Masukห้องทำงานหรูชั้นสูงสุดของคอนโดฯ หรูแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เวลานี้เจ้าของห้องกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับเอกสารกองโต อีกทั้งแบบโครงการบ้านและโครงการคอนโดฯ ที่เจ้าตัวกำลังมีแพลนสร้างขึ้นใหม่ภายในปีนี้
รวิชญ์ นักธุรกิจหนุ่มชื่อดังผู้เป็นเจ้าของโครงการบ้านจัดสรร คอนโดฯ ทั้งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่ยังไม่เกิดขึ้นอีกหลายต่อหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ ชานเมือง หรือตามจังหวัดใหญเ ฉะนั้นในวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นับว่าเขาเป็นนักธุรกิจที่จัดว่าหนุ่ม หล่อ ฉลาด เฉียบขาด เป็นที่รู้จักของคนในวงการนี้ และที่สำคัญเขายังจัดว่าเป็นนักธุรกิจเนื้อหอม ที่มีสาวๆ ต่างพากันเสนอตัวให้เขามากมายเลยทีเดียว
“คุณน้องครับ ตกลงว่าหาเด็กที่จะมาถ่ายโฆษณาให้ผมได้บ้างหรือยังครับ”
รวิชญ์ปิดแฟ้มเอกสารที่เพิ่งเซ็นเอกสารฉบับสุดท้ายเสร็จ ก่อนกดเครื่องติดต่อภายในตรงหาเลขาฯ หน้าห้องทันที
“ทางโมเดลลิงส่งมาให้บ้างแล้วค่ะ คุณรวิชญ์จะดูเลยหรือเปล่าคะ”
“อืม... เอามาให้ผมดูหน่อย”
พูดจบก็กดปิดเครื่องติดต่อภายในทันที พร้อมกับคว้านิตยสารเกี่ยวกับแฟชั่นเสื้อผ้าเด็กขึ้นมาเปิดดูระหว่างรอเลขาฯ หน้าห้องเข้ามาพบ
“มีเด็กคนไหนน่าสนใจบ้างครับคุณน้อง”
รวิชญ์ถามขึ้นทันทีที่ร่างของเลขาฯ หน้าห้องเดินเข้ามาพร้อมกับเอกสาร และนิตยสารอีก สอง-สาม เล่ม
“ก็มีหลายคนค่ะคุณรวิชญ์... น้องว่าคุณรวิชญ์ลองดูก่อนดีกว่าค่ะ”
น้อง หรือกนกวรรณ ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขาฯ หน้าห้องให้แก่รวิชญ์มาหลายปี รีบจัดแจงส่งเอกสารพร้อมรูปถ่ายที่ได้รับมาจากโมเดลลิงให้อย่างกระตือรือร้น
“อืม... นั่งก่อนสิ จะได้ช่วยผมดูด้วย ผมอยากจะรีบสรุปให้มันจบๆ จะได้เตรียมงานอื่นต่อ”
“เด็กสมัยนี้เก่งๆ กันทั้งนั้นเลยนะ คุณน้องว่าไหม”
รวิชญ์เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นภาพ และรอยยิ้มที่เด็กน้อยแต่ละคนโพสท่ากัน ดูแล้วความสามารถไม่แตกต่างจากผู้ใหญ่เลย ผิดกันตรงที่เด็กๆ มีความน่ารัก รอยยิ้มที่ปรากฏก็มาจากความไร้เดียงสา ไม่ใช่การเสแสร้งเหมือนผู้ใหญ่
“จริงค่ะ เด็กสมัยนี้เก่ง... แต่บางคนก็เกินเด็กไปเหมือนกันนะคะ”
เลขาฯ หน้าหวานออกความคิดเห็น มือยังคงเปิดดูรูปเด็กๆ ผ่านไปเรื่อยๆ รวิชญ์ได้แต่พยักหน้าให้
ชายหนุ่มเปิดดูรูปเด็กอยู่หลายคน ต้องยอมรับว่าเด็กๆ ที่เห็นหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดูกันทุกคน เพียงแต่ยังไม่ถูกใจกับเด็กกลุ่มนี้สักเท่าไร เขาจึงวางมือจากรูปที่ทางโมเดลลิงส่งมาให้ ปล่อยให้เลขาฯ หน้าหวานเป็นคนดูต่อไป
เขาคว้านิตยสารเล่มหนึ่งที่เลขาฯ หยิบติดมือมาด้วยขึ้นมาซึ่งเป็นนิตยสารแฟชั่นทั่วไปมาเปิดดู มือเรียวค่อยๆ ไล่เปิดดูทีละหน้า จนกระทั่งถึงกลางเล่ม มือที่กำลังจะเปิดหน้าถัดไปต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นรูปนางแบบสาวกำลังโพสท่าถ่ายคู่กับเด็กน้อยสองคน ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกันมากจนแยกไม่ออก
นางแบบสาวที่เขาเห็นนั้นจัดว่าสวยเซ็กซี่ถูกใจอยู่ไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่าความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กที่มีใบหน้าเหมือนกันทั้งสองคนนั้นจะดึงเอาความสนใจจาเขาได้มากกว่า
รวิชญ์พลิกหน้าถัดไปเพื่อดูความน่ารักไร้เดียงสาของเด็กทั้งสองคน เขาพลิกจนกระทั่งภาพสุดท้ายซึ่งเป็นภาพที่เด็กสองคนถ่ายคู่กันในชุดสีชมพูสด ภาพความน่ารักของเด็กทั้งสองนั้นทำให้เขาอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้
“คุณน้องครับ”
รวิชญ์เอ่ยเรียกเลขาฯ หน้าหวาน ทว่าสายตายังคงไม่ละจากภาพสุดท้ายนั้น
“คะ คุณรวิชญ์”
“เด็กสองคนนี้ทางโมเดลลิงได้ส่งมาให้ด้วยหรือเปล่าครับ”
เขายื่นนิตยสารให้เลขาฯ ดู โดยเปิดหน้าเด็กสองคนที่กำลังพูดถึงเอาไว้
“อ๋อ... น้องทอฝันกับน้องพาฝัน น้องสองคนนี้เขาไม่ต้องเอารูปไปฝากไว้กับทางโมเดลลิงแล้วค่ะ”
กนกวรรณเอ่ยชื่อเด็กทั้งคู่ขึ้นเหมือนเธอนั้นรู้จักเป็นอย่างดี
“คุณน้องรู้จักเด็กสองคนนี้ด้วยหรือครับ”
ชายหนุ่มดึงนิตยสารเล่มเดิมกลับมาดูอีกครั้งอย่างตั้งใจ
“โธ่... คุณรวิชญ์คะ ใครๆ ก็รู้จักน้องสองคนนี้ทั้งนั้นค่ะ ผลงานน้องเขาเยอะค่ะ ทั้งละคร ทั้งถ่ายแบบ เก่งนะคะ หาเงินให้พ่อแม่ได้ตั้งแต่เล็กเลย”
รวิชญ์นั่งฟังนิ่ง ขณะที่สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่รูปของเด็กทั้งคู่ไม่วาง ในใจอดนึกไม่ได้ว่า ‘ทำไมนะ เขาถึงไม่เคยเห็นผลงานเด็กสองคนนี้เอาเสียเลย’
“มีให้สิคะ แต่ไม่รู้ว่าคุณจะอยากได้หรือเปล่า”ณรันดาเอียงคอตอบเล็กน้อย เด็กน้อยที่ได้ยินคำตอบของมารดาก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยความอยากรู้บ้างว่าผู้เป็นแม่จะให้อะไรกับคุณพ่อ“ผมอยากได้ทุกอย่างที่ปลายให้ผม”ชายหนุ่มโอบไหล่ภรรยาสาวแล้วดึงเข้ามาใกล้อีกนิด ณรันดาคว้ามืออีกข้างที่ว่างอยู่นั้นมาทาบที่หน้าท้องของเธอ“สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดค่ะคุณวิชญ์ ปลายกำลังมีเจ้าตัวเล็กเป็นของขวัญให้คุณค่ะ”“จริงเหรอปลาย นี่ปลายกำลังจะมีลูกให้ผมเหรอครับ”รวิชญ์ตะโกนขึ้นอย่างดีใจ เป็นผลให้ทุกคนที่อยู่ในงานนั้นได้ยิน ต่างพากันแสดงความยินดีไปกับเขาด้วย“ค่ะ ปลายท้องจะสามเดือนแล้วค่ะ”ณรันดาย้ำให้เขาฟังอีกครั้ง“พี่ทอฝัน น้องพาฝัน ดีใจไหมคะลูก เรากำลังจะมีน้องแล้วนะคะ”รวิชญ์ดึงร่างเล็กของเด็กทั้งคู่เข้ามากอด สลับกับหอมแก้มคนละข้างอย่างดีใจ“จริงๆ เหรอคะ น้องพาฝันจะมีน้องแล้วเหรอคะคุณพ่อ”“จริงเหรอคะคุณแม่ขา พี่ทอฝันจะมีน้องแล้วเหรอคะ”ณรันดาพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ พร้อมกับคว้ามือเล็กๆ ของทั้งคู่มาคนละข้าง วางทาบที่หน้าท้องของตัวเอง“น้องของหนูอยู่ในนี้ค่ะ ต้องรออีกสักหกเจ็ดเดือนนะคะ น้องถึงจะออกมาให้หนูสองคนเห็
ของขวัญที่ลูกสาวตัวน้อยนำมาให้นั้นคือภาพวาดครอบครัว ระบายด้วยสีชอล์กสวยงาม รวิชญ์กับณรันดาดูรูปถึงกับยิ้มออกมาก่อนผลัดกันถามลูกสาวว่ามีใครบ้างภายในภาพนั้น ถึงแม้ว่าภายในภาพนั้นจะระบุชื่อไว้ชัดเจนก็ตาม เด็กน้อยแย่งกันบอกว่าใครเป็นใครจนมาถึงรูปเด็กน้อยอีกคนที่นิ้วเล็กจิ้มไปพร้อมกันทำให้ทั้งคู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา“แล้วสองคนนี้ใครคะ ทำไมไม่เห็นมีชื่อเหมือนคนอื่นเลยล่ะคะ”ณรันดาถามขึ้นเมื่อเห็นรูปวาดเด็กอีกสองคนที่ไม่มีชื่อติดอยู่“คนนี้น้องสาวพี่ทอฝันค่ะ”ทอฝันชี้ไปที่รูปวาดเด็กผู้หญิงที่ปราศจากชื่อนั้น“คนนี้น้องชายน้องพาฝันค่ะ”แฝดคนน้องชี้ไปที่รูปวาดเด็กผู้ชายที่ปราศจากชื่ออีกเช่นกัน จากคำตอบของลูกสาวทั้งสองคนทำให้ณรันดาเงยหน้ามองรวิชญ์แล้วส่งยิ้มให้น้อยๆ“เอ... ลูกสาวมีของให้คุณพ่อ แล้วคุณภรรยาไม่มีของขวัญให้สามีคนนี้บ้างเหรอครับ”รวิชญ์ได้ทีรีบทวงของขวัญจากภรรยาสาวทันที“มีให้สิคะ แต่ไม่รู้ว่าคุณจะอยากได้หรือเปล่า”ณรันดาเอียงคอตอบเล็กน้อย เด็กน้อยที่ได้ยินคำตอบของมารดาก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยความอยากรู้บ้างว่าผู้เป็นแม่จะให้อะไรกับคุณพ่อ“ผมอยากได้ทุกอย่างที่ปลา
ณรันดาเดินออกมาบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ที่เดิมทีเป็นที่สำหรับจัดวางโต๊ะอาหาร แต่วันนี้มันโดนรื้อออกเหลือเพียงแค่สามถึงสี่โต๊ะเท่านั้น บรรยากาศโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยซุ้มดอกลิลลี่สีขาวสลับกับดอกกุหลาบสีแดงสด ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกจัดขึ้นด้วยช่างฝีมือทั้งสิ้นหญิงสาวยืนมองบรรยากาศโดยรอบแล้วทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในบรรยากาศของงานแต่งงานอย่างไรอย่างนั้น แล้วณรันดาก็รู้สึกตัวอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยตัวไปตามบรรยากาศของงาน เมื่อร่างเล็กในชุดนางฟ้าตัวน้อยที่ยืนขนาบข้างเธอนั้นกระตุกมือเธอพร้อมๆ กัน“คุณแม่ขา หยุดเดินทำไมคะ”น้องพาฝันเงยหน้าขึ้นถามมารดา“คุณแม่แค่แปลกใจค่ะ ว่าทำไมดอกไม้พวกนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่เร็วจัง เมื่อสักพักมันยังไม่มีเลย”ณรันดาก้มหน้าตอบคนช่างสงสัย“คุณแม่ชอบหรือเปล่าคะ”คราวนี้เสียงแฝดคนโตถามขึ้นบ้าง“ชอบสิคะ คุณแม่ชอบดอกลิลลี่สีขาวกับดอกกุหลาบมากที่สุดเลย นี่ถ้าคุณป้าเมย์ไม่บอกว่าเป็นการจัดฉากเพื่อถ่ายละครที่หนูสองคนเล่นอยู่ คุณแม่คิดว่าเป็นงานแต่งงานของคุณแม่แล้วนะคะนี่”หญิงสาวว่าพลางหัวเราะน้อยๆ กับลูกสาวทั้งสองคนในขณะที่สามคนแม่ลูกกำลังคุยกันอยู่นั้น ร่างสูงใหญ่ของ
รวิชญ์ให้สัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เขาจะไม่ยอมกลับไปเป็นคนขี้ขลาด และจะไม่ปล่อยให้ความกลัวกับอดีตเข้ามาครอบงำเขาได้อีกเป็นอันขาด เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเกือบทำให้เขาต้องเสียคนที่เขารักไปตลอดชีวิต เมื่อเวลานี้เขาได้ของรักที่สุดในชีวิตกลับคืนมาแล้ว เขาจะรักษาของมีค่าที่สุดชิ้นนี้ไว้ให้อยู่กับเขาตลอดไปนานเท่าที่จะนานได้......บ้านเคียงฟ้า...ณรันดายืนอ่านป้ายชื่อร้านที่เธอและเพื่อนรักอีกสองคนลงความเห็นว่าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นชื่อร้านอาหารที่จะเปิดขึ้น“ปลาย มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะ ทำไมยังไม่แต่งตัวอีก... ตอนนี้แซนดี้จับยายสองแสบแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว รู้สึกกำลังตื่นเต้นกับชุดที่แซนดี้หามาให้ใหญ่เลย”ปานชนกตรงเข้ามาหาเพื่อนรัก พลางมองในสิ่งที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ก่อนมองอยู่“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าวันนี้ปลายกับคุณรวิชญ์จะได้กลับมาที่ร้านนี้ด้วยกันในฐานะสามีภรรยากัน”ปานชนกยิ้มอย่างปลื้มใจแทนเพื่อนรัก เพราะเธอรู้อยู่แก่ใจว่าการกลับมาที่ ‘บ้านเคียงฟ้า’ ในวันนี้มีความสำคัญกับเพื่อนรักของเธอมากเพียงไร“ป่าน เรามีความสุขจังเลย”หญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับโผเข้ากอดเพื่อนรักเอาไว้
ณรันดายืนเหม่อมองดวงจันทร์ที่สาดแสงส่องลงมาเหนือผิวน้ำ บริเวณศาลาที่หญิงสาวใช้นั่งคุยอยู่กับเพื่อนรักเมื่อตอนหัวค่ำ ทว่าเวลานี้มีเพียงเธอยืนอยู่ตามลำพังเท่านั้น แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้นที่หญิงสาวได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง“ปลายจ๋า... มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะครับ”รวิชญ์ที่มาเงียบๆ สวมกอดร่างบางจากทางด้านหลัง ทำให้หญิงสาวที่กำลังยืนเหม่ออยู่นั้นสะดุ้งเล็กน้อย“ปลายก็คิดอะไรไปเรื่อยๆ ค่ะ... ว่าแต่คุณลงมาทำไมคะ”ณรันดาเอียงคอหันมองหน้าผู้เป็นสามี“ก็มาตามเมียไปนอนด้วยน่ะสิ... ไม่มีเมียให้นอนกอด ผมนอนไม่หลับรู้ไหม”สายตากรุ้มกริ่มที่มองหญิงสาวนั้นทำให้คนฟังถึงกับต้องหลบตายตาเจ้าชู้นั้น“จะให้ปลายเชื่อได้เหรอคะ ก่อนหน้านี้ปลายไม่ได้นอนกับคุณตั้งหลายปี”ณรันดาพลิกตัวหันเข้าหาร่างสูงใหญ่ วงแขนเล็กคล้องคอชายหนุ่มเอาไว้มั่น“แล้วปลายรู้หรือเปล่าว่าหลายปีที่ผมไม่มีคุณนอนด้วย ผมไม่เคยได้นอนหลับเต็มตื่นเลยสักคืน”“อย่ามาทำปากหวานเลยค่ะ... ไม่มีปลาย คุณก็มีผู้หญิงอื่นอีกตั้งเยอะ”หญิงสาวแสร้งทำเสียงเหมือนงอน“ไม่มีผู้หญิงคนไหนสามารถแทนที่ปลายได้สักคนเลยนะ ปลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมรักและอยากใช้ชีว
“น้องพาฝันอยากให้ทุกคนมาอยู่ที่นี่ค่ะ อยู่กันเยอะๆ น้องพาฝันชอบค่ะ”เด็กน้อยตอบพลางมองไปรอบๆ แล้วมาจบที่หน้าของป้านวลเช่นเดิม“คุณยายนวลก็อยากมาอยู่กับน้องพาฝันและน้องทอฝันนะคะ แต่คุณยายนวลมาอยู่ไม่ได้สิคะ เพราะถ้าคุณยายมาอยู่ที่นี่แล้วใครจะดูคนที่บ้านโน้นล่ะคะ”ป้านวลดึงเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ๆ มานั่งก่อนอุ้มร่างเล็กนั่งบนตัก“เหรอคะ งั้นคุณยายนวลต้องมาหาน้องพาฝัน พี่ทอฝัน กับคุณแม่บ่อยๆ นะคะ”“ได้สิคะ”ป้านวลหอมเข้าที่แก้มคนช่างพูดเข้าฟอดใหญ่“จริงๆ นะคะ”แล้วน้องพาฝันก็ซบศีรษะเข้าที่อกของผู้สูงวัย ป้านวลลูบศีรษะเล็กนั้นอย่างอ่อนโยนก่อนย้ำให้รู้ว่านางไม่ได้โกหก“เย้ๆ... น้าป่าน ลุงมาร์คมาแล้ว”แฝดคนพี่ที่ยืนอยู่ข้างป้านวลโห่ร้องขึ้น เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหน้าผู้มาใหม่แล้วก็รีบวิ่งไปหาน้าสาวทันที“ไงจ๊ะ ไม่ได้เจอซะหลายวันเลย คิดถึงน้าป่านหรือเปล่าคะ”ปานชนกรีบรับร่างที่วิ่งเข้าหาแล้วอุ้มขึ้นเหมือนทุกๆ ครั้งเวลาที่คนใดคนหนึ่งในสองคู่แฝดนี้วิ่งเข้าหา“คิดถึงมากๆ เลยค่ะ พี่ทอฝันปิ้งบาร์บิคิวไว้ให้น้าป่านกับลุงมาร์คด้วยค่ะ”“ว้าว! ดีจังเลย ไหนครับคุณลุงมาร์คกำลังหิวอยู่พอดีเลย”มาร์คทำตาโต
“เดี๋ยวให้คุณเพียงฟ้าเดินแบบชุดผ้าไหมก่อนนะครับ ผมจะรีบไปส่ง”“จริงๆ แล้วคุณอยู่งานต่อกับคุณแม่คุณก็ได้นะคะ ไม่ต้องไปส่งปลายก็ได้ค่ะ”หญิงสาวเอ่ยอย่างเกรงใจ ด้วยไม่อยากป็นภาระเขา“ทำอย่างนั้นได้ไงกันครับ ผมไปรับคุณมาก็ต้องไปส่งคุณถึงที่สิครับ อีกอย่างเกิดเจ้าแสบสองคนเห็นคุณกลับเองโดยไม่มีรถผมไปส่งจ
“มายืนอยู่ตรงนี้เอง โรสเดินหาทั่วงานเลย เอ... พี่วิชญ์อยู่กับใครคะ เมื่อกี้โรสเห็นเหมือนมีใครยืนอยู่ด้วย”เสียงใสของรสรินทร์ดังขึ้นพร้อมๆ กับกวาดสายตามองรอบสระน้ำ ก่อนจ้องหน้าพี่ชาย“อ๋อ แขกที่มางานนี่แหละจ้ะ... พี่เห็นเขาอยู่คนเดียวก็เลยเดินมาคุยด้วย”“อืม... งั้นเราเข้าไปในงานกันเถอะค่ะ งานเริ่มแ
นับจากวันที่ณรันดาหนีจากเขาไปเงียบๆ ไม่ทิ้งแม้แต่จดหมายหรือข้อความใดๆ ไว้ มีเพียงแต่ของมีค่าที่เขาเคยซื้อให้เธอด้วยความเสน่หา หวังตอบแทนเธอที่เธอให้ความสุขกับเขาได้ทุกครั้ง ทุกเวลาที่เขาต้องการเท่านั้นที่เธอทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าและจากวันนั้น เขาก็รอคอยเธอและตามหาเธออย่างมีความหวัง จนเวลาล่วงไปจนสี่
งานที่มาร์คชวนมานั้นเป็นงานแฟชั่นการกุศล โดยมีคุณหญิงกาญจนา มารดาเขาเป็นประธานในการจัดงาน บรรยากาศภายในงานนั้นมีแต่คุณหญิงคุณนายและบรรดาลูกๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชายที่ต่างพามาร่วมงาน เพื่อหวังจะให้เด็กๆ ได้รู้จักมักจี่กัน หรืออีกนัยก็เหมือนพากันมาดูตัวกันนั่นแหละมาร์คเดินควงคู่ณรันดาเข้ามาในง







