Mag-log inแสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทรา
หลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึกได้ว่าซู่หยาง ปรนนิบัติเธอในร่างของฟางเฟยเป็นอย่างดี ทั้งจัดสำรับอาหาร เสื้อผ้าอาภรณ์ จัดหายาสมุนไพรบำรุงกำลัง เช็ดเนื้อเช็ดตัว บีบนวดทั่งร่าง อีกทั้งยังคอยเล่าเรื่องมากมายในฝูให้เธอฟัง ฟางเสียงเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ ในใจก็พลันคิดไปว่า “ข้าจะไว้ใจซู่หยางผู้นี้ได้มากน้อยเพียงไหน? ”
ในขณะที่ซู่หยางกำลังจัดห้อง ฟางเสียงก็ลองใจเอ่ยถามขึ้นว่า
“พี่หยาง พี่จะบอกทุกสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่?”
“ได้สิเจ้าคะ ทุกเรื่องที่คุณหนูอยากรู้ และถ้าข้าไม่รู้ ข้าจะไปหาข่าวมาให้เจ้าค่ะ” ซู่หยางยืนกรานเสียงเข้ม
“ต่อไปนี้ เรื่องในฝู ข้าคงจะได้รู้ทุกอย่างจากซู่หยาง แต่ข้าจะสืบหาความจริงเพื่อคุณหนูฟางเฟย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง เพราะเหตุใดนางถึงเป็นไข้ จนต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ ฝูแห่งนี้ แท้จริงแล้วคงจะมิได้สงบสุขนักสินะ” ฟางเสียงคิดในใจ
“พี่หยาง ช่วยพยุงข้าไปที่โต๊ะเครื่องแป้งได้รึไม่?” ฟางเสียงเอ่ยถาม
หลังจากที่นางพักผ่อนอยู่บนเตียงมานานแรมเดือน นางรู้สึกได้ว่า ร่างกายที่อิดโรยมานานเริ่มกลับมามีเรี่ยมีแรงอีกครั้ง
ซู่หยางได้ฟังเช่นนั้นก็ดีใจ นางรีบช่วยพยุงฟางเสียงไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง
ฟางเสียงเห็นตัวเองในร่างของคุณหนูฟางเฟยด้วยตาของตัวเองในกระจกเป็นครั้งแรก นางตกใจเล็กน้อย แต่ก็จำได้ว่า หน้าตางดงามเช่นนี้ นางเคยเห็นมาแล้วในความฝัน ในวันที่คุณหนูฟางเฟยมาหานาง
นางค่อยๆนำมือซ้ายอันอ่อนนุ่มและเรียวยาวมาจับที่แก้มของตนเอง พยายามจดจำความงามของร่างที่ให้ชีวิตใหม่ด้วยความรอบคอบ
ภาพที่เห็นตรงหน้า บ่งบอกได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของฟางเฟยจากการได้รับการปรนนิบัติเป็นอย่างดีจากแม่นมของนาง ร่างกายที่ซูบผอมราวกับหนังหุ้มกระดูก ได้กลับมาสมบูรณ์ ผุดผ่อง และมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“คุณหนูยังคงงดงามดุจจันทร์เพ็ญลอยเหนือม่านเมฆเจ้าค่ะ” ซู่หยางพูดพลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้าบทเจ้ากลอนจริงหนา” ฟางเสียงเอ่ยชมพลางยิ้มหวานให้
“หลังสำรับกลางวัน พี่หยางพาข้าไปชมสวนด้านนอกได้หรือไม่?” ฟางเสียงเอ่ยถาม
“ได้สิเจ้าคะ ข้าจะพาคุณหนูไปที่สวนด้านหน้านี่ล่ะเจ้าค่ะ ท่านไจ่เสียงได้สร้างสวนแห่งนี้ไว้ใกล้กับเรือนของคุณหนู เพื่อให้คุณหนูได้ชื่นชมความงามของสวน โดยที่มิต้องออกไปไหนไกลเจ้าค่ะ” ซู่หยางตอบ
ฟางเสียงทอดสายตามองไปที่สวนข้างๆเรือนของเธออย่างช้าๆ พร้อมพึมพำในใจว่า
“นี่สิหนา สวนของสตรีสูงศักดิ์!”
เธอชวนซู่หยางเดินไปใต้ต้นหลิว พลางขอนอนตักเพื่อเป็นการพักผ่อน
“พี่หยาง ข้าทนทุกข์กับอาการเจ็บป่วยมานานแรมเดือน จนจดจำได้มิดีนักว่าเหตุใด ข้าจึงล้มป่วย ช่วยบอกข้าหน่อยเถิดหนา”
ซู่หยางก้มหน้า ตาแดงกล่ำ พร้อมอธิบาย “เมื่อสองเดือนที่แล้ว คุณหนูได้ไปขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิง ตามคำเชิญชวนของท่านสนมเอกเฉิงเต๋อเสียน โดยมีข้าและเติ้งจ้าว ทหารประจำฝู ที่ท่านไจ่เสียงไว้วางใจได้ติดตามไปดูแลคุณหนู
ในขณะนั้น ใกล้เวลาสำรับกลางวัน ข้ากับไท่โป๋ แม่นมของท่านสนมเอก กำลังจัดเตรียมสำรับสำหรับทุกคน ก็ได้ยินเสียงร้องดังลั่นของท่านสนมเอก ร้องเรียกให้ช่วย
ทันทีที่ข้าเห็นธนูปักที่ไหล่ของคุณหนูอาบไปด้วยเลือด สำรับในมือก็หล่นลงพื้นในทันที ข้าทำอะไรไม่ถูก จึงได้แต่ตะโกนเรียกเติ้งจ้าวให้มาช่วย โชคดีที่เติ้งจ้าวสามารถเปิดหน้าผู้ร้ายได้ แต่มิอาจจะจับกุมมันได้ในทันที ขณะนี้ท่านไจ่เสียงกำลังติดตามหาตัวผู้ร้ายคนนี้ตามคำบอกเล่าของเติ้งจ้าวเจ้าค่ะ”
“ข้าขอโทษเจ้าค่ะ ที่ปล่อยปะละเลยคุณหนู มัวแต่จัดเตรียมสำรับ มิเช่นนั้น ผู้ที่สมควรจะโดนธนูอาบยาพิษนั่น ต้องเป็นข้า!” ซู่หยางกล่าวโทษตนเอง
“ธนูอาบยาพิษงั้นรึ? ถึงว่า ข้าจึงนอนมิได้สติอยู่นานสองนาน” ฟางเสียงเอ่ยขึ้น
“ตามคำบอกเล่าของท่านหมอหลวงกล่าวไว้เช่นนั้นเจ้าค่ะ ว่าคุณหนูโดนธนูอาบยาพิษ และเป็นพิษที่ยังระบุไม่ได้ว่ามาจากที่ใด” ซู่หยางกล่าวเสริม
“แล้วท่านหญิงรองล่ะ นางพูดว่าอย่างไรบ้าง?” ฟางเสียงเอ่ยถาม
“ท่านหญิงรองเล่าทั้งน้ำตาว่า ท่านได้พยายามนำตัวเข้าไปรับธนูแทนคุณหนูแล้ว แต่มิทันการเจ้าค่ะ
และตั้งแต่คุณหนูล้มป่วย ท่านก็มิได้มาร่วมรับประทานอาหารในเรือนใหญ่อีกเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านสนมเอกผู้นี้น่าสงสัยยิ่งนัก” ฟางเสียงคิดในใจ
ศาลาริมสวนในฝูของท่านไจ่เสียงวันนี้คึกคัก ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านหญิง แลท่านแม่ทัพซงเฟิงได้มาร่วมดื่มน้ำชาแลพูดคุยธุระสำคัญระหว่างสองตระกูลใหญ่"ตกลงตามนั้น!" ท่านไจ่เสียงเอ่ยออกมาพลางลูบเคราอย่างพอใจ"ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักที่พวกเราสองตระกูลจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน" ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวด้วยความปิติ "หม่อมฉันก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้คุณหนูฟางเฟยมาเป็นลูกสะใภ้" เฉินซืออวิ๋น แม่ของท่านแม่ทัพซงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม"ข้าพเจ้าว่า พวกเราปล่อยให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันตามลำพังเถิดเพคะ" ท่านหญิงใหญ่เอ่ยขึ้น"ดี...งั้นพวกเราเข้าไปที่เรือนรับรองด้านในกันเถิด ข้าพเจ้าได้ให้คนครัวจัดสำรับเรียกน้ำย่อยไว้แล้ว"ณ เพลานี้ เหลือเพียงท่านแม่ทัพซงเฟิงและคุณหนูฟางเฟยที่มองตากันไปมาด้วยความเขินอาย"ข้าเก่งแต่รบ แต่มิเก่งเรื่องรักนัก ข้ามิรู้จะสนทนาสิ่งใดกับคุณหนูขอรับ" คุณหนูฟางเฟยยิ้มออกมาอย่างพอใจ พลางเอ่ยขึ้นว่า"งั้นเราสองคนมาสนทนาภาษากวีกันไหมเจ้าคะ?" "ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูฟางเฟยมีพรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์อย่างลึกซึ้ง ข้าคงต้องให้คุณหนูช่วยแนะนำแล้วขอรับ"คุณหนูฟางเฟยยิ้มหวาน ก่อนจะเริ่มบทกลอน"
ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ และเติ้งจ้าว เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของท่านหญิงรองอย่างรีบร้อน ท่านไจ่เสียงโบกมือไล่ให้คนรับใช้บริเวณนั้นออกไป เพื่อที่ทั้งสามคนจะได้แอบฟังบทสนทนาของท่านหญิงรองและไท่โป๋อย่างใกล้ชิด“อะไรนะ นังคุณหนูฟางเฟยดีขึ้นแล้วงั้นรึ?!”“เจ้าค่ะ ซู่หยางบอกข้าเช่นนั้น”“ไอ้เหอเฟิงนะ ไอ้เหอเฟิง ทำไมมันต้องบอกยาถอนพิษกับท่านพี่ด้วย แล้วครานี้ ข้าจะหาหนทางใดกำจัดนางได้อีกเล่า...”ยังมิทันที่ท่านหญิงรองจะพูดจบ ประตูเรือนก็ถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่ที่เดินเข้ามาด้วยความโกรธ“เจ้าจะมิมีหนทางใดที่จะกำจัดลูกของข้าได้อีก เฉิงเต๋อเสียน!” ท่านไจ่เสียงกล่าวเสียงดัง“ทะ...ท่านพี่!” ท่านหญิงรองเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ“จะมาหาน้อง เหตุใดจึงมิบอกล่วงหน้าล่ะเพคะ หม่อมฉันจะได้ให้ไท่โป๋เตรียมชารับรอง”“ถ้าข้าบอกเจ้าล่วงหน้า ข้าจะล่วงรู้ได้รึ ว่าเจ้าเป็นคนบงการฆ่าฟางเฟย”“ท่านพี่เข้าใจหม่อมฉันผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่...”“หุบปาก!” “เติ้งจ้าว!”“ขอรับ”“ค้นห้องนาง!” “ขอรับ”“ท่านพี่!” ท่านหญิงรองร้องเสียงหลง“ท่านพี่ใจเย็นๆก่อนนะเพคะ ท่านหญิงใหญ่เชิญนั่งลงก่อนเถิด
ในที่สุด ขบวนของท่านแม่ทัพซงเฟิงก็เดินทางมาถึง ณ ฝูของท่านไจ่เสียง ทุกคนต่างเปล่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุด ภาระกิจก็เสร็จสิ้นลงเสียทีท่านไจ่เสียงแลท่านหญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็ออกมาต้อนรับทุกคนอย่างกระวีกระวาด“คารวะท่านไจ่เสียง” ท่านแม่ทัพพูด แลทหารทุกคนคำนับตามท่านไจ่เสียงพยักหน้า แลมองไปที่ถุงในมือของเว่ยหลง พลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ“ข้าน้อยแลทหารทุกคน ได้ขุดพบโสมป่าสภาพสมบูรณ์มาหกหัวขอรับ หวังว่าจะเพียงพอ”“ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้ำใจท่านแม่ทัพ แลขอขอบใจทหารทุกคนเป็นอย่างมาก คืนวันพรุ่ง ข้าจักให้คนครัวจัดสำรับมื้อใหญ่ไว้ขอบคุณทุกคน แลท่านแม่ทัพและผู้ติดตาม จะพำนักที่ฝูของข้าเพื่ออยู่ฉลองร่วมกันได้รึไม่?”“ข้าน้อยขอลากลับก่อนดีกว่าขอรับ ข้าน้อยจากมานานมิได้แจ้งท่านแม่ทัพใหญ่ เดี๋ยวท่านจะเป็นกังวล ขอบพระคุณขอรับ”“ถ้าเป็นดังนั้น ก็ตามความปรารถนาของท่านแม่ทัพเถิด เดินทางปลอดภัย”“ขอบพระคุณขอรับ” พูดจบ ท่านแม่ทัพและเว่ยหลงก็เดินจากไปณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ไหนขอข้าดูโสมป่าหน่อยซิ” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเติ้งจ้าว“นี่ขอรับ”“อืม...งดงามประดุจเรือนร่างของหญิงสาว ข้าขอบใจเจ้ามากจริงๆ เต
แม่ทัพซงเฟิงได้อ่านสาส์นของท่านไจ่เสียงอย่างละเอียด พลันนึกไปถึงวันประลองศาสตราวุธ ที่เขาดึงคุณหนูฟางเฟยมาไว้ในอ้อมแขน ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้ง“นี่ข้าตกหลุมรักคุณหนูฟางเฟยแล้วหรือนี่?”สองวันต่อมาขบวนทหารพร้อมเสบียงตั้งแถวที่หน้าประตูของฝูท่านไจ่เสียงแต่เช้าตรู่ พร้อมกับการมาถึงของท่านแม่ทัพซงเฟิงและทหารคู่ใจอย่างเว่ยหลงท่านไจ่เสียงที่กำลังควบคุมการจัดขบวนด้วยตนเอง เมื่อเห็นการมาถึงของแม่ทัพซงเฟิง เขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย“คารวะท่านไจ่เสียงขอรับ” แม่ทัพซงเฟิงกล่าว เว่ยหลงคำนับตาม“ข้าพเจ้าขอบน้ำใจท่านแม่ทัพซงเฟิงยิ่งนัก ที่ให้เกียรติมาร่วมขบวนในวันนี้ หากมียอดฝีมืออย่างท่านร่วมทางด้วยแล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจยิ่งนัก ว่าการออกตามหาโสมป่าครั้งนี้ จะต้องสำเร็จลุล่วง” ท่านไจ่เสียงกล่าว“ขอบพระคุณในความกรุณาขอรับ ข้าน้อยและทหารคู่ใจ จะร่วมทำภารกิจครั้งนี้อย่างเต็มที่ขอรับ”เติ้งจ้าวได้ยินดังนั้น ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างอดมิได้“ข้าขอแต่งตั้งท่านแม่ทัพซงเฟิง เป็นผู้นำขบวน แลขอให้ทุกท่านโชคดี” ท่านไจ่เสียงกล่าวหน้าแถว“ขอบพระคุณขอรับ” ทุกคนขานตอบในระหว่างทางไปยังเทือกเขาฉางไป๋ซาน เนื่องด้วยขณ
ทุกคนในฝูของท่านไจ่เสียงเพลานี้ล้วนแล้วแต่มีภาระกิจที่ต้องทำ เริ่มที่ท่านไจ่เสียงกับไท่ซงที่กำลังจัดการศพของเหอเฟิง ท่านหญิงใหญ่รีบมาดูแลคุณหนูฟางเฟย เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้แม่ทัพซงเฟิงที่ฝู เว้นเพียงแต่ท่านหญิงรองที่เป็นลมล้มพับไปหลังจากเห็นฉากอัตวินิบาตกรรมของเหอเฟิงในเรือนสืบสวนณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ซู่หยาง เดิมที ข้าคิดว่าจะคุยกับไท่โป๋หลังจากการไต่สวนคนร้ายของท่านไจ่เสียง แต่ข้าคิดว่าเพลานี้คงจะมิเหมาะนัก นางคงต้องอยู่ดูแลนายหญิงของนาง” ท่านหญิงใหญ่กล่าว“ไว้คราหน้านะเจ้าคะท่านหญิงใหญ่ ข้าจะหาโอกาสไปเรียกนางมาอีกครั้ง” ซู่หยางแนะนำ“อืม...”เสียงประตูเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ“ลูกเป็นอย่างไรบ้างท่านหญิงใหญ่?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงอ่อน“ลูกนอนกระสับกระส่ายเพคะ ซู่หยางเพิ่งจะเช็ดตัวให้ แลลูกเพิ่งจะผลอยหลับไปเมื่อครู่”ท่านไจ่เสียงนำมือมาลูบหัวของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดวงใจของพ่อ”“ท่านหญิงใหญ่ ข้าให้เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้ท่านแม่ทัพซงเฟิงที่ฝู แจ้งข่าวอาการป่วยของฟางเฟย แลชักชวนให้เขาร่วมขบวนไปเก็บโสมป่าที่เทือกเขาฉางไป๋ซานทางตอนเหนือ หากเขาตอบรับ แสดงว่าเขา
บ่ายวันนี้ ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงรอง ไท่ซง เติ้งจ้าว และทหารบางส่วนมารวมตัวกันที่เรือนสืบสวนชั่วคราวข้างเรือนคุมขังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เบิกตัวคนร้าย” เสียงของผู้คุมคนหนึ่งดังขึ้นเหอเฟิงถูกคุมตัวเข้ามาในเรือนสืบสวนในสภาพอิดโรย และมือก็ถูกตรึงไว้ด้วยห่วงเหล็ก“คุกเข่าแลคารวะท่านไจ่เสียง” เสียงของผู้คุมดังขึ้นอีกครั้งเหอเฟิงค่อยๆโค้งคำนับและนั่งคุกเข่าลงอย่างช้าๆ เนื่องด้วยบาดแผลทางด้านหลังจากคมดาบของเติ้งจ้าวในคราก่อน อีกทั้งขาดน้ำแลสำรับมาหลายวัน ทำให้เขาทรงตัวแทบไม่อยู่“เจ้าเป็นใคร?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยมีนามว่าเหอเฟิง เป็นชาวหัวโจว ขายของหาบเร่ไปทั่วขอรับ”“เหตุใดเจ้าจึงคิดปองร้ายลูกสาวของข้า?”“วันหนึ่ง ข้าน้อยได้ไปพบกับสตรีรูปงามนางหนึ่ง นางได้ว่าจ้างข้าน้อยให้ทำชั่วด้วยอัฐจำนวนมากพอที่จะมารักษาแม่ที่ป่วยของข้าน้อยได้ขอรับ”“เจ้าบอกข้าว่า เจ้าเป็นเพียงชายหาบเร่ แล้วเจ้าไปฝึกยิงธนู แลหายาพิษมาจากที่ใด?” ท่านไจ่เสียงไต่ถามเสียงเข้ม“สตรีนางนั้นพาข้าไปฝึกฝนยิงธนูขอรับ แลจัดหายาพิษมาให้ข้า รอเพียงข้าเก่งกล้ามากพอท
ลานศาตราวุธที่ถูกใช้ในงานประลองครานี้ เป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดมหึมาปูด้วยอิฐ ตั้งอยู่หลังเรือนหลักของท่านไจ่เสียง ห้อมล้อมไปด้วยกำแพงสูงเพื่อความปลอดภัย มีคลังอาวุธที่ทำจากไม้และปิดด้วยหลังคาสีน้ำตาลเข้มอยู่ติดกับขอบลาน ภายในเก็บอาวุธหลากชนิดอย่างเป็นระบบ ด้านหนึ่งของลานถูกจัดเป็นลานซ้อมรบย่อมๆ มีท
งานเลี้ยงฉลองสุขภาพดีของคุณหนูฟางเฟยใกล้จะจบลงแล้ว เหล่าขุนนางทั้งหลายได้กล่าวคำอำลาแลนัดพบกันอีกครั้งในวันประลองศาสตราวุธ เฉิงเต๋อเสียนผู้สังเกตเห็นเหตุการณ์ในห้องโถงรับประทานอาหาร ก็มิพลาดที่จะเห็นสายตาอันมิเป็นมิตรของคุณหนูชิงเยียนที่มองไปทางคุณหนูฟางเฟย“ข้าคงจะได้ใช้ประโยชน์จากนังเด็กนี่ไม่มาก
ท่านไจ่เสียงนั่งลงตรงกึ่งกลางของโต๊ะอาหารอย่างสง่างามด้วยชุดเซินอีผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มตัดขอบด้วยลายคลื่นทองบางๆ แลดูน่าเกรงขาม ด้านซ้ายประกอบไปด้วยคุณหนูฟางเฟย ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงรอง และขุนนางชั้นกลาง ส่วนด้านขวา ประกอบไปด้วยท่านไท่ฉางชิง ท่านแม่ทัพใหญ่ แลข้าราชการชั้นสูงท่านอื่นๆ เมื่อแขกทุกท่าน
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟ







