เข้าสู่ระบบเช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน
“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว
“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ
“ข้าน้อยขอคารวะท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่เจ้าค่ะ”
ทั้งสองยิ้มให้ซู่หยางอย่างเป็นมิตร ก่อนที่จะเดินตรงไปหาลูกสาวที่เตียงนอน
“ลูกเป็นอย่างไรบ้าง อาเฟย?” เต๋อหมิงเอ่ยถามพลางลูบหัวลูกสาวอย่างแผ่วเบา
“ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เมื่อวาน ลูกขอให้พี่หยางพาไปชมสวนด้านนอกด้วยเจ้าค่ะ ขออภัยท่านพ่อที่มิได้แจ้งล่วงหน้า”
“มิเป็นไรหรอกลูก สวนแห่งนี้พ่อกับแม่ได้สร้างไว้เพื่อให้ลูกได้ออกไปชื่นชมเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่...ซู่หยาง ลูกข้าดีขึ้นถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปแจ้งต่อข้า?” เต๋อหมิงถามเสียงเข้ม
“ข้าน้อยผิดไปแล้วเจ้าค่ะ” ซู่หยางก้มโค้ง
“ช่างเถอะ ที่อาเฟยดีขึ้นมาก ส่วนหนึ่งก็เพราะการดูแลของเจ้า ข้ามิโกรธเคืองเจ้าแต่อย่างใด”
คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างใจดี
ฟางเฟยค่อยๆลุกขึ้นจากเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างประสานกันแนบอก แล้วโค้งศีรษะเล็กน้อย
“ลูกขอคำนับท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าค่ะ”
คุณหญิงใหญ่เดินเข้าไปกอดฟางเฟยเบาๆ พร้อมเอ่ยว่า “รู้ไหมลูกรัก ยามที่ลูกนอนมิได้สติอยู่บนเตียง หัวใจของแม่แทบจะแหลกสลาย!”
“หัวใจของพ่อก็เช่นกัน!” เต๋อหมิงกล่าวเสริม
“พ่อมีลูกเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลหานของเรา มิได้ปรารถนาจะมีบุตรกับผู้ใดอีก หากเจ้ามิฟื้นคืนมา ตระกูลหานของเรา คงจบสิ้นเพียงเท่านี้” พูดจบพลางทำหน้าเศร้า
“หรือนี่จะเป็นเหตุให้ท่านสนมเอกคิดไม่ดีกับคุณหนูฟางเฟย?” ฟางเสียงครุ่นคิด
“ลูกหายแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ ต่อไปลูกจะทำหน้าที่ลูกสาวคนเดียวของท่านไจ่เสียงให้ดีที่สุด มิทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ แลตระกูลต้องเสื่อมเสียเจ้าค่ะ” ฟางเฟยกล่าวปฏิญาณ
“ดีมาก...ว่าแต่...นานมากแล้วนะ ที่พวกเรามิได้รับประทานอาหารร่วมกันฉันท์ครอบครัวใหญ่ พรุ่งนี้ สำรับเที่ยง ซู่หยาง! เจ้าจงไปบอกคนในครัว ให้ทำสำรับมื้อใหญ่ต้อนรับคุณหนูฟางเฟย เลือกทำอาหารที่ลูกข้าชอบ อีกทั้งอาหารจานโปรดของทุกๆคนมาด้วย!” เต๋อหมิงออกคำสั่ง
“รับทราบเจ้าค่ะท่านไจ่เสียง” ซู่หยางรับคำ
“ดีเลยค่ะท่านพี่ พรุ่งนี้ หม่อมฉันจักได้รับประทานอาหารกับอาเฟยแล้ว” คุณหญิงใหญ่เอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
“พ่อคงต้องขอตัวก่อนนะอาเฟย ไปเถอะท่านหญิงจาง ปล่อยให้อาเฟยพักผ่อนเถิด”
“เพคะ” ท่านหญิงจางขานรับพร้อมเดินออกไป
“ดีเลย...พรุ่งนี้ ข้าจะได้ถามท่านสนมเอกถึงเหตุการณ์ขี่ม้าวันนั้น” ฟางเสียงพึมพำพลางอมยิ้มอย่างมีเลศน์นัย
ณ เรือนรับประทานอาหาร
สำรับคาวหวานมากมายถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบดูน่ารับประทานยิ่งนัก มีทั้งเนื้อแพะย่าง ของโปรดท่านไจ่เสียง ไก่ตุ๋นไวน์ ของโปรดท่านหญิงใหญ่ บะหมี่เนื้อแกะ ของโปรดท่านสนมเอก และหงส์อบน้ำผึ้ง ของโปรดคุณหนูฟางเฟย
เจ้านายทั้งสี่รับประทานอาหารอย่างมีความสุข โดยเฉพาะผู้เป็นพ่อและแม่ที่เห็นลูกสาวรับประทานสำรับโปรดปรานได้อย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อการรับประทานของหวานเสร็จสิ้นลง ก็ถึงเวลาแห่งการสนทนาตามประสาคนในครอบครัว
“คุณหนูฟางเฟยกลับมาสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว หม่อมฉันดีใจยิ่งนัก” เฉิงเต๋อเสียนกล่าวพลางยิ้มหวานให้ฟางเฟย
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่ารอยยิ้มนั้นประหลาด?” ฟางเสียงคิดในใจ
“ขอบคุณท่านหญิงรองเจ้าค่ะ” ฟางเฟยตอบสั้นๆ พลางยิ้มหวานให้
“นังเด็กนี่มันโง่จริงๆ” เฉิงเต๋อเสียนคิดเยาะเย้ยฟางเฟยในใจ
“ท่านหญิงรองเจ้าคะ พี่หยางเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ท่านได้นำกายของท่าน พยายามจะปกป้องข้าพเจ้าจากธนูอาบยาพิษ เมื่อครั้งพวกเราไปขี่ม้าที่ทุ่งราบฝูผิงเมื่อหลายเดือนก่อน ข้าพเจ้าขอขอบคุณท่านหญิงรองเจ้าค่ะ” ฟางเฟย กล่าวพร้อมโค้งให้เล็กน้อย
“มิเป็นอะไรเลยเจ้าค่ะคุณหนูฟางเฟย หม่อมฉันสามารถสละแม้แต่ชีวิตของตนเอง เพื่อปกป้องบุตรสาวคนเดียวของตระกูลหานได้เจ้าค่ะ” เฉิงเต๋อเสียนกล่าวพลางหันหน้าไปมองท่านไจ่เสียง
“หม่อมฉันผิดเองที่ชวนคุณหนูฟางเฟยจูงม้าเดินเลียบไปตามทุ่งหญ้า เหตุเพราะหม่อมฉันขี่ม้าไม่เก่ง แลอยากสนทนาตามประสาผู้หญิงกับคุณหนู มิได้คิดเลยว่าจะเกิดเหตุร้ายเช่นนี้” เฉิงเต๋อเสียนพูดพลางร้องไห้ออกมาเล็กน้อย
“ช่างเถอะ ท่านหญิงรอง มิมีผู้ใดต้องการให้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น อีกทั้งตอนนี้ข้าก็กำลังติดตามผู้ร้ายคนนั้นอยู่ โชคดีที่เติ้งจ้าว ได้จดจำใบหน้าของมันได้ อีกไม่นาน ข้ามั่นใจว่า ข้าจะต้องจับตัวมันมาลงโทษให้สาสมได้อย่างแน่นอน” เต๋อหมิงกล่าวเสียงเข้ม
“ว่าอย่างไรนะเพคะท่านพี่...เติ้งจ้าวเห็นหน้าโจรด้วยรึเจ้าคะ?” เฉิงเต๋อเสียนหลุดโพล่งถามด้วยความตกใจ
“ใช่ ในระหว่างการต่อสู้ เติ้งจ้าวใช้กระบี่เปิดผ้าคลุมหน้าของมันได้” เต๋อหมิงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจในฝีมือขององครักษ์
“ให้ตายเถอะ...ทำไมเจ้าถึงโง่ขนาดนี้...ไอ้เหอเฟิง ถ้าเจ้าถูกจับได้ ข้ามิต้องรับโทษไปด้วยรึ?” เฉิงเต๋อเสียนคิดในใจด้วยความกลัว
ฟางเสียงสังเกตท่าทางของท่านสนมเอก พลางคิดในใจว่า “นางต้องมีส่วนรู้เห็นกับการตายของคุณหนูฟางเฟยเป็นแน่!”
ศาลาริมสวนในฝูของท่านไจ่เสียงวันนี้คึกคัก ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านหญิง แลท่านแม่ทัพซงเฟิงได้มาร่วมดื่มน้ำชาแลพูดคุยธุระสำคัญระหว่างสองตระกูลใหญ่"ตกลงตามนั้น!" ท่านไจ่เสียงเอ่ยออกมาพลางลูบเคราอย่างพอใจ"ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักที่พวกเราสองตระกูลจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน" ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวด้วยความปิติ "หม่อมฉันก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้คุณหนูฟางเฟยมาเป็นลูกสะใภ้" เฉินซืออวิ๋น แม่ของท่านแม่ทัพซงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม"ข้าพเจ้าว่า พวกเราปล่อยให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันตามลำพังเถิดเพคะ" ท่านหญิงใหญ่เอ่ยขึ้น"ดี...งั้นพวกเราเข้าไปที่เรือนรับรองด้านในกันเถิด ข้าพเจ้าได้ให้คนครัวจัดสำรับเรียกน้ำย่อยไว้แล้ว"ณ เพลานี้ เหลือเพียงท่านแม่ทัพซงเฟิงและคุณหนูฟางเฟยที่มองตากันไปมาด้วยความเขินอาย"ข้าเก่งแต่รบ แต่มิเก่งเรื่องรักนัก ข้ามิรู้จะสนทนาสิ่งใดกับคุณหนูขอรับ" คุณหนูฟางเฟยยิ้มออกมาอย่างพอใจ พลางเอ่ยขึ้นว่า"งั้นเราสองคนมาสนทนาภาษากวีกันไหมเจ้าคะ?" "ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูฟางเฟยมีพรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์อย่างลึกซึ้ง ข้าคงต้องให้คุณหนูช่วยแนะนำแล้วขอรับ"คุณหนูฟางเฟยยิ้มหวาน ก่อนจะเริ่มบทกลอน"
ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ และเติ้งจ้าว เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของท่านหญิงรองอย่างรีบร้อน ท่านไจ่เสียงโบกมือไล่ให้คนรับใช้บริเวณนั้นออกไป เพื่อที่ทั้งสามคนจะได้แอบฟังบทสนทนาของท่านหญิงรองและไท่โป๋อย่างใกล้ชิด“อะไรนะ นังคุณหนูฟางเฟยดีขึ้นแล้วงั้นรึ?!”“เจ้าค่ะ ซู่หยางบอกข้าเช่นนั้น”“ไอ้เหอเฟิงนะ ไอ้เหอเฟิง ทำไมมันต้องบอกยาถอนพิษกับท่านพี่ด้วย แล้วครานี้ ข้าจะหาหนทางใดกำจัดนางได้อีกเล่า...”ยังมิทันที่ท่านหญิงรองจะพูดจบ ประตูเรือนก็ถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่ที่เดินเข้ามาด้วยความโกรธ“เจ้าจะมิมีหนทางใดที่จะกำจัดลูกของข้าได้อีก เฉิงเต๋อเสียน!” ท่านไจ่เสียงกล่าวเสียงดัง“ทะ...ท่านพี่!” ท่านหญิงรองเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ“จะมาหาน้อง เหตุใดจึงมิบอกล่วงหน้าล่ะเพคะ หม่อมฉันจะได้ให้ไท่โป๋เตรียมชารับรอง”“ถ้าข้าบอกเจ้าล่วงหน้า ข้าจะล่วงรู้ได้รึ ว่าเจ้าเป็นคนบงการฆ่าฟางเฟย”“ท่านพี่เข้าใจหม่อมฉันผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่...”“หุบปาก!” “เติ้งจ้าว!”“ขอรับ”“ค้นห้องนาง!” “ขอรับ”“ท่านพี่!” ท่านหญิงรองร้องเสียงหลง“ท่านพี่ใจเย็นๆก่อนนะเพคะ ท่านหญิงใหญ่เชิญนั่งลงก่อนเถิด
ในที่สุด ขบวนของท่านแม่ทัพซงเฟิงก็เดินทางมาถึง ณ ฝูของท่านไจ่เสียง ทุกคนต่างเปล่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุด ภาระกิจก็เสร็จสิ้นลงเสียทีท่านไจ่เสียงแลท่านหญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็ออกมาต้อนรับทุกคนอย่างกระวีกระวาด“คารวะท่านไจ่เสียง” ท่านแม่ทัพพูด แลทหารทุกคนคำนับตามท่านไจ่เสียงพยักหน้า แลมองไปที่ถุงในมือของเว่ยหลง พลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ“ข้าน้อยแลทหารทุกคน ได้ขุดพบโสมป่าสภาพสมบูรณ์มาหกหัวขอรับ หวังว่าจะเพียงพอ”“ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้ำใจท่านแม่ทัพ แลขอขอบใจทหารทุกคนเป็นอย่างมาก คืนวันพรุ่ง ข้าจักให้คนครัวจัดสำรับมื้อใหญ่ไว้ขอบคุณทุกคน แลท่านแม่ทัพและผู้ติดตาม จะพำนักที่ฝูของข้าเพื่ออยู่ฉลองร่วมกันได้รึไม่?”“ข้าน้อยขอลากลับก่อนดีกว่าขอรับ ข้าน้อยจากมานานมิได้แจ้งท่านแม่ทัพใหญ่ เดี๋ยวท่านจะเป็นกังวล ขอบพระคุณขอรับ”“ถ้าเป็นดังนั้น ก็ตามความปรารถนาของท่านแม่ทัพเถิด เดินทางปลอดภัย”“ขอบพระคุณขอรับ” พูดจบ ท่านแม่ทัพและเว่ยหลงก็เดินจากไปณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ไหนขอข้าดูโสมป่าหน่อยซิ” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเติ้งจ้าว“นี่ขอรับ”“อืม...งดงามประดุจเรือนร่างของหญิงสาว ข้าขอบใจเจ้ามากจริงๆ เต
แม่ทัพซงเฟิงได้อ่านสาส์นของท่านไจ่เสียงอย่างละเอียด พลันนึกไปถึงวันประลองศาสตราวุธ ที่เขาดึงคุณหนูฟางเฟยมาไว้ในอ้อมแขน ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้ง“นี่ข้าตกหลุมรักคุณหนูฟางเฟยแล้วหรือนี่?”สองวันต่อมาขบวนทหารพร้อมเสบียงตั้งแถวที่หน้าประตูของฝูท่านไจ่เสียงแต่เช้าตรู่ พร้อมกับการมาถึงของท่านแม่ทัพซงเฟิงและทหารคู่ใจอย่างเว่ยหลงท่านไจ่เสียงที่กำลังควบคุมการจัดขบวนด้วยตนเอง เมื่อเห็นการมาถึงของแม่ทัพซงเฟิง เขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย“คารวะท่านไจ่เสียงขอรับ” แม่ทัพซงเฟิงกล่าว เว่ยหลงคำนับตาม“ข้าพเจ้าขอบน้ำใจท่านแม่ทัพซงเฟิงยิ่งนัก ที่ให้เกียรติมาร่วมขบวนในวันนี้ หากมียอดฝีมืออย่างท่านร่วมทางด้วยแล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจยิ่งนัก ว่าการออกตามหาโสมป่าครั้งนี้ จะต้องสำเร็จลุล่วง” ท่านไจ่เสียงกล่าว“ขอบพระคุณในความกรุณาขอรับ ข้าน้อยและทหารคู่ใจ จะร่วมทำภารกิจครั้งนี้อย่างเต็มที่ขอรับ”เติ้งจ้าวได้ยินดังนั้น ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างอดมิได้“ข้าขอแต่งตั้งท่านแม่ทัพซงเฟิง เป็นผู้นำขบวน แลขอให้ทุกท่านโชคดี” ท่านไจ่เสียงกล่าวหน้าแถว“ขอบพระคุณขอรับ” ทุกคนขานตอบในระหว่างทางไปยังเทือกเขาฉางไป๋ซาน เนื่องด้วยขณ
ทุกคนในฝูของท่านไจ่เสียงเพลานี้ล้วนแล้วแต่มีภาระกิจที่ต้องทำ เริ่มที่ท่านไจ่เสียงกับไท่ซงที่กำลังจัดการศพของเหอเฟิง ท่านหญิงใหญ่รีบมาดูแลคุณหนูฟางเฟย เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้แม่ทัพซงเฟิงที่ฝู เว้นเพียงแต่ท่านหญิงรองที่เป็นลมล้มพับไปหลังจากเห็นฉากอัตวินิบาตกรรมของเหอเฟิงในเรือนสืบสวนณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ซู่หยาง เดิมที ข้าคิดว่าจะคุยกับไท่โป๋หลังจากการไต่สวนคนร้ายของท่านไจ่เสียง แต่ข้าคิดว่าเพลานี้คงจะมิเหมาะนัก นางคงต้องอยู่ดูแลนายหญิงของนาง” ท่านหญิงใหญ่กล่าว“ไว้คราหน้านะเจ้าคะท่านหญิงใหญ่ ข้าจะหาโอกาสไปเรียกนางมาอีกครั้ง” ซู่หยางแนะนำ“อืม...”เสียงประตูเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ“ลูกเป็นอย่างไรบ้างท่านหญิงใหญ่?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงอ่อน“ลูกนอนกระสับกระส่ายเพคะ ซู่หยางเพิ่งจะเช็ดตัวให้ แลลูกเพิ่งจะผลอยหลับไปเมื่อครู่”ท่านไจ่เสียงนำมือมาลูบหัวของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดวงใจของพ่อ”“ท่านหญิงใหญ่ ข้าให้เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้ท่านแม่ทัพซงเฟิงที่ฝู แจ้งข่าวอาการป่วยของฟางเฟย แลชักชวนให้เขาร่วมขบวนไปเก็บโสมป่าที่เทือกเขาฉางไป๋ซานทางตอนเหนือ หากเขาตอบรับ แสดงว่าเขา
บ่ายวันนี้ ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงรอง ไท่ซง เติ้งจ้าว และทหารบางส่วนมารวมตัวกันที่เรือนสืบสวนชั่วคราวข้างเรือนคุมขังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เบิกตัวคนร้าย” เสียงของผู้คุมคนหนึ่งดังขึ้นเหอเฟิงถูกคุมตัวเข้ามาในเรือนสืบสวนในสภาพอิดโรย และมือก็ถูกตรึงไว้ด้วยห่วงเหล็ก“คุกเข่าแลคารวะท่านไจ่เสียง” เสียงของผู้คุมดังขึ้นอีกครั้งเหอเฟิงค่อยๆโค้งคำนับและนั่งคุกเข่าลงอย่างช้าๆ เนื่องด้วยบาดแผลทางด้านหลังจากคมดาบของเติ้งจ้าวในคราก่อน อีกทั้งขาดน้ำแลสำรับมาหลายวัน ทำให้เขาทรงตัวแทบไม่อยู่“เจ้าเป็นใคร?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยมีนามว่าเหอเฟิง เป็นชาวหัวโจว ขายของหาบเร่ไปทั่วขอรับ”“เหตุใดเจ้าจึงคิดปองร้ายลูกสาวของข้า?”“วันหนึ่ง ข้าน้อยได้ไปพบกับสตรีรูปงามนางหนึ่ง นางได้ว่าจ้างข้าน้อยให้ทำชั่วด้วยอัฐจำนวนมากพอที่จะมารักษาแม่ที่ป่วยของข้าน้อยได้ขอรับ”“เจ้าบอกข้าว่า เจ้าเป็นเพียงชายหาบเร่ แล้วเจ้าไปฝึกยิงธนู แลหายาพิษมาจากที่ใด?” ท่านไจ่เสียงไต่ถามเสียงเข้ม“สตรีนางนั้นพาข้าไปฝึกฝนยิงธนูขอรับ แลจัดหายาพิษมาให้ข้า รอเพียงข้าเก่งกล้ามากพอท
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเ
แสงแรกของวันค่อยๆ ลอดผ่านช่องหน้าต่างกระดาษสีงาช้าง ทำให้ห้องนอนสว่างขึ้นอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ลมเย็นยามรุ่งอรุณจะพัดกลิ่นไม้จันทน์จากแท่นธูปลอยลอดเข้ามา เสียงนกกระจิบ ที่เกาะอยู่บนกิ่งท้อหน้าลานเริ่มส่งเสียงเจื้อยแจ้ว เป็นจังหวะแผ่วเบาราวกับจะปลุกให้ผู้คนทั้งฝูตื่นจากนิทราหลายวันมานี้ ฟางเสียงรู้สึ
บรรยากาศในห้องครัวของฝูท่านไจ่เสียง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อคนรับใช้ ต่างรับรู้ถึงการฟื้นไข้ของคุณหนูฟางเฟย“พวกเจ้ารู้ไหม ข้าเฝ้าสวดมนต์ภาวนา ให้คุณหนูฟางเฟยหายจากอาการไข้ทุกเช้า-เย็น” หลิวซู หัวหน้าแม่ครัวกล่าวกับคนรับใช้ในครัวด้วยความตื้นตันใจ“คุณหนูฟางเฟยเป็นคนดี อ่อนน้อมถ่อมตน กริยามาร
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะ







