Se connecterตอนที่ 6
สายลมเย็นต้องใบหน้างดงามของฉู่หว่านหนิง นางก้าวตรงมาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารถม้า ในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาเมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่นางเชื่อใจเขา
“องค์หญิง”
น้ำเสียงของมู่หานเซียวดังขึ้นด้านหลังฉู่หว่านหนิง
ฉู่หว่านหนิงข่มความรู้สึกที่กำลังถาโถมเข้ามาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งที่สุด
“ท่านเคยรักข้าจริง ๆ บ้างหรือไม่”
มู่หานเซียวชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มของเขาขมวดเล็กน้อย ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน มือใหญ่ใต้แขนเสื้อกำแน่นอย่างไม่รู้ตัว เขาอยากจะพูดอะไรออกมา ทว่ากลับยากเย็นยิ่งนัก
ฉู่หว่านหนิงหัวเราะเยาะตนเองที่ถามคำถามโง่ ๆ ออกไป ดูจากการกระทำของเขาชัดเจนว่าเขารักกู้เหยียนหลินมากเพียงใด เรื่องระหว่างพวกเขานั้นคงเป็นเพียงความผิดพลาดของเขาเท่านั้น
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาโดยไม่รู้ตัว ฉู่หว่านหนิงยกมือขึ้นเช็ดมันออกราวกับเช็ดความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของตนเองออกไปด้วย
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ก้าวขึ้นรถมม้าอย่างช้า ๆ ทว่าไม่ได้หันกลับมามองบุรุษในชุดเกาะเหล็กที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมเลย
มู่หานเซียวยืนนิ่ง เขามองตามร่างบอบบางนั้นขึ้นไปบนรถม้าจนลับสายตาไปแล้วทว่าเขากลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา มีเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนและยากลำบาก
“หานเซียว”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินดังขึ้น นางก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหลังของมู่หานเซียวที่กำลังยืนนิ่งอยู่ นางจ้องมองท่าทางของเขาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทางของเขากับองค์หญิงช่างดูแปลก ๆ ใบหน้างดงามเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววครุ่นคิดทว่ายังไม่ได้คิดสิ่งใดเสียงขององค์หญิงก็พลันดังขึ้นก่อน
“เหยียนหลิน เจ้าไปหยิบเครื่องแต่งกายของต้าซ่งมาให้ข้าหน่อย”
กู้เหยียนหลินหันไปตามเสียงพร้อมกับหยุดความคิดทั้งหมดแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“เพคะ องค์หญิง”
กล่าวจบ นางก็หันไปหามู่หานเซียวที่หันมาทางนางอยู่ ใบหน้าของเขาดูตึงเครียดเล็กน้อย
“อากาศหนาวนัก นำเสื้อคลุมหนา ๆ มาให้องค์หญิงด้วย”
น้ำเสียงราบเรียบของมู่หานเซียวดังขึ้น
กู้เหยียนหลินพยักหน้ารับช้า ๆ ทว่ากล่าวจบมู่หานเซียวก็พลันหมุนกายแล้วก้าวออกไปจากตรงนั้นทันที
สายลมเย็นพัดต้องร่างบางของกู้เหยียนหลินเบา ๆ อาภรณ์ของนางปลิวไหวเล็กน้อย แม้ในใจยังงุนงงกับท่าทางของสองคนนี้ทว่านางกลับสลัดความคิดนั้นทิ้งไปแล้วก้าวฉับ ๆ ตรงไปยังรถม้าที่บรรทุกสิ่งของทันที
….
ภายในรถม้าหรูหรานั้น ฉู่หว่านหนิงนั่งอยู่อย่างอ่อนแรงร่างบอบบางของนางเอนพิงรถม้า ลมหายใจอ่อนลงในทุกที ทั่วทั้งกายนั้นเริ่มอ่อนแรงลง เกรงว่าตอนนี้ยาพิษกำลังแทรกซึมเข้าสู่หัวใจแล้ว
ใบหน้างดงามที่แห้งกร้านค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองช่องว่างเล็ก ๆ ระหว่างผ้าม่านที่กำลังปลิวไหวเพราะแรงลม ลำคอนางแห้งผากยิ่งนัก หยดน้ำตาหยดหนึ่งล่วงลงบนหลังมือแห้งกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกทรมาน
ดวงตานางเหม่อมองแสงอาทิตย์ที่ส่องรอดช่องว่างเล็ก ๆ นั้นมา ริมฝีปากแห้ง ๆ เผยรอยยิ้มบาง ๆ นางกำลังจะได้กลับบ้านแล้วแม้อาจไม่ถึงเมืองหลวง ทว่าก็ได้ย่างก้าวเข้ามาในดินแดนต้าซ่งแล้ว
ก่อนนางจะสิ้นใจ นางเพียงอยากจะสวมอาภรณ์ของต้าซ่งอีกครั้ง
“องค์หญิงเพคะ”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นอยู่ด้านนอกรถม้า
“เข้ามา”
ฉู่หว่านหนิงเอ่ยขึ้น ก่อนจะรวบรวมแรงทั้งหมดแล้วนั่งตัวตรง ใบหน้าสงบนิ่ง
กู้เหยียนหลินก้าวเข้ามาในรถม้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางประคองถาดที่มีอาภรณ์ผ้าไหมชั้นดีหรูหราวางอยู่ข้าง ๆ ยังมีกล่องไม้แกะสลักวางอยู่ นางก้าวเข้ามาวางถาดอาภรณ์ลงบนโต๊ะข้าง ๆ กับที่องค์หญิงทรงประทับอยู่
กู้เหยียนหลินเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดเซียวขององค์หญิงนางก็เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
“องค์หญิง ท่านไม่สบายหรือไม่เพคะ”
ฉู่หว่านหนิงเงยหน้าเล็กน้อย แล้วยิ้มบางตอบรับก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“เดินทางมานาน ข้าคงจะเหนื่อยเกินไป”
กู้เหยียนหลินพยักหน้ารับเล็กน้อย แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เช่นนั้นหม่อมฉันจะไปชงชากุหลาบอุ่น ๆ มาให้นะเพคะ ดื่มแล้วจะได้รู้สึกดีขึ้น”
ฉู่หว่านหนิงยิ้มรับพร้อมเอ่ยขึ้น
“อืมดีเหมือนกัน ไปเถิด”
“เพคะ”
กู้เหยียนหลินตอบรับ แล้วก็ก้าวออกไปจากรถม้าทันที
ฉู่หว่านหนิงมองตามร่างบางในชุดเกาะของนางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับมามองอาภรณ์งดงามสีฟ้าอ่อนที่วางอยู่บนโต๊ะ นางยกมือขึ้นวางบนเนื้อผ้าชั้นดีนั้นแล้วลูบไล้อย่างแผ่วเบา ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบาง ๆ ดวงตาว่างเปล่า
ไม่นานฉู่หว่านหนิงก็เปลี่ยนอาภรณ์ของนางจนเสร็จเรียบร้อย ร่างผอมแห้งใต้อาภรณ์ชั้นดีนั่งอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลือง นางทอดสายตามองใบหน้าที่ไร้ซึ่งความสดใสดังในวันวาล มีเพียงร่องรอยของบาดแผลและความเจ็บปวด
มือเรียวของฉู่หว่านหนิงค่อย ๆ แตะเครื่องประทินโฉมลงบนใบหน้าเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยหมองคล้ำเหล่านั้น
“องค์หญิงเพคะหม่อมฉันขอเข้าไปนะเพคะ”
น้ำเสียงของกู้เหยียนหลินดังขึ้นด้านนอกอีกครั้ง
….
ตำหนักคุ้นตาตรงหน้าทำให้เขาชะงักฝีเท้าเล็กน้อย เวลาของสวรรค์และโลกมนุษย์นั้นต่างกันมากไม่รู้ว่าตอนนี้นางยังมีชีวิตอยู่อีกหรือไม่ร่างสูงโปร่งในร่างเทพนั้น มนุษย์ธรรมดาไม่อาจมองเห็นเขาได้ หลิงเซียวตี้จวินก้าวผ่านทางที่เคยเดิน ตำหนักที่เคยพัก สวนที่เคยชม ทว่าในใจกลับยังรู้สึกไม่พอมือใหญ่กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว สุดท้ายก็เดินเข้าไปยังตำหนักของเขาและฉู่หว่านหนิงทว่าด้านในนั้นกลับเงียบสงบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่อีกต่อไปกลิ่นเครื่องหอมที่นางเคยชอบ กลิ่นชาที่นางดื่มเป็นประจำ กลิ่นเครื่องประทินผิวที่นางเคยใช้ทุกอย่างล้วนหายไปในใจพลันสับสนหรือว่านางจะจากไปแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนั้น มือใหญ่ของเขาก็กำแน่นโดยที่ไม่รู้ตัว ในอกราวกับมีสิ่งใดคอยบีบรัดอย่างรุนแรงหลิงเซียวตี้จวินยกมือขึ้นกุมหน้าอกของตนที่ปวดร้าวอย่างรุนแรง คิ้วเข้มนั้นขมวดแน่น เขายังคงก้าวฝีเท้าต่อไปเพราะจำได้ว่าด้านในข้างเตียงนอนนั้นเคยมีรูปวาดของนางแขวนอยู่หลิงเซียวตี้จวินหยุดยืนอยู่เบื้องหน้ารูปวาดที่งดงาม เขาจ้องมองมันอย่างไม่กระพริบตาอยู่นานราวกับมองเท่าไรก็ไม่พอ ยิ่งมองก็ยิ่งไม่อาจละสายตาเขายกมือใหญ่ขึ้นแล้ววางทาบลงบนภาพนั้นอย่า
ตอนพิเศษ 1 หลิงเซียวตี้จวินสวรรค์เก้าชั้นฟ้าตำหนักเทพสงครามผู้พิทักษ์เหนือสวรรค์ หลิงเซียวตี้จวินแสงสีขาววาบผ่านสวรรค์อย่างรวดเร็ว ร่างสูงโปร่งในอาภรณ์สีดำสนิทที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนแท่นแก้วลืมตาขึ้นช้า ๆ สวรรค์เก้าชั้นฟ้า หลิงเซียวตี้จวินลืมตาขึ้น เขากลับมาแล้ว จากนี้จะไม่มีมู่หานเซียวความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจนหน้าอกของเขาแทบหายใจไม่ออก หลิงเซียวตี้จวินขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วรวบรพลังเทพในกาย พลังเทพสับสนวุ่นวายและมีบางส่วนหายไปสร้างความเจ็บปวดแก่เจ้าของร่าง ไอคาวเลือดพุ่งขึ้นไปยังลำคอจนเขากระอักเลือดออกมาคำใหญ่มือใหญ่ยกขึ้นกุมหน้าอกอย่างทรมาน คำพูดของเซียนหลงซือดังขึ้นในหัว“แม่ทัพมู่ ท่านแน่นใจหรือว่าจะทำเช่นนี้ ทุกสิ่งมีสิ่งที่ต้องจ่าย”ริมฝีปากหยักได้รูปยกยิ้มมุมปากครู่หนึ่ง แล้วยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดสดข้างริมฝีปากออกอย่างนิ่งหลิงเซียวตี้จวินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยมองตำหนักสวรรค์ที่คุ้นเคยด้วยดวงตาที่เหม่อลอยครู่หนึ่ง ในเมื่อเป็นเพียงด่านเคราะห์สวรรค์เท่านั้น ก็ควรปล่อยวางมันลงเขาลุกขึ้นยืนแล้วร่ายเวทเปลี่ยนเป็นอาภรณ์เต็มยศก่อนจะก้าวออกจากตำหนักที่เงียบสงบนี้ด้วยท่าทางสง่างาม“คาร
ตอนที่ 41 ตื่นขึ้นอีกครั้งสายลมเย็นพัดต้องใบหน้างดงาม ปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลนั้นตื่นขึ้นมา ดวงตาของนางพร่ามัวเล็กน้อย“องค์หญิงเก้า ท่านตื่นแล้วหรือเพคะ”องค์หญิงเก้าหลิงเยว่ลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นจากแท่นแก้ว บนแดดสวรรค์ นางลุกขึ้นนั่งนิ่ง ๆ“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านผ่าด่านเคราะห์ได้หรือไม่”หลิงเยว่พยักหน้าเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงพลังเทพที่เพิ่มขึ้น นางถอนหายใจแล้วลุกขึ้นยืนนิ่ง ๆ ทอดสายตามองตำหนักสวรรค์อย่างเหม่อลอยต่อไปนางไม่ใช่ฉู่หว่านหนิงอีกแล้ว ดวงตาคู่สวยหันไปมองเซียนน้อยที่คอยอยู่เฝ้านาง แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ“เหตุใดวันนี้ที่ตำหนักถึงได้เงียบนัก”เซียนน้อยหันกลับมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“วันนี้เง็กเซียนฮ่องเต้ ทรงจัดงานเลี้ยงเพคะ และวันนี้ หลิงเซียวตี้จวินก็มาด้วยเพคะ”หลิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยถามขึ้น“หลิงเซียวตี้จวินเช่นนั้นหรือ?”เซียนน้อยพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยต่อ“ใช่เพคะ องค์หญิงไม่เคยเห็นหรอกเพคะ เขาเป็นเทพสงครามรูปงาม ทว่าชอบเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนักของตน ไม่ชอบพบปะผู้คน ได้ยินว่าเป็นเพราะไปโลกมนุษย์แล้วทำผิดกฎ จึงถูกลงโทษ ทำให้พลังเทพหายไปครึ่งหน
ตอนที่ 40 จากไปหลายเดือนผ่านไปเสียงฟ้าร้องคำรามดังสนั่น ผสานกับเสียงกรีดร้องของ ฉู่หว่านหนิงในตำหนักฮองเฮา เหล่าบรรดานางกำนัลและแม่นม ต่างวิ่งวุ่นกันไปมาทั่วตำหนักมู่หานเซียวที่ยืนอยู่นอกตำหนักนั้น ก็มีสีหน้าเคร่งเครียด มือใหญ่ของเขากำแน่น ในใจสับสนวุ่นวายและกระวนกระวายใจ จนไม่อาจยืนสงบนิ่งได้ร่างสูงโปร่งเดินไปมาอย่างร้อนใจ เมื่อได้ยินเสียงนาง กรีดร้อง ก็พลันเจ็บปวดหัวใจยิ่งนักทว่าเพียงไม่นาน เสียงทารกน้อยก็ร้องดังขึ้นแทรกเสียงความวุ่นวายทั้งหมดที่มีมู่หานเซียวเมื่อได้ยิน สีหน้าที่ตึงเครียดนั้นก็พลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาไม่รีรอรีบวิ่งเข้าไปในตำหนักทันทีเมื่อก้าวเข้าไปด้านใน แม่นมสองคนก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะเอ่ยขึ้น“ฝ่าบาท ได้องค์หญิงเพคะ”แม่นมที่อุ้มทารกน้อยไว้ในอ้อมกอด ก็พลันเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นทารกน้อยที่ยังอยู่ในห่อผ้าอยู่ ให้กับมู่หานเซียวอย่างนอบน้อมและเคารพมู่หานเซียวจ้องมองทารกตัวน้อย เขาตัวขาวผ่อง ใบหน้ารูปไข่ ดูงดงามราวกับเทพธิดาน้อย ริมฝีปากหยักได้รูปนั้น พลันปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความปลื้มปีติออกมามือใหญ่ของมู่
ตำหนักของพระสนมฉู่เพียงไม่นาน มู่หานเซียวก็ก้าวเข้ามาถึงตำหนักของ ฉู่หว่านหนิง ด้านในตำหนักนั้นวุ่นวายเล็กน้อย เหล่านางกำนัลและขันทีต่างวิ่งวุ่นกันไปมามู่หานเซียวขมวดคิ้วแน่น แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในตำหนัก เขามองเข้าไปก็เห็นฉู่หว่านหนิงนอนอยู่บนเตียง ใบหน้างดงามนั้นซีดเซียวเล็กน้อยข้าง ๆ เตียงนั้น หมอหลวงผู้หนึ่งกำลังนั่งเขียนใบสั่งยาให้อย่างตั้งใจมู่หานเซียวไม่รีรอ รีบก้าวเข้าไปหาฉู่หว่านหนิงอย่างรวดเร็ว ในใจเต็มไปด้วยความกังวล“ฝ่าบาท—”หมอหลวงรีบลุกขึ้นกำลังจะทำความเคารพ ทว่ากลับถูก มู่หานเซียวยกมือขึ้นห้ามไว้เสียก่อน แล้วถามอย่างกังวล“นางเป็นอะไร”หมอหลวงยิ้มบางแล้วเอ่ยขึ้น“พระสนมฉู่ กำลังตั้งครรภ์พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อได้ยินคำตอบของหมอหลวง สีหน้าตึงเครียดเมื่อครู่ของมู่หานเซียว ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นชะงักไปเล็กน้อย ในใจกลับเต้นแรงและเบิกบานเป็นพิเศษ ดวงตาคมแดงระเรื่อด้วยความปีติ เขาเองดีใจ จนมีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดออกมา ทว่ากลับไม่รู้ต้องเริ่มอย่างไร ใบหน้าคมนั้นหันไปสบตากับดวงตาคู่สวยของนาง ที่กำลังจ้องมองเขาอยู่มู่หานเซียวก้าวเข้าไปทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วยื่นมือ
ตอนที่ 38 แต่งตั้งฮองเฮาสองเดือนผ่านไปณ ท้องพระโรงภายในท้องพระโรงที่โอ่อ่า เหล่าบรรดาขุนนางทั้งสองฝ่ายต่างยืนประจำที่ของตนเองอย่างเป็นระเบียบ เบื้องบนสุดนั้นคือมู่หานเซียว ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกรสีทองมู่หานเซียวหยิบฎีกาที่ขันทีเพิ่งยื่นขึ้นไป มาเปิดอ่าน เมื่อเห็นข้อความในนั้น สีหน้าของเขากลับตึงเครียดและโยนมันลงพื้นทันที“บังอาจ!”เสียงตวาดของมู่หานเซียวดังลั่นเหล่าขุนนางที่ยืนอยู่ต่างตกใจ รีบคุกเข่าลงแล้วยกมือขึ้นประสานแน่นด้วยความหวาดหวั่น“ฝ่าบาทโปรด ทรงพิจารณาด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เสียงขุนนางฝ่ายบุ๋นท่านหนึ่งดังขึ้น เสนาบดีซ่ง เขาเป็น ผู้ส่งฎีกาฉบับนั้นขึ้นไป เพราะอยากจะให้ฮ่องเต้รับสนมเพิ่ม หรือเลือกฮองเฮาจากบุตรสาวในตระกูลขุนนาง เพื่อกลบเกลื่อนข่าวที่ทรงโปรดปรานสนมฉู่ จนละเลยราชการดวงตาคมกริบของมู่หานเซียวจดจ้องลงมายังเสนาบดีผู้นั้น ริมฝีปากยกยิ้มอย่างโหดเหี้ยม มือใหญ่ของเขาเคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ ในใจพลันหงุดหงิดยิ่งนัก“ลากตัวไปประหาร”น้ำเสียงราบเรียบ ทว่าคนฟังหนาวสั่นไปถึงกระดูก“ฝ่าบาท ได้โปรดไว้ชีวิตด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ”เสนาบดีซ่งเอ่ยขึ้นด้วยความ







