LOGINสามวันต่อมา…ตึก!ตึก! เสียงฝีเท้าหนักของกลุ่มคนที่เดินเข้ามาภายในโรงพยาลประจำจังหวัดทำให้คนที่อยู่บริเวณนั้นพากันหันมองด้วยความสนใจ เจ้าสัวซันมีสีหน้าร้อนรนไม่ต่างกับใจเขาที่ตอนนี้มันร้อนรุ่มเพราะเป็นห่วงลูกชายเพียงคนเดียวใจแทบขาด “ลูกฉันอยู่ห้องไหน?” เสียงเข้มเอ่ยถามกับลูกน้องที่มายืนรอรับ ดวงตาคมตอนนี้บ่งบอกถึงความกรุ่นโกรธที่มีอยู่ในใจเป็นอย่างมาก “ทางนี้ครับท่าน” สิ้นเสียงขานตอบประตูห้องพักพิเศษของโรงพยาบาลก็ถูกเปิดออกทันที “โซ่ แกเป็นยังไงบ้าง” เจ้าสัวซันเดินถลาเข้าหาลูกชายที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง เขาไปทำธุระที่ต่างประเทศมาแค่ไม่กี่วันกลับมาอีกทีเกือบจะได้จัดงานศพให้ลูกเสียแล้ว ใจคนเป็นพ่อมันตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทันทีที่ได้ฟังรายงานจากลูกน้อง ถ้าหายตัวมาเองได้เขาคงทำไปแล้ว ไม่รอนั่งเครื่องมาเป็นวันๆให้ใจมันร้อนเป็นเพลิงแบบนี้หรอก “ผมไม่เป็นอะไร ป๊าทำธุระของตัวเองเสร็จแล้วหรือไงถึงได้รีบมา” “ธุระอะไรมันจะไปสำคัญกว่าแกอีกว่ะ แล้วดูสภาพซิ ไหนคือไม่เป็นอะไรของแก” เจ้าสัวซันมองหน้าลูกชายแล้วส่ายศีรษะ “รักเมียมากจนลืมพ่อแกไปแล้วหรือไง ถ้าแกตายไ
ตั้งแต่เกิดมาโซ่ก็เพิ่งจะได้มาเดินเที่ยวอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก ถึงคนจะเยอะเบียดเสียดกันคล้ายกับในผับแต่ก็ให้อารมณ์ต่างกันอยู่ดี บรรยากาศก็ใช่ว่าจะแย่เท่าไหร่นักหรอก หากแต่ถ้าเป็นไปได้เขาก็ขอเลือกที่จะนอนสบายอยู่บ้านดีกว่า ทว่าจะไม่มาก็ไม่ได้ ใครจะปล่อยให้เมียตัวเองมาเที่ยวกับผู้ชายคนอื่นกันล่ะ ถึงจะไม่ได้มากันสองต่อสองก็เถอะ “นี่ ลองกินอันนี้ไหม อร่อยนะ” ไข่ปลาหมึกย่างราดด้วยน้ำจิ้มสีสันน่าทานถูกยื่นส่งมาให้โดยผู้หญิงที่มาด้วยกันอีกคน แต้วยิ้มหวานให้ชายหนุ่มก่อนจะพยักหน้าให้ลองชิมอีกครั้ง “ลองสิ อร่อยมาก” “ไม่ดีกว่าครับ ขอบคุณ” เจ้าของน้ำเสียงราบเรียบเอ่ยปฏิเสธทั้งที่สายตายังมองสองคนที่เดินนำหน้าไม่ละไปไหน ยิ่งเห็นต้นกล้าชวนน้ำชาพูดคุยไม่หยุดก็ยิ่งหัวเสีย ไม่ชอบเห็นเธอยิ้มเรี่ยราดให้ใครแบบนั้นเลยแต่ก็ไม่อยากโวยวายแสดงความเป็นเจ้าของให้เธอโกรธ “ตรงนั้นที่ว่างพอดี เรานั่งกินกันก่อนเหอะค่อยเดินต่อ เหมื่อยขาแล้วอ่า” แต้วกระปอดกระแปดเสียงบ่นก่อนจะเดินนำทุกคนมานั่งยังโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้คนที่มาเดินเที่ยวภายในงานได้นั่งพักหรือซื้ออาหารมานั่งทานกัน โดยทันทีที
สองวันต่อมา… “เรียบร้อยนะครับเสี่ย” น้ำเสียงกวนประสาทของโซ่เอ่ยบอกกับเสี่ยศรในตอนนี้พวกเขาเดินออกมาจากสำนักงานที่ดินหลังจากโอนกรรมสิทธิ์กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่เสี่ยศรเองก็ตวัดหางตามองเด็กเมื่อวานซืนในความคิดของเขาอย่างไม่ชอบใจนัก หากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เสี่ยศรสุดจะแค้นเคืองที่ถูกเด็กหนุ่มจากไหนก็ไม่รู้มาลูบคม จากที่จะได้เงินแปดล้านกำไรเหนาะๆกลับได้มาแค่สี่ล้านกว่าตามราคาประเมิน ไอ้ครั้นจะสู้รบด้วยก็ไม่ได้เพราะเพิ่งรู้ว่าพ่อของอีกฝ่ายนั้นมีอิทธิพลใช่ย่อย พอบอกจะไม่ขายแล้วก็ถูกข่มขู่เข้าอีก เสี่ยศรกลายเป็นตัวเล็กตัวน้อยไปเลยเมื่อสู่กับฝ่ายของโซ่ และมันก็เจ็บใจตรงที่ต้องมายืนมองอีกฝ่ายเดินถือโฉนดร่อนไปร่อนมาเหมือนจะเยาะเย้ยให้เห็นนี่แหละ ถ้ารู้อย่างนี้สู้เขาเก็บที่ไว้แล้วกินค่าเช่าแพงๆกับน้ำรินไปเรื่อยๆดีกว่า@ร้านขายต้นไม้ของน้ำริน “นี่ครับ” “ขอบคุณมากนะ” น้ำรินมองใบโฉนดที่ดินที่โซ่วางไว้ให้บนโต๊ะอย่างรู้สึกเกรงใจเหลือเกิน “คุณไม่น่าจะต้องมาเสียเงินเยอะขนาดนี้เลย” “ผมเต็มใจ อยากให้ของขวัญน้ำชาด้วย” ว่าพลางดวงตาคมก็มองไปยังร่างบางที่กำลังยืนดูคนงานเอาต
วันต่อมา… เมื่อคืนกว่าน้ำชาจะข่มตาให้หลับได้ก็เป็นเวลาเกือบตีสาม แถมหลับไปได้แค่นิดเดียวก็ต้องตื่นมาแต่เช้าเพราะเมื่อวานรับปากกับแม่ไว้ว่าจะไปวัดด้วยกัน และเพราะจะต้องช่วยแม่เตรียมของไปทำบุญทำให้คนที่ยังมีความงัวเงียอยู่จำเป็นต้องลุกจากที่นอนเพื่อลงมาด้านล่าง ทว่าพอลงมาแล้วของทุกอย่างกลับถูกเตรียมไว้พร้อมหมดแล้วเสียอย่างนั้น “ชาตื่นช้าไปเหรอ ทำไมแม่ไม่ปลุกชาให้ตื่นมาช่วยล่ะ” “แม่มีลูกมือช่วยแล้ว” น้ำรินที่กำลังจัดแจงตัดกิ่งก้านดอกไม้ที่เก็บมาเพื่อจะไปถวายพระเงยหน้าขึ้นบอกกับลูกสาว ก่อนจะเอียงหน้าพยักพเยิดไปอีกทิศทางที่มีใครอีกคนกำลังจัดอาหารใส่ปิ่นโตอยู่ “มีพ่อครัวทำอาหารให้พอดีเลย สบายไป” “แม่ใช้งานเขาเกินไปหรือเปล่า” น้ำชาไม่ได้เป็นห่วงใคร แต่แค่เกรงว่าแม่เธอจะทำเกินไปเท่านั้น อีกอย่างตอนนี้เธอกับเขาก็ยังไม่ได้กลับมาดีกันจริงจังเสียหน่อย “ทำไม กลัวพี่เขาจะเหนื่อยเหรอ” น้ำรินเอียงคอมองลูกสาวอย่างรู้ทัน “เปล่าสักหน่อย ใครจะเหนื่อยก็เรื่องของเขาสิไม่เกี่ยวกับชา” “หึ จ้า” น้ำรินไม่ได้อยากจะแกล้งลูกแต่ก็แอบหมั่นไส้อยู่นิดหน่อย เมื่อคืนยังปล่อยให้เ
ช่วงเย็น… โซ่ดีใจเหลือเกินที่วันนี้จะได้นั่งร่วมวงทานข้าวกับสุดที่รักครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา อาหารหลายอย่างบนโต๊ะก็ล้วนแต่เป็นฝีมือเขาทำเพื่อจะเอาใจเธอทั้งนั้น แต่ตอนนี้เขากลับนั่งหน้านิ่งยิ้มแทบไม่ออกเลย อุตส่าห์มโนไว้ว่าจะได้นั่งทานกันไปคุยกันไปแบบคนในครอบครัวแต่ดันมีผู้ชายอีกตัวมานั่งหัวโด่ร่วมวงด้วยเสียอย่างนั้น แถมยังชวนเมียเขาคุยนั่นคุยนี่ไม่หยุดปาก มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่ากำลังจีบน้ำชาอยู่ “แต้วเพิ่งเอามาให้พี่ดู เต้นเก่งเหมือนกันนะเรา” “พี่ต้นชมแบบนี้ก็เขินแย่สิคะ” คนหน้าไม่สบอารมณ์ได้แต่กำมือแน่นซ่อนไว้ที่ใต้โต๊ะ น้ำชาเมินเขาได้ทั้งวันแต่กับไอ้เวรนี่ดันพูดคุยหัวเราะเสียงหวาน เขาแทบอยากจะล้มโต๊ะอาหารให้มันจบๆ ถ้าไม่เกรงใจแม่ยายวันนี้เห็นทีต้องมีคนเจ็บตัวไปแล้วแน่ “ไม่กินข้าวเหรอไง?” น้ำรินเอ่ยถามทั้งที่ในใจนั้นรู้ว่าโซ่คิดอะไรอยู่ มองหน้าชายหนุ่มแล้วบางทีก็นึกสงสาร แต่ก็นั่นแหละ เธอเป็นคนชวนต้นกล้ามาทานข้าวที่บ้านเอง “เอ่อ คนนี้คือ?” ต้นกล้าละจากการพูดคุยกับน้ำชาชั่วคราวเพื่อสอบถามสถานะของคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันเมื่อสิบนาทีก่อน เขาว่าจะถามอย
ดวงหน้าสวยนิ่งชะงักไปทันทีที่เห็นร่างสูงของคนที่เธออุตส่าห์หนีมาถึงที่นี่ยืนอยู่ตรงรั่วหน้าบ้าน ความสับสนวิ่งพาดผ่านแววตาฉายขึ้นชัดเจนจนคนเป็นแม่ต้องเอ่ยถาม “คนนี้เหรอลูก?” “…” น้ำชาพยักหน้าตอบช้าๆ ก่อนที่ต่อมาจะส่ายหน้าเป็นพัลวันพร้อมเอ่ยบอกความต้องการแล้วเดินหลบเข้าบ้านไปทันที “ชาไม่อยากเห็นหน้าเขา” “น้ำชา เดี๋ยวสิลูก” น้ำรินได้แต่ยืนมองลูกสาวที่วิ่งเข้าบ้านไปด้วยความยังคงมึนงง มองไปที่รั้วหน้าบ้านก็ยังเห็นบางคนชะเง้อคอมองตามไปยังทิศทางเดียวกันกับที่ตัวเองมองเมื่อสักครู่นี้ ไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมลูกสาวถึงได้ดูรักผู้ชายคนนี้มากนัก ก็ทั้งหล่อขนาดนั้น ดูรวยขนาดนี้มองจากไกลๆก็ยังดูเท่ไปหมด หากแต่ความดูดีเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้น้ำรินนึกเอ็นดูแต่อย่างใด กล้ามาทำให้ลูกสาวของเธอร้องไห้ตาบวมทุกวันแบบนี้คงต้องมีการเอาคืนกันเสียหน่อยแล้วคิดได้ดังนั้นน้ำรินก็ปรับสีหน้าแล้วเดินตรงเข้าไปหาคนที่ว่าทันที “มาหาใครคะ” เสียงเรียบตั้งคำถามในขณะที่สายตาก็จ้องสำรวจคนตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ยิ่งเห็นใกล้ๆก็ยิ่งหล่อยิ่งเท่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งดูอันตราย “สวัสดีครับ ผมมาห







