مشاركة

บทที่ 3

مؤلف: ลำเนา
last update تاريخ النشر: 2024-11-27 08:06:51

ปรายฝนยืนส่องกระจกหมุนตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อนึกถึงเสื้อผ้าที่คนอื่นๆ สวมใส่จึงคิดได้ว่า เข้าเมืองตาหลิ่วควรหลิ่วตาตาม ซึ่งจริงอย่างที่แม่นายใจเดียวบอก เสื้อผ้าชุดที่สวมใส่มากับชุดที่เพิ่งถอดเปลี่ยนมีหวังคงซักให้กลับคืนมาเป็นสภาพเดิมไม่ได้แน่ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ปรายฝนจึงรีบเดินไปดูผ่านช่องเล็กๆ ก่อนจะเปิดออก

“พรุ่งนี้มีงานเลี้ยงที่ไร่ข้างๆ ฉันอยากให้เธอไปด้วย” แม่นายใจเดียวบอกกับปรายฝนที่ขมวดคิ้วจ้องมอง

“รวมอยู่ในหน้าที่ผู้ช่วยด้วยหรือคะ เรื่องออกงาน” ปรายฝนถาม

“ในสัญญาไม่ได้ระบุเวลาทำงานของเธอ” แม่นายใจเดียวบอก

“โหดร้าย” ปรายฝนบ่นพึมพำ

“ไปเลือกเสื้อผ้าที่ห้องฉันดู เพราะต้องแต่งตัวเรียบร้อยนิดหนึ่ง”

“เสื้อผ้าแม่นาย” ปรายฝนยิ้มๆ แล้วทำหน้าเหยเก

“แค่ให้ไปเลือกดู ฉันรู้ว่าเธอน่ะสาวทันสมัย เผื่อเอาที่ฉันมีมารวม กับที่เธอมีอาจเข้ากันได้” แม่นายใจเดียวบอก

“ขอบคุณค่ะ สะดวกให้ไปดูได้ตอนไหนคะ” ปรายฝนถาม

“รออยู่ตรงนี้ เดี๋ยวฉันไปเปิดประตูห้องให้ ตรงนั้นมีประตูเชื่อมถึงห้องนอนฉัน แต่เปิดจากห้องเธอไม่ได้” แม่นายใจเดียวบอก ปรายฝนยืนงงๆ มองไปยังผนังห้องที่ไม่เคยสังเกตเลยว่ามีประตูเชื่อมกับอีกห้องหนึ่ง

“แล้วไงว๊ะ เปิดเข้ามาเมื่อไหร่ก็ได้งี้” ปรายฝนรำพึงออกมาเบาๆ

เรื่องประตูห้องที่เปิดเข้ามาถึงห้องของตัวเองได้ ปรายฝนยังรู้สึก คาใจ แต่เมื่อเห็นเสื้อผ้าในตู้ของแม่นายใจเดียวทำเอาแปลกใจอยู่เหมือนกัน ก่อนหน้าคิดถึงเสื้อผ้าของผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ แม้ไม่ได้ดูหรูหรามากนัก แต่เป็นเสื้อผ้าลำลองที่สวมใส่ได้ไม่ว่าจะวัยไหนด้วยเสื้อสีพื้น กับกางเกงรัดรูป ปรายฝนยิ้มนึกไม่ออกว่าแม่นายใจเดียว หากสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านี้แล้วจะออกมาเป็นอย่างไร

“นึกว่าต้องชุดราตรี” ปรายฝนหัวเราะหึๆ แม่นายใจเดียวส่ายหน้า

“ไว้กลับเข้ากรุงค่อยใส่เถอะ ไอ้ชุดพวกนั้นน่ะ”

“แค่นี้ก็ต้องดุด้วย” ปรายฝนพูดเสียงอ่อยๆ มองดูกางเกงรัดรูปที่คิดว่าตัวเองน่าจะใส่ได้ แต่ทำไมแม่นายถึงได้ใจดีให้หยิบยืม

“ได้หรือยัง พิรี้พิไรอยู่ได้” เสียงพูดดุที่ดังขึ้นทำเอาปรายฝนถอนใจ

“ไม่ถือหรือคะ ให้ใครไม่รู้มายืมเสื้อผ้าใส่”

“ทำไม เธอไม่รักษาความสะอาดเนื้อตัวหรือไง” แม่นายใจเดียวถาม ปรายฝนถอนใจเสียงดังเห้อออกมา

“อาจจะต้องเอากลับมาต้มเลย เปลี่ยนใจไม่ให้ยืมก็ได้นะคะ ปรายขับรถไปให้แล้วรออยู่ในรถก็ได้ ถ้าแม่นายอายที่มีผู้ช่วยเป็นเด็กสกปรกขี้เหร่ๆ ล่ะก็” ปรายฝนทำหน้างอ แต่กลับทำให้แม่นายใจเดียวยิ้มออกมา

“ต้มทำไมกัน ทิ้งเลยดีกว่า ฉันอยากให้ไปเป็นเพื่อนไม่ได้อยากให้

ขับรถให้ เข้าใจ๋ เอานี่ไปลองดู” แม่นายใจเดียวหยิบเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนพร้อมกับกางเกงยีนรัดรูปที่ดูเหมาะเจาะและดูดีในความรู้สึกของปรายฝน

“ดูดีนี่” แม่นายใจเดียวพูดขึ้น หลังจากปรายฝนเปลี่ยนเสื้อผ้าและออกมายืนมองดูอยู่ที่กระจกเงา

“แน่สิคะ ไม้แขวนออกจะหุ่นดีขนาดนี้” ปรายฝนอมยิ้ม

“ถ้าอย่างนั้น ฉันคงรูปร่างดีเหมือนกันสินะ” แม่นายใจเดียวบอก

“จริงด้วยค่ะ” ปรายฝนยิ้มๆ เมื่อหันมามองสบตากับแม่นายใจเดียว

“เรียบร้อยกลับห้องไปได้แล้วจ้ะ อ้อไม่มีวันที่ฉันจะเปิดเข้าไป หากไม่ได้รับอนุญาตจากเธอก่อน ไม่ต้องกังวลเรื่องประตูห้อง” แม่นายใจเดียวบอกก่อนจะดันหลังให้ปรายฝนเดินผ่านประตูกลับไปที่ห้องของตัวเอง

“ใครกังวล ไม่มี๊” ปรายฝนยิ้มๆ และพนมมือไหว้ขอบคุณสำหรับชุดที่ให้ยืม

“เด็กหนอเด็กทะเล้นเสียเหลือเกิน” แม่นายใจเดียวถอนใจ

“แววตาบางทีก็ดุ๊ดุ บางทีก็นิ่งเป็นน้ำเย็นเจี๊ยบ บางทีก็อ่อนโยนเสียจนรู้สึกแปลกๆ ทำไมถึงได้อยู่ตัวคนเดียวมาจนป่านนี้” ปรายฝนคิด

ปรายฝนมองดูโทรศัพท์ที่วางอยู่ ซึ่งเมื่อหยิบมาดูถึงได้รู้ว่าแทบจะไม่มีสัญญาณเลย แต่ทำให้รู้สึกดีเหมือนกัน เพราะตัวเองไม่ได้อยากติดต่อใครสักเท่าไรนัก บางทีที่นี่อาจเป็นสถานที่ที่จะลงหลักปักฐานก็เป็นได้อยู่ไปเรื่อยๆ ถ้ามีความสบายใจ ปรายฝนยิ้มจางๆ และหยิบโทรศัพท์วางลงที่เดิม เพราะถือเป็นสิ่งไม่จำเป็นเลยสำหรับการมาอยู่ที่ไร่ใจเดียว

“ค่อยดูเป็นพวกเดียวกับคนอื่นหน่อย ปราย” เจ้าตัวมองดูเสื้อผ้าที่

สวมใส่อยู่ หลังจากเปลี่ยนเป็นชุดทำงานเหมือนกับคนอื่น

ไตรเป็นหัวหน้าคนงานยิ้มๆ เมื่อเห็นปรายฝนมองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่ซึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ แต่เสื้อออกจะใหญ่กว่าเจ้าตัวไปสักหน่อย

“ชุดปั่นจักรยานเละแล้วสิ” ไตรพูดขึ้น ปรายฝนหัวเราะเล็กๆ

“ค่ะ ชื่อ คุณไตร หรือเปล่าคะ” ปรายฝนถาม

“ครับ ไม่ต้องเรียกคุณก็ได้ เรียกพี่ไตรเถอะ ปราย” ไตรยิ้มๆ

“ที่นี่มีอะไรเจ๋งๆ ที่น่าสนใจบ้างไหมคะ พี่ไตร” ปรายฝนถาม

“หาเรื่องซน แม่นายจะดุเอา”

“โดนดุตลอดเวลาตั้งแต่เจอหน้าแล้วล่ะ พี่ไตรมีอะไรให้ช่วยไหม”

“ไม่มี งานพี่ไม่ใช่งานของผู้หญิง แบกหาม ขับรถไถอะไรแบบนี้”

“ทำไมแม่นายชอบขี่จักรยานคะ พี่ไตร” ปรายฝนถามยิ้มๆ เพราะอาการปวดขายังคงอยู่กับตัวเอง

“พวกเราพยายามลดมลพิษ รถยนต์ถึงได้เปลี่ยนบ่อยๆ จะได้ไม่มีควันดำออกมา มอเตอร์ไซด์ที่ใช้ก็แบบไฟฟ้า แต่ชอบจักรยานกันมากกว่า” ไตรบอกเล่าเกี่ยวกับไร่แห่งนี้

“สาว ECO” ปรายยิ้มๆ เมื่อนึกถึงแม่นายใจเดียว

“พวกเราชิน ไม่เคยนึกเรื่องสร้างภาพหรอก เพราะถ้าไม่มีมลพิษคน เราจะมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่ายนัก คนงานที่นี่ไม่ค่อยป่วยกัน แต่ชายๆ พื้นที่มีไร่ที่เขายังใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเราทำอะไรไม่ได้ แม่นายเลยให้ปลูกต้นสนไว้เพื่อเป็นรั้วคิดว่าคงพอจะช่วยกรองสารเคมีได้บ้าง

“แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีลอยมาอยู่ดี” ปรายฝนพูดขึ้น

“แต่เราส่งไปตรวจสอบได้ว่า ผัก ผลไม้ ข้าว ปลอดสารพิษหรือไม่”

“กว้างใหญ่ขนาดนี้ แม่นายดูแลคนเดียว เก่งจริงๆ เลย”

“แต่กว่าจะได้อย่างที่เห็น ก็ไม่ได้ง่ายนัก เวลาพี่เหนื่อยมากๆ พอมอง ดูแม่นายทำงานแล้วหายเหนื่อยเลย ปรายมาเป็นผู้ช่วยก็ดีแล้ว พี่จะได้ทำ งานได้เต็มที่หน่อย ไม่ต้องไปไหนมาไหนกับแม่นาย” ไตรหัวเราะ

“ผลักภาระนะเนี่ย พี่ไตรจะไปไหน ปรายขอตามไปดูได้ไหม”

“ได้สิ ไปเอาวิทยุสื่อสารที่สำนักงานมาก่อน เผื่อแม่นายเรียกใช้จะได้รีบกลับมา จักรยานด้วย รับรองสักสามเดือนกล้ามเนื้อที่ขาแข็งปั๋ง” ไตรหัวเราะ เมื่อเห็นปรายฝนขมวดคิ้วแต่ยังมีรอยยิ้มและรีบวิ่งกลับไปที่อาคารสำนักงานตามคำสั่งของไตร

เมื่อมองเห็นรถไถที่ใช้ปรับพื้นที่เพื่อเตรียมปลูกข้าว ปรายฝนนึกถึงข้าวที่ไม่ได้ขัดสี ซึ่งรับประทานมาได้สองสามมื้อ ตอนแรกเกิดคำถามอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อได้ยินการบอกเล่าจากหัวหน้าคนงานที่ชื่อ ไตร จึงเข้าใจว่าทำไมถึงทานข้าวกล้องและอาหารส่วนใหญ่เป็นผักมากกว่าเนื้อสัตว์

“ไม่อยากนึกถึงเรื่องเจ้าระเบียบเล๊ย” ปรายฝนรำพึงออกมาเบาๆ ทำให้ไตรยิ้มๆ เพราะได้ยินเข้าพอดี

“ความเจ้าระเบียบที่พอดี ถือเป็นความดีงามนะจ๊ะ แม่นายปราย” ไตรพูดแหย่แล้วหัวเราะคิกคัก

“ปรายเฉยๆ ก็พอค่ะ พี่ไตร”

“วันหนึ่ง ปรายอาจได้เป็นแม่นายก็ได้ใครจะรู้ พี่ซ้อมเรียกไว้ก่อน” ไตรยักคิ้วล้อปรายฝนที่ถึงกับหัวเราะออกมา

“ไม่รู้จะอยู่ได้สักกี่น้ำ” ปรายฝนพูดบ่น

ไตรกำลังเริ่มอธิบายงานของตัวเอง โดยพาปรายฝนขึ้นไปยืนอยู่ด้วยขณะที่เขาขับรถไถ่เพื่อปรับพื้นที่ ไตรเป็นชายหนุ่มหน้าตาดีพูดจาสุภาพและเป็นสุภาพบุรุษ ปรายฝนสัมผัสได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พูดคุยกัน

“ทำไมหัวหน้าคนงานต้องมาขับรถไถเองล่ะคะ” ปรายฝนถาม

“ต้องทำทุกอย่างนั่นแหละ จะว่าไปจริงๆ ก็ไม่ได้มีหัวหน้าลูกน้องหรอกนะ อะไรที่ทำได้ก็ช่วยๆ กันทำให้เสร็จ คนของเราไม่ได้มีมากมายนัก พี่มีหน้าที่แบ่งงานให้คนงานตามความเหมาะสม” ไตรบอก

“นายไตรครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเองครับผม” เสียงคนงานตะโกนโหวกเหวกฝ่าเสียงของเครื่องยนต์ที่ค่อนข้างดัง ไตรจอดรถทันทีทำให้คนที่ยืนอยู่เสียการทรงตัวเซถลาเข้าหา ไตรจึงรวบตัวแล้วกอดเอาไว้แน่น

“ปล่อยปรายได้แล้วค่ะ พี่ไตร” ปรายฝนพูดขึ้น เมื่อมองเห็นคนที่เพิ่งขี่จักรยานแล้วหันมามองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขี่เลยไป

“ขอโทษที พี่กลัวปรายตกลงไปจะแย่เอา ขอโทษนะครับ” ไตรยิ้มๆ ให้แต่เมื่อหันไปมองเห็นคนงานที่ยืนยิ้มกริ่ม จึงทำหน้าดุใส่และส่ายหน้าเพื่อเป็นการบอกว่าไม่ให้ไปเล่าหรือพูดให้ใครฟัง ปรายฝนมองตามรถจักรยานคันนั้นที่ปั่นไปอย่างรวดเร็วจนลับสายตา

“มันเป็นอุบัติเหตุ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย” ปรายฝนพูดขึ้น

“ขอบใจนะที่ไม่โกรธ พี่” ไตรยิ้ม

“ถ้าไม่กอดเอาไว้ล่ะก็ มีหวังคงตกลงไปหลังหัก ปรายจะไปโกรธได้อย่างไรกัน”

“พวกนายก็อย่าเอาไปพูดกันล่ะ ปรายเขาจะเสียหาย” ไตรพูดปรามคนงานที่ยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันอยู่

“ปรายขอไปดูทางโน้นหน่อยนะคะ” ปรายฝนพูดขึ้นแล้วมองไปทาง

ที่แม่นายใจเดียวปั่นจักรยานผ่านไปเมื่อสักครู่

“ตามไปเลย คุณผู้ช่วย แม่นายคงไปเก็บมะเขือเทศไว้ทาน” ไตรบอกแล้วยิ้มๆ ให้ปรายฝนที่ขมวดคิ้วจ้องมอง

“ขออีกคำถามก่อนไปนะคะ ที่ไร่ไม่มีผักและผลไม้อะไรบ้างคะ”

“ฉลาดถาม แต่นึกไม่ออกแฮะ อยากกินอะไรก็มีหมด ถ้าอยากกินหลายอย่าง ก็ต้องขยันปั่นจักรยานกันหน่อย เพราะผักผลไม้ต้องการดินที่แตกต่างกัน แต่พวกเราเชื่อกันว่า เป็นแผนของแม่นายเพื่อควบคุมน้ำหนักพวกเราด้วยการให้ปั่นจักรยานไปเก็บผักผลไม้ไกลหน่อย” ไตรหัวเราะ

“มิน่าถึงได้รูปร่างดี ไปเก็บมะเขือเทศกินจากต้น น่าอร่อย ปรายไปก่อนนะ” ปรายฝนกระโดดลงจากรถไถแล้วรีบขี่จักรยานตามแม่นายใจเดียวไปทันที

แม่นายใจเดียวไม่ได้หันมาสนใจคนที่เปิดประตูเข้ามาในโรงเรือนซึ่งน่าจะเรียกว่าโรงเรือนกางมุ้ง ปรายฝนยืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่เมื่อเริ่มเดินเข้าไปดูภายในทำให้ถึงกับตาลุกวาว เมื่อเห็นผลมะเขือเทศซึ่งเรียกกันว่ามะเขือเทศราชินีที่มีสีแดงสดตัดกับสีเขียวของใบ โดยมีผลค่อนข้างใหญ่กว่าที่เคยเห็นขายกันตามท้องตลาด

“แม่เจ้าทำไมลูกใหญ่ขนาดนี้” ปรายฝนรำพึงออกมาเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหาแม่นายใจเดียวที่ยังคงบรรจงตัดกิ่งต้นมะเขือเทศที่มีผลสวยๆ และค่อยๆ วางลงในตะกร้าหวาย

“ขอชิมสักหน่อยเถ๊อะ” ปรายฝนเอื้อมมือไปหยิบในตะกร้าแต่ถูก

ตีมือแรงๆ จึงร้องเอะอะโวยวาย

“โอ๊ย แค่นี้ต้องหวงด้วย” ปรายฝนพูดโวยวาย แต่เมื่อหันไปเห็นคนที่ยืนทำหน้านิ่งจ้องมองอยู่เลยทำหน้าจ๋อยทันที

“อยากกินทำไมไม่เก็บเอาเอง” แม่นายใจเดียวพูดดุ

“ขอชิมลูกเดียวก็ไม่ได้ ไหนใครๆ ก็ว่า แม่นายใจเดียวใจดี”

“อยากกินก็ต้องทำงาน เดินไปหยิบกรรไกรที่ประตูโน่นมา”

“ลูกเดียวก็ไม่ได้เหรอคะ” ปรายฝนถาม

“ทำไมไม่อยู่ช่วย ไตรล่ะ ตามมาทำไม” แม่นายใจเดียวพูด โดยมือก็ยังคงทำงานต่อไป ปรายฝนจึงรับผลมะเขือเทศ ซึ่งติดที่กิ่งเป็นช่อสวยใส่ลงในตะกร้า

“พี่ไตรบอกว่ามีมะเขือเทศค่ะ เลยรีบแจ้นมา” ปรายฝนอมยิ้ม

“อ๊ะ ลองชิมดู” แม่นายใจเดียวถอดถุงมือและปัดผงที่ติดอยู่ที่ผลให้ก่อนจะยื่นให้ปรายฝน

“อาบยาพิษหรือเปล่าเนี่ย” ปรายฝนหัวเราะเล็กๆ

“ถ้าอยากให้ตาย มีอีกหลายวิธีสำหรับจัดการคนตะกละอย่างเธอ” แม่นายใจเดียวพูดขึ้น

“เมื่อกี้เป็นอุบัติเหตุนะคะ พี่ไตรจอดรถเร็ว ปรายไม่ทันตั้งตัวเลยล้มไปทับที่ตัวพี่ไตรเข้า” ปรายฝนบอก แต่ไม่รู้ทำไมถึงต้องอธิบาย

“ถ้าเธอจะชอบนายไตรก็ไม่แปลก รูปหล่อ ขยันขันแข็ง ใจดีด้วย”

“ดีไปค่ะ แบบนั้น ชีวิตขาดสีสัน ชอบแบบร้ายนิดๆ ช่างว่าหน่อยๆ อะไรแบบนี้น่ะ” ปรายฝนพูดยิ้มๆ แต่ยังคงช่วยนำผลของมะเขือเทศใส่ลงในตะกร้าอยู่ ซึ่งแม่นายใจเดียวจะคอยส่งให้โดยไม่ได้พูดอะไรอีก
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 49

    “ห่วงแม่นายของเราว่างั้น ฉันไม่ทิ้งแม่นายเธอหรอกน่า แต่เราดื่มกันที่โรงแรมก็ได้คุณผู้ช่วยจะได้ไม่ต้องห่วงเดียวเนอะ เออจะว่าไปก็น่าเป็นห่วงอยู่เว๊ย” รสสุคนธ์พูดแล้วมองดูแพรพรรณที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ขึ้นไปนอนที่ห้องไป ไม่ต้องห่วง” แม่นายใจเดียวบอกปรายฝน “ถ้าอยากให้อยู่ด้วย ปรา

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 48

    “เด็กคงตกใจ” รสสุคนธ์บอก “เดียวรู้สึกแย่ ปูนนี้แล้วไปทำแบบนั้นกับเด็ก” ใจเดียวพูดขึ้น “แต่ถ้าถามรสก่อน รสอยากให้ทำแบบนั้น ถ้าไม่แสดงออกจะรู้ไหม ผลออกมาเป็นอย่างไร ก็ค่อยว่ากัน” รสสุคนธ์ยิ้มๆ แต่รอยยิ้มจางลงทันที เมื่อเห็นคนที่เพิ่งเดินเข้ามาในร้าน “เหมือนนัดกันมาเ

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 47

    พลบค่ำแล้วแต่ฝนคงยังตกหนักและท่าทางคงไม่หยุดตกเอาง่ายๆ แม่นายใจเดียวเลยตัดสินใจเข้าพักในโรงแรมที่ห้องพักเกือบเต็ม โดยเหลือห้องพักเพียงแค่ห้องเดียวเท่านั้น “คงต้องนอนที่นี่ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ ขับรถฝ่าฝนไปมีหวังกลับไม่ถึงไร่แน่” แม่นายใจเดียวบอกกับปรายฝน “ยังไงก็ได้ค่ะ แต่คนท

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 46

    ใช้ชีวิตตัวเองเก็บออมความสุขเอาไว้เช่นกัน เรื่องดวงฤทธิ์ที่เรียกร้องระคนทวงบุญคุณที่ดูแลเอาใจใส่ปรายฝนมาตั้งแต่เด็ก ปรายฝนให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง โดยให้รอซึ่งคนให้รอบอกไม้ได้ว่าต้องรอไปนานสักเท่าไร แต่ผู้ชายอย่างดวงฤทธิ์ไม่ได้สร้างความสุขขึ้นด้วยตัวเองมองเห็นความสุขด้วยการแสวงหาจากคนอื่น ส

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 45

    “ปรายเองค่ะ” เป็นข้อความจากปรายฝนส่งถึงผู้อ่าน “จบแบบนี้ไม่ได้สิ ปรายไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้นสักหน่อยเนอะ เดี๋ยวจะค่อยๆ เล่าให้ฟังก็แล้วกัน อย่าเพิ่งไปว่าคนเขียนเขาเข้าล่ะ” ปรายฝนหัวเราะคนเขียนก็เช่นกัน “จบแบบที่พิมพ์คำว่า จบ น่ะ ยังไม่สมบูรณ์ต้องอ่านต่อจากตอนพิเศษ ปรายจะเล่าว่าก

  • แม่นายใจเดียว   บทที่ 44

    รสสุคนธ์ยังนึกถึงปรายฝนอยู่เสมอ ภาพในวันแรกที่ได้พบกันยังคงชัดเจนยามเมื่อได้นึกถึง รวมถึงความสัมพันธ์ที่ใจเดียวบอกเล่าว่าไปจูบเด็กเข้าแต่เด็กไม่เล่นด้วยทำเอาเพื่อนรักจ๋อยไป ถ้าหากมีปรายฝนอยู่ด้วยคงมีความสุขมากกว่าที่เป็นอยู่ “กรุงเทพไม่ได้ไกลนักหนา ทำไมถึงไม่ไปมาหาสู่กัน” รสสุคนธ์พูดขึ้น

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status