تسجيل الدخول“ข้าจะยืนเฝ้าอาเหอให้นะขอรับ...” จิวซินแกล้งล้อเลียนสหาย นางตะโกนออกไปเบาๆ ไล่หลังจิ้นสิงเพื่อกลั่นแกล้งจิ้นเหอ
“อาซิน!” จิ้นเหอมองตาขวาง ส่งเสียงกดต่ำไปทางคนชอบแกล้ง
จิวซินคลี่ยิ้มสดใสอย่างอารมณ์ดีเหลือเกิน
นางไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาคมกล้าของใครบางคนเพ่งมองออกมาจากด้านในห้องของเรือน
ภายในเรือนของคฤหาสน์ถัดจากลานกว้างไม่ไกล
“รับเข้ามา”
เสียงทุ้มทรงอำนาจของจ้าวหนิงหลงที่ยืนอยู่ด้านในเรือนเอ่ยคำกับจิ้นสิงแค่นั้น ขณะมองออกไปทางนอกหน้าต่างแล้วเห็นร่างบอบบางที่อยู่ในอาภรณ์บุรุษไม่ไกล
จิ้นสิงผู้ที่เป็นหัวหน้าพ่อบ้านซึ่งดูแลทั้งนายน้อยของเขาอย่างดีและดูแลกวดขันบ่าวไพร่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจึงมักจะคอยระแวดระวังภัยอย่างแข็งขันเป็นนิสัย เขารีบเอ่ยขัดขึ้น “แต่เด็กหนุ่มนั่นไม่น่าไว้ใจขอรับ บ่าวคิดว่าเขาดูดีเกินไปสักหน่อย ทั้งผิวพรรณและผิวหน้า เขาอาจมีฐานะอื่นแอบแฝงเข้ามาด้วยเป้าหมายที่ไม่ดี ให้บ่าวขับไล่ไปดีกว่า”
“ไม่เป็นไร” จิ้นสิงเอ่ยยังไม่จบแต่จ้าวหนิงหลงตัดบทแค่นั้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปอีกทางแล้วเอ่ยปิดท้าย “ให้มาเป็นบ่าวคนสนิทของข้า”
“หือ” จิ้นสิงถึงกับตกใจเมื่อได้ยินจนต้องร้องเรียก “คุณชาย!” พ่อบ้านสูงวัยได้แต่ยืนมองอย่างฉงนคล้ายกับเมื่อครู่ตนฟังผิดไป
แต่คุณชายกลับไม่เอ่ยอันใดอีก
นอกจากแอบมองบ่าวรับใช้คนใหม่จากฉากกั้นลายพยัคฆ์เมฆา
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม...
ตรงลานกว้างที่ใช้ทำโทษจิ้นเหอเมื่อครู่
“เจ้าได้งาน แต่ข้าต้องคุกเข่าเป็นชั่วยาม มันใช่หรือไม่!”
จิ้นเหอยังคงพร่ำบ่นใส่จิวซินที่ยืนยิ้มแก้มปริเมื่อได้รับข่าวจากบิดาของเขาว่านางได้งานแล้ว
“เจ้าหยุดบ่นได้แล้ว ข้าขอตัวไปหาเจ้านายของข้าก่อนนะ”
จิวซินกล่าวพลางตบไหล่ของจิ้นเหอเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปยังทิศทางของหัวหน้าพ่อบ้านที่ยืนรอนำทาง เมื่อเดินตามจิ้นสิงมาจนถึงศาลาแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมสระบัว ล้อมรอบไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ จิวซินถึงกับตื่นตะลึงกับความงดงามของสวนสวยบริเวณศาลาแห่งนี้
“อะแฮ่ม” จิ้นสิงกระแอมไอเบาๆ แล้วกล่าวเตือนเสียงเข้มขรึม “การที่เจ้าได้พบคุณชายหนิงนับว่าเป็นวาสนาสูงสุดในชีวิต เจ้าต้องรับรู้และระลึกให้ดีในข้อนี้ หากคิดจะอยู่ที่นี่โปรดระมัดระวังกิริยาวาจาให้ดี ปรนนิบัติรับใช้คุณชายด้วยความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดสิบสองชั่วยาม ห้ามออกห่างจากข้างกายคุณชาย ห้ามเพลี้ยงพล้ำทำผิดพลาดเด็ดขาด อย่าลืมว่าคุณชายหนิงสูงส่งยิ่งนัก ยากเหลือเกินกับการที่ได้พบเจอ...”
จิวซินได้ฟังความเลิศเลอนั้นรีบพยักหน้าหงึกหงักรับคำขึงขัง
“ขอรับท่านพ่อบ้านจิ้น ข้าอาซินจะจดจำใส่ใจทุกสิ่งแน่นอน” กล่าวพลางยกมือตบอกหนักๆ ท่วงท่าองอาจห้าวหาญอย่างที่สุด
จิ้นสิงจึงวางใจได้ลงก่อนปล่อยให้จิวซินได้เดินเข้าไปยังศาลาเพียงลำพังโดยที่เขายืนรอรับคำสั่งอยู่ด้านนอกศาลาตามปกติ
หญิงสาวในอาภรณ์บุรุษเพียงทอดมองสายตาไปอย่างถ้วนทั่วของสวนพฤกษาโดยมิได้สนใจอันใดกับบุรุษรูปงามที่ยืนอยู่อย่างงามสง่าภายในศาลาแห่งนี้แต่อย่างใด
ซึ่งนั่นก็ทำให้บุรุษผู้นั้นถึงกับขัดเคืองใจยิ่ง!
จ้าวหนิงหลงที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยท่วงท่าของผู้ทรงภูมิเพียงปรายสายตามองว่าที่คู่หมั้นของเขาที่กำลังอยู่ในอาภรณ์บุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เดินจะชนเขาอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัว
ในขณะที่จิวซินยังคงไม่รู้ตัวจริงดังว่า
“คุณชายเจ้าคะ ชาเจ้าค่ะ”
เสียงใสๆ ของสตรีนางหนึ่งพลันดังขึ้นทำเอาจิวซินถึงกับออกจากภวังค์แห่งความงดงามรอบทิศทาง ก่อนที่จะเกิดการเดินชนเข้ากับแผงอกของบุรุษในศาลา ในจังหวะนั้นเองที่นางได้สติ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองใครบางคนที่ยืนขวางทางอยู่ และนางก็ได้เห็นคุณชายรูปงามผู้หนึ่ง เขาสวมอาภรณ์สีขาวสะอาดตาไร้ลวดลายปราศจากสีสันใดๆ
ทว่าทั้งหมดทั้งมวลมิใช่เพียงรูปโฉมที่หล่อเหลาหมดจด หรือท่วงทีกิริยาสุภาพนุ่มนวลเฉกเช่นบัณฑิตสูงส่งเท่านั้น
หากแต่ภายใต้ใบหน้าได้รูปคมคาย ผิวพรรณกระจ่างใส ดวงตายาวเรียวคมกริบและริมฝีปากได้รูปสีแดงสดนั้น เขาผู้นี้กำลังยืนก้มหน้ามองนางอยู่ด้วยสายตาดำขลับทอประกายลึกล้ำยากแก่การเข้าใจ
จิวซินทำได้เพียงกะพริบตาขึ้นลงสองทีอย่างขบคิดและวิเคราะห์กับบุรุษตรงหน้า หากว่าเขาโกนหัวอีกอย่าง ใช่เลย! นักบวชแน่แล้ว...
บ่าวชายเม้มปากพลางส่งสายตาให้กันก่อนผงกศีรษะ“ข้าจะจัดการหญ้าพวกนี้เอง” บ่าวชายคนแรกรีบขันอาสา“ข้าด้วยๆ” คนที่สองพลันเอ่ยตาม เขาช่างทำหน้าที่คล้อยตามคนแรกได้อย่างดีเยี่ยมจิวซินพยักหน้าหงึกหงักอมยิ้มพร่างพราย นางประสานหมัดตอบรับอย่างนอบน้อม “ลำบากพี่ชายแล้ว”บ่าวชายคนแรกฉุกคิดอยู่อึดใจก่อนกล่าว “ว่าแต่ เจ้าจะออกไปเอาเหล้ารสเลิศนี้กับคุณชายหนิงหรือ?”จิวซินเริ่มกะพริบตาอีกคราอา...นางพลาดเสียแล้ว นางลืมไปว่าตนเองมาเป็นเพียงบ่าว หาใช่นายหญิงที่สามารถสั่งเหล้าชั้นดีมาเก็บเอาไว้ในตู้ไม้สลักทองคำให้ท่านพ่อเหมือนเช่นเคยไม่แต่ยังไม่ทันเอ่ยแย้ง เสียงของบ่าวชายอีกคนพลันเอ่ยแทรก“คุณชายของเรา เหล้าไม่ร่ำนารีไม่ยุ่ง แล้วเหตุใดถึงได้สั่งให้เจ้าหาเหล้าให้ดื่มกินกันนะ ช่างน่าแปลกยิ่งนัก”จิวซินได้ยินพลันหูผึ่งเหล้าไม่ร่ำ นารีไม่ยุ่ง คุณชายของนางน่ะหรือ?อา...นางคิดไม่ผิดจริงๆเขาช่างน่าเลื่อมใสยิ่งน่าเลื่อมใสจริงๆจิวซินคิดในใจอย่างปลื้มปริ่ม บังเกิดความรู้สึกนับถือในตัวของคุณชายรูปงามผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่อาจห้ามใจ“ว่าอย่างไร?” เสียงของบ่าวชายคนเดิมยังคงกดดัน “ไม่ใช่ว่าเจ้าโกหกพวกเราหรอกหร
จิวซินยืนกอดอกมองบุคคลผู้เป็นบ่าวชายทั้งสองอย่างเข้าใจ คล้ายกับผู้ล่วงรู้ในทุกสรรพสิ่งก็ไม่ปานทันใดนั้นบ่าวชายคนแรกที่มีท่าทีเกรี้ยวกราดก็สาดสายตามืดดำขุ่นมัวมาทางจิวซินพอดิบพอดีจิวซินถึงกับผงะเมื่อมองเห็นสายตาฉายแววแปลกๆ นั่น“เจ้า!” เสียงของบ่าวชายผู้นั้นพลันเอ่ยพร้อมชี้นิ้วมาทางจิวซิน“หือ!” จิวซินถึงกับตาโตตกใจพลางยกนิ้วขึ้นชี้ใบหน้าของตน “ข้าหรือ?”“ใช่! เจ้านั่นล่ะ” บ่าวชายคนนั้นเดินแบบย่างสามขุมท่าทีคุกคามเข้ามาทางจิวซินพลางเอ่ยต่อเนื่องด้วยน้ำเสียงไร้มิตรไร้ไมตรีฉายชัด“มาวันแรกก็ได้เป็นบ่าวชายคนสนิทของนายน้อยผู้สูงส่งของข้า ฮึ! เจ้าคงใช้กลโกงอันใดเป็นแน่”บ่าวชายอีกคนคล้อยตาม “นั่นนะสิ พวกเราอยู่มาก่อนตั้งนาน ยังไม่เคยได้เข้าใกล้คุณชายเลย” เขากล่าวเสริมอย่างดุดันคุกคามเช่นกันจิวซินยิ่งตระหนกมากกว่าเดิมแล้ว เมื่อครู่พวกเขากำลังพูดคุยถึงต้นหญ้าใช่หรือไม่? แล้วเหตุใดกลับกลายมาเป็นนางไปได้ล่ะ?“เจ้าคงว่างมากถึงได้มายืนกอดอกทำท่าทางคล้ายเจ้านายอยู่ตรงนี้ ไปเลย ไปถอนหญ้าตรงนั้น ไป!” บ่าวชายคนแรกกล่าวออกมาอย่างเบ่งอำนาจใส่หน้าจิวซินเมื่อเดินมาจนถึงนางในระยะสามก้าว“ใช่ๆ ไปเลย ไปถ
และแล้วเจ้านายรูปงามของจิวซินก็ไม่ทำให้จิวซินได้ผิดหวัง ทั้งซักผ้า ทั้งปัดกวาด ทั้งเช็ดถู มีแบกน้ำด้วยอา...ช่างถูกใจยิ่งยามอยู่ที่จวนหยาง บ่าวไพร่ไม่เคยให้นางได้ทำหรือแตะต้องงานเหล่านี้ จะหยิบจะจับอะไรก็มีแต่ถูกห้ามปราม กลัวนางจะเหน็ดเหนื่อย กลัวนางจะผิวเสีย กลัวนางจะสิ้นความงามถึงแม้ว่าบิดากับมารดาจะไม่เข้มงวดเรื่องนี้กับนางก็ตาม แต่พวกท่านมักจะดูแลอย่างดีเยี่ยมเสมอมา กับบ่าวไพร่ยิ่งแล้วใหญ่ ดูแลนางดียิ่งกว่าอะไร ประหนึ่งนางเป็นไข่มุกในอุ้งมือกระนั้นนางไม่แตกหักง่ายๆ เสียหน่อย จะอุ้มไว้ทำไมนักหนาเวลาผ่านไปจนเกือบจะหมดวันจิวซินยังคงทำงานไปยิ้มไปอย่างร่าเริง ท่าทางราวกับได้รับอิสรเสรีมิใช่ได้รับงานหนักอันใดเทือกนี้ผิดกับใครบางคนที่สั่งการให้นางทำงานอย่างสิ้นเชิงเขาผู้นั้นกำลังยืนมองมาทางนางอย่างหงุดหงิดเหลือประมาณ ทั้งๆ ที่ตั้งใจสั่งงานหลายอย่างให้นางได้ทำ ทั้งงานหนักงานเบาเอาให้นางได้ถอดใจ แล้วดูเถิด...ดูนางทำยิ้มไปทำไปนั่นคืออันใด?ไยแม่นางถึงได้เบิกบานยิ่ง!จ้าวหนิงหลงในคราบของคุณชายหนิงเจ้าของคฤหาสน์งดงามกำลังยืนกอดอกมองใครบางคนที่อยู่ในอาภรณ์บุรุษของบ่าว
ทำไมจิวซินถึงคิดได้อย่างนั้นน่ะหรือก็เพราะว่าบุรุษผู้นี้มีผิวพรรณเนียนละเอียดลออ ใบหน้างดงามกระจ่างใส ดวงตาของเขาทอประกายอบอุ่น อาภรณ์ที่เขาใส่เป็นสีขาวสะอาดตาหาได้มีลวดลายรบกวนความขาวเนียนละเอียดทั้งเรือนร่างของเขาได้ไม่ ท่วงท่าของเขายามยืนก็ดูสงบเรียบนิ่งทั้งยังเยือกเย็นให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกมากมาย เย็นสบายนัยน์ตาอย่างที่สุดทุกอย่างของเขาจำลองมาจากพระอาจารย์ในอารามหลวงที่นางเคยไปนั่งสนทนาธรรมอยู่ด้วยกัน ความน่าเลื่อมใสนั้น...ยากล่วงล้ำนักอืม...กลิ่นกายของเขาให้ความรู้สึกสบายจมูกยิ่ง กลิ่นกายสะอาด ผิวพรรณสะอาด ดวงตาสะอาด อา...“จะสิงร่างข้าหรือไร?” เสียงทุ้มต่ำพลันดังทำเอาจิวซินถึงกับผงะผู้ถูกกล่าวหาจะสิงร่างผู้อื่นกำลังคิดเพลิดเพลินจนเดินเข้ามาเกือบจะแนบชิดกับแผงอกของบุรุษตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไร?จิวซินถามตนเองในใจเมื่อได้สติกลับมาเจ้าของประโยคเมื่อครู่เป็นบุรุษรูปงามราวเทพเซียนที่กำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าของจิวซินนั่นเองหากเดาไม่ผิดเขาคงเป็นเจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้อย่างแน่นอนอืม...เช่นนั้นแล้ว เขาก็เป็นเจ้านายของนางอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อจิวซินคิดได้อย่างนั้นจึงส่งยิ้มเจิดจ้า
“ข้าจะยืนเฝ้าอาเหอให้นะขอรับ...” จิวซินแกล้งล้อเลียนสหาย นางตะโกนออกไปเบาๆ ไล่หลังจิ้นสิงเพื่อกลั่นแกล้งจิ้นเหอ“อาซิน!” จิ้นเหอมองตาขวาง ส่งเสียงกดต่ำไปทางคนชอบแกล้งจิวซินคลี่ยิ้มสดใสอย่างอารมณ์ดีเหลือเกินนางไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังมีสายตาคมกล้าของใครบางคนเพ่งมองออกมาจากด้านในห้องของเรือนภายในเรือนของคฤหาสน์ถัดจากลานกว้างไม่ไกล “รับเข้ามา”เสียงทุ้มทรงอำนาจของจ้าวหนิงหลงที่ยืนอยู่ด้านในเรือนเอ่ยคำกับจิ้นสิงแค่นั้น ขณะมองออกไปทางนอกหน้าต่างแล้วเห็นร่างบอบบางที่อยู่ในอาภรณ์บุรุษไม่ไกลจิ้นสิงผู้ที่เป็นหัวหน้าพ่อบ้านซึ่งดูแลทั้งนายน้อยของเขาอย่างดีและดูแลกวดขันบ่าวไพร่มาตั้งแต่ไหนแต่ไรจึงมักจะคอยระแวดระวังภัยอย่างแข็งขันเป็นนิสัย เขารีบเอ่ยขัดขึ้น “แต่เด็กหนุ่มนั่นไม่น่าไว้ใจขอรับ บ่าวคิดว่าเขาดูดีเกินไปสักหน่อย ทั้งผิวพรรณและผิวหน้า เขาอาจมีฐานะอื่นแอบแฝงเข้ามาด้วยเป้าหมายที่ไม่ดี ให้บ่าวขับไล่ไปดีกว่า”“ไม่เป็นไร” จิ้นสิงเอ่ยยังไม่จบแต่จ้าวหนิงหลงตัดบทแค่นั้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดใบหน้าเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดๆ ก่อนหมุนตัวเดินไปอีกทางแล้วเอ่ยปิดท้าย “ให้มาเป็นบ่าวคนสนิทของข้า”“หือ” จิ้
ณ คฤหาสน์ใหญ่โตแห่งหนึ่ง จะว่าเป็นตำหนักก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นจวนก็ไม่เชิง เพราะว่ามันมิได้อยู่ในเขตของพระราชวัง และมิได้ตั้งอยู่ในอาณาเขตของเมืองหลวง ทั้งยังมิใช่ขุนนางแห่งราชสำนักเป็นเจ้าของอยู่อาศัยจิวซิน จิ้นเหอ และลู่ชิง ยืนชื่นชมความงามของคฤหาสน์แห่งนี้ด้วยความเพลิดเพลินอยู่ตรงด้านหน้าของประตูอันใหญ่โตของคฤหาสน์“นี่เป็นคฤหาสน์ของคุณชายหนิง” จิ้นเหอผู้เป็นบุตรชายหนึ่งเดียวของพ่อบ้านที่นับว่ามีตำแหน่งใหญ่สุดในบรรดาบ่าวไพร่ของคฤหาสน์แห่งนี้เอ่ยแนะนำอย่างภาคภูมิใจ“คุณชายหนิงของเราเป็นผู้รักสงบ ทั้งยังเป็นบุรุษเรียบง่าย ไม่สุงสิงกับใคร ไม่ชอบให้ผู้ใดรบกวน ปกครองบ่าวไพร่ด้วยเมตตาธรรม ประหนึ่งเทพเซียนจำแลง ทุกคนในคฤหาสน์จึงอยู่กันอย่างสุขสงบ นี่ๆ ข้าจะพาเจ้าให้มาแอบเป็นบ่าวชายของที่นี่ รับรองปลอดภัย หายห่วง” จิ้นเหอยกยิ้มภูมิใจยามกล่าวประโยคที่ทำให้จิวซินอมยิ้มออกมา“ดีปานนั้นเชียว อา...นั่นล่ะที่ข้าต้องการ อาเหอสหายรัก” จิวซิน ตอบกลับพลางตบไหล่อาเหอ ลืมความขุ่นเคืองก่อนหน้าจนสิ้น“เจ้าไม่อึดอัดหรือจิวซินที่ต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ แป้งก็ไม่ได้ผัด อาภรณ์งดงามก็ไม่ได้สวม







