LOGIN
“เอี๊ยด!!”
เสียงเบรกห้ามล้อของมอเตอร์ไซค์คันเล็กกะทัดรัดประหยัดน้ำมันที่แล่นมาจอดอยู่หน้าร้านข้าวแกงได้อย่างพอดิบพอดี ก่อนที่เจ้าของรถจะวาดต้นขาเรียวเล็กลงมายืนอยู่ด้านข้างด้วยท่าทางทะมัดทะแมงสุดๆ
หมวกกันน็อคสีแปร๊ดไม่ต่างจากรถถูกถอดออกก่อนจะสะบัดศีรษะไปมา รวบเส้นผมหยักศกยาวเคลียไหล่ด้วยผ้ารัดผมสีดำที่คล้องอยู่ที่ข้อมืออย่างลวกๆ เผยให้เห็นใบหน้าสวยหวานจิ้มลิ้ม ตาโต ปากนิด จมูกหน่อย ทั้งที่การแต่งกายนั้นช่างไม่เข้ากับใบหน้าสักนิด
ชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนสวมทับด้วยแจ็คเก็ตขนาดพอดีตัวกับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังแต่คล้ายไม่ได้ซักมาสัก 10 ปี ประกอบกับย่ามหนังใบเก่งสะพายแล่งพร้อมกระเป๋าใส่กล้องคล้องคอ ท่าทางแมนเกินหญิงบ่งบอกถึงอาชีพเสี่ยงๆ ที่เธอภูมิใจนักหนา เมื่อจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่ ฝ่ามือบอบบางก็ลูบไล้เจ้ารถคู่ชีพอย่างขอบอกขอบใจที่เจ้าสองล้อเพื่อนเกลอพาเธอฝ่าดงรถติดมาถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยโดยไม่บุบสลายไปสักตารางนิ้วเดียว
ตึกสูง 9 ชั้น ซึ่งเป็นที่ตั้งออฟฟิศของหนังสือพิมพ์ยักษ์ไม่ใหญ่เท่าไรของเมืองไทยตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือจุดหมายที่ต้องการมาถึงให้ไวที่สุดแต่ก็ยังช้าไปจนได้
ดวงตาสวยหวานต่างจากบุคลิกซนๆ มองนาฬิกาที่ข้อมือพร้อมกับขบกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างมันเขี้ยว เพราะเกิดอุบัติเหตุระหว่างทางมาทำงานทำให้เธอต้องเข้างานสายจนได้ ทั้งที่มีประชุมกับ บก. ช่วงเช้าเสียด้วย
ร่างงามระหงที่พาตัวเองเดินเร็วรี่เข้าไปด้านในทำให้คนที่กำลังตักข้าวเข้าปากอยู่ในร้านข้าวแกงต้องรีบทิ้งช้อนทิ้งส้อมแล้ววิ่งตามเจ้าของร่างเล็กกะทัดรัดไม่แพ้รถคู่ชีพเข้าไปในออฟฟิศโดยเร็ว
สัญญาณไฟหน้าลิฟต์ที่ค่อยๆ เลื่อนลงมาอย่างอ้อยอิ่ง โดยไม่สนใจเลยว่าผู้รอโดยสารนั้นจะรีบเร่งมากน้อยแค่ไหนทำให้เจ้าของใบหน้าสวยหวานต้องสบถออกมาอย่างหัวเสียสุดๆ
“โธ่โว้ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ นี่มันตั้งใจจะให้สายไปทุกพิกัดเลยหรือไงนะ”
‘มัน’ ที่เอ่ยถึงก็คืออุปสรรคที่ช่างมากมีนักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา และเหมือนว่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในลิฟต์จะได้ยิน เพราะแค่เธอบ่น มันก็เหมือนจะเคลื่อนตัวลงด้านล่างอย่างเร็ว
ลิฟต์โดยสารเฉพาะเจ้าหน้าที่ของออฟฟิศเปิดออก ซึ่งแน่นอนว่าผู้โดยสารนั้นมีเธอเพียงคนเดียว ก็นี่มันปาเข้าไปจะ 10 โมงแล้วนี่ ใครล่ะจะบ้ามาทำงานพร้อมกันกับเธอ แต่ก่อนที่ช่วงขาเรียวยาวจะก้าวเข้าไปนั้น
“เมี่ยง! รอเดี๋ยว! รอเดี๋ยว... เมี่ยงหยุดก่อน หยุ้ดดดด...”
เสียงแปดหลอดที่ดังมาก่อนตัวทำให้ ‘ปณาลี’ หรือ ‘เมี่ยงคำ’ ต้องกลอกตาขึ้นมองเพดานลิฟต์ที่เธอเพิ่งรู้ในวันนี้ว่ามันเป็นอะลูมิเนียมมันวาวและใสเสียจนสะท้อนสีหน้าและแววตาสุดแสนจะรำคาญของเธอออกมาได้ ก่อนจะพ่นลมหายใจออกทางปากพร้อมรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติโดยเร็ว
“คะพี่หนูนา มีอะไรหรือเปล่าคะ”
ใบหน้ายิ้มแย้มของปณาลีเอ่ยถาม ‘หนูนา’ หนุ่มแอ๊บแมนสุดแสนเพอร์เฟคที่แต่เดิมเคยชื่อว่า ‘นพ’ แต่สำหรับอาชีพเปิดตัวได้แรงอย่างนักข่าวสายบันเทิง นพก็เลยขอเปิดตัวเป็น ‘หนูนา’ ได้อย่างน่ารักน่าชัง
แต่ถ้าจะให้เธอวิจารณ์เธอก็คิดว่านังเก้งตัวแม่นี่น่าจะชื่อว่า ‘หนูหริ่ง’ มากที่สุด เพราะเธอรู้ดีว่า ‘นังนี่’ มายาสาไถเก่งสุดๆ และไม่รู้ว่าวันนี้จะมาเสี้ยมมาหลอกล่ออะไรให้เธอต้องหน้าแตกอีกบ้าง
เพราะเมื่อหลายวันก่อน หนูนานี่แหละที่เอาข่าวเรื่องการค้าของเถื่อนที่ท่าเรือแห่งใหญ่ในกรุงเทพฯ มาบอกเธอ ทำให้เธอรีบกระหืดกระหอบไปขอ ‘พี่วิทิต’ บก. ประจำหนังสือพิมพ์ ‘ข่าวสารบ้านเรา’ ให้อนุญาตให้เธอไปทำข่าวนี้ เพราะงานลุยๆ แบบนี้แหละที่เธอชอบ
แต่ดันกลายเป็นว่าเธอได้รับคำตำหนิจากพี่วิทิตมาเป็นกระบุง เพราะข่าวนี้พี่วิทิตมอบหมายให้คนอื่นไปทำแล้ว พร้อมกับต่อว่าฝากท้ายมาด้วยว่า เธอควรจะมีจมูกไวให้มากกว่านี้ตามสัญชาตญาณของนักข่าวที่ ‘หูผีจมูกมด’ แปลว่า รู้เรื่องอะไรก็ทันท่วงทีไปหมด
ข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ควรจะเสพไว้บ้าง ไม่ใช่มัวแต่ยืนฝันนั่งฝันกินอุดมการณ์ที่จะมี ‘ผู้ก่อการดี’ สักคนคาบข่าวมาบอก เพราะนักข่าวสมัยนี้ต้องเก่งไอที ต้องรู้จักหาข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ต้องมีสายข่าวอยู่ทุกที่ อาชีพนักข่าวของเธอจึงจะรุ่ง ไม่อย่างนั้นพี่วิทิตก็ยังเห็นว่าเธอควรจะทำงานคัดกรองข่าวอยู่ในออฟฟิศเท่านั้น ถ้าไม่มีประสบการณ์มากพอ การออกไปทำงานด้านนอกก็จะไปป่วนคนอื่นเสียเปล่าๆ
‘ทำตัวให้มันสวยหวานสมกับหน้าตาหน่อยนะเมี่ยง’
ปณาลีจำได้ดีถึงคำพูดและสายตาเอือมระอาที่พี่วิทิตใช้มองเธอ นั่นมันไม่ใช่การชื่นชม แต่มันเป็นการทำลายทางสายตาอย่างรุนแรงว่าเธอนั้น ‘ไม่ได้เรื่อง’ และ ‘ไม่เหมาะกับอาชีพนักข่าวภาคสนาม’ เลยสักนิด แต่คนทะยานอยากอย่างเธอ อยากได้อะไรต้องได้ อยากทำอะไรก็ต้องได้ทำและต้องสำเร็จด้วย จะไม่ยอมให้คำสบประมาทหรือขวากหนามเล็กๆ มาทำให้เสียงานใหญ่แน่
“เมี่ยง! นี่พี่ถามทำไมไม่ตอบ นี่เรานอนน้อยจนเบลอหรือเปล่า” หนูนาถอนหายใจหลายๆ เฮือก เมื่อนักข่าวสาวคนโปรดของ บก. ดูจะไม่ได้สนใจในคำถามของเธอเลยสักนิด
“ว่าไงนะพี่ เอ่อ... เมี่ยงไม่ได้ฟัง คงเบลอจริงๆ อะ” ปณาลียิ้มแหย เมื่อเผลอคิดเพลินจนลืมไปว่ายังมีเก้งตัวใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า
“พี่ถามว่าได้ข่าวแล้วหรือยัง” หน้าตากระตือรือร้นอยากบอกสุดขีด
“รอเดี๋ยวเถอะยัยวุ่นวาย ให้ฉันจัดการเรื่องอื่นให้เสร็จก่อน ฉันจะกลับมาซักฟอกเธอเอง จะฟอกให้สะอาดเลยคอยดูสิ”ไกรพูดอย่างหมายมั่น ทั้งที่แปลกใจตัวเองไม่น้อยที่ติดใจเด็กสาวชาวพม่านี่จนผิดสังเกต ก็เขาไม่เคยให้ความสนใจผู้หญิงคนไหนมากไปกว่าคู่ขาบนเตียง แต่กลับเด็กสาวคนนี้ แค่ใกล้กันเกินระยะ 10 เมตร เขาก็ยังไม่เคย หน้าตาใกล้ๆ ก็ยังไม่เห็น แล้วอะไรกันทำให้เขาติดใจเสียจนไม่สามารถสลัดไล่ช่วงขาขาวๆ แต่ดันมีชายขากางเกงยีนโผล่ออกมาได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่ได้เป็นโรคแพ้ความขาวสักนิด จู่ๆ เชื้อโรคเหล่านี้คงไม่ลอยตามลมมาติดเขาได้หรอก สิ่งเหล่านี้มันต้องมีสาเหตุ“หรือจะเป็นลางสังหรณ์”หัวคิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน การถูกเลี้ยงดูแบบลูกทะเลทำให้เขากลายเป็นฝรั่งที่เชื่อในเรื่องโชคลาง ไม่ว่าจะทำอะไร แม่ก็พร่ำสอนทุกอย่างว่าให้เคารพข้าวของสถานที่ ไม่ว่าจะมีตัวตนหรือไม่มีตัวตนก็ตาม ทำให้ในทุกครั้งที่ออกทะเล หรือจะประกอบกิจการใหม่ เขาก็ไม่เคยละเว้นที่จะกระทำให้ถูกที่ถูกทางและลางสังหรณ์กับเขาก็ดูเหมือนจะเกี่ยวพันกันและกันมาโดยตลอด หรือว่าความร้อนรุ่มในจิตใจและความพิสมัยในตัวเด็กสาวคนนี้มากเป็นพิเศษ จนมาถึงท่า
ไอความร้อนพุ่งวาบกระจายไปทั่วใบหน้า คิดพลางรีบหยิบปลาใส่ตะกร้าโดยไว แต่กลับถูกนวลตีมือเพราะหยิบปลาทูไปปนกับปลาอื่น จนเธอต้องหน้าเบ้ด้วยความเจ็บ และโดยอัตโนมัติที่เธอจะต้องหันไปมองดูเขา แน่นอนว่าเขามองมาและ...‘ตาบ้า! จะยิ้มทำไมนะ แค่นี้ฉันก็จะตายอยู่แล้ว ยังจะบ้ามายิ้มให้อีก คนบ้า!’ปณาลีได้แต่ระบายออกโดยการหยิบปลาลงตะกร้าเร็วๆ และก็ถูกนวลตีมือเข้าอีกจนได้ ใบหน้าก้มต่ำยิ้มแหยทั้งเจ็บที่ถูกตี และทั้งโกรธที่คนหล่อทำเรื่องให้ ก่อกวนหัวใจของเธอในยามหลับยังไม่พอ เขายังมาก่อกวนสายตาของเธอในขณะนี้อีกด้วย แล้วรอยยิ้มที่ได้รับนี่ ไม่ใช่ว่าคืนนี้เธอจะแอบเอาไปฝันอีกนะปณาลีสับสนกับความคิดวูบวาบของตัวเองและเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง นายหัวสุดหล่อก็กระโดดลงไปอยู่ในเรือประมงลำใหญ่เสียแล้ว โดยมีชายชุดดำ 3 คนยืนขนาบข้างอย่างระแวดระวังภัยเต็มที่ท่าทางนั้นทำให้เธอจินตนาการไปถึงภาพยนตร์มาเฟียของฮอลลีวูดสักเรื่อง แต่โลเคชั่นเรือประมงอย่างนี้มันน่าจะเป็นมาเฟียฮ่องกงมากกว่านะ ติดที่ว่าหน้าฝรั่งนั่นดูไม่ออกสักนิดว่ามีเชื้อสายฮ่องกงน่ะสิ และถ้าจะให้สมก็คงจะเป็นฉายา ‘นายหัวสุดหล่อกระแทกใจ’ นั่นแหละเหมาะแล้ว
เด็กสาวชาวพม่าที่ดูยักแย่ยักยันกับการคัดแยกปลา รวมทั้งเหมือนเธอจะระวังว่าผ้าถุงที่นุ่งไว้นั้นจะหลุดหรือไม่ ทำให้ไกรที่ยืนมองดูอยู่ในออฟฟิศถึงกับขำกับท่าทางนั้น ก่อนจะทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องมายืนดูพนักงานทำงานแบบนี้ หรือเพราะว่าเด็กสาวคนนี้มีอะไรผิดปกติ ‘ขาว’ ผิดปกติเหรอ เมื่อต้นขาที่โผล่พ้นผ้านุ่งขึ้นไปนั้นมันขาวมากจริงๆ ความคิดสัปดนทำให้ต้องรีบเบือนหน้าหนีแต่ยังช้าไปกว่าที่ใหญ่มองมาพอดี“พนักงานใหม่หรือพี่ใหญ่” ถามกลบเกลื่อนเมื่อเห็นสายตาเต็มไปด้วยความสงสัยของใหญ่“ครับนายหัว”“มาจากไหนล่ะ”“เชียงรายครับ”“มาไกลเหมือนกันนะ แล้วถูกกฎหมายหรือเปล่าล่ะ”“มีบัตรสีชมพูมาครับ”“พี่ใหญ่อย่าลืมเอาไปตรวจสอบอีกทีล่ะ ถึงมีบัตรก็ใช่ว่าจะจริง ฉันไม่อยากมีปัญหาอีก”“ครับนายหัว แต่ไม่น่ามีปัญหาหรอกครับ เคยทำงานที่มหาชัยมาหลายปี ปัญหาน่าจะไม่ทนมากกว่าครับ ดูยักแย่ยักยันชอบกล ถ้าไม่ไหวผมก็จะส่งกลับไปที่ร้าน ตัวเล็กๆ แบบนี้น่าจะเหมาะกับที่ร้านมากกว่า”“แล้วแต่พี่ใหญ่ล่ะกัน แล้วเรื่องที่ให้ตามไปถึงไหนแล้วล่ะ”ไกรรีบเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากให้ใหญ่จับสังเกตเขามากไปกว่านี้ เพรา
“ชื่ออะไรนะเรา” ใหญ่ถามเพราะอยากสัมภาษณ์เด็กสาวอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นพนักงานที่ทางร้านอาหารส่งมาให้และบอกคุณสมบัติมาแล้วว่าเด็กพูดไทยได้ดี แต่เขาก็อยากจะทดสอบดูอีกครั้ง เพราะงานคัดปลาไม่ใช่งานสบาย ทำไมเด็กนี่ถึงไม่เลือกทำงานที่ร้านอาหารมากกว่าเจาะจงว่าอยากทำงานที่แพปลานี้ และทั้งผิวพรรณ มือไม้ก็ดูบอบบางไม่น่าจะทำงานลำบากได้“เมี่ยงคำ” ภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ ส่งออกมา แต่เด็กสาวก็ยังคงก้มหน้านิ่ง“เห็นว่าเคยทำงานที่มหาชัย แล้วทำไมออกมาล่ะ ที่โน่นน่าจะสบายกว่าที่นี่นะ พวกพ้องก็เยอะ รถรากลับบ้านก็สะดวกด้วย ทำไมถึงลงมาทำงานที่ใต้ล่ะ”“เบื่อ คนจีบเยอะ ไม่อยากมีผัว ก็เลยย้ายหนี”คำตอบของเด็กสาวที่บัตรสีชมพูระบุว่าอายุได้ 19 ปี ทำให้ใหญ่แทบสำลักกาแฟที่เพิ่งจิบเข้าไป ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะอย่างคิดไม่ถึงที่จะได้ยินประโยคนี้ สำเนียงแปร่งแบบพม่าพูดไทยนั้นเขาเคยชินดีจึงไม่รู้สึกขำขันอะไร แต่คำพูดตรงสุดๆ ของเด็กสาวทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขำ เพราะใบหน้าของเด็กสาวที่เงยขึ้นพูดกับเขานั้นมันแทบจะมองไม่เห็นสีเนื้อของใบหน้าด้วยซ้ำ ด้วยมันถูกแทนที่จากสีเหลืองของไม้ทานาคาทั้งหมด“ฮ่า ฮ่า ฮ่า... พูดตรงมาก”“ผู
“จะบ้าไปใหญ่แล้วไกร หน้าตาหล่อนเป็นไงก็ไม่รู้ อ้วนเป็นตุ่ม สิวเขรอะ ฝ้าตรึม หรือสาวทอมมาเองก็ไม่รู้ และอีกอย่างรู้ได้ไงว่าแม่นี่ไม่คุ้นคาวโลกีย์ หล่อนอาจจะเจนสนามก็ได้ใครจะรู้ คิดอะไรไม่เข้าท่า เฮอะ!”ไกรส่ายศีรษะกับความคิดไม่เข้าท่าของตัวเอง ที่ยังไม่ทันได้เห็นหน้านักข่าวสาวตามที่นฬปบอก แต่กระแสอารมณ์บางอย่างในร่างกายก็โลดแล่นคิดกับเธอไปไกลกว่าที่ควรซะแล้ว ทั้งที่ไม่รู้สักนิดว่าแม่นักข่าวสาวนั่นเป็นยังไงกันแน่ จะสาวหรือจะแก่ จะอ้วนหรือจะผอม ขาวอมชมพู ผิวสองสี หรือว่าดำเป็นถ่าน แต่แค่คิดถึงความท้าทายที่เจ้าหล่อนกล้ามาหาข่าวถึงที่นี่เขาก็ตื่นเต้นซะแล้วหรือว่ามันจะคือความแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคย ของแปลกกลิ่นที่มักกระตุ้นต่อมรับความรู้สึกของเขาอยู่เรื่อย เพราะอย่างนี้แหละเขาถึงเลือกที่จะไม่กินของซ้ำ แค่ครั้งเดียวก็เกินพอสำหรับกันและกัน แต่สำหรับแม่นักข่าวคนนี้ แค่อายุพอเหมาะ หน้าตาและหุ่นพอไปวัดตอนสายๆ ได้หน่อย เขาก็จะขอชิมนักข่าวสักครั้งเถอะ จะได้ขึ้นทำเนียบว่าอีกหนึ่งอาชีพที่เขาเคยได้กินนั้น ‘อร่อย’ หรือเปล่า..ปณาลีมองดูเสื้อผ้าหน้าผมของตัวเองในกระจกก่อนจะยิ้มทั้งพยายามปั้นสีหน้าให้ดู
“เป็นไงบ้างไอ้ปลาไหล มุดเข้าโพรงไปกี่ครั้งกันล่ะ”เสียงเอ่ยทักดังออกมาจากมุมมืดด้านหนึ่งของตัวบ้านทำให้เจ้าของร่างสูงที่กำลังเดินลัดเลาะต้องชะงักเท้า ก่อนจะยักไหล่ว่าไม่แคร์สักนิด รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าหล่ออย่างเป็นต่อก่อนจะพาตัวเองเข้าสู่ด้านในเพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่นานคนด้านนอกก็จะตามเข้ามา“ก็แค่ไม่กี่ครั้ง” เสียงทุ้มเอ่ยบอกเมื่อรับรู้ว่าคนด้านนอกนั้นตามเข้ามาแล้ว น้ำเสียงเจือไว้ด้วยความภูมิใจในประสิทธิภาพของตัวเองอยู่เต็มที่“แล้วไงคุ้มหรือเปล่า” คนถามยังอยู่ในที่มืด เช่นเดียวกับเจ้าของบ้านที่ไม่คิดจะเปิดไฟให้ความสว่าง สองร่างสูงใหญ่ไม่แพ้กันจึงยังคงยืนคุยกันอยู่ในความมืดเหมือนไม่ต้องการให้ใครรู้เห็น“คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มน่ะสิ”“ยังไง” น้ำเสียงเอ่ยถามกระตือรือร้นราวกับว่าเขามาเพราะสิ่งนี้“ไอ้มังกรมันจะไปมาเลฯ วันเสาร์”“ดี เก่งนี่หว่า ไม่เสียน้ำไปเปล่าๆ”น้ำเสียงเหมือนเอ่ยชมแต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนถูกประชดประชัน แต่ข่าวที่ได้มาก็ทำให้เขาอารมณ์ดีจนเห็นเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ ที่ได้เสียน้ำแลกข่าว“ได้ข่าวแล้วก็ตามเรื่องให้ดีล่ะ ข้าเสียน้ำ เอ็งก็ควรจะเสียเหงื่อบ้าง แต่ไม่ต้องลงทุนถึงขนา







