INICIAR SESIÓNแม้จะรู้ตัวหญิงร้ายชายเลวที่สร้างเรื่องในคืนนั้น แต่ตอนที่พิพัฒน์ไปถึงผ่องพรรณก็อาการโคม่าและไม่อาจจะยื้อชีวิตเอาไว้ได้ ทนายหนุ่มจึงไปสอบถามที่บริษัทของผ่องพรรณ เขาจึงข้อมูลของกชอรเอากลับมาให้ธนา
“กชอร นักศึกษาฝึกงานงั้นเหรอ?”
ในประวัตินั้นมีรูปขาวดำขนาดหนึ่งนิ้วติดอยู่ หน้าตาของเธอดูยังเด็กเหลือเกิน ธนาขมวดคิ้ว คืนนั้นเขาเห็นหน้าเธอไม่ชัดนักเพราะเขาเองก็ทั้งเมาเหล้าและถูกมอมยา
“ครับ ผมตามไปที่คณะของเธอแล้ว เธอจบการศึกษาแล้วแต่ไม่มีข้อมูลว่าไปทำงานที่ไหน?”
“บ้านเธอล่ะ?”
“ตามไปแล้วครับ ที่อยู่ที่ให้ไว้สำหรับติดต่อเป็นหอพักเธอย้ายออกไปได้หลายเดือนแล้ว ส่วนที่อยู่ตามบัตรประชาชนผมให้คนไปตามหาก็กลายเป็นบ้านร้าง เพื่อนบ้านบอกว่าตั้งแต่คุณตาเจ้าของบ้านเสียชีวิตพวกเขาก็ย้ายออกไปร่วมสิบปีแล้ว”
“บ้าจริง! แบบนี้ก็หาตัวเธอไม่เจอสิ” ธนาเด้งตัวขึ้นจากพนักเก้าอี้
“ยากมากครับ เบอร์โทรศัพท์ก็เปลี่ยน สื่อออนไลน์ที่เธอเคยใช้เธอก็เลิกใช้ทั้งหมด ผมส่งอีเมล์ไปหาก็ไม่มีการตอบกลับมา”
ได้ยินอย่างนั้น สีหน้าของธนาก็สลดลงทันที “เธอคงไม่ได้คิดสั้นหรอกนะ ผมกังวลจริงๆ”
“บอส เรื่องมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่บอสคิดนะครับ” ณัฐวุฒิที่นั่งอยู่ข้างทนายพิพัฒน์รีบเอ่ยปลอบใจเจ้านาย
“ไม่เลยณัฐ ถ้าเธอปกติ อย่างน้อยก็น่าจะมีคนติดต่อหรือส่องหาเธอในโซเชียลมีเดียได้ แต่นี่หายไปเลย ฉันว่าไม่ปกติแล้วล่ะ”
“คุณธนาอย่าเพิ่งร้อนใจ ผมให้เพื่อนที่เป็นตำรวจตรวจสอบคดีรายวันให้อยู่ครับ ถ้ามีคดีเกี่ยวกับผู้หญิงอายุราวนี้ผมให้เขาแจ้งมาทันที”
ธนากล่าวขอบคุณพิพัฒน์และฝากฝังให้เขาช่วยติดตามเรื่องนี้ต่อ
สองเดือนให้หลัง ผักกาดรู้สึกว่าประจำเดือนของเธอขาดหายไปนานกว่าปกติ เธอเริ่มนึกถึงเรื่องที่จะเป็นไปได้ ใบหน้าของหญิงสาวซีดเซียว เพื่อคลายความสงสัยเธอจึงไปซื้ออุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์มาสามชุด
“ท้อง! ฉันท้อง!” เธอหลุดปากออกมาด้วยความตื่นตะลึง เมื่อมองดูก้านสีขาวที่ใช้ทดสอบปัสสาวะ ขีดแดงนั่นทำให้เธอประสาทเสีย เธอจึงหยิบอีกกล่องมาแล้วทดสอบอีกครั้ง สุดท้ายเธอก็โยนอุปกรณ์ทั้งสามกล่องที่ให้ผลตรงกัน ทิ้งขยะด้วยอาการกะปลกกะเปลี้ย
หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนบนเตียง หลับตาอยู่นิ่งไปนานนับชั่วโมง
หลังจากคดีคนชั่วเงียบลง เธอก็ย้ายหอพัก เปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์ ปิดโซเชียลมีเดียที่ใช้ทั้งหมด เปลี่ยนชื่อจริงจากกชอรเป็นทักษพรและยังกลับไปใช้นามสกุลมารดา แม้แต่ทรงผมและการแต่งหน้าก็เปลี่ยนใหม่ เธอต้องการจะเปลี่ยนชีวิตตัวเองให้ลืมเรื่องในคืนนั้น
...ตอนนี้เธอคือทักษพร เปี่ยมบุญงาม....
ในปริญญาบัตรของเธอจึงเป็นชื่อและนามสกุลใหม่ ข้อความสุดท้ายที่แจ้งในกลุ่มที่ออนไลน์ที่ใช้ติดต่อกับเพื่อนๆ บอกเหตุผลเพียงว่าจะกลับไปอยู่กับครอบครัวที่ต่างจังหวัด จากนั้นก็ไม่มีใครติดต่อเธอได้อีก
หญิงสาวทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้น
‘จริงด้วย เขาก็ถูกมอมยา ตอนที่ทำก็ไม่ได้ใส่ถุงยาง โอ๊ย! ฉันลืมเรื่องนี้ไปได้ไง? มัวแต่โมโหจนลืมกินยาคุมฉุกเฉิน’
เธอค้นอินเตอร์เน็ตหาข้อมูลก็พบว่าเธอต้องกินหลังจากมีเพศสัมพันธ์ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมง แต่เพราะมัวแต่วุ่นวายทำเรื่องเรียนจบและสืบเรื่องของคู่แค้นจึงลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
ผักกาดกระวนกระวายคนเดียวอยู่ไม่กี่วัน เธอก็โทรศัพท์ตามเพื่อนซี้อีกครั้ง “ฉันมีเรื่องใหญ่กว่าเดิมจะปรึกษา แบงก์แกมาด่วน”
แบงก์กำลังจะอ้าปากถาม พอถูกวางสายใส่ก็สติแตก หันไปร้องเรียกแฟนสาวให้รีบแต่งตัว “ลิลี่ ผักมันมีเรื่องอีกแล้ว รีบแต่งตัวเร็ว”
แบงก์กับลิลี่ได้ฟังคำสารภาพของผักกาดก็ถึงกับอ้าปากค้าง
“นี่แก แกไม่ได้บอกความจริงว่าแกถูก....”
“ใช่ คืนนั้นในห้องที่ฉันมีผู้ชายอยู่อีกคน แต่ไม่ใช่ไอ้ทวี คนนี้ดูหนุ่มกว่ามาก รูปร่างของเขาเหมือนคนออกกำลังกายอยู่ตลอด ฉันเองก็อยู่ในสภาพ สะลึมสะลือ ผู้ชายคนนั้นก็เหมือนกัน เราสองคนต่างฝ่ายต่างถูกมอมยา” น้ำเสียงของผักกาดดูแหบโหยจนน่าสงสาร “ทีแรกฉันคิดจะลืมๆ เรื่องนี้ไป ไม่พูดถึงมันอีก แต่คิดไม่ถึงว่า....”
“พี่แบงก์ อย่าพูดถึงมันอีกเลยค่ะ พี่ผักเองก็คงทุกข์ใจมามากแล้ว” ลิลี่กอดเพื่อนสนิทของแฟนด้วยความเห็นใจ
“ผัก แกอย่าโกรธฉันเลย ให้ฉันถามหน่อยเถอะว่า ไอ้คนที่มัน... เฮ้ย!” แบงก์กำหมัดแน่น เขารู้สึกโกรธจนอยากจะเอามีดไปแทงคนที่ทำให้เพื่อนต้องตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ผู้ชายคนนั้น แกเห็นหน้ามันไหม?”
ผักกาดไม่กล้าบอกความจริงกับเพื่อนสนิท แบงก์เป็นลูกสาวของเจ้าของค่ายมวยที่เคยขึ้นสังเวียนเตะต่อยมาหลายปี พ่อของแบงก์อยากมีลูกชายแต่รอจนถึงคนที่สี่แล้วยังไม่ได้ ด้วยความอยากจะให้แบงก์ที่ตอนนั้นมีชื่อเล่นว่าบุ๋มเป็นลูกชาย คนเป็นพ่อจึงสอนทักษะแบบผู้ชายให้กับลูกสาว พอขึ้นชั้นมัธยมบุ๋มที่รู้ตัวว่าไม่ได้อยากเป็นเด็กผู้หญิงก็เปลี่ยนชื่อเล่นของตนเป็น ‘แบงก์’
แบงก์ไม่ใช่แค่เตะต่อยเก่ง แต่แบงก์ยังเรียนยิงปืนมาตั้งแต่อายุสิบแปด ผักกาดกลัวเพื่อนจะหุนหันพลันแล่น เธอจึงส่ายหน้า
“แกก็รู้ว่าฉันถูกมอมยา เขาก็เหมือนกัน” ผักกาดพูดเจือสะอื้น
แบงก์อึ้งไปครู่หนึ่ง “แกจะเอาเด็กออกไหม?”
ผักกาดเงยหน้า กุมมือเรียวของเพื่อนเอาไว้ “ไม่ ฉันไม่กล้าและฉันก็ทำไม่ลง ที่ฉันเรียกแกกับลิลี่มาก็เพื่อจะขอให้ช่วย แกกับลิลี่ช่วยปิดเป็นความลับจากแม่ของฉันที ฉันรู้ว่าทุกคนต้องไม่เห็นด้วยแน่ที่จะเก็บเด็กคนนี้ไว้แต่ฉันยืนยันว่าฉันจะให้เขาเกิดมา”
“แต่เด็กจะไม่มีพ่อนะผัก” แบงก์ขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผักกาดที่ถูกทำร้ายจึงอยากเก็บเด็กคนนี้เอาไว้? “ผู้ชายคนนั้นอาจจะมีแฟนแล้ว มีเมียแล้ว ลูกของแกจะกลายเป็นลูกไม่มีพ่อ”
“ลูกเป็นของฉันนะแบงก์ เขาอยู่ในท้องฉัน แกจะให้ฉันฆ่าเขา ฉันทำไม่ได้” ผักกาดหวนคิดถึงใบหน้าของผู้ชายที่นอนหลับอยู่บนเตียง แม้รู้ว่าเขากับเธอไม่ได้ตั้งใจให้เด็กเกิดมาแต่เธอคิดว่าลูกต้องได้ส่วนดีของเขา ทั้งรูปร่างหน้าตาและสมองคงไม่ด้อยไปกว่าพ่อแน่นอน
...น่าเสียดายที่เขากับเธอไม่ได้เป็นคนชอบพอกัน แต่อย่างน้อยเธอก็มั่นใจว่าลูกของเธอไม่ใช่ลูกเมียน้อยเพราะเขายังไม่แต่งงาน...
น้ำตาของผักกาดเริ่มรินไหล ลิลี่ยื่นมือไปจับมือแฟนของตน
“พี่แบงก์ เด็กเกิดมาแล้ว เราสองคนยังไงก็ไม่มีลูก เราถือว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของเราก็แล้วกัน”
แบงก์กลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่ลำคอ เขากับลิลี่เป็นผู้หญิงด้วยกันทั้งคู่ วันข้างหน้าไม่มีทางที่จะลูกได้ ในเมื่อผักกาดมีลูกที่ต้องดูแลตามลำพัง เขากับลิลี่ก็สมควรจะช่วยดูแล คิดว่าเป็นลูกของตนก็แล้วกัน
ทอมหล่อหันไปกอดผักกาดและแฟนสาวพร้อมกัน “ได้ เราสามคนจะเลี้ยงเขาด้วยกัน เด็กถือเป็นลูกของพวกเรา ผัก แกไม่ต้องกลัว เราค่อยๆ วางแผน ตอนนี้แกคงต้องไปฝากท้องกับหมอก่อน”
ผักกาดร้องไห้โฮออกมา “ขอบใจนะแบงก์ ขอบใจนะลิลี่”
แบงก์กับลิลี่เองก็พลอยร้องไห้ด้วยความสงสารผักกาด
“พี่ผัก ต่อไปท้องพี่ก็จะโตขึ้นเรื่อยๆ อย่าอยู่หอพักคนเดียวเลยค่ะ ป๊าของลี่เพิ่งซื้อบ้านจัดสรรที่อยู่ไม่ไกลที่นี่เอาไว้หลังหนึ่ง เพื่อนของป๊าเป็นเจ้าของหมู่บ้าน ป๊าว่าจะยกให้ลี่ พวกเราย้ายไปอยู่ที่นั่นด้วยกันเถอะ กว่าพี่ผักจะคลอดลูก เงินค่าเช่าจะได้เก็บเอาไว้ใช้ตอนนั้น เลี้ยงเด็กต้องใช้เงินเยอะนะคะ”
แบงก์ยิ้มกว้าง “ลิลี่ไม่เห็นบอกเรื่องบ้านกับพี่เลย”
“ลี่ว่าจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์ตอนเรียนจบน่ะสิ แต่นี่ก็เซอร์ไพรส์กว่าแล้วล่ะ ตอนนี้เราสามคนต้องวางแผนเก็บเงินไว้รอเจ้าตัวเล็กกันได้แล้ว ลี่กับพี่แบงก์ไปอยู่บ้านใหม่จะได้ประหยัดค่าเช่าคอนโดด้วย”
ผักกาดมองหน้าแฟนของเพื่อนด้วยความเกรงใจ “ป๊าของลี่จะไม่ว่าเหรอ? จู่ๆ เอาแบงก์กับพี่ไปอยู่บ้านที่ป๊าซื้อให้แบบนั้น”
“โอ๊ย! ไม่ว่าหรอกค่ะ ป๊ารู้แล้วว่าลี่กับพี่แบงก์เป็นแฟนกัน ลี่เพิ่งบอกป๊าไปเมื่อเดือนก่อน ทีแรกก็อาละวาด แต่หม่าม้าทั้งขู่ทั้งปลอบ ตอนนี้ป๊าทำใจได้แล้วค่ะ”
****************
คุณทิวาอมยิ้ม เธอรู้ว่าเพื่อนบ้านก็แค่หวังดี คนละแวกนี้ล้วนช่วยเหลือกันและกันมาแต่ไหนแต่ไร เห็นทักษพรได้แต่งงานกับคนที่มีฐานะร่ำรวยก็ไม่อยากจะให้ตนสองสามีภรรยาถูกเอารัดเอาเปรียบ“สืบเก่งอีกแล้ว พี่รู้ว่าพวกเธอกลัวพี่จะใจดีไม่กล้าเรียกร้องสินสอด บอกความจริงให้ก็ได้ ที่ไม่ขอสินสอดทองหมั้นน่ะเป็นเพราะธนาเขาให้มาเยอะแล้วน่ะ เงินใช้หนี้พวกนั้นก็เงินเขาทั้งนั้น พี่ยังจะกล้าเอาเงินเขาอีกเหรอ?” เพื่อนบ้านทำตาโต “ดีใจด้วยนะคะ พี่ทิวา การไม่มีหนี้ถือว่าเป็นความสุขสุดยอดแล้วล่ะค่ะ” ทิวาหัวเราะกับเพื่อนบ้านอย่างเบิกบาน ในสังคมเล็กๆ อย่างต่างจังหวัดยากจะปกปิดความลับในครอบครัวเอาไว้ได้ บางครั้งที่คนรอบข้างอยากรู้ก็ไม่ใช่เพราะอยากเอาไปนินทาว่าร้ายแต่พวกเรามีความห่วงใยให้ ก่อนหน้านี้เธอรู้ว่ามีคนสงสัยเรื่องของลูกสาวเธอไม่น้อย เธอไม่กลัวคนอื่นดูถูกแต่ห่วงความรู้สึกของลูกสาว แต่ตอนนี้ทักษพรก็นับว่าได้ทำทุกอย่างชัดเจนและเปิดเผย เธอและสามีก็รู้สึกสบายใจแล้ว การแต่งงานครั้งนี้จัดขึ้นง่ายๆ ที่บ้าน ตอนเช้าเป็นการทำบุญตักบาตรและตอนสายเป็นการจัดเลี้ยงอาหารโดยการ
ณัฐวุฒินำทางเจ้านายของตนไปยังห้องพักแพทย์ ธนาสีหน้าเป็นกังวล เขาคิดวนเวียนถึงอาการของภรรยา เธอไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นโรคร้ายแรงใด? ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวาย เขาเดินตามหลังเลขานุการหนุ่มเข้าไปด้วยท่าทางเหม่อลอย “ธนา” ใบหน้าของเจ้าของห้องดูแช่มชื่น “ตุ๊กติ๊ก แกเองเหรอ?” ธนาเลิกคิ้วมองนายแพทย์ตรงหน้า “ไอ้นา บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้ เรียกแค่ติ๊กก็พอ” นายแพทย์ สุดหล่อทำหน้าไม่พอใจ “มาๆ นั่งก่อนๆ ไม่คิดเลยว่าแกจะมีเมียมีลูกแบบไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้” “เออ ฉันก็ไม่คิดเหมือนกัน” คนถูกทักยิ้มน้อยๆ “นั่งก่อนๆ ที่ฉันสั่งคนเอาไว้ก็เพราะอยากเจอตัวแกนี่ล่ะ” ณัฐวุฒิถอยออกไปรอข้างนอก ธนาสีหน้ากลับไปเคร่งเครียดเช่นเดิม “เมียฉันป่วยอะไร? ทำไมแกต้องให้ฉันมาพบส่วนตัว?” “เมียแก เมียแกก็แค่เพลีย คงจะนอนน้อย แต่ที่สำคัญมีข่าวดีด้วย” “เอ๊ะ!” “ยังจะตะลึงอะไรอีก? กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องแท้ๆ” ธนาเห็นรอยยิ้มของเพื่อนเก่าก็คิดออก “เมียฉันท้องเห
กรินทร์ถูกจับในขณะที่กำลังเก็บกระเป๋าขึ้นรถยนต์กำลังจะออกจากบ้าน ตำรวจพบหลักฐานชัดเจนว่าเขาติดต่อสายน้ำจริงและคนทั้งสองร่วมกันว่าจ้างมือปืนเพื่อให้ลอบสังหารธนา ศราวุฒิกุล ประธานบริษัทกาแฟสกายกิฟต์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทวินเนอร์เบฟเวอเรจ ข่าวของเกวลินในฐานะลูกสาวของกรินทร์ถูกนำมาพูดถึงอีกครั้ง ครั้งนี้เธอทนความอับอายไม่ไหวจนต้องหลบหนีไปต่างประเทศ “หลักฐาน พยานฝ่ายเราเป็นไง?” “ดีที่คุณซื้อโรงงานซอสนั้นเอาไว้ก่อน แม้จะมีการไล่ยิงกันในโรงงานก็ยังพอใช้อ้างได้ว่าคนพวกนั้นบุกรุก” ทนายพิพัฒน์อมยิ้ม เขารู้ว่าธนาเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ ย่อมต้องวางแผนอย่างดีก่อนที่จะนำชีวิตตนเองไปเสี่ยง “ส่วนบอดี้การ์ดที่คุณจ้างมา พวกเขาครอบครองปืนโดยถูกกฎหมาย ไม่มีปัญหา ที่เหลือเป็นเรื่องของกระบวนการบนชั้นศาล เพราะมีคนบาดเจ็บและตายในที่เกิดเหตุ” “ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คุณแนะนำผมนั่นล่ะ” ธนายิ้มน้อยๆ “เรื่องนี้ก็ฝากคุณด้วยก็แล้วกัน ณัฐบอกว่าหาหลักฐานเพิ่มเติมเรื่องอุบัติเหตุได้แล้วนี่?” “ครับ คดีนั้นจะถูกรื้อออกมาอีกครั้ง รวมทั้งคดีสองศพในรถที่ต
“ก็ตั้งแต่พี่นามาถึงที่นี่ได้สิบกว่านาทีค่ะ ผักให้ลิลี่ช่วย ติดเครื่องติดตามในรถของพี่นา” ธนาอึ้ง เขารู้แล้วว่าเธอสะกดรอยตามเพราะเป็นห่วง ชายหนุ่มได้แต่กลืนน้ำลายเบาๆ ครั้งนี้เขาทำให้ภรรยาเป็นห่วงจนร้องไห้ ชายหนุ่มรู้สึกผิด อย่างมาก “ผัก พี่ขอโทษ” น้ำเสียงของเขาแหบพร่า ยกมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้น เช็ดน้ำตาของภรรยา “คราวหน้าพี่ไม่กล้าอีกแล้ว” “พี่นา เสียงปืนพวกนั้น ทำเอาผักใจหาย กว่าเราจะหากันเจอก็ตั้งสี่ปี กว่าน้องพืชจะมีพ่อก็ใช้เวลาตั้งสามปีกว่า ถ้าเกิดว่าพี่เป็นอันตราย เจ็บหรือตายไป ผักกับลูกจะอยู่กันยังไงคะ?” กระพริบตาสองสามครั้ง น้ำตาก็ไหลเป็นทาง “อย่าร้องไห้เลยผักกาด พี่สัญญา ต่อไปจะไม่เสี่ยงอันตรายแบบนี้อีก” ชายหนุ่มตกใจกับอาการสะอึกสะอื้นของภรรยา เขายกสองมือขึ้นเช็ดน้ำตาให้เธอด้วยความร้อนรน “พี่นาสัญญาแล้วนะคะ” “ได้ๆ พี่สัญญา” พยาบาลที่นั่งอยู่ด้านขาอยู่สองสามีภรรยาต้องเบือนหน้าไปยิ้มอีกทาง ผู้บาดเจ็บหน้าตาหล่อเหลากับภรรยาที่สวยน่ารักกำลังแสดงบทรักลึกซึ้งต่อหน้า เธอเห็นแล้ว
“ตีซ้ำอีกพี่แบงก์” ลิลี่วิ่งมาถึงพร้อมไม้เบสบอลในมือจักรพงษ์หันขวับไปมองคนที่ลงมือกับตัวเองก็ถูกตีครั้งที่สอง กำลังของแบงก์ที่ฝึกมวยมาก่อนแรงจะจักรพงษ์แทบกระอัก “พอแล้วๆ อย่าตีผมเลย”ผู้หญิงสี่คนเดินมาล้อมคนทั้งสองเอาไว้ แบงก์กับลิลี่ถือไม้เบสบอลติดมือมาด้วยทำให้ประพันธ์ที่ถูกช็อตจนอ่อนเปลี้ยหันไปมองจักรพงษ์ที่ถูกตีจนทรุดอยู่ข้างๆ“คุณประพันธ์ เป็นฝีมือคุณนี่เอง” ทักษพรชักสีหน้าน้ำฟ้าเองก็มีเครื่องช็อตไฟฟ้าในมือ เธอควักมันออกมาแล้วยืนทำหน้าข่มขู่อยู่ข้างๆ ทักษพร“คราวนี้จะบอกเราได้หรือยังว่าข้างในคุณเตรียมคนมาเท่าไหร่?” ทักษพรทำหน้าถมึงทึงจ้องประพันธ์ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แขนขาของประพันธ์อ่อนแรง เขาเงยหน้าขึ้นมองสามสาวโดยเฉพาะ น้ำฟ้า “คุณฟ้า คุณมาได้ไง?” “ทำไม? ทำไมฉันถึงจะมาไม่ได้? คุณกับคุณจักรมาด้วยกันแบบนี้ก็แสดงว่าลุงของฉันกับคุณกรินทร์ร่วมมือกันสินะ” “พวกคุณ..คิดจะ....ทำอะไรผม?” ทักษพรทนไม่ไหวใช้มือขยุ้มคอเสื้อแล้วเขย่า “พวกคุณวางแผนจะฆ่า คุณธนาใช่ไหม?” ประพันธ์เม้มปากส่ายหน้า เขาไม่มีทางทรยศเจ้านายของตน แบงก์
ทักษพรเห็นท่าทีผิดปกติของธนาตั้งแต่หลายวันก่อน เธอจึงแอบฟังในตอนที่เขาคุยโทรศัพท์และใช้แอพพลิเคชั่นติดตามความเคลื่อนไหวซ่อนไว้ในโทรศัพท์ของสามี แผนล่อเสือออกจากถ้ำของเขา เธอรู้สึกหวั่นใจจึงได้ปรึกษาแบงก์กับลิลี่ “เราสามคนต้องออกปฏิบัติอีกครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้อันตรายมาก เราต้องเตรียมอาวุธไปด้วย” แบงก์สีหน้าจริงจัง “อาวุธ มีดหรือปืน?” “จะบ้าเหรอผัก? เราสามคนจะไปหาปืนได้ที่ไหน? ฉันยิงปืนเป็นก็จริงแต่ถ้าจะซื้อตอนนี้ก็คงไม่ทัน อีกอย่างไปยิงคนก็จะกลายเป็นคดีเปล่าๆ หนังสะติ๊กก็อาจจะพอหาได้” “ก็ดีนะ อย่างน้อยมันก็ยิงได้อ่ะพี่แบงก์” ลิลี่ยิ้มพยักหน้าหงึกหงัก “เออ ก็ดีนะ” ทักษพรเห็นด้วย “พวกสเปรย์พริกไทยกับเครื่องช็อตไฟฟ้าล่ะ หาซื้อมาพกได้ไหม?” “ของพวกนั้นถ้าพกไปตามที่สาธารณะก็ถือว่าเป็นอาวุธนะ ผิดกฎหมาย ลี่เคยคิดจะซื้อเหมือนกันแต่พอรู้ว่าจะมีปัญหาเลยไม่ได้ซื้อ” “ถ้างั้น เราก็เอาหนังสะติ๊กกับไม้เบสบอลไปด้วยก็แล้วกัน” แบงก์พยักหน้าหงึกหงัก “ไม่ได้ๆ ถ้าพวกเขามีปืนเราก็ตายเปล่ากันพอดี ฉันจะแ







