เข้าสู่ระบบตอนที่หนึ่ง
อนุหลี่
“อนุหลี่จะกินอาหารหรืออาบน้ำก่อนดีเจ้าคะ” สาวใช้ผิงอันเอ่ยถามขึ้น
“กินอาหารก่อนก็แล้วกัน” หญิงสาวตอบก่อนจะเดินเฉิดฉายไปยังห้องอาหารเพื่อกินมื้อเย็นโดยไม่ต้องรอผู้ใด
แน่นอนว่ายามนี้นางคือเจ้านายเพียงคนเดียวในจวนแม่ทัพแห่งนี้ แม้นางจะเป็นเพียงหญิงสาวซึ่งท่านแม่ทัพพามาอยู่ด้วยได้เพียงสามวัน แล้วเขาก็จากไปโดยไม่ได้ร่ำลา แต่นางก็นับได้ว่าเป็นภรรยาคนหนึ่งของเขา ซ้ำยังเป็นภรรยาพระราชทานจากองค์ฮ่องเต้อีกด้วย จึงไม่มีผู้ใดกล้าเมินเฉยต่อนาง เมื่อแม่ทัพซุนควบม้ากลับไปยังชายแดน หญิงสาวจึงใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ภายในจวนแห่งนี้ โดยพ่อบ้านและคนรับใช้ทุกคนล้วนให้เกียรติและปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาทดุจเจ้านายคนหนึ่ง
คำเรียกขานที่พวกเขาเรียกนางก็คือ’อนุหลี่’ ด้วยแม่ทัพซุนไม่ได้แต่งนางอย่างเป็นทางการอีกทั้งไม่มีคำสั่งใดออกมา นางจึงเป็นได้เพียงอนุคนหนึ่งซึ่งเคยนอนร่วมเตียงกับชายหนุ่มเท่านั้น
หลี่ลี่หลินย่อมใช้ชีวิตอย่างสุขสบายไปวันวันโดยไม่อนาทรร้อนใจ ยิ่งไม่มีผู้ใดพักอยู่ในจวน นางก็ยิ่งมีความสุข ด้วยสามารถทำสิ่งใดได้ตามใจโดยไม่ต้องระมัดระวังตัว
หญิงสาวอาศัยอยู่ได้ไม่นานก็สนิทสนมกับบ่าวไพร่ทุกคนด้วยนางไม่ถือเนื้อถือตัว ใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่มากเรื่องเจ้ากี้เจ้าการหรือวุ่นวายเรื่องใด
วันวันนางเพียงฝึกซ้อมร่ายรำอย่างที่ชื่นชอบ บางคราหญิงสาวก็ร้องเพลงเอง บางคราก็เพียงให้สาวใช้เคาะทำเสียงเป็นจังหวะ ยามว่างนางก็มักจะเดินเล่นในสวนหรือเล่นสนุกไปตามประสา เสียงหัวเราะสดใสจึงดังออกไปนอกจวนอยู่บ่อยครั้ง
หลี่ลี่หลินย่อมชื่นชอบการฝึกซ้อมร่ายรำด้วยเป็นนางรำดาวเด่นในสำนักสังคีตหลวง หญิงสาวฝึกซ้อมการร่ายรำมาตั้งแต่เยาว์วัยจนเชี่ยวชาญชำนาญการ ด้วยใบหน้าที่งดงาม เรือนร่างที่อรชร ประกอบกับการรำที่อ่อนช้อย เมื่ออายุถึงเกณฑ์ที่สามารถออกแสดงการร่ายรำได้แล้ว นางจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นดาวเด่นในการแสดงหลายชุด และได้ออกร่ายรำให้บรรดาสนมนางในแห่งวังหลังชื่นชมมาหลายต่อหลายครา
จนวันงานเลี้ยงใหญ่ซึ่งฮ่องเต้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับการชนะศึกแห่งแว่นแคว้นหลังจากต่อสู้กันมาหลายเดือน ผู้ที่ได้รับการชื่นชมที่สุดย่อมเป็นแม่ทัพใหญ่ซุนหย่งเล่อ ชายหนุ่มผู้นี้นับเป็นศูนย์กลางของงานเลี้ยงอย่างแท้จริงด้วยผลงานของเขาทำให้ทัพศัตรูพ่ายแพ้ไปอย่างราบคาบจนต้องขอเจรจาสงบศึก
แน่นอนว่าสำนักสังคีตหลวงย่อมจัดการแสดงอันสุดยอดเพื่อสร้างความครึกครื้นให้กับเหล่าแม่ทัพนายกองซึ่งตรากตรำศึกหนักมาอย่างเหนื่อยยาก อีกทั้งยังเป็นการสร้างความบันเทิงให้แก่ฮ่องเต้และเหล่าเชื้อพระวงศ์อีกด้วย
หลี่ลี่หลินได้รับคัดเลือกให้แสดงชุดร่ายรำอันวิจิตรด้วยอาจารย์ผู้ฝึกสอนได้คิดท่วงท่าซึ่งอ่อนช้อยงดงามอีกทั้งยังแสดงถึงความยั่วยวนแห่งสตรีเพศเพื่อให้เหล่าบุรุษได้ตื่นตัวกันทั้งงาน
หญิงสาวหลี่ลี่หลินซึ่งงดงามทั้งใบหน้าและเรือนร่างจึงได้เป็นดาวเด่นในชุดการแสดงนี้อย่างไม่มีผู้ใดกล้าแย่งชิง
“หลินหลิน เจ้าต้องโดดเด่นยิ่งนักในการแสดงชุดนี้ พยายามเข้าล่ะ หากเป็นที่ถูกตาต้องใจของเชื้อพระวงศ์องค์ใด หรือแม่ทัพนายกองคนใด เจ้าอาจได้สุขสบายไปตลอดชาติทีเดียว” อาจารย์ผู้ฝึกสอน’ชุ่ยเหยา’เอ่ยบอกขณะพยายามสอนท่วงท่าร่ายรำอันโยกย้ายเพื่อแสดงให้เห็นถึงเรือนร่างอันงดงามของหญิงสาว
“หากพวกเขาถูกใจข้าจริง ข้าก็คงหมดโอกาสได้แสดงการร่ายรำที่นี่อีก เช่นนั้นจะดีได้อย่างไรกันเจ้าคะอาจารย์” สาวน้อยวัยเพียง15ย่อมไม่เข้าใจ
“เจ้าอยากเป็นนางรำไปตลอดชีวิตหรืออย่างไรเล่า หลินหลิน ดูอย่างอาจารย์สิ ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนแก่เฒ่า ไม่ได้มีวาสนาอย่างผู้อื่น วันวันก็ต้องมานั่งปากเปียกปากแฉะสั่งสอนพวกเจ้าคนแล้วคนเล่า ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายนั่งกินนอนกินเสพสุขในบั้นปลายมีลูกหลานเต็มบ้าน นี่สิจึงจะต้องถามว่าชีวิตเยี่ยงข้าจะดีได้อย่างไร” ผู้เป็นอาจารย์โอดครวญ
“หมายความว่าหากข้าทำตัวให้เป็นที่ถูกใจชายหนุ่มสักคนก็อาจจะได้ออกไปใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ภายนอกใช่หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวอ่อนวัยยังคงถามอีก
“ย่อมแน่นอน หากผู้ถูกใจเจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ เจ้าก็อาจจะมีวาสนาได้อยู่ในตำหนักใดตำหนักหนึ่ง มีขันทีนางกำนัลรับใช้ เสพสุขในรั้วในวัง แต่หากผู้ถูกใจเจ้าเป็นขุนนาง เจ้าก็อาจจะได้ใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ในจวนของเขา มีเงินทองจับจ่ายใช้สอย มีข้ารับใช้คอยดูแล หากมีลูกมีหลานก็อาจได้รับการแต่งตั้งให้ใหญ่โตขึ้น หรือได้เกาะวาสนาของลูกหลาน นี่ย่อมดีกว่าการเป็นนางรำซึ่งวันวันต้องฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด เงินทองก็น้อยนิด และไม่มีข้ารับใช้ใดใดมิใช่หรือ” อาจารย์ผู้สั่งสอนพยายามอธิบายให้ลูกศิษย์สาวได้เข้าใจ
“หากเจ้าได้ดีแล้ว ก็อย่าได้ลืมอาจารย์ชุ่นเหยาคนนี้ก็แล้วกัน”
หญิงสาวพยักหน้ารับแม้จะยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดการที่มีผู้ถูกใจจึงจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับพวกนาง
“อาจารย์ ท่านเอาแต่สอนให้หลินหลิน ไม่ใส่ใจพวกเราเลย” เสียงเพื่อนร่วมเรียนเอ่ยทักท้วงอย่างไม่จริงจัง
บทส่งท้ายมือหนาเลื่อนขึ้นกอบกุมทรวงอกอิ่มที่เปิดโล่ง นิ้วยาวคีบจุกชมพูซึ่งถูกบดจนแข็งสู้มือแล้วใช้ลิ้นสะกิดรัวเร็วจนหญิงสาวส่งเสียงครางแผ่วขณะแอ่นเนินโหนกรับลำเอ็นใหญ่ที่บดเบียดเข้าหาอย่างแนบแน่นครั้งนี้หัวบานปูดโปนอันใหญ่โตผลุบเข้าไปเล็กน้อยโดยไม่ยอมเข้าไปจนสุด แต่กลับชักออกค้างคาสร้างความเสียวซ่านจนไป๋ซินหยาต้องพยุงตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสบสายตาเจ้าเล่ห์“หากเจ้ายอมรับปากว่าจะยอมอ้าขาให้ข้าทุกคืน ข้าจึงจะลงแรงต่อ”เงื่อนไขของอู๋เจิ้งช่างน่าขัน แต่ไป๋ซินหยารู้ดีว่าเขาแค่ต้องการกลั่นแกล้งนางจึงทำทีอ่อนข้อยอมพยักหน้าด้วยสีหน้ายอมจำนน“ดี น้องซินหยา รอรับความสุขสันต์อย่างต่อเนื่องได้เลย”อู๋เจิ่งใช้แรงกายที่ยังมีเหลือเฟือโยกสะโพกส่งท่อนลำลากครูดในร่องบวมแดงปลุกเสียงครวญครางซ่านกระเส่าให้ดังก้องอีกครั้งเพียงระบายความอัดอั้นได้ไม่นาน สายธารอันขาวขุ่นก็พวยพุ่งเปรอะเปื้อนไปทั่วหน้าท้องแบนราบที่บัดนี้เต็มไปด้วยคราบน้ำกามาของผู้ใดบ้างก็แยกไม่ออกไป๋ซินหยาถูกเคี่ยวกรำหนักหน่วงจึงหลั
ตอนที่แปดคืนข้ามปีไป๋ซินหยาโดนแรงทิ่มแทงตอกสวนไปมาไม่หยุด เมื่อไปข้างหน้าก็โดนกระแทกมาข้างหลัง ครั้นมาด้านหลังย่อมถูกตอกย้ำจนพุ่งไปด้านหน้าราวตุ๊กตาล้มลุกร่างบางเอนไปเอียงมากระเด็นกระดอนสะท้านสะเทือน ก่อนจะโดนบีบขย้ำเต้าทรวงสำทับอีกครั้งจนลมหายใจพัวพันในอากาศพบความหฤหรรษ์ไปอีกครา“ซี้ดดด...”“อู้ววว...”เกือบพร้อมกับเสียงครางต่ำที่ดังคำรามในลำคอพร้อมกระตุกหลั่งน้ำจนล้นเอ่อแข่งกันหยดย้อยลงบนพื้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังยามถูกพยุงให้ลงจากตัวของพวกเขามายืนบนพื้น ขาเรียวของไป๋ซินหยาสั่นระริกจนแทบหยัดยืนไม่ไหวด้วยถูกกระแทกตอกแทงอยู่เนิ่นนานไป๋ซินหยาทิ้งกายอ่อนระทวยลงนอนขาถ่างเผยร่องกลีบบวมแดงโดยไม่อาจขยับตัวด้วยเมื่อยล้ายิ่งนักพลางครุ่นคิดในใจแรกเริ่มพวกเขาบอกว่าจะทะนุถนอมนางมิใช่หรือเหตุใดจึงรุนแรงดุดันครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้“พอแล้ว...ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วเบาของหญิงสาวบ่งบอกความอ่อนแรงเมื่อโดนการถาโถมโหมกระหน่ำไม่ได้หยุดหย่อนจนลืมความหนาวไปแล้ว
ตอนที่เจ็ด พวกเขาบอกว่าจะทะนุถนอมนางมิใช่หรือติงเหวินรีบตอบรับขณะสายตามองท่อนเอ็นใหญ่ของเพื่อนสนิทที่สอดลึกเข้าไปในร่องกลีบสีแดงฉ่ำจนปลิ้นไปปลิ้นมา“ใช่ มีพวกเราอยู่ด้วย เจ้าย่อมอุ่นจนร้อนเช่นกัน ไป๋ซินหยา” อู๋เจิ้งก้มลงบอกหญิงสาวที่เอาแต่หลับหูหลับตากรีดร้องยามเขาโยกเข้าโยกออกสร้างความสะท้านเสียวชายหนุ่มขบกรามแน่นโน้มแรงส่งมือขึ้นบีบขยำอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมไหวไปตามแรงกระแทกกระทั้นอย่างเร่าร้อนลำเอ็นใหญ่เสือกแทงมุดเข้าถอนออกพุ่งกระแทกบุกทะลวงไม่ยั้ง ขณะไป๋ซินหยาทนไม่ไหวส่งเสียงครวญครางระงมก้องด้วยทั้งเสียวทั้งทรมานยังไม่ทันไร อู๋เจิ้งก็หลั่งน้ำสีขาวสาดกระจายออกมาอย่างรวดเร็วด้วยอดกลั้นเอาไว้นานจนกลิ่นน้ำสวาทคละคลุ้งไปทั่วกระท่อมเล็กเมื่อผ่านไปแล้วถึงสองครั้ง ครั้งที่สามความลื่นไหลย่อมสอดประสานกลายเป็นความต่อเนื่องทำให้ไป๋ซินหยารู้จักการยกสะโยกเด้งตามท่อนกายของติงเหวินที่สอดใส่อย่างเป็นจังหวะแล้วอู๋เจิ้งเห็นสองหนุ่มสาวโหมกายสนุกสนานจึงเดินวนไปด้านบนจับใบหน้าหวานให้อ้าปากแล้วยั
ตอนที่หก ค่ำคืนนี้ไม่มีผู้ใดนอกจากพวกเราอู๋เจิ้งเห็นสายตาของหญิงสาวที่เบนไปสบกับอีกฝ่ายทั้งไป๋ซินหยายังเจตนาล้วงแหวกร่องบุปผาเผยความชุ่มฉ่ำให้มากขึ้นอีก ทำให้ต้องกลืนน้ำลายรู้สึกถึงอารมณ์กระสันที่ก่อตัวจนไม่อาจยับยั้งประโยคทุ่มเทจึงเอ่ยออกมาโดยไม่ยั้งคิด“ข้ารับปากว่าจะปกป้องเจ้าไปตลอดชีวิต ไม่ให้ผู้ใดใช้เจ้าเป็นหมากหรือซื้อขายเจ้าอีกเด็ดขาด”ในฐานะบุตรชายแม่ทัพ เรื่องเช่นนี้เขาย่อมทำได้ดีกว่า ทั้งท่าทางที่พร้อมปกป้องและลงมือทันทีนั้นช่างมั่นคงหนักแน่น นับว่าอู๋เจิ้งยอมทุ่มสุดตัวแล้วติงเหวินจึงไม่ยอมน้อยหน้า“ข้าจะออกเงินทุนให้เจ้าเปิดร้านค้าสักร้านสองร้าน ดีหรือไม่ มีการค้าของตัวเองย่อมไม่ต้องกลัวผู้ใดจะรังแก”ความหมายของติงเหวินย่อมครอบคลุมไปถึงภรรยาในภายภาคหน้าของเขาซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาชายหนุ่มทั้งสองต่างถูกภาพหญิงสาวที่อ้าขากว้างเขี่ยบดเม็ดเสียวไปมาจนน้ำใสไหลเยิ้มเคลือบนิ้วเรียวทั้งยังใช้มือบีบเคล้นเต้าอวบพร้อมบีบบี้เม็ดสีชมพูไปด้ว
ตอนที่ห้า เปิดประมูลสายตาหวั่นไหวจับจ้องแท่งเนื้อกลางกายที่แข่งกันผงาดชี้หน้าอย่างน่าหวาดหวั่นโอ้!...ใหญ่เพียงนี้ เห็นทีต้องเจ็บปางตายแน่หญิงสาวคิดหนักก่อนจะเอ่ยเสียงสั่น“คุณชายทั้งสองโปรดรอก่อน ในเมื่อพวกท่านเสนอให้ข้าเลือก เช่นนั้นโปรดให้โอกาสข้าได้หรือไม่”ติงเหวินที่กำลังชักรูดลำท่อนเตรียมความปูดโปนให้พร้อมทิ่มแทง หันขวับไปมองสายตาเว้าวอนของหญิงสาวก่อนจะใจอ่อน “เจ้าจะเลือกเขาหรือ”“มิได้เจ้าค่ะ”“เช่นนั้นเจ้าจะเลือกเขาเช่นนั้นหรือ” เพียงนางเอ่ยปฏิเสธ อู๋เจิ่งจึงรีบส่งสายตาไม่พอใจออกมาทันทีด้วยหากนางไม่เลือกตนเองย่อมต้องเป็นเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ด้านข้างที่จะได้เบิกร่องช่องทางสีแดงสดนั้นในเมื่อภายในกระท่อมนี้มีกันอยู่เพียงสองคน“ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ ได้ยินว่าคณิกาที่เปิดประมูลพรหมจรรย์เป็นครั้งแรก ยังสามารถเรียกร้องและมีค่าตอบแทนมากหน่อยในเมื่อคืนนี้ คุณชายทั้งสองอยากเปิดบริสุทธิ์ในร่างกายของข้า เช่นนั้นก็ควรแข่งขันกันสักหน่อย ดีหรือไม่เจ้
ตอนที่สี่ลองดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ“หรือว่าจะลองดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ”ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาจนชิดทั้งรอยยิ้มหยอกล้อกับคำพูดหยาบโลนทำให้ไป๋ซินหยาหลับตาแน่นเขา...หมายความอย่างไรกันเรื่องเช่นนี้ก็ลองดูก่อนได้ด้วยหรือ ไป๋ซินหยาไม่เข้าใจ แต่สองชายหนุ่มซึ่งสนิทสนมกลมเกลียวมานานหลายปี เพียงมองตาย่อมรู้ใจและเข้าใจความหมายและเจตนานั้นดีพวกเขาไม่ปล่อยเวลาให้นางได้คิดตัดสินใจสักนิด ยังไม่ทันไรก็ปลุกเร้าด้วยความร้อนแรงจนร่างของนางแทบลุกเป็นไฟอู๋เจิ้งเลื่อนตัวลงไปครอบครองกลืนกินที่ด้านล่างโดยทั้งลงลิ้นละเลงเลียความนุ่มนวล ทั้งใช้ปากขบเม้มแล้วยังใช้นิ้วหลายนิ้วสอดแทงชักเข้าดึงออกสำรวจความคับแคบไม่ได้หยุดเรี่ยวแรงของคนตรงหน้าทั้งรวดเร็ว ดุดัน แข็งกร้าวราวกับจะลงโทษนางให้ขาดใจตายนั่นทำให้ไป๋ซินหยาซึ่งถูกจับนอนถ่างขากว้างกระเสือกกระสนบีบเรียวขาเข้าหากันอยู่หลายครั้งจนศีรษะของอู๋เจิ้งแทบจมหายไปกับส่วนกลางกายของนาง“คิดสู้หรือ เช่นนั้นต้องลงมือให้หนัก” เสียงต่ำท
ตอนที่หนึ่ง คิดจะรังแกข้าหรือร่างใหญ่ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดแต่ไม่อาจหลีกหนีด้วยบัดนี้ถูกจับกดเอาไว้ด้วยชายหนุ่มอีกสองคนซึ่งโผล่มาอย่างเงียบเชียบ“จะฆ่าทิ้งหรือปล่อยไว้เช่นนี้ขอรับ คุณหนู” ชายคนหนึ่งเอ่ยปากถ
อย่ารังแกข้าเลยท่านแม่ทัพโดยแม่นางว่างจิงจิงนางเป็นเพียงคุณหนูน้อยผู้อ่อนแอซึ่งทำการค้าเพื่อหาเงินทอง เหตุใดจึงต้องจับตัวนางมาคาดคั้นเช่นนี้ ขอความเมตตาสักนิดเถิด อย่ารังแกข้าด้วยของใหญ่เช่นนั้นเลยท่านแม่ทัพใ
ตอนที่สิบสี่ บนกำแพงด้วยความอยากรู้แม้ใจจะเต้นระทึกด้วยความสั่นรัว แต่เท้าทั้งสองของหญิงสาวก็ก้าวตามเงานั้นไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างสายนั้นรวดเร็วมาก ไม
ตอนที่แปด กลับมาแล้วซุนหย่งเล่อย่อมไม่คุ้นเคยกับน้ำตาของหญิงสาว คืนนั้นเขาเมาสุราอย่างหนักจึงย่ำยีนางไปโดยไม่ใส่ใจอื่นใด แต่ยามนี้เขามีสติเต็มร้อย แม้จะรู้สึกอึดอัดอยากระบายเพียงใด ก็อยากให้หญิงสาวยินยอมมากกว่า 







