Share

พระเชษฐาปีศาจ 1.1

last update Tanggal publikasi: 2025-01-04 10:15:58

  ในขณะเดียวกัน

  เมืองหลวง

  พระราชพิธีฝังพระศพ

  ขบวนแห่พระศพอดีตเจ้าผู้ครองแคว้น กำลังตั้งขบวนเป็นแถวยาวออกจากตำหนักส่วนกลางเพื่อเคลื่อนขบวนไปยังสุสานหลวงของราชวงศ์ บรรดาพระโอรสที่ประสูติจากอดีตเจ้าผู้ครองแคว้นรวมด้วยกันสิบห้าพระองค์ ทยอยเสด็จมาเข้าร่วมขบวนโดยมีเจ้าผู้ครองแคว้นองค์ปัจจุบัน ฉินรุ่ยกงพระดำเนินนำหน้าพระอนุชาทั้งหมด

  หากจะว่ากันไปแล้วฉินรุ่ยกงกับองค์ชายอิ๋งหยางพระเชษฐาทรงพระอ่อนชันษาเพียงแค่ห้าวันเท่านั้น จึงทำให้กลายเป็นองค์ชายรอง ซึ่งแคว้นฉินได้จัดลำดับเชื้อพระวงศ์เอาไว้อย่างชัดเจน และต่างล่วงรู้กันดีว่าแท้จริงแล้ว เจ้าผู้ครองแคว้นพระองค์จริงจะต้องเป็นองค์ชายอิ๋งหยาง พระเชษฐาองค์โตซึ่งประสูติจากฮองเฮาพระองค์แรก

  “พิธีฝังพระศพของอดีตเจ้าผู้ครองแคว้น หากองค์ชายใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นนั้น ผู้ที่จะต้องถือป้ายวิญญาณและพระดำเนินนำหน้าพระองค์แรกจะต้องเป็นองค์ชายอิ๋งหยาง ตามโบราณราชประเพณีใช่หรือไม่”

  “ตามโบราณราชประเพณีเป็นเช่นนั้นมิผิดแต่อย่างใด”

  “แต่พระองค์จวนเจียนสิ้นพระชนม์แล้วถึงอย่างไรก็มิอาจมาร่วมพิธีได้อยู่ดี”

  “อย่ามาเลย ขืนมาคงวุ่นวายเป็นแน่ ฝ่าบาทจะต้องอยู่ไม่เป็นสุขกว่าผู้ใด ใครๆ ก็ล่วงรู้ดีว่าพระองค์ทรงหวาดระแวงว่าพระเชษฐาจะหวนกลับมาทวงราชบัลลังก์คืน นี่ถ้าองค์ชายใหญ่สิ้นพระชนม์ลงคนที่ดีพระทัยมากกว่าใครก็คือฝ่าบาทนี่แหละ”

  เสียงบรรดาข้าราชบริพารต่างพากันโจษขานจนเอ็ดอึงได้ยินไปทั่วบริเวณงาน ครั้นเจ้าผู้ครองแคว้นทรงเสด็จออกจากตำหนักที่ประทับเตรียมพร้อมเริ่มเคลื่อนขบวนพระศพไปยังสุสานหลวง หากแต่ตลอดเส้นทางที่ทรงพระดำเนินไปยังขบวนแห่ ถ้อยเจรจาของขุนนางน้อยใหญ่และข้าราชบริพารในราชสำนักเล็ดลอดเข้าสู่พระกรรณทำให้พระองค์ล่วงรู้ว่าเหล่าขุนนางในราชสำนักมีความคิดเช่นไร

  พระพักตร์คมคายถมึงทึงแสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัด ด้วยทรงไม่พอพระทัยเมื่อได้ยินการกล่าวถึงพระเชษฐาองค์โตเล็ดลอดมาถึงพระกรรณ ในขณะที่องค์ชายสามอิ๋งเฟิ่งซึ่งเดินตามหลังมาติดๆ แสยะยิ้มเหยียดด้วยความสะพระทัยเมื่อได้ทอดพระเนตรอาการของพระเชษฐามีปฏิกิริยาออกมาเช่นนั้น

  “ข้าอยากจะรู้เสียจริงว่าเจ้าจะทนฟังข้าราชบริพารและขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักเอ่ยถึงอิ๋งหยางได้สักกี่น้ำ หึหึหึหึ” เสียงพระสรวลดังเบาๆ อยู่ในพระศอก่อนจะได้ยินพระเชษฐามีรับสั่งถามกลับมา

  “มีอะไรน่าขันอย่างนั้นรึอิ๋งเฟิ่ง” ฉินรุ่ยกงรับสั่งถามด้วยพระอารมณ์เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง

  “ฝ่าบาทจะสนพระทัยไปใย กระหม่อมแค่ขบขันความคิดของเหล่าขุนนาง จับความรู้สึกได้ว่าภายในราชสำนักเวลานี้มีเสียงสนับสนุนอิ๋งหยางมากกว่าที่คิดไว้อีกนะพ่ะย่ะค่ะ คงเป็นเพราะผลงานอันเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกแคว้น แน่นอนว่าพสกนิกรย่อมที่จะปลอดภัยหากมีเจ้าผู้ครองแคว้นแข็งแกร่งเช่นนั้น แต่กระหม่อมว่ามีตาช่างหามีแววไม่เสียมากกว่า”

  พระพักตร์ที่ถมึงทึงอยู่ก่อนหน้านี้แล้วพลันบึ้งตึงมากยิ่งขึ้นไปอีกครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น ฉินรุ่ยกงมิทรงต้องการได้ยินหรือผู้ใดเอ่ยถึงพระนามพระเชษฐาแม้แต่น้อย หากแม้นไม่ติดว่าวันนี้เป็นพิธีฝังพระศพของพระราชบิดา พระองค์จะต้องมีรับสั่งตวาดเอ็ดอึงเหล่าข้าราชบริพารเป็นแน่แท้

  ทันใดนั้นเอง

  ยังมิทันจะถึงขบวนพระศพ พระเนตรกลับต้องเบิกกว้างขึ้นมาโดยพลันครั้นทอดพระเนตรบุรุษสูงใหญ่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีดำทะมึน ฉลองพระองค์สีขาวเพื่อไว้ทุกข์ของเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง หากแต่พระพักตร์กลับปิดบังด้วยหน้ากากสีเงินเอาไว้ ท่วงท่าองอาจน่าเกรงขาม ช่างสง่างามทว่าน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งยวด แม้ว่าจะทอดพระเนตรจากจุดที่ทรงประทับอยู่ค่อนข้างไกล แต่พระองค์กลับจดจำลักษณะเด่นดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ

  ทันทีที่ทอดพระเนตรหน้ากากสีเงินสุรเสียงมีรับสั่งขึ้นมาทันที 

  “อิ๋งหยาง!” รับสั่งพระนามที่ทรงชิงชัง แต่ในขณะเดียวกันเกรงกลัวและหวาดระแวงมากที่สุดด้วยทรงสัมผัสกลิ่นอายสังหารของพระเชษฐาช่างน่าสะพรึงกลัวเป็นยิ่งนัก

  และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่จดจำพระเชษฐาต่างพระมารดาได้เป็นอย่างดี ด้วยทรงประสูติเดือนเดียวกันแต่ห่างกันเพียงแค่ห้าวันเท่านั้น และทรงเคยทอดพระเนตรพระเชษฐาประทับอยู่อย่างโดดเดี่ยวในตำหนักที่แยกออกไปไกลจากเขตพระราชฐานชั้นใน พระพักตร์สวมหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา

  อีกทั้งพระอนุชาองค์อื่นๆ มิเคยได้พานพบพระเชษฐาองค์โตเลยสักครา บางพระองค์เพิ่งประสูติ บางพระองค์ก็ยังมิทันได้ประสูติ และบางพระองค์เพิ่งจะเยาว์ชันษาดั่งเช่นองค์ชายสาม ซึ่งในขณะที่พระเชษฐาองค์โตถูกส่งไปพำนักอยู่เมืองชายแดน ทรงมีพระชนมายุเพียงแค่สองชันษาเท่านั้น ยังมิอาจจำความได้แม้แต่น้อย

  ทันทีที่ฉินรุ่ยกงทอดพระเนตรพระเชษฐาปรากฏพระวรกายอยู่ด้าน หน้าขบวนพระศพ พระบาทหยุดชะงักโดยพลันมิยอมก้าวพระดำเนินอีกต่อไป เป็นเหตุให้เหล่าพระอนุชาซึ่งเสด็จพระดำเนินตามหลังมาต่างต้องหยุดตามท่ามกลางความแปลกใจของทุกพระองค์

  “ฝ่าบาทหยุดเสด็จทำไมพ่ะย่ะค่ะ เหตุใดจึงไม่พระดำเนินต่อไป” องค์ชายอิ๋งเฟิ่งรับสั่งถามด้วยความแปลกพระทัย ในขณะที่พระเชษฐายืนนิ่งไม่ไหวติง พลางทอดพระเนตรจับจ้องอยู่แต่ตรงพระพักตร์

  ครั้นองค์ชายสามทอดพระเนตรเช่นนั้นพระองค์หันกลับไปทิศทางดังกล่าวทันใด ก่อนจะทอดพระเนตรหัวหน้ากองทหารรักษาวังวิ่งหน้าตาตื่นตรงมายังจุดที่บรรดาเชื้อพระวงศ์ชายทั้งหมดทรงยืนอยู่ในขณะนี้

  ทันทีที่มาถึงหัวหน้ารักษาวังรีบกราบทูลรายงานทันที

  “กราบทูลฝ่าบาท องค์ชายใหญ่เสด็จมาร่วมพระราชพิธีฝังพระศพพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงกราบทูล 

  “อะไรนะ! เจ้าพี่อิ๋งหยางเสด็จมาอย่างนั้นเหรอ” สุรเสียงองค์ชายสามรับสั่งออกมาโดยพลันครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น ท่ามกลางสุรเสียงเอ็ดอึงของพระอนุชาดังขึ้นตามติดมา

  “เจ้าพี่อิ๋งหยางเสด็จมาได้อย่างไรกัน ได้ยินข่าวว่าทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสในศึกต้าเหลียงจนสิ้นพระชนม์ไปแล้วมิใช่หรอกรึ”

  “ข่าวว่าจวนเจียนใกล้จะสิ้นพระชนม์น่ะ ฟังมาผิดหรือเปล่า แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ทรงบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนั้นจะหายเป็นปกติจนสามารถมาร่วมพระราชพิธีฝังพระศพได้อย่างไรกัน”

  “ถ้าเช่นนั้นข่าวที่ได้ยินมาก็หาใช่ความจริงน่ะสิ ตรงกันข้ามทรงไม่เป็นอะไรเลยเสียมากกว่า”

  สุรเสียงเอ็ดอึงของเหล่าอนุชาที่แสดงความคิดเห็นออกมาต่างๆ นานา ทำให้ฉินรุ่ยกงหันกลับไปทอดพระเนตรอนุชาที่จับมือเป็นพันธมิตรกันด้วยสายพระเนตรที่เต็มไปด้วยคำถาม

  “นี่น่ะหรือผลงานของเจ้า! คุยเสียดิบดีว่าสามารถกำจัดอิ๋งหยางได้แน่นอน นี่ไงล่ะ...กำจัดอีท่าไหนถึงได้มาร่วมมางานฝังพระศพของเสด็จพ่อในวันนี้ได้ เจ้าเองก็ล่วงรู้ดีว่าหากอิ๋งหยางมางานวันนี้อำนาจของข้าจะถูกคนผู้นั้นสั่นคลอนเพียงใด!” รับสั่งถามสุรเสียงเย็นยะเยียบ

  ในขณะที่พระอนุชาได้แต่ยืนก้มพระพักตร์นิ่ง หากแต่ภายในพระทัยเต็มไปด้วยแรงพิโรธที่ถูกพระเชษฐาต่อว่าพระองค์เช่นนี้ ทว่าพระเชษฐารองยังไม่ร้ายกาจเท่ากับพระเชษฐาองค์โตแม้แต่น้อย สิ่งที่ทรงต้องกังวลอย่างยิ่งยวดคือการปรากฏพระวรกายของพระเชษฐาอิ๋งหยางอยู่ในนี้

  “เหตุใดคนผู้นี้ไม่ตายอย่างที่คิดเอาไว้ โผล่หัวมาในงานนี้ได้เยี่ยงไร... บัดซบสิ้นดี!” รับสั่งรำพึงอยู่ภายในพระทัย ท่ามกลางเสียงเอ็ดอึงที่เริ่มแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง ต่างโจษขานกับการปรากฏพระวรกายขององค์ชายอิ๋งหยาง

  “หุบปาก!” พระสุรเสียงตวาดดังก้องครั้นทรงได้ยินเสียงเอ็ดอึงจนฟังไม่ได้ศัพท์

  ผู้คนทุกชีวิตที่อยู่ในบริเวณนั้นเงียบงันลงไปโดยพลัน แต่ละคนรีบก้มหน้ามองพื้นโดยมิได้นัดหมายเมื่อพระพักตร์ที่สวมหน้ากากสีเงินหันกลับมาทอดพระเนตร ความรู้สึกของชีวิตที่อยู่ภายในบริเวณนั้นต่างกลัวตายกันทั้งสิ้น หากหน้ากากสีเงินนั้นถูกปลดออกจากพระพักตร์

  พระวรกายใหญ่กระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว พร้อมพระดำเนินย่างสามขุมตรงเข้าไปหาบรรดาพระอนุชาทั้งหลายที่พากันยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดขบวนพระศพเท่าใดนัก และท่าทีดังกล่าวทำให้ฉินรุ่ยกงก้าวพระบาทถอยหลังด้วยความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที

  “องครักษ์! ขวางเอาไว้อย่าให้เข้ามาหาข้า” รับสั่งเรียกหาองครักษ์จ้าละหวั่น

  ทันทีที่เจ้าผู้ครองแคว้นมีรับสั่งเช่นนั้น เหล่าทหารองครักษ์เตรียมชักดาบเพื่อถวายอารักขา แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหน้ากากสีเงินหันกลับมาทอดพระเนตร

  “พวกเจ้ากล้ารึ!” รับสั่งตวาดกลับไปสายพระเนตรเย็นยะเยียบจับจ้องเหล่าทหารองครักษ์เขม็ง

  เอื๊อก!!! บรรดาทหารองครักษ์ต่างกลืนน้ำลายลงคอไปตามๆ กัน แต่ละคนรีบเก็บอาวุธพร้อมก้าวถอยหลังเข้าไปประจำจุดของตนเองตามเดิม ท่ามกลางความตกพระทัยของฉินรุ่ยกง

  “พวกหน้าโง่! ข้าเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเหตุใดจึงไม่ทำการอารักขา ใยจึงไม่ฟังคำสั่งของข้า!!!” รับสั่งตวาดกองทหารองครักษ์ด้วยความพิโรธอย่างยิ่งยวด หากแต่ยังมิทันจะมีรับสั่งสิ่งใดสุรเสียงของพระเชษฐาตวาดกร้าวกลับมา

  “หุบปากซะอิ๋งเหว่ย!” รับสั่งพร้อมพระดำเนินเพียงก้าวเดียวก็มาปรากฏพระวรกายอยู่ตรงหน้าพระอนุชารอง ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทุกๆ พระองค์ 

  หมับ!!! พระหัตถ์ยกขึ้นจับพระศอของอนุชารองทันทีที่เสด็จมาถึง ในขณะที่อีกฝ่ายพยายามดิ้นรนแต่ก็หารอดออกจากการเกาะกุมของพระเชษฐาไปได้ และนั่นทำให้บรรดาพระอนุชาทั้งหลายต่างพากันก้าวถอยหลังให้พ้นรัศมีบริเวณนั้นทันที รวมถึงองค์ชายสามด้วยเช่นกัน ทรงก้าวถอยหลังเอาตัวรอดเป็นพระองค์แรก

  “ถอยตั้งหลักก่อนดีกว่า เกิดเหตุอะไรขึ้นจะได้หนีเอาตัวรอดได้ทัน ไม่คิดเลยว่าเจ้าพี่อิ๋งหยางช่างน่าสะพรึงกลัวเสียนี่กระไร... บรื้อออ!!!” รับสั่งพึมพำพลางเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดเวลา

  องค์ชายอิ๋งหยางทอดพระเนตรพระอนุชารองผ่านหน้ากากสีเงิน รอยแสยะยิ้มเหยียดปรากฏขึ้นบนพระพักตร์หากแต่มิมีผู้ใดสามารถเห็นได้ว่าช่างน่าสะพรึงกลัวเยี่ยงไร

  “จะ... เจ้า... เจ้าพี่จะทรงทำอะไรข้า แล้วเหตุใดจึงพระดำเนินเร็วนักเล่า เพียงก้าวเดียวก็ถึงตัวข้าแล้ว นี่พระองค์ทรงเป็นปีศาจดั่งคำเล่าลือจริงๆ หรือพ่ะยะค่ะ” เจ้าผู้ครองแคว้นรับสั่งถามสุรเสียงสั่น

   ในขณะเดียวกันก็ไม่วายพยายามให้ร้ายว่าพระเชษฐาทรงเป็นปีศาจอยู่ร่ำไปในขณะเดียวกันทรงพยายามดิ้นรนที่จะแกะพระหัตถ์ของพระเชษฐาที่ทรงประคองพระศอของพระองค์อยู่ในขณะนี้ด้วยพระหัตถ์เพียงข้างเดียว

  “กลัวข้ามากถึงเพียงนี้เชียวรึอิ๋งเหว่ย!” รับสั่งถามสุรเสียงเย็นยะเยือก

  เอื๊อก!!! ฉินรุ่ยกงกลืนน้ำลายลงคอทันทีครั้นได้ยินพระเชษฐาถามกลับมาเช่นนั้น

  “จะ... เจ้า...เจ้าพี่คิดว่าพระองค์ทรงไม่น่ากลัวอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”

  ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางทรงได้ยินพระอนุชามีรับสั่งยอมรับออกมาเช่นนั้น พระหัตถ์ที่กำลังบีบพระศอเพียงแค่เบาๆ ทว่าตรงกันข้ามกับคนถูกบีบไม่ได้เบามือแต่ประการใด แต่กลับหนักหน่วงหายใจแทบไม่ออกเสียด้วยซ้ำ พลางโน้มพระวรกายที่มีความสูงมากกว่าพระอนุชาห่างกันหลายคืบเลยทีเดียว ทำให้อนุชารองพระวรกายแลดูเล็กลงไปครั้นเทียบกับพระเชษฐาที่สูงใหญ่ บึกบึนน่าเกรงขามสมเป็นนักรบเจนศึกสงคราม

  “หายใจไม่ออกรึ!” รับสั่งถามกลับไปเบาๆ

  “พะ... พ่ะย่ะค่ะ” เจ้าผู้ครองแคว้นรับสั่งตอบกลับไปด้วยความยากเย็น

  พรืด!!! พระหัตถ์ใหญ่กระชากออกจากพระศอของอนุชารองทันใด 

  ตุบ!!! พระวรกายของฉินรุ่ยกงทรุดฮวบลงกับพื้นทันทีครั้นถูกปล่อยเป็นอิสระ

  แค่ก แค่ก แค่ก!!! สุรเสียงไอดังขึ้นติดต่อกัน ก่อนจะหยุดลงโดยพลันเมื่อพระเชษฐาทรุดพระวรกายลงนั่งยองอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ พร้อมใช้นิ้วพระหัตถ์เชยปลายคางให้เงยขึ้นทอดพระเนตร

  “มองหน้าข้าอิ๋งเหว่ย!!!” สุรเสียงรับสั่งเฉียบขาด ดังจนได้ยินไปทั่วบริเวณ

  ฉินรุ่ยกงไม่มีทางหลีกเลี่ยงหรือปฏิเสธได้แต่อย่างใด จำต้องเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรพระเชษฐาซึ่งมีหน้ากากสีเงินปิดบังพระพักตร์ด้วยความจำยอม

  “ข้ากลับเมืองหลวงครั้งนี้เพียงแค่ต้องการฝังพระศพเสด็จพ่อ อย่าตื่นตระหนกหรือหวาดระแวงเกินกว่าเหตุ หาไม่แล้วข้าราชบริพารจะคิดว่าเจ้าเกรงกลัวข้าผู้เป็นพระเชษฐาพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก จงทำตนให้สมกับเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่” รับสั่งกำชับสุรเสียงเย็นยะเยียบ

  “ขะ... เข้าใจพะย่ะค่ะ” ฉินรุ่ยกงรับสั่งตอบกลับไป 

  พระเนตรปิดลงทันทีด้วยความหวาดกลัวพระเชษฐามิยอมลดน้อยถอยลงไปแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามการพบกันครั้งนี้ในรอบสิบเอ็ดปี ซึ่งต่างฝ่ายเจริญวัยเต็มที่แล้ว ทว่าพระองค์กับพระเชษฐาใยจึงช่างแตกต่างกันดั่งฟ้ากับเหวเช่นนี้ ก่อนจะได้ยินสุรเสียงของพระเชษฐาดังกระหึ่ม

  “ข้ากลับเมืองหลวงครั้งนี้! เพียงแค่ต้องการมาฝังพระศพพระบิดา อนุชาของข้าทั้งหลายจงอย่าวิตกหรือหวั่นเกรงว่าข้ากลับมาเพื่อจุดประสงค์อื่น! แต่ตามโบราณราชประเพณีของแคว้นฉิน พระโอรสองค์โตของอดีตเจ้าผู้ครองแคว้นจะต้องถือป้ายวิญญาณนำหน้าเชื้อพระวงศ์อื่นๆ และเป็นผู้นำในการทำพิธีฝังพระศพ”

  รับสั่งพร้อมกวาดสายพระเนตรไปทั่วบริเวณ ซึ่งเหล่าพระอนุชาและบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนข้าราชบริพารยืนฟังกันอย่างคับคั่ง

  “เพราะฉะนั้นพวกเจ้าทั้งหลาย! รีบไปตั้งแถว! ถึงเวลาเคลื่อนขบวนพระศพแล้ว!!!” สุรเสียงดังกึกก้องจนทำให้ทุกชีวิตที่อยู่ภายในบริเวณนั้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ

  แต่แล้วเพียงครู่ต่างพากันรู้สึกพระองค์ บรรดาพระอนุชารีบวิ่งตรงดิ่งไปตั้งแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางความพึงพอพระทัยขององค์ชายอิ๋งหยาง

  “กองทหารองครักษ์ถวายอารักขาขบวนพระศพอดีตเจ้าผู้ครองแคว้น!” สุรเสียงมีพระบัญชากับกองทหารองครักษ์รักษาวังออกไปทันที

  “พ่ะย่ะค่ะ!!!” กองทหารองครักษ์ขานรับเสียงกึกก้อง ก่อนจะพากันแยกย้ายทำหน้าที่ของตนโดยไม่ต้องมีรับสั่งย้ำเป็นอีกครั้งที่สองแต่ประการใด

  ท่ามกลางรอยแสยะยิ้มเหยียดขององค์ชายปีศาจซึ่งถูกหน้ากากสีเงินปิดบังพระพักตร์

  “ก็แค่นั้น… มีแต่เด็กอ่อนหัดช่างผิดไปจากที่ข้าคิดเอาไว้เสียนี่กระไร” รับสั่งสุรเสียงรำพึง 

  เมื่อการมาเมืองหลวงเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี หลังจากถูกพระบิดาเนรเทศให้ไปอยู่ชายแดนทรงกลับมาเพื่อหยั่งเชิงกำลังและประเมินความคิดของเหล่าราชวงศ์และบรรดาขุนนางในราชสำนักว่ามีความคิดกับพระองค์เช่นไรในยามนี้ หากแต่จุดประสงค์ที่แท้จริงนั่นก็คือ 

  ต้องการลบความเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นต้นเหตุที่จะทำให้แคว้นล่มสลายหากได้ขึ้นครองแคว้น ซึ่งมาจากคำพูดของโหรหลวงเพียงประโยคเดียวเท่านั้น และเป็นประโยคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับพระองค์จนถึงทุกวันนี้

  พระวรกายสูงใหญ่ขององค์ชายอิ๋งหยางพระดำเนินตรงไปประจำตำแหน่งของพระองค์ทันที ป้ายวิญญาณของพระบิดาถูกนำมามอบให้ในฐานะทรงเป็นพระโอรสองค์โต พระบาทก้าวนำหน้าพระดำเนินออกไปอย่างมั่นคง โดยมีพระอนุชาองค์อื่นๆ เสด็จตามหลังอย่างเป็นระเบียบไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าผู้ครองแคว้นองค์ปัจจุบันยังต้องพระดำเนินตามหลังพระเชษฐาต่างพระมารดา ด้วยความรู้สึกอดสูพระทัยอย่างยิ่งยวด

  พระองค์เป็นถึงเจ้าผู้ครองแคว้นองค์ปัจจุบันแต่มิอาจมีพระราชอำนาจในตัวเองอย่างล้นเหลือดั่งเช่นพระเชษฐาแม้แต่น้อย เสียงชื่นชมของเหล่าข้าราชบริพารต่างเริ่มมีกระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางที่เปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้กระทั่งพระอนุชาองค์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยพานพบพระเชษฐาพระองค์ใหญ่ บัดนี้กลับกลายเป็นว่า หันมาชื่นชมในความองอาจที่เต็มไปด้วยพระราชอำนาจสมเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นเป็นยิ่งนัก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   ดวงพิฆาต รักนิรันดร์ (ตอนอวสาน)

    ยุคอดีตตำหนักจินไท่ทั่วบริเวณในเวลานี้เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของดอกเหมยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ แจกันดินเผาขนาดใหญ่วาดลวดลายเป็นลายเมฆและนกยูงสลับไปมา เพิ่มความสวยงามได้อย่างลงตัวและแจกันดังกล่าวเต็มไปด้วยกิ่งดอกเหมยปักลงบนแจกันวางตั้งไว้บนโต๊ะข้างแท่นพระบรรทมเพื่อให้คนงามได้สูดกลิ่นหอมดังกล่าวร่างอรชรของจางเพ่ยอันบัดนี้นอนสงบนิ่งอยู่บนแท่นพระบรรทม และเธอหลับใหลอยู่เช่นนี้มานานนับเดือนแล้ว โดยมีสายตาของพระสวามีผู้หล่อเหลาจับจ้องอยู่กับดวงหน้างามของพระชายาอยู่ตลอดเวลา พระองค์จะเพียรเข้าคอยมาดูแลพระชายาเพียงหนึ่งเดียวทันทีที่เสร็จภารกิจจากการออกว่าราชการในท้องพระโรงเหตุการณ์ในวันที่รัชทายาทหลี่จิ้งบุกโจมตีพระราชวังหลวงของต้าฉินอย่างอุกอาจ และจบลงคือเซ่นสังเวยพระชนม์ชีพของพระองค์ให้กับแม่ทัพปีศาจพร้อมชีวิตทหารต้าหลู่ไปอีกนับไม่ถ้วน ต่างพากันสิ้นชีพวิบัติโรยรากลายเป็นหินไปชั่วพริบตาเหตุการณ์ในวันนั้นเล่าลือไปอย่างกว้างขวางจนล่วงรู้ไปทั่วทุกแคว้นแดนดิน และต่างพากันขยาดแม่ทัพปีศาจกันอย่างถ้วนหน้า จนมีคำกล่าวติดปากออกมา

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   โหยหามิคลาดครา 1.1

    ในขณะเดียวกันบริเวณลานกว้างหน้าท้องพระโรงกองทหารของแคว้นต้าหลู่และกองทหารจากต้าฉิน ต่างวิ่งเข้าโจมตีปะทะกันอย่างดุเดือด ทั่วทั้งพระราชวังหลวงเต็มไปด้วยเปลวเพลิงและกลุ่มควันขาวพร้อมเสียงกรีดร้องของเหล่านางกำนัลและเชื้อพระวงศ์ บรรดาขุนนางที่อยู่ในท้องพระโรงต่างแตกฮือแยกย้ายกันหนีตายจนจ้าละหวั่น เมื่อทหารต้าหลู่บุกเข้ามาถึงในท้องพระโรงและปะทะกับจางฟงอัครเสนาบดีที่เคยเป็นขุนศึกในวัยหนุ่มแม้จะมีอายุมากถึงหกสิบปีแล้วก็ตาม แต่จางฟงมีวิทยายุทธ์ในระดับสูงจึงเป็นฝ่ายใช้อาวุธออกปกป้องเหล่าขุนนางเอาไว้ ก่อนจะวิ่งตามไปสมทบกับกองทหารของตนและกองทหารขององค์ชายปีศาจที่ยกตามมาช่วยอย่างทันท่วงที ทั่ววังหลวงเต็มไปด้วยซากศพมากมายมิรู้ใครเป็นใครท่ามกลางความวุ่นวายองค์ชายปีศาจอิ๋งหยางและองค์ชายหลี่จิ้ง รัชทายาทจากต้าหลู่กำลังปะทะฝีมือกันอย่างดุเดือด ทั้งสองยืนจ้องหน้ากันในขณะที่องค์ชายหลี่จิ้งถือทวนยาวและองค์ชายอิ๋งหยางใช้ดาบง้าวอาวุธประจำพระวรกายไล่ฟาดฟันองค์ชายผู้นี้อย่างบ้าคลั่ง“เจ้าเอาอันอันของข้าไปไว้ไหน! เอาคนของข้าคืนมา!!

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   โหยหามิคลาดครา 1.2

    ทันทีที่พระพักตร์หล่อเหลาขององค์ชายปีศาจเงยขึ้นทอดพระเนตร ทหารของต้าหลู่ที่กำลังมองมาที่พระองค์เป็นจุดเดียวค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปทันที เมื่อร่างค่อยๆ กลายเป็นหินลามเลียตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าและแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างเพียงชั่วเวลาไม่กี่อึดใจ ติดตามด้วยเสียงของเหล่าทหารดังแทรกขึ้นมา“แม่ทัพปีศาจ!!!” เสียงเรียกขานดังออกมาได้เพียงแค่นั้นก็ต้องเงียบงันลงไปโดยพลันเมื่อทุกอย่างกลับหยุดการเคลื่อนไหวทั้งสิ้น ลมหายใจของเหล่าทหารต้าหลู่หลุดลอยไปทันใดนับหนึ่งพันนายที่แออัดอยู่ภายในท้องพระโรงท่ามกลางสายพระเนตรขององค์ชายหลี่จิ้ง ครั้นได้ทอดพระเนตรเหตุการณ์ที่มีผู้คนกล่าวขานเลื่องลือมานานแสนนาน และตอนนี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงพระพักตร์ในขณะนี้“เป็นความจริงหรือนี่! คนผู้นี้คือแม่ทัพปีศาจอิ๋งหยางอย่างนั้นหรอกรึ!” องค์ชายหลี่จิ้งรับสั่งได้เพียงเท่านั้นองค์ชายปีศาจหันกลับไปทอดพระเนตรรัชทายาทผู้นั้นทันที โดยที่อีกฝ่ายมิทันได้ตั้งตัวเพียงแค่เห็นใบหน้าก็สิ้นชีพไปโดยมิรู้ตัว พระเศียรค่อยๆ กลายเป็นหินลามเลียไปทั่วพระวรกายก่อนจะกลืนกินจนกระทั่งยืนแข็ง

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   พระสนมชายของข้า! 1.2

    ทันทีที่พระหัตถ์ของรัชทายาทรูปงามสัมผัสกับแก้มนวลเนียนของหญิงสาว ภาพเหตุการณ์ในอนาคตบังเกิดขึ้นมาให้เธอได้เห็นทันทีท่ามกลางกองทหารของทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกันอย่างดุเดือด ร่างของจางฟงท่านพ่อและจางฮั่นพี่ชายคนโตกำลังใช้ดาบสู้รบกับทหารของต้าหลู่ ในขณะที่พระสวามีปีศาจของเธอกำลังบุกเข้าโจมตีไล่ฟาดฟันองค์ชายหลี่จิ้งจนถอยไม่เป็นท่า“อันอันของข้าอยู่ไหน! ไอ้คนถ่อย! ลักพาตัวชายาของข้าไปไว้ที่ใด!!!” รับสั่งพร้อมบุกไล่ฆ่ากองทหารมากมายที่เข้ามาปกป้ององค์ชายของตน จนล้มตายกองสุมมิรู้กี่ร้อยชีวิตองค์ชายหลี่จิ้งวิ่งหนีการไล่ล่าอย่างบ้าคลั่งของแม่ทัพปีศาจจนวิ่งเข้าไปอยู่ในท้องพระโรง “คนผู้นี้มันบ้าไปแล้ว! ช่างบ้าคลั่งราวปีศาจร้ายยิ่งนัก” รับสั่งพร้อมพยายามหาอาวุธที่สามารถทุ่นแรงของพระองค์ได้ดีกว่าดาบ ก่อนจะไปสะดุดกับคันธนูและลูกธนูรวมไปถึงอาวุธอื่นๆ ที่มีเกลื่อนกลาดท่ามกลางร่างไร้วิญญาณของทหารทั้งสองฝ่ายและขุนนางบางคนที่หนีตายไม่ทันคันธนูถูกหยิบขึ้นจากพื้นพร้อมลูกธนูสามดอก พระหัตถ์ล้วงเข้าไปในอกเสื้อฉลองพระองค์ก่อนจะดึงขวดยาใบน้อยออกมาพร้อมรีบดึงจุกออกเทผงสีขาวลงบนลูกธนูทั้งสามดอกพรึบ! ภาพเหตุการ

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   พระสนมชายของข้า! 1.1

    บริเวณคุกใต้ดิน ดวงเนตรสีนิลดำใหญ่ทอดสายตามองร่างไร้วิญญาณขององค์ชายอิ๋งเฟิ่ง เจ้าของพระตำหนักหรดีในสภาพศพลิ้นจุกปาก ดวงตาถลนแทบจะทะลักออกมานอกเบ้า รอบลำคอถูกรัดอย่างรุนแรงจนเห็นเป็นรอยโซ่ และสิ่งที่ใช้สังหารองค์ชายโฉดผู้นี้ก็ตกอยู่ใกล้ๆ พระศพนั่นเอง พระพักตร์หล่อเหลาขององค์ชายหลี่จิ้ง ค่อยๆ เงยขึ้นจากพระศพขององค์ชายโฉดพร้อมสำรวจไปทั่วบริเวณคุกใต้ดินไปโดยรอบก่อนจะพบว่า กองทหารของพระองค์ที่คอยรักษาเวรยามตั้งแต่ปากทางเข้าแม่น้ำทางชายป่ารกร้าง จนถึงคุกใต้ดิน มีเพียงทหารยามที่คอยดูแลบริเวณคุกเท่านั้นจบชีวิตทั้งหมด สภาพศพร่างแหลกเหลวและมีรอยโซ่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนศพเหล่านั้น “พวกเจ้าที่เหลือรอดชีวิตล่วงรู้หรือไม่ว่าผู้ใดเข้ามาสังหารผู้คนภายในนี้รวมไปถึงเจ้าของตำหนักนี้ด้วย!” รับสั่งถามกองทหารที่รอดชีวิต “กระหม่อมได้ยินว่าคนผู้นั้นเป็นพี่ชายของเด็กหนุ่มหน้าหวาน ซึ่งถูกจับตัวมาจากตำหนักบูรพาพร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ แต่องค์ชายอิ๋งเฟิ่งทรงแยกขังเจ้าคนพี่ไว้ที่คุกใต้ดิน ส่วนคนน้องนำไปขังในตำหนักหรดีเพื่อนำไปมอบให้พระองค์ที่จวนสกุลไป๋ต่อไปพ่ะย่ะค่ะ” ทหารที่รอดชีวิตกราบทูลรายงานอย่างละเอียดเท่าที่ล่ว

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   เป็นหรือตาย 1.3

    พระตำหนักหรดีภายในคุกใต้ดินพระตำหนักหรดีขององค์ชายอิ๋งเฟิ่ง ตั้งอยู่ห่างไกลจากพระตำหนักอื่นๆ อยู่ช่วงท้ายๆ ของพระราชวังมีพื้นที่ติดกับชายป่ารกร้างซึ่งองค์ชายโฉดใช้เป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและกองทหาร ทางเข้าออกต้องดำน้ำลงไป แม่น้ำซึ่งอยู่ติดกับชายป่าและมีทางเข้าเชื่อมต่อขุดไปถึงกับสระบัวในอุทยานส่วนพระองค์ ใช้เป็นเส้นทางเพื่อสะสมฐานกำลังเตรียมพร้อมช่วงชิงบัลลังก์เพื่อขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นภายในพระตำหนักลึกลงไปใต้ดิน ถูกสร้างเป็นห้องพักมากมายเพื่อใช้สะสมเงินทองและอาวุธรวมไปถึงเสบียงและคุกใต้ดิน เพื่อใช้ลักพาตัวผู้คนที่บังเอิญมาระแคะระคายการกระทำคิดคดทรยศขององค์ชายผู้นี้ และนี่คือสาเหตุว่าทำไมองค์ชายสามจึงไม่อนุญาตให้บุรุษเข้ามาในพระตำหนัก สืบเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวด้วยส่วนหนึ่งและอีกเหตุผลนั่นก็คือ เกรงกลัวการถูกลอบปลงพระชนม์จากการจ้างวานฆ่าของผู้อื่นนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิตหรือพันธมิตรที่เคยร่วมมือและรีบหันหลังให้แก่กันทันใดที่หมดประโยชน์ร่วมกันพระวรกายสูงใหญ่ขององค์ชายปีศาจ ถูกล่ามไว้ที่ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทก่อนจะนำไปโยงกับคานที่แขวนไว้ เตรียมเครื่องทรมานเพื่อเ

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.6

    พระราชวังหลวงภายในพระตำหนักบูรพา “พัง! พังหมด! วอดวายย่อยยิบมิมีชิ้นดี! หอเฟิ่งอี้ที่ข้ากับเสด็จแม่อุตส่าห์สร้างขึ้นมา ถูกอิ๋งหยางสั่งปิดอย่างถาวร เช่นนี้เงินมหาศาลที่เคยได้รับสูญสลายหายไปเพียงชั่วพริบตา!” สุรเสียงขององค์ชายอิ๋งเฟิ่งดังกึกก้องภาย

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.5

    จวนสกุลไป๋ จวนขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กของพ่อค้าขายข้าวสาร ทว่า ใหญ่ที่สุดในแคว้นฉิน ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเฟิ่งที่ไหลทอดยาวไปสมทบกับแม่น้ำฮวงโหว พื้นที่ภายในมีขนาดเล็กกว่าจวนสกุลฮัวไม่มากนัก แต่ถ้าหากนับพื้นที่ซึ่งติดกับริมแม่น้ำแล้วไซร้กว้างใหญ่กว่าจวนสกุลฮัวหลายเท่าเลยทีเด

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องครักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.4

    ในเวลาเดียวกันในขณะที่จางเพ่ยอันกำลังยืนครุ่นคิดถึงอัครเสนาบดีใหญ่จางฟง ผู้เป็นบิดาของตนในภพชาตินี้ โดยมิทันสังเกตพี่หยางหยางของเธอ กำลังเดินตรงมาหาก่อนจะหยุดยืนลงตรงหน้าพร้อมยกมือจับศีรษะน้องน้อยพลางโยกไปมาเบาๆ“คิดอะไรอยู่เจ้าตัวเล็ก!” รับสั่งถามกลับไปด้วยความอยา

  • แม่ทัพร้ายโหยหารัก   องค์รักษ์หน้าสวย ขันทีหน้าหวาน 1.3

    “หา!... ให้ข้าเป็นขันที!” เสียงน้องชายหน้าสวยโวยวายขึ้นมาโดยพลัน ครั้นได้ยินพี่หยางหยางกล่าวออกมาเช่นนั้น พระเนตรคู่สวยขององค์ชายปีศาจเหลือบไปทอดพระเนตรน้องชายหน้าสวยอยู่เพียงครู่ ครั้นทรงได้ยินเสียงโวยวายของคนเป็นน้องดังแทรกขึ้นมา “เจ้าอยู่เฉยอันอัน!” รับสั่งเพียงสั้นๆ กลับไป พลางหันกลับไปทอดพระ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status