Masukบรรยากาศในห้องครัวของฝูท่านไจ่เสียง กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อคนรับใช้ ต่างรับรู้ถึงการฟื้นไข้ของคุณหนูฟางเฟย
“พวกเจ้ารู้ไหม ข้าเฝ้าสวดมนต์ภาวนา ให้คุณหนูฟางเฟยหายจากอาการไข้ทุกเช้า-เย็น” หลิวซู หัวหน้าแม่ครัวกล่าวกับคนรับใช้ในครัวด้วยความตื้นตันใจ
“คุณหนูฟางเฟยเป็นคนดี อ่อนน้อมถ่อมตน กริยามารยาทเรียบร้อย มิเคยดุด่าคนรับใช้สักครา แถมยังเป็นหญิงสูงศักดิ์ที่มีพรสวรรค์ในการแต่งบทกวีนิพนธ์ จนยากที่จะหาผู้ใดมาเสมอเหมือน” หลิวซูเสริม
“เจ้าว่าอะไรนะหลิวซู คุณหนูฟางเฟยฟื้นจากอาการไข้แล้วงั้นหรือ?” ไท่โป๋ แม่นมของสนมเอกเฉิงเต๋อเสียน แห่งท่านไจ่เสียง เอ่ยถาม
“ใช่ ท่านไจ่เสียงให้ซู่หยางนำข่าวมาบอกทุกคนในฝู อีกทั้งยังสั่งให้เตรียมงานฉลองสุขภาพดีให้แก่คุณหนูฟางเฟย อีกด้วย” หลิวซูกล่าวเสริม
“เป็นไปได้อย่างไร! ไท่โป๋กล่าวออกมาด้วยความสงสัย
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ คุณหนูฟางเฟยเป็นคนดี อีกทั้งยังได้รับการรักษาจากหมอหลวงที่เก่งที่สุดในหัวโจว คุณหนูจึงหายไข้ในเร็ววัน” หลิวซูเสียงเข้ม
“ข้า...ข้าแค่สงสัย ข้าได้ยินมาว่าคุณหนูผอมโซราวกับหนังหุ้มกระดูกถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงฟื้นตัวได้เร็วถึงเพียงนี้” ไท่โป๋ตอบ
“ข้าก็บอกไปแล้วไง เจ้าควรดีใจและยินดีกับคุณหนู มิใช่มาตั้งข้อสงสัยเช่นนี้ และอย่าลืมนำข่าวนี้ไปเรียนท่านสนมเอกด้วยล่ะ เผื่อท่านจะได้เตรียมตัวรับขวัญคุณหนู” หลิวซูกล่าวเสริม
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ล่ะ ว่าแต่...สำรับที่ข้าบอกให้จัดให้ท่านสนมเอก เสร็จหรือยัง มื้อกลางวันนี้ ท่านคงไม่ไปร่วมรับประทานอาหารด้วย” ไท่โป๋ถาม
“เรียบร้อยแล้ว รับไปสิ” หลิวซูพูดพลางยื่นถาดอาหารให้
“ข้าขอบใจเจ้ามาก หลิวซู” ไท่โป๋กล่าวเสียงหวาน และเดินจากไป
“ถ้าท่านสนมเอกรู้ว่า คุณหนูฟางเฟยยังไม่ตาย ท่านจะทำอย่างไร” ไท่โป๋กล่าวพึมพำ
ณ ตำหนักของสนมเอก
เฉิงเต๋อเสียน สนมเอกแห่งท่านไจ่เสียง ถือเป็นหนึ่งในหญิงรูปงามที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมคนหนึ่งจากเมืองกวางโจว นางได้กลายมาเป็นสนมเอกแห่งท่านไจ่เสียง เนื่องจากท่านไจ่เสียงได้ทำความดีความชอบให้แก่แผ่นดิน องค์จักรพรรดิ จึงได้มอบนางให้มาเป็นสนมเอกแก่ท่าน ซึ่งในขณะนั้น พ่อของเฉิงเต๋อเสียนก็เป็นถึงท่านฉี๋ซื่อ หรือ ผู้ว่าการเมืองกวางโจว
แต่โชคก็มิได้เข้าข้างนางมากนัก ความงามของนางมิได้ทำให้ท่านไจ่เสียงหลงไหลในตัวนางเลยแม้แต่น้อย ท่านมอบสิ่งของ ข้ารับใช้ในฝูให้นางมากมาย มีชีวิตที่แสนสุขสบายในฝูแห่งนี้ แต่กลับมิได้มอบความรักให้นางเลยสักนิด เพราะในหัวใจของท่านไจ่เสียง มีเพียงท่านหญิงเอกเพียงคนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นางจึงมีจิตคิดริษยาต่อท่านหญิงเอก และพยายามหากลอุบายต่างๆเพื่อลอบทำร้ายนางอยู่เสมอ แต่ทว่า นางก็ทำไม่สำเร็จสักที
ส่วนไท่โป๋ แม่นมของเฉิงเต๋อเสียน ที่ติดตามนางมาจากกวางโจว ด้วยความสงสารในตัวนายหญิง อยากให้นายหญิงสมหวังในความรัก จึงได้ร่วมคิดกลอุบายต่างๆร่วมกับนางด้วย
เสียงฝีเท้าของไท่โป๋ปลุกให้เฉิงเต๋อเสียนตื่นจากการงีบหลับ
“คุณหนูเจ้าขา แย่แล้ว!” ไท่โป๋พูดเสียงหลง
“เกิดอะไรขึ้น?” เฉิงเต๋อเสียนถามด้วยความตกใจ
“คุณหนูฟางเฟยฟื้นแล้วเจ้าค่ะ”
“เป็นไปได้อย่างไร ในเมื่อธนูอาบยาพิษของตระกูล...” ไท่โป๋นำมือมาปิดปากเฉิงเต๋อเสียน
“อย่าเอ็ดไปเจ้าค่ะ เดี๋ยวมีคนได้ยินเข้า พวกเราจะแย่นะเจ้าคะ”
“เอ่อ...ข้าลืมไป เอามือของเจ้าออกไปได้แล้ว” เฉิงเต๋อเสียนกล่าวเสียงขุ่น
“ข้าขอโทษเจ้าค่ะคุณหนู” ไท่โป๋กล่าวเสียงสั่น
ถึงแม้ว่าไท่โป๋ จะเป็นแม่นมของเฉิงเต๋อเสียนมาตั้งแต่แบเบาะ แต่เฉิงเต๋อเสียนกลับไม่มีความรู้สึกผูกพันธ์กับนางเลยแม้แต่น้อย นางมักจะจิกหัวใช้ไท่โป๋ให้ทำในสิ่งที่นางต้องการ วาจาที่ใช้ก็หยาบกระด้าง และนางมักจะแสดงออกให้ไท่โป๋เห็นอยู่เสมอว่า นางคือเจ้านาย ไท่โป๋คือคนรับใช้
“ใครบอกเจ้า?” เฉิงเต๋อเสียนถามเสียงเข้ม
“ข้าได้ยินหลิวซูคุยกับคนรับใช้ในครัวเจ้าค่ะ นางบอกว่าท่านไจ่เสียง ให้ซู่หยางมาบอกข่าวกับทุกคน เพื่อจะเตรียมตัวจัดงานฉลองสุขภาพดีให้แก่คุณหนูฟางเฟยเจ้าค่ะ”
“จัดงานฉลองงั้นรึ?” เฉิงเต๋อเสียนพูดย้ำ ทำท่าทีไม่พอใจ
“เหตุใด ท่านพี่จึงมิมาบอกข้าด้วยตัวเอง”
ด้วยความโมโห นางปัดสำรับที่ไท่โป๋เพิ่งจะนำมาวางไว้ที่โต๊ะอาหารทิ้งในทันที
“ตายยากตายเย็นนักนะ!” เฉิงเต๋อเสียนกล่าวด้วยความเครียดแค้น
“ข้าทำอะไรแม่ไม่ได้ นี่ข้ายังจะทำร้ายลูกไม่สำเร็จอีกหรือนี่ เหตุใด ฟ้าดินถึงไม่เข้าข้างข้าบ้าง แล้วถ้านางไม่ตาย เมื่อไหร่ ท่านพี่จะยอมใจอ่อนมีลูกชายให้กับข้า?”
“คุณหนูเจ้าคะ ฟังข้าน้อยหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าคิดว่า พวกเราสมควรยุติกลอุบายต่างๆได้แล้ว ข้ามั่นใจว่าท่านไจ่เสียงต้องกำลังสืบหาความจริงเรื่องธนูอาบยาพิษอยู่เป็นแน่ หากท่านไจ่เสียงรู้เข้าว่า...
“หยุดพูดพล่ามได้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าก็จะต้องทำลายนังสองคนแม่ลูกนี้ให้จงได้!”
และบรรยากาศในห้องก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง
ศาลาริมสวนในฝูของท่านไจ่เสียงวันนี้คึกคัก ท่านแม่ทัพใหญ่ ท่านหญิง แลท่านแม่ทัพซงเฟิงได้มาร่วมดื่มน้ำชาแลพูดคุยธุระสำคัญระหว่างสองตระกูลใหญ่"ตกลงตามนั้น!" ท่านไจ่เสียงเอ่ยออกมาพลางลูบเคราอย่างพอใจ"ข้าพเจ้ายินดียิ่งนักที่พวกเราสองตระกูลจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน" ท่านแม่ทัพใหญ่กล่าวด้วยความปิติ "หม่อมฉันก็ปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้คุณหนูฟางเฟยมาเป็นลูกสะใภ้" เฉินซืออวิ๋น แม่ของท่านแม่ทัพซงเฟิงกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม"ข้าพเจ้าว่า พวกเราปล่อยให้หนุ่มสาวได้พูดคุยกันตามลำพังเถิดเพคะ" ท่านหญิงใหญ่เอ่ยขึ้น"ดี...งั้นพวกเราเข้าไปที่เรือนรับรองด้านในกันเถิด ข้าพเจ้าได้ให้คนครัวจัดสำรับเรียกน้ำย่อยไว้แล้ว"ณ เพลานี้ เหลือเพียงท่านแม่ทัพซงเฟิงและคุณหนูฟางเฟยที่มองตากันไปมาด้วยความเขินอาย"ข้าเก่งแต่รบ แต่มิเก่งเรื่องรักนัก ข้ามิรู้จะสนทนาสิ่งใดกับคุณหนูขอรับ" คุณหนูฟางเฟยยิ้มออกมาอย่างพอใจ พลางเอ่ยขึ้นว่า"งั้นเราสองคนมาสนทนาภาษากวีกันไหมเจ้าคะ?" "ข้าได้ยินมาว่า คุณหนูฟางเฟยมีพรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์อย่างลึกซึ้ง ข้าคงต้องให้คุณหนูช่วยแนะนำแล้วขอรับ"คุณหนูฟางเฟยยิ้มหวาน ก่อนจะเริ่มบทกลอน"
ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ และเติ้งจ้าว เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนของท่านหญิงรองอย่างรีบร้อน ท่านไจ่เสียงโบกมือไล่ให้คนรับใช้บริเวณนั้นออกไป เพื่อที่ทั้งสามคนจะได้แอบฟังบทสนทนาของท่านหญิงรองและไท่โป๋อย่างใกล้ชิด“อะไรนะ นังคุณหนูฟางเฟยดีขึ้นแล้วงั้นรึ?!”“เจ้าค่ะ ซู่หยางบอกข้าเช่นนั้น”“ไอ้เหอเฟิงนะ ไอ้เหอเฟิง ทำไมมันต้องบอกยาถอนพิษกับท่านพี่ด้วย แล้วครานี้ ข้าจะหาหนทางใดกำจัดนางได้อีกเล่า...”ยังมิทันที่ท่านหญิงรองจะพูดจบ ประตูเรือนก็ถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับท่านไจ่เสียงและท่านหญิงใหญ่ที่เดินเข้ามาด้วยความโกรธ“เจ้าจะมิมีหนทางใดที่จะกำจัดลูกของข้าได้อีก เฉิงเต๋อเสียน!” ท่านไจ่เสียงกล่าวเสียงดัง“ทะ...ท่านพี่!” ท่านหญิงรองเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ“จะมาหาน้อง เหตุใดจึงมิบอกล่วงหน้าล่ะเพคะ หม่อมฉันจะได้ให้ไท่โป๋เตรียมชารับรอง”“ถ้าข้าบอกเจ้าล่วงหน้า ข้าจะล่วงรู้ได้รึ ว่าเจ้าเป็นคนบงการฆ่าฟางเฟย”“ท่านพี่เข้าใจหม่อมฉันผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่...”“หุบปาก!” “เติ้งจ้าว!”“ขอรับ”“ค้นห้องนาง!” “ขอรับ”“ท่านพี่!” ท่านหญิงรองร้องเสียงหลง“ท่านพี่ใจเย็นๆก่อนนะเพคะ ท่านหญิงใหญ่เชิญนั่งลงก่อนเถิด
ในที่สุด ขบวนของท่านแม่ทัพซงเฟิงก็เดินทางมาถึง ณ ฝูของท่านไจ่เสียง ทุกคนต่างเปล่งเสียงโห่ร้องออกมาด้วยความดีใจ ในที่สุด ภาระกิจก็เสร็จสิ้นลงเสียทีท่านไจ่เสียงแลท่านหญิงใหญ่ได้ยินดังนั้น ก็ออกมาต้อนรับทุกคนอย่างกระวีกระวาด“คารวะท่านไจ่เสียง” ท่านแม่ทัพพูด แลทหารทุกคนคำนับตามท่านไจ่เสียงพยักหน้า แลมองไปที่ถุงในมือของเว่ยหลง พลางยิ้มอย่างภาคภูมิใจ“ข้าน้อยแลทหารทุกคน ได้ขุดพบโสมป่าสภาพสมบูรณ์มาหกหัวขอรับ หวังว่าจะเพียงพอ”“ข้าพเจ้าขอขอบคุณน้ำใจท่านแม่ทัพ แลขอขอบใจทหารทุกคนเป็นอย่างมาก คืนวันพรุ่ง ข้าจักให้คนครัวจัดสำรับมื้อใหญ่ไว้ขอบคุณทุกคน แลท่านแม่ทัพและผู้ติดตาม จะพำนักที่ฝูของข้าเพื่ออยู่ฉลองร่วมกันได้รึไม่?”“ข้าน้อยขอลากลับก่อนดีกว่าขอรับ ข้าน้อยจากมานานมิได้แจ้งท่านแม่ทัพใหญ่ เดี๋ยวท่านจะเป็นกังวล ขอบพระคุณขอรับ”“ถ้าเป็นดังนั้น ก็ตามความปรารถนาของท่านแม่ทัพเถิด เดินทางปลอดภัย”“ขอบพระคุณขอรับ” พูดจบ ท่านแม่ทัพและเว่ยหลงก็เดินจากไปณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ไหนขอข้าดูโสมป่าหน่อยซิ” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเติ้งจ้าว“นี่ขอรับ”“อืม...งดงามประดุจเรือนร่างของหญิงสาว ข้าขอบใจเจ้ามากจริงๆ เต
แม่ทัพซงเฟิงได้อ่านสาส์นของท่านไจ่เสียงอย่างละเอียด พลันนึกไปถึงวันประลองศาสตราวุธ ที่เขาดึงคุณหนูฟางเฟยมาไว้ในอ้อมแขน ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงอีกครั้ง“นี่ข้าตกหลุมรักคุณหนูฟางเฟยแล้วหรือนี่?”สองวันต่อมาขบวนทหารพร้อมเสบียงตั้งแถวที่หน้าประตูของฝูท่านไจ่เสียงแต่เช้าตรู่ พร้อมกับการมาถึงของท่านแม่ทัพซงเฟิงและทหารคู่ใจอย่างเว่ยหลงท่านไจ่เสียงที่กำลังควบคุมการจัดขบวนด้วยตนเอง เมื่อเห็นการมาถึงของแม่ทัพซงเฟิง เขาก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย“คารวะท่านไจ่เสียงขอรับ” แม่ทัพซงเฟิงกล่าว เว่ยหลงคำนับตาม“ข้าพเจ้าขอบน้ำใจท่านแม่ทัพซงเฟิงยิ่งนัก ที่ให้เกียรติมาร่วมขบวนในวันนี้ หากมียอดฝีมืออย่างท่านร่วมทางด้วยแล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจยิ่งนัก ว่าการออกตามหาโสมป่าครั้งนี้ จะต้องสำเร็จลุล่วง” ท่านไจ่เสียงกล่าว“ขอบพระคุณในความกรุณาขอรับ ข้าน้อยและทหารคู่ใจ จะร่วมทำภารกิจครั้งนี้อย่างเต็มที่ขอรับ”เติ้งจ้าวได้ยินดังนั้น ก็เผลอยิ้มออกมาอย่างอดมิได้“ข้าขอแต่งตั้งท่านแม่ทัพซงเฟิง เป็นผู้นำขบวน แลขอให้ทุกท่านโชคดี” ท่านไจ่เสียงกล่าวหน้าแถว“ขอบพระคุณขอรับ” ทุกคนขานตอบในระหว่างทางไปยังเทือกเขาฉางไป๋ซาน เนื่องด้วยขณ
ทุกคนในฝูของท่านไจ่เสียงเพลานี้ล้วนแล้วแต่มีภาระกิจที่ต้องทำ เริ่มที่ท่านไจ่เสียงกับไท่ซงที่กำลังจัดการศพของเหอเฟิง ท่านหญิงใหญ่รีบมาดูแลคุณหนูฟางเฟย เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้แม่ทัพซงเฟิงที่ฝู เว้นเพียงแต่ท่านหญิงรองที่เป็นลมล้มพับไปหลังจากเห็นฉากอัตวินิบาตกรรมของเหอเฟิงในเรือนสืบสวนณ เรือนคุณหนูฟางเฟย“ซู่หยาง เดิมที ข้าคิดว่าจะคุยกับไท่โป๋หลังจากการไต่สวนคนร้ายของท่านไจ่เสียง แต่ข้าคิดว่าเพลานี้คงจะมิเหมาะนัก นางคงต้องอยู่ดูแลนายหญิงของนาง” ท่านหญิงใหญ่กล่าว“ไว้คราหน้านะเจ้าคะท่านหญิงใหญ่ ข้าจะหาโอกาสไปเรียกนางมาอีกครั้ง” ซู่หยางแนะนำ“อืม...”เสียงประตูเปิดเข้ามาอย่างช้าๆ“ลูกเป็นอย่างไรบ้างท่านหญิงใหญ่?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงอ่อน“ลูกนอนกระสับกระส่ายเพคะ ซู่หยางเพิ่งจะเช็ดตัวให้ แลลูกเพิ่งจะผลอยหลับไปเมื่อครู่”ท่านไจ่เสียงนำมือมาลูบหัวของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา พลางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดวงใจของพ่อ”“ท่านหญิงใหญ่ ข้าให้เติ้งจ้าวนำสาส์นไปให้ท่านแม่ทัพซงเฟิงที่ฝู แจ้งข่าวอาการป่วยของฟางเฟย แลชักชวนให้เขาร่วมขบวนไปเก็บโสมป่าที่เทือกเขาฉางไป๋ซานทางตอนเหนือ หากเขาตอบรับ แสดงว่าเขา
บ่ายวันนี้ ท่านไจ่เสียง ท่านหญิงใหญ่ ท่านหญิงรอง ไท่ซง เติ้งจ้าว และทหารบางส่วนมารวมตัวกันที่เรือนสืบสวนชั่วคราวข้างเรือนคุมขังด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เบิกตัวคนร้าย” เสียงของผู้คุมคนหนึ่งดังขึ้นเหอเฟิงถูกคุมตัวเข้ามาในเรือนสืบสวนในสภาพอิดโรย และมือก็ถูกตรึงไว้ด้วยห่วงเหล็ก“คุกเข่าแลคารวะท่านไจ่เสียง” เสียงของผู้คุมดังขึ้นอีกครั้งเหอเฟิงค่อยๆโค้งคำนับและนั่งคุกเข่าลงอย่างช้าๆ เนื่องด้วยบาดแผลทางด้านหลังจากคมดาบของเติ้งจ้าวในคราก่อน อีกทั้งขาดน้ำแลสำรับมาหลายวัน ทำให้เขาทรงตัวแทบไม่อยู่“เจ้าเป็นใคร?” ท่านไจ่เสียงเอ่ยถามเสียงเข้ม“ข้าน้อยมีนามว่าเหอเฟิง เป็นชาวหัวโจว ขายของหาบเร่ไปทั่วขอรับ”“เหตุใดเจ้าจึงคิดปองร้ายลูกสาวของข้า?”“วันหนึ่ง ข้าน้อยได้ไปพบกับสตรีรูปงามนางหนึ่ง นางได้ว่าจ้างข้าน้อยให้ทำชั่วด้วยอัฐจำนวนมากพอที่จะมารักษาแม่ที่ป่วยของข้าน้อยได้ขอรับ”“เจ้าบอกข้าว่า เจ้าเป็นเพียงชายหาบเร่ แล้วเจ้าไปฝึกยิงธนู แลหายาพิษมาจากที่ใด?” ท่านไจ่เสียงไต่ถามเสียงเข้ม“สตรีนางนั้นพาข้าไปฝึกฝนยิงธนูขอรับ แลจัดหายาพิษมาให้ข้า รอเพียงข้าเก่งกล้ามากพอท
ฟางเสียงหมดเรี่ยวแรงจะว่ายน้ำต่อไป พลันปล่อยดอกบัวออกจากอ้อมแขนทีละดอกๆ นางยอมรับชะตากรรม ปล่อยตัวเองจมดิ่งสู่ก้นบึง ร่างกายอันผอมบางชักกระตุกอยู่หลายครา พร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาจากทั้งทางปากและทางจมูก ส่งสัญญาณว่าจบสิ้นแล้ว…ฟางเสียง“คุณหนูเจ้าคะ!” ซู่หยางเรียกคุณหนูของเธอด้วยความตกใจ หลังจากเห็นฟ
ซู่หยางกำลังหวีผมยาวสลวยของฟางเฟยอย่างแผ่วเบา ผมของเธอพริ้วไหวราวกับน้ำตกยามต้องแสงจันทร์เมื่อกระทบกับหวี ซู่หยางซึ่งกำลังชื่นชมกับความงามตรงหน้า พลันนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องราวอยู่ในใจที่ใคร่อยากจะรู้“คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดครานี้ คุณหนูจึงเชื่อคำของเติ้งจ้าวล่ะเจ้าคะ?” ซู่หยางเอ่ยถาม“เพราะข้าไม่เชื่อเ
หลังสำรับกลางวัน ขุนนางทั้งสี่ก็ได้กลับเข้าเรือนของตนเป็นที่เรียบร้อย แต่จะมีอยู่หนึ่งคนที่ออกมาจากเรือนรับประทานอาหารด้วยอารมณ์ที่แสนจะขุ่นมัว“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูสองครั้งเช่นนี้ มักจะเป็นเติ้งจ้าว“มีอะไรนะท่านองครักษ์” ซู่หยางบ่นพึมพำ“คุณหนูเจ้าคะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูให้ท่านองครักษ์ก่อนนะ
เช้านี้ ท่านไจ่เสียงมิได้ออกไปว่าราชการ จึงได้ชวนท่านหญิงจางมาเยี่ยมลูกสาวถึงเรือนนอน“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก “พ่อเข้าไปได้รึไม่?” เต๋อหมิงเอ่ยถามลูกสาวอย่างอ่อนโยน“ท่านไจ่เสียงมาเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าไปเปิดประตูก่อนนะเจ้าคะ” ซู่หยางกล่าว“เชิญเจ้าค่ะ” พูดจบพลางโค้งคำนับ“ข้าน้







