวที่ไหน อยากกินอะไร อยากทำอะไร พ่อจะตามใจแพงทุกอย่างเลย”
“เย้ ๆ “ สองแขนยกขึ้นเหนือศีรษะ อาการดีใจแบบนี้เขาแทบจะไม่เคยเห็นเลย
พอสองพ่อลูกออกจากบ้านไป ทุกอย่างก็กลับมาสงบลงอีกครั้ง
ตรีวิทย์พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยเวลาหลายชั่วโมงทีเจ้าตัวป่วนไม่อยู่คงทำให้เขามีสมาธิกับการอ่านหนังสือได้มากขึ้น
ทุกอย่างดำเนินไปแบบเดิมทุกวันจนวันที่ตรีวิทย์ไปสอบกลับมาด้วยสีหน้าตึงเครียดเพราะคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่าน เพราะนอนไม่เพียงพอ
จนกระทั่งวันประกาศผลมาถึง เรียวนิ้วยาวยังคงปิดหน้าจอแสดงผลบนไอแพต เขากลัวเหลือเกินว่าจะไม่มีชื่อตัวเองอยู่บนนั้น ปลายนิ้วค่อย ๆ คลี่ออกที่ละนิ้ว จนกระทั่ง
‘ตรีวิทย์ กิตติวงศ์’
ชื่อเขาอยู่อันดับหนึ่งของตาราง ท้ายชื่อเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘คณะแพทย์ศาสตร์’ แม้จะดีใจมากแค่ไหน ใบหน้าหล่อนั้นยังคงแสดงออกมาแค่รอยยิ้มประดับบนแก้มเท่านั้น
เสียงโห่ร้องดีใจแทนดังกึกก้องไปทั่วทั้งบ้าน เมื่อตรีวิทย์นำข่าวดีนี้ไปบอกกับทุกคน พีระสวมกอดเด็กหนุ่มทีเขาเลี้ยงดูมากับมือ ด้วยความภาคภูมิใจ เขาดูคนไม่ผิดจริง ๆ ถึงได้รับเลี้ยงเด็กคนนี้มา
“ลุงภูมิใจในตัวเราที่สุดเลยนะตรี” พีระกล่าวพลางตบหลังเขาเบา ๆ “เก่งมาจริง ๆ ที่ทำได้สำเร็จ ว่ามาเลย... อยากได้อะไรเป็นรางวัล ลุงจะจัดให้ทุกอย่างเลย”
“ผมขอสองอย่างได้ไหมครับ”
“ได้สิ ขอสักสิบอย่างลุงก็จะให้”
“งั้นอย่างแรก ปิดเทอมนี้ผมขอกลับไปเยี่ยมแม่ครูที่บ้านธารใจ
นะครับ”
เขาว่าเสียงเรียบ แต่แววตาเป็นประกาย เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เขากลับไปเยี่ยมแค่ไม่กี่ครั้งเอง นอกนั้นก็เป็นการโทรไปคุยกับแม่ครูเสียมากกว่า
“แล้วอย่างที่สองล่ะ?”
“ผม... ผมอยากจะขออนุญาตคุณลุง ย้ายไปอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยครับ”
สิ้นคำพูดนั้น รอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั้งหมดพลันเงียบสงบลงราวกับถูกกดปุ่มปิด บรรยากาศที่เคยชื่นมื่นแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดทันที
“ทำไมล่ะตรี?” พีระถามด้วยความประหลาดใจ “อยู่บ้านเราก็สะดวงสบายดีนี่”
ตรีวิทย์รีบอธิบายเหตุผลที่เตรียมมาเป็นอย่างดี
“คุณลุงก็ทราบนี่ครับว่าคณะแพทย์เรียนหนักแค่ไหน บางวันอาจจะมีเรียนหรือกิจกรรมถึงดึก การเดินทางจากบ้านไปมหา’ลัยมันค่อนข้างไกล ผมไม่อยากรบกวนคนที่บ้านต้องมาคอยเปิดประตูให้ หรือว่าต้องมาเป็นห่วงเรื่องการเดินทาง การอยู่หอจะช่วยประหวัดเวลาไปได้มาก ทำหใผมมีสมาธิกับการเรียนได้เต็มที่ด้วยครับ”
ทุกถ้อยคำทีเขากล่าวมานั้นล้วนเป็นความจริง เป็นเหตุผลที่ฟังดูสมบูรณ์และดูมีความรับผิดชอบ... แต่มันเป็นเพียงแค่เหตุผลรองเท่านั้น
เหตุผลหลักที่แท้จริง ซึ่งเขาไม่สามารถพูดออกไปได้ คือเขาต้องการ ‘หนี’ เขาต้องการพื้นที่ส่วนตัว ต้องการอิสรภาพจากสายตาของพริริมามันดูอึดอัดจนไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้ เขาเหนื่อยเหลือเกินกับการที่ต้องมาคอยระวังตัวหรือรักษาระยะห่าง การย้ายออกไปอยู่หอพักคือทางรอดเดียวที่เขาคิดออก
“ไม่จริง!”
เสียงเหลมของพรริมาดังขึ้นทำลายความเงียบ “พี่ตรีโกหก! พี่ตรีเบื่อแพงใช่ไหมคะ ถึงอยากจะหนีไปอยู่ที่อื่น”
น้ำตาเม็ดโตเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาของเด็กสาว เธอปรี่เข้ามากอดแขนเขาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปในทันที
“แพงไม่ยอมค่ะ แพงไม่ให้พี่ตรีไปไหนทั้งนั้น!”
พีระมองภาพนั้นด้วยความลำบากใจ เขาเข้าใจเหตุผลของตรีวิทย์ดี แต่ก็อดสงสารลูกสาวของตัวเองไม่ได้ ตรีวิทย์เห็นแววตาที่สับสนของผู้มีพระคุณ เขารู้ดีว่าหากใช้เหตุผลต่อไปคงไม่มีทางสำเร็จ เขาจึงเปลี่ยนวิธี
ชายหนุ่มค่อย ๆ ย่อตัวลงให้ใบหน้าอยู่ระดับเดียวกับพริริมา ก่อนจะใช้นิ้วโป้งเกลี่ยน้ำตาที่เริ่มไหลอาบแก้มของเธออย่างอย่างแผ่วเบา น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน และนุ่มนวลอย่างที่มักจะใช้เป็นประจำเมื่อต้องการให้เด็กสาวตรงหน้ารับฟังเหตุผล
“พี่ไม่ได้ทิ้งแพงไหน ฟังพี่ก่อนนะคนเก่ง”
พริริมาสะอื้น แต่ก็ยอมเงียบฟัง
“พี่ต้องไปเรียนเพื่ออนาคตตัวเองนะแพง ลองคิดดูสิ... ถ้าเราอยู่ห่างกันบ้าง น้องแพงจะได้รู้ไงว่าคิดถึงพี่ตรีมากแค่ไหน”
เขาหลอกล่อด้วยถ้อยคำหวานหู เด็กสาวเริ่มลังเล สายตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มอ่อนแสงอ่อน
“และที่สำคัญเลยนะ...” ตรีเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคไม้ตายทีเขาคิดว่าน่าจะได้ผลที่สุด “ถ้าน้องแพงตั้งใจเรียนจนเข้ามหา’ลัยได้ ถึงตอนนั้นพี่จะไปรับไปส่งเราทุกวันเลย”
คำพูดนั้นได้ผลชะงัด ความคิดที่จะเห็นคนที่อยากจะใช้ชีวิตด้วยทำไปรับไปส่ง มีเวลาอยู่ด้วยกัน ทำให้พริริมาดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีภาพอนาคตที่สวยงามถูกวาดขึ้นในจินตนาการของเธอจนลืมความเสียใจไปจนหมดสิ้น
จริง ๆ นะคะ” เธอถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“จริงสิครับ” เขายืนยันด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเอ่ยพูดต่อ “แต่เราต้องสัญญากับพี่ก่อนนะ ว่าจะเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน จะไม่ดื้อ ไม่ซน ห้ามเหวี่ยง วีน ป้าไหม ลุงหมี หรือใครก็ตาม”
“ค่ะ แพงสัญญา” เธอรับปากเสียงอ่อย แม้จะรู้ว่าคงทำไม่ได้
พริริมายอมปล่อยให้ตรีวิทย์ย้ายออกจากบ้านไปแต่โดยดี และหวังว่าเขาจะทำตามที่สัญญาเอาไว้
เธอเฝ้านับวันรอที่เจะเติบโตเพื่อเดินตามรอยเขาไป แต่ใครเลยจะรู้ว่า ‘การย้ายออกไป’ ในวันนั้น คือจุดเริ่มต้นของคำว่า ‘ห่าง’ ที่เขาเคยใช้หลอกล่อเธอในวันนี้ จนทำให้แทบจะทำให้พวกเขาไม่ได้เจอกันอีกเลย