Masuk"คุณไม่มีทางหนีผมได้แล้วปลาย" พูดจบเขาไม่รอช้ารีบคว้าร่างเธอเข้ามาสู่อ้อมกอด "ปล่อยฉันนะ บอกให้ปล่อยไง คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับฉันนะ" ณรันดาดิ้นรนทั้งทุบทั้งตีเขาเพื่อให้เขาปล่อย ทว่าดูเหมือนว่ามันยิ่งทำให้เขารัดเธอมากยิ่งขึ้น "สิทธิ์อีกแล้ว... นี่ไงผมกำลังมาทวงสิทธิ์อยู่นี่ไง" รวิชญ์กระซิบข้างหู น้ำเสียงที่เธอได้ยินนั้นช่างอ่อนโยนเหลือเกิน นี่เขาต้องการอะไรกัน ในเมื่อเขาต้องการเพียงแค่ลูกๆ ไม่เคยต้องการเธอ เขามาทำกับเธอแบบนี้ทำไมกัน เธอจะไม่ยอมกลับไปเป็นผู้หญิงที่ไม่มีค่า สำหรับเขาเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว
Lihat lebih banyakแชะ แชะ
เสียงกดชัตเตอร์ดังติดต่อกันต่อเนื่องโดยตากล้องมืออาชีพ สองเด็กน้อยคนหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งขนาด ความสูง รูปร่าง น้ำเสียง หรือแม้กระทั่งรอยยิ้ม หากแต่เวลานี้เด็กทั้งคู่จะต่างกันก็ตรงสีชุดที่สวมใส่อยู่ในตอนนี้ ผมที่ถูกรวบตึงไว้เผยให้เห็นผิวแก้มสีชมพูระเรื่อ จมูกเล็กโด่งจนเห็นสันจมูก บ่งบอกว่าโตขึ้นทั้งสองคนจมูกโด่งสวยแน่นอน ริมฝีปากเรียวบางได้รูปแต้มด้วยลิปสติกสีชมพูอ่อน ดวงตาสีนิลกลมโตจนแทบจะไม่เห็นนัยน์ตาสีขาวประกายไปด้วยแววตาแห่งความสุข
ฝาแฝดทั้งสองคนกำลังโพสท่าตามที่ผู้ใหญ่ออกแบบให้ รวมทั้งท่าทางที่ทั้งสองคนแสดงออกมาเองอย่างไร้เดียงสา ให้ตากล้องทำหน้าที่กดชัตเตอร์จนหนำใจ รอยยิ้ม แววตา ความสดใสไร้เดียงสาของเด็กทั้งสองสร้างความน่ารักน่าเอ็นดู สร้างสีสันและเรียกรอยยิ้มให้แก่ทีมงานได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“กรี๊ด! กรี๊ด!”
เสียงร้องดีใจดังออกจากปากเล็กจิ้มลิ้มของทั้งคู่พร้อมๆ กัน หนูน้อยพากันวิ่งแข่งกันไปยังจุดหมายเดียวกัน คือร่างสูงโปร่งของหญิงสาวในชุดกางเกงพอดีตัวสีขาวกับเสื้อยืดผ้าเนื้อดีสีฟ้าอ่อน ที่กำลังยืนยิ้มมองไปยังร่างเล็กของทั้งสองคนอยู่
“คุณแม่ขา... วันนี้คุณแม่มารับพี่ทอฝันกับน้องพาฝันด้วย ดีใจที่สุดเลย” เสียงใสของทั้งคู่ดังขึ้นแข่งกันจนแทบจะฟังไม่ได้ศัพท์
“ไม่ต้องวิ่งค่ะ เดี๋ยวหกล้มค่ะ”
หญิงสาวที่เด็กทั้งสองเรียกว่าแม่เมื่อครู่รีบย่อตัวลงนั่ง อ้าแขนรอรับร่างเล็กที่กำลังวิ่งแข่งกันมา
ณรันดา หญิงสาวหน้าหวานนัยน์ตาสวย แม่แท้ๆ ของทั้งคู่ โดยปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยได้มาดูลูกสาวทั้งสองทำงานเท่าไหร่นัก เพราะติดต้องทำหน้าที่ดูแลทั้งครูและเด็กนักเรียนระดับอนุบาลทั้งหมดของโรงเรียน
หญิงสาวอยู่ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำให้เธอไม่สามารถที่จะติดสอยห้อยตามลูกสาวได้มากนัก เธอจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่เพื่อนรักคอยเป็นธุระจัดการเกี่ยวกับงานของเจ้าตัวน้อยทุกอย่าง
แต่ทั้งนี้งานแต่ละงานยังคงต้องผ่านสายตาเธอด้วย เพื่อช่วยเพื่อนรักจัดสรรเวลาให้เด็กน้อยทั้งคู่ด้วยเช่นกัน
“ว่าไงจ๊ะ ไหนบอกว่าวันนี้ติดประชุม มาไม่ได้ไงล่ะ”
ปานชนก ซึ่งเดินตามเด็กทั้งสองมาทีหลังด้วย
“พอดีคุณหญิงท่านเลื่อนประชุมจ้ะ ก็เลยแอบมาดูเจ้าตัวแสบสักหน่อย”
พูดจบเธอก็หอมแก้มยุ้ยของเด็กทั้งคู่คนละที
เจ้าตัวแสบทั้งสองก็ไม่ยอมแพ้หอมแก้มคุณแม่ยังสาวคนละข้างพร้อมกันทันทีเช่นกัน
คุณหญิงที่ณรันดาพูดถึงก็คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลที่เธอทำงานอยู่นั่นแหละ หรืออีกนัยก็คือมารดาของมาร์ค หนุ่มลูกครึ่งซึ่งเป็นผู้เปิดโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้
“แล้วนี่จอดรถไว้ตรงไหนล่ะ”
ปานชนกถามขึ้นอีกเมื่อมองดูรอบๆ แล้วไม่เห็นรถของเพื่อนรัก
“เรามาแท็กซี่จ้ะ...”
“อืม งั้นเดี๋ยวเราไปส่ง”
ณรันดาพยักหน้ารับคำเพื่อน ก่อนหันไปให้ความสนใจเด็กน้อยสองคนอีกครั้ง
“วันนี้ลูกสาวแม่ดื้อกับน้าป่าน และพี่ๆ ทีมงานหรือเปล่าคะ”
“ไม่เลยค่ะ พี่ทอฝันไม่ได้ดื้อเลย”
เสียงเด็กเจ้าของชื่อทอฝัน หรือเด็กหญิงรวีรินดา ซึ่งเป็นแฝดผู้พี่ ตอบขึ้นก่อน
“น้องพาฝันก็ไม่ดื้อเหมือนกันค่ะ”
แล้วเสียงใสของน้องพาฝัน หรือเด็กหญิงรวรันตา แฝดคนน้องก็รีบตอบมาบ้าง
“เก่งมากเลยค่ะ... ถ้าอย่างนั้นต้องให้รางวัลสักหน่อย วันนี้คุณแม่จะพาไปกินไอติมดีไหมคะ”
คุณแม่ยังสาวเสนอของรางวัลพร้อมหอมแก้มยุ้ยอีกครั้ง
“ดีค่ะ... พี่ทอฝันจะกินสองถ้วยเลย”
“น้องพาฝันกินสองถ้วยด้วยนะคะ”
สองพี่น้องรีบแข่งกันบอกพร้อมชูนิ้วขึ้นเป็นการบอกจำนวน คุณแม่ยังสาวกับเพื่อนรักได้แต่ยิ้มให้กับกิริยาไร้เดียงสาของทั้งคู่
“แล้วนี่ถ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยังจ๊ะป่าน”
ณรันดาเงยหน้าขึ้นถามเพื่อนรัก
“น่าจะเรียบร้อยแล้ว... เพราะเขาขอเวลาไว้แค่สองชั่วโมง อีกอย่างวันนี้เจ้าตัวแสบเก่งมาก ดูอารมณ์ดีเหมือนรู้ว่าแม่จะมารับอย่างนั้นแหละ เลยทำให้งานผ่านฉลุย แทบจะไม่ต้องถ่ายแก้เลย”
ปานชนกยืนกอดอกตอบเพื่อนรักก่อนโน้มตัวลงไปหยิกแก้มยุ้ยของเจ้าตัวแสบทั้งคู่อย่างมันเขี้ยว
“อืม... งั้นเดี๋ยววันนี้เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า ไม่ได้กินข้าวด้วยกันมานานแล้วนะ”
พูดจบเธอก็จูงมือเด็กน้อยทั้งคู่ตรงไปยังทีมงานพร้อมกับปานชนกเพื่อถามถึงความเรียบร้อยของงานก่อนที่จะพากันขึ้นรถไป
“มีให้สิคะ แต่ไม่รู้ว่าคุณจะอยากได้หรือเปล่า”ณรันดาเอียงคอตอบเล็กน้อย เด็กน้อยที่ได้ยินคำตอบของมารดาก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยความอยากรู้บ้างว่าผู้เป็นแม่จะให้อะไรกับคุณพ่อ“ผมอยากได้ทุกอย่างที่ปลายให้ผม”ชายหนุ่มโอบไหล่ภรรยาสาวแล้วดึงเข้ามาใกล้อีกนิด ณรันดาคว้ามืออีกข้างที่ว่างอยู่นั้นมาทาบที่หน้าท้องของเธอ“สุขสันต์วันคล้ายวันเกิดค่ะคุณวิชญ์ ปลายกำลังมีเจ้าตัวเล็กเป็นของขวัญให้คุณค่ะ”“จริงเหรอปลาย นี่ปลายกำลังจะมีลูกให้ผมเหรอครับ”รวิชญ์ตะโกนขึ้นอย่างดีใจ เป็นผลให้ทุกคนที่อยู่ในงานนั้นได้ยิน ต่างพากันแสดงความยินดีไปกับเขาด้วย“ค่ะ ปลายท้องจะสามเดือนแล้วค่ะ”ณรันดาย้ำให้เขาฟังอีกครั้ง“พี่ทอฝัน น้องพาฝัน ดีใจไหมคะลูก เรากำลังจะมีน้องแล้วนะคะ”รวิชญ์ดึงร่างเล็กของเด็กทั้งคู่เข้ามากอด สลับกับหอมแก้มคนละข้างอย่างดีใจ“จริงๆ เหรอคะ น้องพาฝันจะมีน้องแล้วเหรอคะคุณพ่อ”“จริงเหรอคะคุณแม่ขา พี่ทอฝันจะมีน้องแล้วเหรอคะ”ณรันดาพยักหน้าน้อยๆ แทนคำตอบ พร้อมกับคว้ามือเล็กๆ ของทั้งคู่มาคนละข้าง วางทาบที่หน้าท้องของตัวเอง“น้องของหนูอยู่ในนี้ค่ะ ต้องรออีกสักหกเจ็ดเดือนนะคะ น้องถึงจะออกมาให้หนูสองคนเห็
ของขวัญที่ลูกสาวตัวน้อยนำมาให้นั้นคือภาพวาดครอบครัว ระบายด้วยสีชอล์กสวยงาม รวิชญ์กับณรันดาดูรูปถึงกับยิ้มออกมาก่อนผลัดกันถามลูกสาวว่ามีใครบ้างภายในภาพนั้น ถึงแม้ว่าภายในภาพนั้นจะระบุชื่อไว้ชัดเจนก็ตาม เด็กน้อยแย่งกันบอกว่าใครเป็นใครจนมาถึงรูปเด็กน้อยอีกคนที่นิ้วเล็กจิ้มไปพร้อมกันทำให้ทั้งคู่ต้องเงยหน้าขึ้นมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา“แล้วสองคนนี้ใครคะ ทำไมไม่เห็นมีชื่อเหมือนคนอื่นเลยล่ะคะ”ณรันดาถามขึ้นเมื่อเห็นรูปวาดเด็กอีกสองคนที่ไม่มีชื่อติดอยู่“คนนี้น้องสาวพี่ทอฝันค่ะ”ทอฝันชี้ไปที่รูปวาดเด็กผู้หญิงที่ปราศจากชื่อนั้น“คนนี้น้องชายน้องพาฝันค่ะ”แฝดคนน้องชี้ไปที่รูปวาดเด็กผู้ชายที่ปราศจากชื่ออีกเช่นกัน จากคำตอบของลูกสาวทั้งสองคนทำให้ณรันดาเงยหน้ามองรวิชญ์แล้วส่งยิ้มให้น้อยๆ“เอ... ลูกสาวมีของให้คุณพ่อ แล้วคุณภรรยาไม่มีของขวัญให้สามีคนนี้บ้างเหรอครับ”รวิชญ์ได้ทีรีบทวงของขวัญจากภรรยาสาวทันที“มีให้สิคะ แต่ไม่รู้ว่าคุณจะอยากได้หรือเปล่า”ณรันดาเอียงคอตอบเล็กน้อย เด็กน้อยที่ได้ยินคำตอบของมารดาก็รีบเงยหน้าขึ้นมอง ด้วยความอยากรู้บ้างว่าผู้เป็นแม่จะให้อะไรกับคุณพ่อ“ผมอยากได้ทุกอย่างที่ปลา
ณรันดาเดินออกมาบริเวณสนามหญ้าหน้าบ้าน ที่เดิมทีเป็นที่สำหรับจัดวางโต๊ะอาหาร แต่วันนี้มันโดนรื้อออกเหลือเพียงแค่สามถึงสี่โต๊ะเท่านั้น บรรยากาศโดยรอบนั้นเต็มไปด้วยซุ้มดอกลิลลี่สีขาวสลับกับดอกกุหลาบสีแดงสด ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกจัดขึ้นด้วยช่างฝีมือทั้งสิ้นหญิงสาวยืนมองบรรยากาศโดยรอบแล้วทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในบรรยากาศของงานแต่งงานอย่างไรอย่างนั้น แล้วณรันดาก็รู้สึกตัวอีกครั้ง หลังจากที่ปล่อยตัวไปตามบรรยากาศของงาน เมื่อร่างเล็กในชุดนางฟ้าตัวน้อยที่ยืนขนาบข้างเธอนั้นกระตุกมือเธอพร้อมๆ กัน“คุณแม่ขา หยุดเดินทำไมคะ”น้องพาฝันเงยหน้าขึ้นถามมารดา“คุณแม่แค่แปลกใจค่ะ ว่าทำไมดอกไม้พวกนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่เร็วจัง เมื่อสักพักมันยังไม่มีเลย”ณรันดาก้มหน้าตอบคนช่างสงสัย“คุณแม่ชอบหรือเปล่าคะ”คราวนี้เสียงแฝดคนโตถามขึ้นบ้าง“ชอบสิคะ คุณแม่ชอบดอกลิลลี่สีขาวกับดอกกุหลาบมากที่สุดเลย นี่ถ้าคุณป้าเมย์ไม่บอกว่าเป็นการจัดฉากเพื่อถ่ายละครที่หนูสองคนเล่นอยู่ คุณแม่คิดว่าเป็นงานแต่งงานของคุณแม่แล้วนะคะนี่”หญิงสาวว่าพลางหัวเราะน้อยๆ กับลูกสาวทั้งสองคนในขณะที่สามคนแม่ลูกกำลังคุยกันอยู่นั้น ร่างสูงใหญ่ของ
รวิชญ์ให้สัญญากับตัวเองว่า ไม่ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร เขาจะไม่ยอมกลับไปเป็นคนขี้ขลาด และจะไม่ปล่อยให้ความกลัวกับอดีตเข้ามาครอบงำเขาได้อีกเป็นอันขาด เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเกือบทำให้เขาต้องเสียคนที่เขารักไปตลอดชีวิต เมื่อเวลานี้เขาได้ของรักที่สุดในชีวิตกลับคืนมาแล้ว เขาจะรักษาของมีค่าที่สุดชิ้นนี้ไว้ให้อยู่กับเขาตลอดไปนานเท่าที่จะนานได้......บ้านเคียงฟ้า...ณรันดายืนอ่านป้ายชื่อร้านที่เธอและเพื่อนรักอีกสองคนลงความเห็นว่าเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นชื่อร้านอาหารที่จะเปิดขึ้น“ปลาย มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้จ๊ะ ทำไมยังไม่แต่งตัวอีก... ตอนนี้แซนดี้จับยายสองแสบแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว รู้สึกกำลังตื่นเต้นกับชุดที่แซนดี้หามาให้ใหญ่เลย”ปานชนกตรงเข้ามาหาเพื่อนรัก พลางมองในสิ่งที่หญิงสาวที่ยืนอยู่ก่อนมองอยู่“ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าวันนี้ปลายกับคุณรวิชญ์จะได้กลับมาที่ร้านนี้ด้วยกันในฐานะสามีภรรยากัน”ปานชนกยิ้มอย่างปลื้มใจแทนเพื่อนรัก เพราะเธอรู้อยู่แก่ใจว่าการกลับมาที่ ‘บ้านเคียงฟ้า’ ในวันนี้มีความสำคัญกับเพื่อนรักของเธอมากเพียงไร“ป่าน เรามีความสุขจังเลย”หญิงสาวเอ่ยขึ้น พร้อมกับโผเข้ากอดเพื่อนรักเอาไว้
บรรยากาศภายในโรงเรียนอนุบาลยามเช้าเช่นนี้ เด็กๆ ต่างพากันจับกลุ่มวิ่งเล่นบริเวณสนามเด็กเล่นที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้เช้านี้ณรันดาต้องมารับเด็กที่หน้าโรงเรียนแทนครูเวร เนื่องจากครูเวรประจำวันเกิดป่วย ทำให้เธอได้มีโอกาสเจอหน้าผู้ปกครองของเด็กและได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กบางคนบ้าง“สวัสดีคร
ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางเมืองหลวง เวลาบ่ายแก่ๆ จวนจะคล้อยเย็นเช่นนี้ทำให้ผู้คนค่อนข้างหนาตา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือบรรดานักศึกษาต่างพากันเดินขวักไขว่กันเต็มไปหมด ร้านอาหารต่างๆ ก็เต็มไปด้วยผู้คน บางร้านถึงขนาดรอคิวกันก็มีณรันดากับปานชนกจูงมือเด็กสองคนไว้คนละคน โดยคุณแม่เป็นคนจูงน้องพาฝัน ส่วน
“คิดมากน่าปลาย เงินทุกบาทที่สองคนได้มาเธอก็เก็บไว้เป็นทุนการศึกษาเขา และอีกอย่างยายสองแสบก็ดูจะชอบงานนี้ซะด้วย เราว่าปล่อยให้ทำต่อไปเถอะ เราก็ช่วยๆ กันดูงานที่มันไม่หนักมากให้”“เฮ้อ... อย่างว่าแหละนะ ถ้าเราไม่ได้ลูกก็คงลำบากเหมือนกัน”ณรันดาถอนหายใจน้อยๆ ก่อนเอื้อมไปลูบศีรษะลูกสาวทั้งสองคน พร้อมส่
“ผมขอโทษ พอดีกำลังนั่งดูรูปเด็กเพลินๆ น่ะครับ”“โห! ตายแล้ว... สงสัยวันนี้ฝนจะตกหนัก นักธุรกิจหนุ่มอย่างคุณรวิชญ์มีเวลามานั่งดูรูปเด็กถ่ายแฟชั่น”เพียงฟ้าแสร้งทำเสียงสูงตกใจที่ได้รู้ว่าผู้ชายที่เธอกำลังโอบกอดอยู่เวลานี้ทำอะไรอยู่อย่างไม่เชื่อหูตัวเอง“ไหนคะ ขอฟ้าดูหน่อยสิคะว่าเด็กคนไหนที่ทำให้รวิชญ